นอกจากจะเป็นการเชื่อมพื้นที่คนตัวเล็กตัวน้อยกับพื้นที่สาธารณะแล้ว อีกคุณค่าหนึ่งของสื่อพลเมือง คือการทำหน้าที่ในฐานะ “สื่อแนวราบ”
งานนักข่าวพลเมืองชิ้นแรกจากสมาร์ท นิยมเดชา นักข่าวพลเมืองจะนะ ที่ออกอากาศทางวีทีไทย จึงมิได้มีคุณค่าเพียงแค่ 3 นาทีบนหน้าจอโทรทัศน์เท่านั้น หากมันยังทำหน้าที่กลับไปหมุนกระบวนการต่อสู้ของชุมชนที่ฟุบไป ให้ฟูขึ้นมาใหม่อีกหน และนำให้คนกลับมามีบทสนทนาร่วมกัน
พี่แก๊ส…ศุภวรรณ ชนะสงคราม ได้เล่าเรื่องราวนี้ไว้ใน “สารตั้งต้น” เล่มที่ 2 ของสำนักข่าวชาวบ้านค่ะ
สื่อสารในความเคลื่อนไหว
ไม้ต่อภารกิจดูแล ‘บ้าน’ ของชาวจะนะ จ.สงขลา
โดย ศุภวรรณ ชนะสงคราม
“ตีเก้าครึ่ง อย่าลืมแลนักข่าวพลเมืองช่องทีวีไทย ออกเรื่องดินวะกัฟ !”
เสียงร้องบอกต่อๆ กันอย่างตื่นเต้นดังกลับมาตามสาย หลังจากฉันโทรศัพท์แจ้งไปตามหมู่บ้านต่างๆ ในเครือข่ายครอบคลุมพื้นที่สามตำบลของอำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ที่ร่วมกันคัดค้านโครงการท่อก๊าซไทย-มาเลเซียและนิคมอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ว่างานข่าวที่วัยรุ่นบ้านเราพยายามเล่าเรื่องราวการต่อสู้ของพี่น้องผ่านการ ถ่ายทำ-ตัดต่อภาพกันเอง แก้แล้ว แก้อีก จนได้ฤกษ์ออกอากาศ
เสียงโทรศัพท์ กริ๊ง กร๊าง กลับมาสอบถามอย่างไม่ขาดสาย เมื่อเวลาล่วงเลยผ่านสามทุ่มไปแล้ว แต่เรื่องราวที่รอคอยยังมาไม่ถึง
“ออกแน่หรือเปล่า? คืนนี้แน่นะ..”
ในที่สุดเสียงโทรศัพท์ก็เงียบลง เมื่อได้ยินเสียงรายงานข่าวของนักข่าวพลเมืองอำเภอจะนะดังขึ้น
ฉันอดยิ้มคนเดียวไม่ได้ เมื่อนึกภาพถึงความกระตือรือร้นของแต่ละคน แต่ละกลุ่ม ที่ยังคงนั่งลุ้นกันอย่างใจจดใจจ่ออยู่เต็มหน้าจอโทรทัศน์ ไม่ยอมเปลี่ยนช่องไปไหน ดังเช่นทุกครั้งที่มีเรื่องราวการคัดค้านโครงการท่อก๊าซฯ ออกอากาศผ่านสื่อไปถึงคนข้างนอก
มันทำให้ฉันนึกย้อนไปถึงเมื่อสองปีก่อน ที่บรรยากาศการรวมกลุ่มเริ่มแผ่วลงเนื่องจากปัจจัยภายนอกที่รุมเร้าเข้ามา มากมาย แต่เมื่อรายการโทรทัศน์ช่องหนึ่งสัมภาษณ์ทนายความและเอ็นจีโอถึงการประกาศ ใช้พระราชกฤษฎีกาของรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร เพื่อลบล้างความผิดย้อนหลังให้กับการก่อสร้างโครงการท่อก๊าซฯ กำลังใจ ความมั่นใจที่จะทวงคืนที่ดินวะกัฟก็กลับคืนมา
ยิ่งเมื่อนำวีซีดีชุดนั้นไปเปิดรณรงค์กันตามกลุ่มต่างๆ ความสดชื่น แจ่มใส ของพี่น้องก็ฟื้นกลับคืนมาอีกครั้ง
‘สื่อ’ ช่างมีพลังจริงๆ
…
วีซีดีของนักข่าวพลเมืองจะนะชุดนี้ก็เช่นกัน จะพลาดได้อย่างไร?
