Feeds:
Posts
Comments

ที่มา : มติชนออนไลน์  วันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2553

นักรบสันติวิธี “เสื้อแดง”

โดย ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประธานคณะทำงานยุทธศาสตร์สันติวิธี, สกว.

ความขัดแย้งทางการเมืองที่กำลังครอบคลุมสังคมไทยขณะนี้ ไม่ใช่เรื่องจะแก้ไขได้ง่าย ข้าพเจ้าเห็นว่าที่ยากเป็นเพราะ

ข้อแรก ผู้คนในสังคมขัดกันทั้งในเรื่องเป้าหมายทางการเมือง คือคนพวกหนึ่งอยากเห็นรัฐบาลที่เข้มแข็งมีเสถียรภาพ ใช้อำนาจเด็ดขาดตอบสนองความต้องการของผู้คนพลเมืองได้รวดเร็ว ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งเห็นว่ารัฐบาลที่มีอำนาจมากเกินไป เป็นปัญหาทั้งต่อสิทธิเสรีภาพของสามัญชนและสถาบันสังคมต่างๆ ที่ดำรงอยู่มานาน

ข้อสอง สังคมไทยกำลังขัดกันในเรื่องวิธีการได้มาซึ่งผู้ครองอำนาจรัฐ เพราะพวกหนึ่งเห็นการเลือกตั้งเป็นคำตอบสุดท้ายของระบอบประชาธิปไตยแบบมีตัวแทนว่าใครควรครองอำนาจรัฐ แต่อีกฝ่ายหนึ่งเห็นว่า การเลือกตั้งเป็นเพียงส่วนหนึ่งของความเป็นประชาธิปไตยเท่านั้น และไม่ใช่วิธีการที่สมบูรณ์พร้อมในการคัดว่าใครควรเป็นผู้ครองอำนาจรัฐ

ข้อสาม ในหลายปีมานี้ความขัดแย้งทั้งเป้าหมายและวิธีการได้คลี่ไปคลุมความขัดแย้งในเชิงจินตนาการความเป็นไทยในสังคม เพราะได้ผนวกรวมเอาปัญหาอื่นๆ เข้ามา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความภักดีหรือความรักชาติ จนกลายเป็นความพยายามช่วงชิง “ความเป็นไทย” และความรักในสิ่งต่างๆ ที่ดูจะถูกใช้นิยามความเป็นไทยเข้าไว้ด้วย

ขณะเดียวกันการเผชิญหน้ากันระหว่างผู้ชุมนุมเรียกร้องให้ “ยุบสภา” และฝ่ายรัฐบาลซึ่งมีหน้าที่ดูแลอำนวยความสงบในบ้านเมือง แม้จะส่งผลต่อผู้คนในกรุงเทพฯ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

แต่ก็ดำเนินไปด้วย “สันติวิธี” ซึ่งน่าจะเป็นเพราะฝ่ายรัฐบาลก็มีความเป็นเอกภาพในทางการจัดการกับการชุมนุมสูงมาก ในขณะที่ฝ่ายผู้ชุมนุมก็มีระบบการจัดการมวลชนของตนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

กล่าวได้ว่า สังคมไทยวันนี้กำลังเดินทางอยู่ในกระบวนการความขัดแย้งโดยฝ่ายหลักๆ ที่เกี่ยวข้องประกาศชัดว่า ฝ่ายตนใช้ “สันติวิธี”

แต่ทั้งสองฝ่ายมีบทบาทหน้าที่ไม่เหมือนกัน เพราะฝ่ายประท้วงใช้ “สันติวิธี” เพื่อสื่อสารกดดันให้รัฐบาลยอมยุบสภาหรือลาออก แต่ฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐใช้ “สันติวิธี” ในขอบเขตกฎหมายหลายฉบับเพื่อควบคุมพื้นที่รักษาความสงบเรียบร้อย เพื่อให้รัฐบาลทำงานของตนต่อไปได้

ด้วยเหตุนี้จึงจำเป็นต้องเรียนรู้และตั้งคำถามกับสิ่งที่เรียกว่า “สันติวิธี”

เช่นการสละเลือดกดดันรัฐบาลของผู้ชุมนุมก็ไม่ใช่สันติวิธีที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน (อย่างที่นักข่าวฝรั่งคิดและหนังสือพิมพ์ไทยนำมาแปลเอาไว้เมื่อไม่นานมานี้) เพราะการใช้เลือดเป็นอาวุธสันติวิธีก็เคยทำกันในยุโรป เมื่อครั้งนักศึกษาเซอร์เบียก็ใช้วิธีคล้ายกันนี้ประท้วงรัฐบาลคอมมิวนิสต์ของ  Milosevic ช่วงปี 1996-1997 เพราะก่อนหน้านั้นภรรยาของ Milosevic ประกาศว่า พรรคคอมมิวนิสต์ยูโกสลาเวียขึ้นเสวยอำนาจด้วยเลือด (คือการปฏิวัติสมัย Tito) ถ้าจะไปก็ต้องไปด้วยเลือด (คือต้องต่อสู้เสียชีวิตเลือดเนื้อกันไปก่อน)

นักศึกษาเซอร์เบียผู้ประท้วงด้วยสันติวิธีจึงโต้ตอบด้วยการสละเลือดของตน แล้วจึงเอาถุงเลือดไปบริจาคยังที่ทำการพรรคคอมมิวนิสต์ พร้อมกับคำถามต่อการอยู่ในตำแหน่งของ Milosevic

แต่คงต้องตั้งคำถามเช่นกันว่า การบริจาคเลือด การเทเลือด การสาดเลือด ไม่เหมือนกัน ทุกอย่างถือเป็น “สันติวิธี” เท่ากันหรือไม่?

