ที่มา : มติชนออนไลน์ วันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2553
นักรบสันติวิธี “เสื้อแดง”
โดย ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประธานคณะทำงานยุทธศาสตร์สันติวิธี, สกว.
ความขัดแย้งทางการเมืองที่กำลังครอบคลุมสังคมไทยขณะนี้ ไม่ใช่เรื่องจะแก้ไขได้ง่าย ข้าพเจ้าเห็นว่าที่ยากเป็นเพราะ
ข้อแรก ผู้คนในสังคมขัดกันทั้งในเรื่องเป้าหมายทางการเมือง คือคนพวกหนึ่งอยากเห็นรัฐบาลที่เข้มแข็งมีเสถียรภาพ ใช้อำนาจเด็ดขาดตอบสนองความต้องการของผู้คนพลเมืองได้รวดเร็ว ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งเห็นว่ารัฐบาลที่มีอำนาจมากเกินไป เป็นปัญหาทั้งต่อสิทธิเสรีภาพของสามัญชนและสถาบันสังคมต่างๆ ที่ดำรงอยู่มานาน
ข้อสอง สังคมไทยกำลังขัดกันในเรื่องวิธีการได้มาซึ่งผู้ครองอำนาจรัฐ เพราะพวกหนึ่งเห็นการเลือกตั้งเป็นคำตอบสุดท้ายของระบอบประชาธิปไตยแบบมีตัวแทนว่าใครควรครองอำนาจรัฐ แต่อีกฝ่ายหนึ่งเห็นว่า การเลือกตั้งเป็นเพียงส่วนหนึ่งของความเป็นประชาธิปไตยเท่านั้น และไม่ใช่วิธีการที่สมบูรณ์พร้อมในการคัดว่าใครควรเป็นผู้ครองอำนาจรัฐ
ข้อสาม ในหลายปีมานี้ความขัดแย้งทั้งเป้าหมายและวิธีการได้คลี่ไปคลุมความขัดแย้งในเชิงจินตนาการความเป็นไทยในสังคม เพราะได้ผนวกรวมเอาปัญหาอื่นๆ เข้ามา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความภักดีหรือความรักชาติ จนกลายเป็นความพยายามช่วงชิง “ความเป็นไทย” และความรักในสิ่งต่างๆ ที่ดูจะถูกใช้นิยามความเป็นไทยเข้าไว้ด้วย
ขณะเดียวกันการเผชิญหน้ากันระหว่างผู้ชุมนุมเรียกร้องให้ “ยุบสภา” และฝ่ายรัฐบาลซึ่งมีหน้าที่ดูแลอำนวยความสงบในบ้านเมือง แม้จะส่งผลต่อผู้คนในกรุงเทพฯ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
แต่ก็ดำเนินไปด้วย “สันติวิธี” ซึ่งน่าจะเป็นเพราะฝ่ายรัฐบาลก็มีความเป็นเอกภาพในทางการจัดการกับการชุมนุมสูงมาก ในขณะที่ฝ่ายผู้ชุมนุมก็มีระบบการจัดการมวลชนของตนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
กล่าวได้ว่า สังคมไทยวันนี้กำลังเดินทางอยู่ในกระบวนการความขัดแย้งโดยฝ่ายหลักๆ ที่เกี่ยวข้องประกาศชัดว่า ฝ่ายตนใช้ “สันติวิธี”
แต่ทั้งสองฝ่ายมีบทบาทหน้าที่ไม่เหมือนกัน เพราะฝ่ายประท้วงใช้ “สันติวิธี” เพื่อสื่อสารกดดันให้รัฐบาลยอมยุบสภาหรือลาออก แต่ฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐใช้ “สันติวิธี” ในขอบเขตกฎหมายหลายฉบับเพื่อควบคุมพื้นที่รักษาความสงบเรียบร้อย เพื่อให้รัฐบาลทำงานของตนต่อไปได้
ด้วยเหตุนี้จึงจำเป็นต้องเรียนรู้และตั้งคำถามกับสิ่งที่เรียกว่า “สันติวิธี”
เช่นการสละเลือดกดดันรัฐบาลของผู้ชุมนุมก็ไม่ใช่สันติวิธีที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน (อย่างที่นักข่าวฝรั่งคิดและหนังสือพิมพ์ไทยนำมาแปลเอาไว้เมื่อไม่นานมานี้) เพราะการใช้เลือดเป็นอาวุธสันติวิธีก็เคยทำกันในยุโรป เมื่อครั้งนักศึกษาเซอร์เบียก็ใช้วิธีคล้ายกันนี้ประท้วงรัฐบาลคอมมิวนิสต์ของ Milosevic ช่วงปี 1996-1997 เพราะก่อนหน้านั้นภรรยาของ Milosevic ประกาศว่า พรรคคอมมิวนิสต์ยูโกสลาเวียขึ้นเสวยอำนาจด้วยเลือด (คือการปฏิวัติสมัย Tito) ถ้าจะไปก็ต้องไปด้วยเลือด (คือต้องต่อสู้เสียชีวิตเลือดเนื้อกันไปก่อน)
นักศึกษาเซอร์เบียผู้ประท้วงด้วยสันติวิธีจึงโต้ตอบด้วยการสละเลือดของตน แล้วจึงเอาถุงเลือดไปบริจาคยังที่ทำการพรรคคอมมิวนิสต์ พร้อมกับคำถามต่อการอยู่ในตำแหน่งของ Milosevic
แต่คงต้องตั้งคำถามเช่นกันว่า การบริจาคเลือด การเทเลือด การสาดเลือด ไม่เหมือนกัน ทุกอย่างถือเป็น “สันติวิธี” เท่ากันหรือไม่?