วีซีดีชุดนี้จะต้องถูกเอาไปเผยแพร่ เวียนกันดูในชุมชนอีกครั้ง
แม้หลายคนจะดูแล้วก็ตาม แต่เขามีความสุขที่จะดูกันอีกครั้ง
มันเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างบรรยากาศ สร้างพลัง ! ก่อนจะประชุมวางแผนการทำงานกันต่อไป
…
นอกจากวีซีดีชุดนี้แล้ว เมื่อครั้งไปอบรมนักข่าวพลเมืองที่จังหวัดปัตตานี หลังจากกลับมาคุยสรุปกันในหมู่บ้าน ก็มีข้อเสนอจากผู้เข้าอบรมว่า ‘หนังสือพิมพ์กำแพง’ เป็นกิจกรรมที่ดึงดูดใจมิใช่น้อย น่าจะเอามาใช้ประโยชน์ต่อในชุมชน
ก่อนหน้านี้ พวกเราใช้ ‘จดหมายข่าว เรื่องเล่าจากลานหอยเสียบ’ ไปแปะกันหลายๆ ที่ในหมู่บ้าน ถึงขั้นแข่งกันว่า สถานที่ที่ไปแปะของใครเจ๋งกว่ากัน และท้ากันว่าใครไปติดที่ ‘ร้านน้ำชาของฝ่ายสนับสนุน’ ได้ถือว่าแน่จริง!
ดูเหมือนข้อเสนอนี้เรียกจะเรียกเสียงเฮ จากพวกเราได้มาก เพราะความพยายามเผยแพร่ข้อมูลไปยังกลุ่มที่สนับสนุนโครงการท่อก๊าซฯ นั้นถือว่าเป็นภารกิจหลักของกลุ่มคัดค้านฯ ที่ตกลงกันมานานหลายปี ซึ่งทุกปีเราก็พยายามหารูปแบบใหม่ๆ เข้ามาเพื่อเก็บคะแนนสะสมกัน เช่นเดียวกับการทำจดหมายข่าว เรื่องเล่าจากลานหอยเสียบ
พวกเราเริ่มต้นจากการระดมความเห็นกันว่า จะกระจายข้อมูล สร้างความเข้าใจกับพี่น้องในพื้นที่โครงการท่อก๊าซฯ เรื่องที่ดินวะกัฟด้วยวิธีไหนดี
ตอนนั้น มีการเล่าสู่กันฟังว่า มีคำถามจากฝ่ายสนับสนุนโครงการฯ ว่า เรื่องที่ดินวะกัฟไม่เป็นความจริง ที่สำคัญคือ มีการท้าทายกันว่า ไม่มีพยานและทายาท (วะเระ) ที่จะยืนยันว่าเป็นที่ดินวะกัฟ ซึ่งถ้าปล่อยไว้นานอาจมีผลให้พี่น้องประชาชนทั่วไปขาดความมั่นใจไปตามข่าว ลือนั้น
พวกเราจึงทำแผ่นพับนี้ขึ้นมา โดยเนื้อหามีทั้งรูป ทั้งชื่อที่ชัดเจนของพยานและทายาท
นั่นคือ ‘ยีรอกิเยาะ’ เป็นทายาท และ โต๊ะชาย (ตา/ปู่) ที่ยืนยันการวะกัฟให้เห็นว่า มีตัวตนจริง พร้อมทั้งถ้อยคำให้สัมภาษณ์ครูสอนศาสนา ‘บาบอนาซอรี’ ที่ชี้แจงหลักการศาสนาอิสลามที่เกี่ยวข้องกับการวะกัฟประกอบ ให้ผู้อ่านมั่นใจ นอกจากนี้ เยาวชนในหมู่บ้านยังไปสัมภาษณ์และถ่ายวิดีโอพยานและทายาทคนอื่นๆ แล้วถอดออกมาเป็นข้อความใช้ยืนยัน
กิจกรรมนี้สนุกมากขึ้นเมื่อมีการระดมความเห็นกันอีกว่า นอกจากเอาแผ่นพับไปแจกตามปรกติทั่วไปแล้ว สามารถทำอย่างไรกับข้อมูลได้อีกบ้าง จนมีข้อเสนอจากเพื่อนๆ ให้ไปติดที่นั่นที่นี่เกิดขึ้น
“ติดที่บ้านที่มีคนผ่านไปผ่านมา มองเห็น หรือมีคนมานั่งคุยบ่อย หรือจะติดที่บอร์ดข้อมูลข่าวสารของมัสยิดซิ” ก็มีข้อถกเถียงกันอยู่เช่นกันว่า เหมาะสมหรือเปล่า
ส่วนที่ที่ฮิตที่สุดจะเป็นร้านน้ำชา ที่มีคนจำนวนมากในหมู่บ้านทั้งคนที่สนับสนุน และคัดค้านโครงการฯ นั่งกินน้ำชา มีโอกาสที่เขาจะอ่านสารตัวนี้ เมื่อเห็นโอกาสที่จะเข้าถึงผู้รับสารมากที่สุดน่าจะเป็นร้านน้ำชาพวกเราก็ไป ติดกัน แต่ละบ้านก็แบ่งแผ่นพับไป อย่างเช่น ‘ยิรอกิเยาะ’ ติดที่ร้านน้ำชาบ้านในไร่ ‘นิมัยมูเนาะ’ ติดที่ร้านน้ำชาปากบาง และในอีกหลายๆ ที่ ในหลายหมู่บ้าน
