Feeds:
Posts
Comments

นอกจากจะเป็นการเชื่อมพื้นที่คนตัวเล็กตัวน้อยกับพื้นที่สาธารณะแล้ว อีกคุณค่าหนึ่งของสื่อพลเมือง คือการทำหน้าที่ในฐานะ “สื่อแนวราบ”

งานนักข่าวพลเมืองชิ้นแรกจากสมาร์ท นิยมเดชา นักข่าวพลเมืองจะนะ ที่ออกอากาศทางวีทีไทย จึงมิได้มีคุณค่าเพียงแค่ 3 นาทีบนหน้าจอโทรทัศน์เท่านั้น หากมันยังทำหน้าที่กลับไปหมุนกระบวนการต่อสู้ของชุมชนที่ฟุบไป ให้ฟูขึ้นมาใหม่อีกหน และนำให้คนกลับมามีบทสนทนาร่วมกัน

พี่แก๊ส…ศุภวรรณ ชนะสงคราม ได้เล่าเรื่องราวนี้ไว้ใน “สารตั้งต้น” เล่มที่ 2 ของสำนักข่าวชาวบ้านค่ะ

สื่อสารในความเคลื่อนไหว
ไม้ต่อภารกิจดูแล ‘บ้าน’ ของชาวจะนะ จ.สงขลา

โดย ศุภวรรณ ชนะสงคราม

“ตีเก้าครึ่ง อย่าลืมแลนักข่าวพลเมืองช่องทีวีไทย  ออกเรื่องดินวะกัฟ !”

เสียงร้องบอกต่อๆ กันอย่างตื่นเต้นดังกลับมาตามสาย หลังจากฉันโทรศัพท์แจ้งไปตามหมู่บ้านต่างๆ ในเครือข่ายครอบคลุมพื้นที่สามตำบลของอำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ที่ร่วมกันคัดค้านโครงการท่อก๊าซไทย-มาเลเซียและนิคมอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ว่างานข่าวที่วัยรุ่นบ้านเราพยายามเล่าเรื่องราวการต่อสู้ของพี่น้องผ่านการถ่ายทำ-ตัดต่อภาพกันเอง แก้แล้ว แก้อีก จนได้ฤกษ์ออกอากาศ

เสียงโทรศัพท์ กริ๊ง กร๊าง กลับมาสอบถามอย่างไม่ขาดสาย เมื่อเวลาล่วงเลยผ่านสามทุ่มไปแล้ว แต่เรื่องราวที่รอคอยยังมาไม่ถึง

“ออกแน่หรือเปล่า?  คืนนี้แน่นะ..”

ในที่สุดเสียงโทรศัพท์ก็เงียบลง เมื่อได้ยินเสียงรายงานข่าวของนักข่าวพลเมืองอำเภอจะนะดังขึ้น

ฉันอดยิ้มคนเดียวไม่ได้  เมื่อนึกภาพถึงความกระตือรือร้นของแต่ละคน แต่ละกลุ่ม ที่ยังคงนั่งลุ้นกันอย่างใจจดใจจ่ออยู่เต็มหน้าจอโทรทัศน์  ไม่ยอมเปลี่ยนช่องไปไหน ดังเช่นทุกครั้งที่มีเรื่องราวการคัดค้านโครงการท่อก๊าซฯ ออกอากาศผ่านสื่อไปถึงคนข้างนอก

มันทำให้ฉันนึกย้อนไปถึงเมื่อสองปีก่อน ที่บรรยากาศการรวมกลุ่มเริ่มแผ่วลงเนื่องจากปัจจัยภายนอกที่รุมเร้าเข้ามามากมาย แต่เมื่อรายการโทรทัศน์ช่องหนึ่งสัมภาษณ์ทนายความและเอ็นจีโอถึงการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาของรัฐบาลทักษิณ  ชินวัตร เพื่อลบล้างความผิดย้อนหลังให้กับการก่อสร้างโครงการท่อก๊าซฯ  กำลังใจ ความมั่นใจที่จะทวงคืนที่ดินวะกัฟก็กลับคืนมา

ยิ่งเมื่อนำวีซีดีชุดนั้นไปเปิดรณรงค์กันตามกลุ่มต่างๆ ความสดชื่น แจ่มใส ของพี่น้องก็ฟื้นกลับคืนมาอีกครั้ง

‘สื่อ’ ช่างมีพลังจริงๆ

วีซีดีของนักข่าวพลเมืองจะนะชุดนี้ก็เช่นกัน จะพลาดได้อย่างไร?