หรือการกระทำดังกล่าวต่อสถานที่สาธารณะและสถานที่ส่วนบุคคลต่างกันหรือไม่?
ผู้คนภาคส่วนต่างๆ ควรครุ่นคิดหรือไม่ว่า อะไรควรเป็นขอบเขตของการใช้ “สันติวิธี” ในสังคมไทย?
เพื่อให้สังคมไทยได้ร่วมกันคิดถึง “สันติวิธี” ได้กว้างขวางขึ้น ข้าพเจ้าอยากชวนให้คิดถึงขบวนการสันติวิธีที่สำคัญที่สุดขบวนหนึ่งในคริสต์ศตวรรษที่ยี่สิบ
ขบวนการนี้คือ “นักรบสันติวิธีเสื้อแดง”
ทางภาคตะวันออกและตอนใต้ของอัฟกานิสถาน และชายแดนภาคตะวันตกเฉียงเหนือของปากีสถานในปัจจุบัน มีคนกลุ่มหนึ่งรู้จักกันทั่วไปในคำเรียกหาว่า “ชาวปาทาน” ลักษณะเฉพาะของคนเหล่านี้คือ มีภาษาของตนเอง ยึดถือกฎแห่งเกียรติและศักดิ์ศรีที่ดำรงกับเผ่าพันธุ์ของตนก่อนยุคอิสลาม และนับถือมั่นคงในศาสนาอิสลาม คนพวกนี้ต่อต้านการรุกรานจากภายนอกอย่างกล้าหาญไม่ยอมแพ้ ไม่ว่าจะเป็นกองทัพเกรียงไกรของอเล็กซานเดอร์มหาราชเมื่อสองพันปีที่แล้ว หรือจักรวรรดิโซเวียตเมื่อปลายคริสต์ศตวรรษที่ยี่สิบ
ในช่วงปี ค.ศ. 1930 ถึง 1947 มีกลุ่มชาวปาทานรวมตัวกันใช้สันติวิธีต่อต้านการยึดครองอินเดียของอังกฤษ เป็นขบวนการที่เรียกว่า Khudai Khidmatgar
ขบวนการของชาวปาทานที่ต่อสู้ด้วยสันติวิธีนี้มีเครื่องแบบสีแดงจึง มักเรียกกันว่า “นักรบเสื้อแดง” (red shirts)
ผู้นำขบวนการสันติวิธีมุสลิมของชาวปาทานในภาคตะวันตกเฉียงเหนือของอนุทวีปในเวลานั้นคือ Abdul Ghaffar Khan (1890-1988) หรือ “Badshah Khan” และชาวอินเดียในขบวนการของคานธีเรียกเขาว่า “คานธีชายแดน” (the Frontier Gandhi)
คำเรียกหาเช่นนี้แม้ในสายตาจะชาวโลกจะเป็นการให้เกียรติ แต่ควรเข้าใจว่า ข่านได้พัฒนาแนวคิดสันติวิธีด้วยตนเองโดยมิได้ขึ้นต่อความคิดสันติวิธีของคานธีมาตั้งแต่แรก (Mohammad Raqib 2000: 125)
อับดุล กัฟฟาร์ ข่าน เรียกร้องให้ชาวปาทานเข้าร่วมขบวนการสันติวิธีต่อสู้กับอังกฤษโดยกล่าว ว่า
“เด็กๆ ของเราครึ่งหนึ่งไม่สบาย โรงพยาบาลก็มีไว้สำหรับคนอังกฤษเท่านั้น ประเทศนี้เป็นของเรา เงินก็ของเรา ทุกอย่างเป็นของเรา แต่เราต้องอยู่ที่นี่ ทั้งหิวทั้งหนาว เราไม่มีอะไรจะกิน ไม่มีบ้านคุ้มหัว พวกเขาทำถนน pukka เพราะพวกเขาอยากใช้เอง ถนนพวกนี้สร้างด้วยเงินทองของพวกเรา ถนนของพวกเขาก็อยู่ที่ลอนดอนโน่น นี่มันถนนของเรา แต่เรากลับไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้เดิน เขายั่วยุให้พวกฮินดูสู้กับมุสลิม…ให้พวกซิกข์รบกับมุสลิม เวลานี้ทั้งฮินดู ซิกข์ และมุสลิมก็ต้องทุกข์ทรมาน ใครกันที่เป็นผู้กดขี่เรา ใครกันที่คอยสูบเลือดเราจนแห้ง ก็พวกอังกฤษนั่นแหละ”