ครั้นพอเจอหน้าเจอตากัน คำแรกในการทักทายคือ คำถามว่า ไปติดหรือยัง ติดที่ไหนบ้าง ติดร้านไหนแล้ว ตอนนั้นหลายคนคิดต่อด้วยซ้ำว่า จะไปถ่ายรูป ‘แผ่นพับที่ติดอยู่พร้อมคนอ่านหรือคนที่นำไปติด’ เพื่อมาเผยแพร่เป็นแผ่นพับฉบับต่อไป แต่มีข้อจำกัดบางอย่างจึงหยุดชะงัก
หลังจากติดไประยะหนึ่งแล้วก็มานั่งประเมินกันได้ข้อสรุปว่า คำถามที่ว่า ไม่มีวะเระ ไม่มีพยาน ไม่มีการวะกัฟ ของคนในพื้นที่นั้นจางลง เบาบางลง ถึงจะไม่หมดไปเสียทีเดียว แต่ก็ไม่เป็นประเด็นปัญหาสำคัญถึงขั้นที่เราต้องตามแก้ เพราะพี่น้องทั่วไปมั่นใจแล้วว่า เป็นที่ดินวะกัฟจริงๆ จากนั้นก็ขยับจากประเด็นพี่น้องในพื้นที่ไปแก้ปัญหาความเห็นที่มีมาจากทาง สำนักจุฬาราชมนตรี และก็เป็นประเด็นที่พี่น้องมุสลิมที่นี่ยังคงเรียกร้องกันอยู่จนถึงทุก วันนี้
หลังจากนี้ พวกเราเห็นร่วมกันว่า จะมาประชุมวางแผนงานเพื่อตกลงกันเรื่องหนังสือพิมพ์กำแพงที่ได้เรียนรู้กัน มาจากการอบรมนักข่าวพลเมืองอย่างจริงจังอีกครั้ง ว่าจะเอามาใช้ให้คุ้มค่าด้วยวิธีไหนดี ถึงจะสะสมคะแนนให้พี่น้องของเราได้อีกครั้ง เพื่อที่พี่น้องลูกหลานจะได้ร่วมกันดูแลบ้านเกิดของตัวเอง
ชัยชนะครั้งนี้แม้จะไม่ได้มาภายในคนรุ่นเรา แต่การสื่อสารของเราก็ได้ส่งต่อไปยังคนอีกรุ่นหนึ่งแล้ว
……
หมายเหตุ1 : ‘ที่ดินวะกัฟ’ หมายถึง ที่ดินที่ประชาชนชาวมุสลิมบริจาค อันเป็นการอุทิศเพื่อพระผู้เป็นเจ้า ให้ประชาชนทั่วไปได้ใช้ประโยชน์ร่วมกันตามหลักการทางศาสนาอิสลาม ไม่อาจขาย แลกเปลี่ยน หรือโอน ให้แก่กันได้
หมายเหตุ 2 : ข้อความบางส่วนจากความเห็นของสำนักจุฬาราชมนตรี
“…ทางคณะผู้ทรงคุณวุฒิ มีความเห็นว่า ไม่มีหลักฐานชัดเจนที่แสดงว่า ทางสาธารณะดังกล่าวได้มาโดยการวะกัฟ ของชาวมุสลิม…
…หากการแลกเปลี่ยนไม่ทำให้เกิดความเดือดร้อนแก่ชุมชนที่ใช้สัญจรและทำ ให้เกิดประโยชน์เพิ่มขึ้นแก่ชุมชนที่ใช้สัญจร อีกทั้งยังเกิดประโยชน์แก่สาธารณะ ก็สามารถแลกเปลี่ยนได้…”
ความเห็นนี้ส่งผลให้รัฐบาลสมัย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีประกาศ ‘พระราชกฤษฎีกาถอนสภาพที่ดินสาธารณะ’ ในปี 2549 อันเป็นการออกกฎหมายย้อนหลังทับที่ดินวะกัฟของชาวจะนะ เพื่อยกประโยชน์ให้กับบริษัทแห่งหนึ่งซึ่งเข้าไปเปลี่ยนแปลงสภาพที่ดินดัง กล่าวตั้งแต่ปี 2546
ทั้งนี้ สำนักจุฬาราชมนตรีได้พิจารณาเรื่องดังกล่าวด้วยการรับฟังข้อมูลและความเห็น จากตัวแทนบริษัทเพียงฝ่ายเดียว โดยไม่เปิดโอกาสให้ ‘วะเระ’ หรือทายาทของผู้ที่อุทิศที่ดินได้แสดงตัวเพื่อยืนยันการวะกัฟ แม้ว่าจะมีการยื่นหนังสือร้องเรียน รวมถึงเดินทางมายังสำนักจุฬาราชมนตรีเพื่อขอชี้แจงหลายครั้งแล้วก็ตาม
กระบวนการตรวจสอบและวินิจฉัยกรณีปัญหาดังกล่าว จึงไม่สามารถดำเนินไปได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ตามหลักศาสนาอิสลาม และยังคงเป็นประเด็นข้อขัดแย้งที่ค้างคามาถึงปัจจุบัน
ที่มา – สารตั้งต้น ฉบับที่ 2 : ธันวาคม 2551