วีซีดีชุดนี้จะต้องถูกเอาไปเผยแพร่  เวียนกันดูในชุมชนอีกครั้ง

แม้หลายคนจะดูแล้วก็ตาม แต่เขามีความสุขที่จะดูกันอีกครั้ง

มันเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างบรรยากาศ สร้างพลัง !  ก่อนจะประชุมวางแผนการทำงานกันต่อไป

นอกจากวีซีดีชุดนี้แล้ว เมื่อครั้งไปอบรมนักข่าวพลเมืองที่จังหวัดปัตตานี หลังจากกลับมาคุยสรุปกันในหมู่บ้าน ก็มีข้อเสนอจากผู้เข้าอบรมว่า ‘หนังสือพิมพ์กำแพง’ เป็นกิจกรรมที่ดึงดูดใจมิใช่น้อย น่าจะเอามาใช้ประโยชน์ต่อในชุมชน

ก่อนหน้านี้ พวกเราใช้ ‘จดหมายข่าว เรื่องเล่าจากลานหอยเสียบ’ ไปแปะกันหลายๆ ที่ในหมู่บ้าน ถึงขั้นแข่งกันว่า สถานที่ที่ไปแปะของใครเจ๋งกว่ากัน และท้ากันว่าใครไปติดที่ ‘ร้านน้ำชาของฝ่ายสนับสนุน’ ได้ถือว่าแน่จริง!

ดูเหมือนข้อเสนอนี้เรียกจะเรียกเสียงเฮ จากพวกเราได้มาก เพราะความพยายามเผยแพร่ข้อมูลไปยังกลุ่มที่สนับสนุนโครงการท่อก๊าซฯ นั้นถือว่าเป็นภารกิจหลักของกลุ่มคัดค้านฯ ที่ตกลงกันมานานหลายปี ซึ่งทุกปีเราก็พยายามหารูปแบบใหม่ๆ เข้ามาเพื่อเก็บคะแนนสะสมกัน  เช่นเดียวกับการทำจดหมายข่าว เรื่องเล่าจากลานหอยเสียบ

พวกเราเริ่มต้นจากการระดมความเห็นกันว่า จะกระจายข้อมูล สร้างความเข้าใจกับพี่น้องในพื้นที่โครงการท่อก๊าซฯ เรื่องที่ดินวะกัฟด้วยวิธีไหนดี

ตอนนั้น มีการเล่าสู่กันฟังว่า มีคำถามจากฝ่ายสนับสนุนโครงการฯ ว่า เรื่องที่ดินวะกัฟไม่เป็นความจริง ที่สำคัญคือ มีการท้าทายกันว่า ไม่มีพยานและทายาท (วะเระ) ที่จะยืนยันว่าเป็นที่ดินวะกัฟ ซึ่งถ้าปล่อยไว้นานอาจมีผลให้พี่น้องประชาชนทั่วไปขาดความมั่นใจไปตามข่าวลือนั้น

พวกเราจึงทำแผ่นพับนี้ขึ้นมา โดยเนื้อหามีทั้งรูป ทั้งชื่อที่ชัดเจนของพยานและทายาท

นั่นคือ ‘ยีรอกิเยาะ’ เป็นทายาท และ โต๊ะชาย (ตา/ปู่) ที่ยืนยันการวะกัฟให้เห็นว่า มีตัวตนจริง พร้อมทั้งถ้อยคำให้สัมภาษณ์ครูสอนศาสนา ‘บาบอนาซอรี’ ที่ชี้แจงหลักการศาสนาอิสลามที่เกี่ยวข้องกับการวะกัฟประกอบ ให้ผู้อ่านมั่นใจ นอกจากนี้ เยาวชนในหมู่บ้านยังไปสัมภาษณ์และถ่ายวิดีโอพยานและทายาทคนอื่นๆ แล้วถอดออกมาเป็นข้อความใช้ยืนยัน

กิจกรรมนี้สนุกมากขึ้นเมื่อมีการระดมความเห็นกันอีกว่า นอกจากเอาแผ่นพับไปแจกตามปรกติทั่วไปแล้ว สามารถทำอย่างไรกับข้อมูลได้อีกบ้าง จนมีข้อเสนอจากเพื่อนๆ ให้ไปติดที่นั่นที่นี่เกิดขึ้น