Gurfaraz Khan ชายชราอายุ 95 ปี ซึ่งเคยฟังคำกล่าวปลุกเร้าของข่านในครั้งนั้นก่อนจะสมัครเข้าร่วมขบวนการนักรบเสื้อแดงกล่าวกับ Banerjee ผู้เขียน The Pathans Unarmed ตีพิมพ์ในปี 2000 ว่า “ข่านบอกพวกเราว่า ที่แผ่นดินของเราตกอยู่ใต้ปกครองของพวกอังกฤษเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง…ท่านชี้ให้เห็นความไม่เป็นธรรมเมื่อลูกหลานของเราต้องวิ่งตีนเปล่าขณะที่ลูกหลานพวกเขาแต่งกายเต็มยศ…พวกเขาเอาขนมปังมาเตะเล่นยังได้เลย แต่พวกเราอดอยากไม่พอกิน”
มักเชื่อกันว่าที่สันติวิธีของคานธีเอาชนะอังกฤษได้ เพราะอังกฤษเป็นผู้ดี ใช้วิธีอารยะในการปกครองอินเดีย เมื่อเร็วๆ นี้ข้าพเจ้าฟังรายการสนทนาทางวิทยุรายการหนึ่งก็ได้ยินความเห็น ทำนองนี้
แต่ความเชื่อเช่นนี้เป็นมายาคติ เพราะที่สำคัญอังกฤษไม่เพียงยึดครองและขูดรีดอินเดีย แต่จัดการกับฝ่ายเรียกร้องเอกราชด้วยสันติวิธีโดยการจับกุมคุมขัง ทุบตี บังคับใช้แรงงานและบางครั้งก็ฆ่าเสีย ดังตัวอย่างการสังหารหมู่ที่เมืองอมฤตสารโดยคำสั่งของนายพลไดเยอร์ที่ทำให้ผู้ประท้วงด้วยสันติวิธีเสียชีวิตกว่า 300 คน
ในกรณีของเขตชายแดนตะวันตกเฉียงเหนือ กองกำลังอังกฤษยิงใส่นักรบสันติวิธีมุสลิม สังหารนักรบเสื้อแดงเหล่านี้กว่า 300 คน และมีผู้บาดเจ็บอีกกว่าพันคนที่เมืองโคหัต ในปี ค.ศ.1932 (Ashe 1969: 114)
นักรบสันติวิธีมุสลิม สมาชิก Khudai Khidmatgar คนหนึ่งชื่อ Khalam Khan กล่าวว่า
“เราถูกทุบตีหลายครั้งหลายคราว แต่ไม่เคยโต้ตอบกลับเลย ฉันเคยสาบานว่า จะไม่ใช้ความรุนแรง Badshah Khan อธิบายให้พวกเราฟังว่า เรากำลังทำสงครามกับพวกอังกฤษโดยใช้สันติวิธีและความอดกลั้น…และเราก็เชื่อเขา เราทำตามเขา มีอยู่ครั้งหนึ่งนายตำรวจอังกฤษถามฉันว่าทำไมพวกเราทำตาม Badshah Khan เขาถามว่า ‘มีคนจ้างให้แกทำใช่ไหม?’ ฉันก็ตอบว่า ‘ไม่มีใครจ้างหรอก เรายังต้องเอาขนมปังแห้งจากบ้านมากินเองเลย แล้วก็จะไปกับ Badshah Khan ร่วมกันขับไล่คุณออกจากประเทศของเรา’ นายตำรวจตบหลังฉันเบาๆ” (Banerjee 2000: 122)