“ติดที่บ้านที่มีคนผ่านไปผ่านมา มองเห็น หรือมีคนมานั่งคุยบ่อย  หรือจะติดที่บอร์ดข้อมูลข่าวสารของมัสยิดซิ”  ก็มีข้อถกเถียงกันอยู่เช่นกันว่า เหมาะสมหรือเปล่า

ส่วนที่ที่ฮิตที่สุดจะเป็นร้านน้ำชา ที่มีคนจำนวนมากในหมู่บ้านทั้งคนที่สนับสนุน และคัดค้านโครงการฯ นั่งกินน้ำชา มีโอกาสที่เขาจะอ่านสารตัวนี้  เมื่อเห็นโอกาสที่จะเข้าถึงผู้รับสารมากที่สุดน่าจะเป็นร้านน้ำชาพวกเราก็ไปติดกัน แต่ละบ้านก็แบ่งแผ่นพับไป อย่างเช่น ‘ยิรอกิเยาะ’ ติดที่ร้านน้ำชาบ้านในไร่ ‘นิมัยมูเนาะ’ ติดที่ร้านน้ำชาปากบาง และในอีกหลายๆ ที่ ในหลายหมู่บ้าน

ครั้นพอเจอหน้าเจอตากัน คำแรกในการทักทายคือ คำถามว่า ไปติดหรือยัง ติดที่ไหนบ้าง ติดร้านไหนแล้ว  ตอนนั้นหลายคนคิดต่อด้วยซ้ำว่า จะไปถ่ายรูป ‘แผ่นพับที่ติดอยู่พร้อมคนอ่านหรือคนที่นำไปติด’ เพื่อมาเผยแพร่เป็นแผ่นพับฉบับต่อไป แต่มีข้อจำกัดบางอย่างจึงหยุดชะงัก

หลังจากติดไประยะหนึ่งแล้วก็มานั่งประเมินกันได้ข้อสรุปว่า คำถามที่ว่า ไม่มีวะเระ ไม่มีพยาน ไม่มีการวะกัฟ ของคนในพื้นที่นั้นจางลง  เบาบางลง  ถึงจะไม่หมดไปเสียทีเดียว แต่ก็ไม่เป็นประเด็นปัญหาสำคัญถึงขั้นที่เราต้องตามแก้ เพราะพี่น้องทั่วไปมั่นใจแล้วว่า เป็นที่ดินวะกัฟจริงๆ จากนั้นก็ขยับจากประเด็นพี่น้องในพื้นที่ไปแก้ปัญหาความเห็นที่มีมาจากทางสำนักจุฬาราชมนตรี  และก็เป็นประเด็นที่พี่น้องมุสลิมที่นี่ยังคงเรียกร้องกันอยู่จนถึงทุกวันนี้

หลังจากนี้ พวกเราเห็นร่วมกันว่า จะมาประชุมวางแผนงานเพื่อตกลงกันเรื่องหนังสือพิมพ์กำแพงที่ได้เรียนรู้กันมาจากการอบรมนักข่าวพลเมืองอย่างจริงจังอีกครั้ง ว่าจะเอามาใช้ให้คุ้มค่าด้วยวิธีไหนดี ถึงจะสะสมคะแนนให้พี่น้องของเราได้อีกครั้ง เพื่อที่พี่น้องลูกหลานจะได้ร่วมกันดูแลบ้านเกิดของตัวเอง

ชัยชนะครั้งนี้แม้จะไม่ได้มาภายในคนรุ่นเรา แต่การสื่อสารของเราก็ได้ส่งต่อไปยังคนอีกรุ่นหนึ่งแล้ว

……

หมายเหตุ1 : ‘ที่ดินวะกัฟ’ หมายถึง ที่ดินที่ประชาชนชาวมุสลิมบริจาค อันเป็นการอุทิศเพื่อพระผู้เป็นเจ้า ให้ประชาชนทั่วไปได้ใช้ประโยชน์ร่วมกันตามหลักการทางศาสนาอิสลาม ไม่อาจขาย แลกเปลี่ยน หรือโอน ให้แก่กันได้

หมายเหตุ 2 : ข้อความบางส่วนจากความเห็นของสำนักจุฬาราชมนตรี

“…ทางคณะผู้ทรงคุณวุฒิ มีความเห็นว่า ไม่มีหลักฐานชัดเจนที่แสดงว่า ทางสาธารณะดังกล่าวได้มาโดยการวะกัฟ ของชาวมุสลิม…

…หากการแลกเปลี่ยนไม่ทำให้เกิดความเดือดร้อนแก่ชุมชนที่ใช้สัญจรและทำให้เกิดประโยชน์เพิ่มขึ้นแก่ชุมชนที่ใช้สัญจร อีกทั้งยังเกิดประโยชน์แก่สาธารณะ ก็สามารถแลกเปลี่ยนได้…”

ความเห็นนี้ส่งผลให้รัฐบาลสมัย พ.ต.ท.ทักษิณ  ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีประกาศ ‘พระราชกฤษฎีกาถอนสภาพที่ดินสาธารณะ’ ในปี 2549 อันเป็นการออกกฎหมายย้อนหลังทับที่ดินวะกัฟของชาวจะนะ เพื่อยกประโยชน์ให้กับบริษัทแห่งหนึ่งซึ่งเข้าไปเปลี่ยนแปลงสภาพที่ดินดังกล่าวตั้งแต่ปี 2546

ทั้งนี้ สำนักจุฬาราชมนตรีได้พิจารณาเรื่องดังกล่าวด้วยการรับฟังข้อมูลและความเห็นจากตัวแทนบริษัทเพียงฝ่ายเดียว โดยไม่เปิดโอกาสให้ ‘วะเระ’ หรือทายาทของผู้ที่อุทิศที่ดินได้แสดงตัวเพื่อยืนยันการวะกัฟ แม้ว่าจะมีการยื่นหนังสือร้องเรียน รวมถึงเดินทางมายังสำนักจุฬาราชมนตรีเพื่อขอชี้แจงหลายครั้งแล้วก็ตาม

กระบวนการตรวจสอบและวินิจฉัยกรณีปัญหาดังกล่าว จึงไม่สามารถดำเนินไปได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ตามหลักศาสนาอิสลาม และยังคงเป็นประเด็นข้อขัดแย้งที่ค้างคามาถึงปัจจุบัน

ที่มา – สารตั้งต้น ฉบับที่ 2 : ธันวาคม 2551

love you, mom

DSC_4509

ไม่ใช่ดอกไม้่ที่สวยที่สุดในโลหรอก

แต่หนูคิดว่าแม่ต้องชอบ :)

สุขสันต์วันเกิดนะแม่จ๋า

ถึงแม้ว่า ปีนี้ ปีที่แล้ว ปีก่อนๆ และปีหน้า

หนูจะไม่ได้เดินไปใส่บาตรด้วยในวันเกิดแม่

แม่รู้อยู่แล้วใช่ไหมว่า

หนูรักแม่ที่สุดในโลก.

นานหลายสัปดาห์กว่าจะกลับมาโพสต์เนื้อหาต่อจากโพสต์ที่แล้ว มาช้ายังดีกว่าไม่มานะจ๊ะ :D

โพสต์ก่อนหน้านี้ ปอเล่าว่าอาจาย์มาร์ค ตามไท พูดถึงเรื่อง”กระบวนการสร้างสันติภาพ” ไว้ในปาฐกถาที่ชื่อว่า “ประชาสังคมกับกระบวนการสร้างสันติภาพ” วันนี้ขอเล่าต่อสั้นๆ ว่า ในทัศนะของอาจารย์มาร์คแล้ว “ลักษณะทั่วไปของานภาคประชาสังคมในกระบวนการสันติภาพ” คืออะไร และปัญหาที่คนทำงานเหล่านี้ต้องเผชิญคืออะไรค่ะ

DSC-2729

“ลักษณะทั่วไปของงานภาคประชาสังคมในกระบวนการสันติภาพ”

อาจารย์มาร์คบอกว่า โดยทั่วไปๆ เห็นงานอยู่สองประเภท คือ

หนึ่ง งานประเภทที่มาจากการวางแผน คือภาคประชาสังคมกลุ่มต่างๆ  วางแผนว่าจะทำงานบางอย่าง เป็นการคิดร่วมกัน วางแผนกันว่าจะทำงานแบบไหนดี