การที่นักรบสันติวิธีมุสลิมเหล่านี้สามารถเผชิญกับความรุนแรงด้วยสันติวิธีได้เป็นเพราะปัจจัยหลายประการ ที่สำคัญคือ การจัดองค์กร และมีวินัยที่เข้มงวดไม่ต่างอะไรจากวินัยในกองทัพ นักรบสันติวิธีมุสลิม Khudai Khidmatgar (ข้ารับใช้พระเป็นเจ้า) ในสังกัดของอับดุล กัฟฟาร์ ข่าน ทุกคนต้องปฏิญาณตนเมื่อจะเข้าเป็นสมาชิกว่า
o ข้าฯเป็นข้ารับใช้พระเป็นเจ้า และเพราะพระองค์ไม่ประสงค์การรับใช้ใดๆ การรับใช้สิ่งที่พระองค์สร้างขึ้นก็คือการรับใช้พระองค์ ข้าฯจึงสาบานว่าจะรับใช้มนุษยชาติในนามของพระเป็นเจ้า
o จะไม่ใช้ความรุนแรงและไม่แก้แค้น
o จะยกโทษให้คนที่กดขี่และโหดร้ายต่อตน
o จะไม่ทะเลาะเบาะแว้งให้ร้ายกัน
o จะเลิกประเพณีปฏิบัติที่ต่อต้านสังคม
o จะดำเนินชีวิตอย่างเรียบง่าย
o จะเป็นผู้มีมรรยาทงดงาม
o จะสละเวลาวันละสองชั่วโมงให้กับงานบริการสังคม
o จะไม่เกรงกลัวภัยอันใดและพร้อมจะเสียสละได้ทุกอย่าง
ในทางประวัติศาสตร์ ขบวนการนักรบเสื้อแดงของ Badshah Khan ก็แตกต่างจากกลุ่มขบวนการอื่นๆ เช่น กลุ่ม Jama’at-I-Islami ของ Maududi หรือ Tablighi-Jama’at ของ Muhammad Ilyas อย่างน้อยสามข้อ คือ
ข้อแรก ขบวนการนักรบสันติวิธีมุสลิมของข่านเป็นขบวนการที่มิได้จำกัดอยู่เฉพาะสมาชิกมุสลิม แต่มีชาวฮินดูและชาวซิกข์เป็นสมาชิกอยู่ด้วย
ข้อสอง ขบวนการนี้มิได้เชื้อเชิญผู้คนให้เข้าร่วมเพื่อทำให้ตนเป็นมุสลิมที่ดีขึ้น แต่เพื่อต่อสู้กับเจ้าอาณานิคมชาวอังกฤษ
และข้อสุดท้าย ขบวนการนักรบสันติวิธีมุสลิมของข่านมิได้มุ่งจะสร้างชุมชนท้องถิ่นบนฐานของตัวอย่างสังคมมุสลิมที่บริสุทธิ์ในยุคเริ่มแรกของอิสลามเช่นขบวนการอื่นๆ
แต่กล่าวได้ว่า ขบวนการนักรบมุสลิมเสื้อแดงนี้ต่อสู้กับเจ้าอาณานิคมด้วยสันติวิธี โดยมิได้ย่อหย่อนลดทอนศรัทธาความเชื่อในเดชานุภาพสูงสุดของพระผู้เป็นเจ้า ความเมตตาปรานีอันไร้ขอบเขตของพระองค์ และลักษณะสากลของศาสนาอิสลาม
ในทัศนะของคานธี ขบวนการนักรบเสื้อแดงสันติวิธีของอับดุล กัฟฟาร์ ข่าน นี้แหละคือขบวนการสันติวิธีที่แท้จริง ซึ่งคานธีเรียกว่า “สันติวิธีของคนกล้า”
—————————-
หมายเหตุ-โปรดพิจารณาความละเอียดในเรื่องนี้ได้จาก ชัยวัฒน์ สถาอานันท์, “ต้านอธรรมและความตาย: ประสบการณ์นักรบสันติวิธีมุสลิม”ใน วารสารสงขลานครินทร์ ฉบับสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ปีที่ 13 ฉบับที่ 3 (กรกฎาคม-กันยายน 2550), หน้า 301-314