สอง งานประเภทที่ทำโดยไม่ได้วางแผน และเป็นปฏิกิริยาโดยตรงต่อเหตุการณ์ เป็นการที่เห็นเหตุการณ์บางอย่าง แล้วภาคประชาสังคม จะเป็นคนหรือกลุ่มคนก็ได้ ทำบางอย่างออกมากระทันหัน และเปลี่ยนทิศทางของการพยายามแก้ปัญหาความรุนแรง

ยกตัวอย่าง ที่ซาราเจโว บอสเนีย ตอนที่ยูโกสลาเวียกำลังแตก มีวันหนึ่ง ประชาชน 22 คนถูกถูกสังหารกลางเมืองโดยทหารของรัฐ  นักดนตรีคนหนึ่งซึ่งอาศัยอยู่ในบริเวณจุดที่ประชาชนถูกสังหาร เขาชื่อ “สเมโลวิช” เป็นนักดนตรีเชลโล เขาเห็นเหตุการณ์คน 22 คนถูกยิง รู้สึกทนไม่ไหว และโดยไม่ได้วางแผนหรืออะไรทั้งสิ้น และไม่มีกลุ่มที่สังกัดด้วย วันรุ่งขึ้นและอีก 22 วันถัดไป เท่ากับจำนวนคนที่ถูกยิง เขาจะถือเชลโลไปที่จุดสังหาร และเล่นมันอยู่ประมาณ 2 ชั่วโมงทุกวัน วันแรกที่ไป คนก็ไม่เข้าใจว่าทำอะไร ก็ถามเขา เขาตอบว่า เขาไม่อยากให้สิ่งที่เกิดขึ้นหายไปจากความจำของคน ก็เลยเล่น และเขาจะเล่นเท่ากับจำนวนคนที่ถูกสังหาร และ 22 วันนั้นมันเพียงพอที่เรื่องนี้จะกระจายไปทั่วประเทศ สื่อก็เสนอเรื่องราวนี้ไปทั่วโลก

มันทำให้คนหลายกลุ่มมองว่า เวลาเกิดเหตุการณ์ร้ายแรงแล้วกระทบความรู้สึกคน เราไม่จำเป็นที่จะ “แค่รับเฉยๆ” แล้วกลุ้มใจ เราสามารถทำอะไรบางอย่างได้โดยไม่ต้องคิดก่อนว่ามีประโยชน์ไหม นักเชลโลคนนั้นบอกว่าเขาไม่ได้คิดอะไร เขาเป็นนักดนตรี เขาทำอย่างอื่นไม่ได้ เขาจะไปเล่นดนตรีตรงนั้นแทนคน 22 คนที่ตายไป นี่คืองานในกระบวนการสันติภาพประเภทที่ไม่วางแผน

อาจารย์มาร์คเห็นว่า งานทั้งแบบวางแผนและไม่วางแผนมีความสำคัญทั้งคู่ เพราะฉะนั้นเวลาเราพูดถึงประชาสังคมกับกระบวนการสันติภาพ มันไม่จำเป็นเสมอไปที่ต้องเป็นการจัดกลุ่ม-วางแผน ซึ่งนั่นก็สำคัญ แต่บางครั้งมันคือคนในสังคมเองมีปฏิกิริยาต่อสิ่งที่เกิดขึ้น แล้วไม่ยอมให้มันผ่านไปเฉยๆ

นอกจากนี้แล้ว อาจารย์มาร์คบอกว่า ยังมีวิธีทำความเข้าใจงานของภาคประชาสังคมในกระบวนการสันติภาพอีกแบบหนึ่ง นั่นคือ

หนึ่ง ชนิดที่ไปร่วมกับโครงการของรัฐ และสอง การริเริ่มทำอะไรบางอย่างเอง โดยไม่สนใจโครงการของรัฐหรือนโยบายของรัฐ ซึ่งทั้งสองแบบนี้เป็นประโยชน์ทั้งคู่

ตัวอย่างงานประเภทที่ประชาสังคมที่ไปมีอิทธิพลต่อนโยบายบางอย่างของรัฐ เช่น พรบ.การบริหารราชการจังหวัดชายแดนใต้ (พรบ.ศอ.บต.) ที่กำลังเข้าสภา ซึ่งมีอะไรที่ต่างจากพรบ.ฉบับเดิม จริงอยู่ในสภาก็มีผู้แทนมาถกเถียงกัน แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าจะเป็นความเห็นที่เพียงพอจากในพื้นที่ภาคใต้โดยเฉพาะ วิธีของภาคประชาสังคม คือ การไปออกความเห็นในสภาหรือจัดวงคุยกันเรื่องนี้ก่อน เช่น จะมีการตั้งสภาเสริมสร้างสันติสุขในจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีสมาชิก 50 คน ในมาตราที่ 20 เป็นเรื่องอำนาจหน้าที่ในการเสนอแนะให้คำปรึกษา คำถามคือมันต่างอะไรจากที่เคยทำมา 20-30 ปี มันเพียงพอหรือเปล่า เรื่องนี้เป็นสิ่งผิดจังหวะเวลาหรือว่าย้อนยุคเหมือน10 ปีก่อนหรือไม่ ทุกคนต้องคิด คิดแล้วก็ต้องออกไปแสดงความเห็นต่อมาตราต่างๆ นี่คือตัวอย่างของการมีส่วนร่วมในโครงการของรัฐ

ถ้าเป็นลักษณะของงานที่คิดขึ้นเอง คือ การคิดหารูปแบบและดำเนินโครงการเอง ซึ่งเราก็เห็นตัวอย่างมากมาย

ทั้งนี้ อาจารย์มาร์ค ได้ยกตัวอย่างงานในกระบวนการสันติภาพของกลุ่มภาคประชาสังคมต่างๆ จากหลายที่ทั่วโลก (ซึ่งปอจะหาโอกาสมาเล่าให้อ่านในคราวต่อไปนะคะ) และตั้งข้อสังเกตว่า

มีคำถามยากประการหนึ่งในการทำงานเรื่องสันติภาพ คือ เราจะเรียนรู้จากที่อื่นได้อย่างไร ซึ่งเป็นคำถามที่ท้าทายมาก เพราะมันมีจุดยืนได้หลายจุดยืน หนึ่งบอกไม่ฟังใครเลย ไม่เรียนรู้จากใครทั้งสิ้น อีกแบบหนึ่งก็สุดขั้วคือฟังหมดแล้วพยายามทำตามหมดทุกอย่าง

อาจารย์มาร์คแสดงความเห็นว่า ทั้งสองทางอาจจะเป็นทางที่ไม่ค่อยเหมาะ ที่ทำตามน่ะไม่เหมาะแน่ เพราะบางครั้งมันทำไม่ได้ มันคนละเรื่องกัน บริบทก็ต่างกัน อยากทำก็ทำไม่ได้เพราะไม่มีบางอย่างอยู่ที่นั่น แต่ถ้าบอกไม่ฟังเลยมันก็เป็นคำถามเหมือนกันว่าแปลว่าอะไร

นอกจากนี้ อาจารย์มาร์คยังพูดถึง “ปัญหาที่ภาคประชาสังคมอาจเผชิญในการทำงานด้านสันติภาพ” ด้วย ซึ่งสรุปได้ย่อๆ ว่า ปัญหาที่ประชาสังคมอาจต้องเผชิญคือ

1 การประสานงานระหว่างกลุ่มที่มีเป้าหมายระยะยาวเหมือนกัน แต่เป้าหมายระยะสั้นต่างกัน กล่าวคือ เป้าหมายระยะยาวคือการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข แต่เป้าหมายระยะสั้นอาจสวนทางกัน การทำงานของกลุ่มหนึ่งอาจไปลบความคืบหน้าของอีกกลุ่มหนึ่ง
2 การประสานงานระหว่างกลุ่มที่มีเป้าหมายระยะยาวต่างกัน ปัญหาคือทำอย่างไรที่จะรวมคนที่ไม่อยากอยู่ร่วมกันให้เข้ามาอยู่ด้วยกันให้ครอบคลุมทุกกลุ่ม
3 การประวานงานระหว่างภาคประชาสังคมในพื้นที่กับภาคประชาสังคมที่มาจากนอกพื้นที่
4 อิทธิพลของแหล่งทุน

ขอบคุณอาจารย์มาร์ค สำหรับสาระดีๆ ในวันที่งานของขบวนการประชาสังคมชายแดนใต้ ดูเหมือนกำลังจะตีบตัน หาทางไปต่อไม่ถูกค่ะ :)

Older Posts »