หรือการกระทำดังกล่าวต่อสถานที่สาธารณะและสถานที่ส่วนบุคคลต่างกันหรือไม่?

ผู้คนภาคส่วนต่างๆ ควรครุ่นคิดหรือไม่ว่า อะไรควรเป็นขอบเขตของการใช้ “สันติวิธี” ในสังคมไทย?

เพื่อให้สังคมไทยได้ร่วมกันคิดถึง “สันติวิธี” ได้กว้างขวางขึ้น ข้าพเจ้าอยากชวนให้คิดถึงขบวนการสันติวิธีที่สำคัญที่สุดขบวนหนึ่งในคริสต์ศตวรรษที่ยี่สิบ

ขบวนการนี้คือ “นักรบสันติวิธีเสื้อแดง”

ทางภาคตะวันออกและตอนใต้ของอัฟกานิสถาน และชายแดนภาคตะวันตกเฉียงเหนือของปากีสถานในปัจจุบัน มีคนกลุ่มหนึ่งรู้จักกันทั่วไปในคำเรียกหาว่า “ชาวปาทาน” ลักษณะเฉพาะของคนเหล่านี้คือ มีภาษาของตนเอง ยึดถือกฎแห่งเกียรติและศักดิ์ศรีที่ดำรงกับเผ่าพันธุ์ของตนก่อนยุคอิสลาม และนับถือมั่นคงในศาสนาอิสลาม คนพวกนี้ต่อต้านการรุกรานจากภายนอกอย่างกล้าหาญไม่ยอมแพ้ ไม่ว่าจะเป็นกองทัพเกรียงไกรของอเล็กซานเดอร์มหาราชเมื่อสองพันปีที่แล้ว หรือจักรวรรดิโซเวียตเมื่อปลายคริสต์ศตวรรษที่ยี่สิบ

ในช่วงปี ค.ศ. 1930 ถึง 1947 มีกลุ่มชาวปาทานรวมตัวกันใช้สันติวิธีต่อต้านการยึดครองอินเดียของอังกฤษ เป็นขบวนการที่เรียกว่า Khudai Khidmatgar

ขบวนการของชาวปาทานที่ต่อสู้ด้วยสันติวิธีนี้มีเครื่องแบบสีแดงจึง มักเรียกกันว่า “นักรบเสื้อแดง” (red shirts)

ผู้นำขบวนการสันติวิธีมุสลิมของชาวปาทานในภาคตะวันตกเฉียงเหนือของอนุทวีปในเวลานั้นคือ Abdul Ghaffar Khan (1890-1988) หรือ “Badshah Khan” และชาวอินเดียในขบวนการของคานธีเรียกเขาว่า “คานธีชายแดน” (the Frontier Gandhi)

คำเรียกหาเช่นนี้แม้ในสายตาจะชาวโลกจะเป็นการให้เกียรติ แต่ควรเข้าใจว่า ข่านได้พัฒนาแนวคิดสันติวิธีด้วยตนเองโดยมิได้ขึ้นต่อความคิดสันติวิธีของคานธีมาตั้งแต่แรก (Mohammad Raqib 2000: 125)

อับดุล กัฟฟาร์ ข่าน เรียกร้องให้ชาวปาทานเข้าร่วมขบวนการสันติวิธีต่อสู้กับอังกฤษโดยกล่าว ว่า

“เด็กๆ ของเราครึ่งหนึ่งไม่สบาย โรงพยาบาลก็มีไว้สำหรับคนอังกฤษเท่านั้น ประเทศนี้เป็นของเรา เงินก็ของเรา ทุกอย่างเป็นของเรา แต่เราต้องอยู่ที่นี่ ทั้งหิวทั้งหนาว เราไม่มีอะไรจะกิน ไม่มีบ้านคุ้มหัว พวกเขาทำถนน pukka เพราะพวกเขาอยากใช้เอง ถนนพวกนี้สร้างด้วยเงินทองของพวกเรา ถนนของพวกเขาก็อยู่ที่ลอนดอนโน่น นี่มันถนนของเรา แต่เรากลับไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้เดิน เขายั่วยุให้พวกฮินดูสู้กับมุสลิม…ให้พวกซิกข์รบกับมุสลิม เวลานี้ทั้งฮินดู ซิกข์ และมุสลิมก็ต้องทุกข์ทรมาน ใครกันที่เป็นผู้กดขี่เรา ใครกันที่คอยสูบเลือดเราจนแห้ง ก็พวกอังกฤษนั่นแหละ”

Gurfaraz Khan ชายชราอายุ 95 ปี ซึ่งเคยฟังคำกล่าวปลุกเร้าของข่านในครั้งนั้นก่อนจะสมัครเข้าร่วมขบวนการนักรบเสื้อแดงกล่าวกับ Banerjee ผู้เขียน The Pathans Unarmed  ตีพิมพ์ในปี 2000 ว่า “ข่านบอกพวกเราว่า ที่แผ่นดินของเราตกอยู่ใต้ปกครองของพวกอังกฤษเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง…ท่านชี้ให้เห็นความไม่เป็นธรรมเมื่อลูกหลานของเราต้องวิ่งตีนเปล่าขณะที่ลูกหลานพวกเขาแต่งกายเต็มยศ…พวกเขาเอาขนมปังมาเตะเล่นยังได้เลย แต่พวกเราอดอยากไม่พอกิน”

มักเชื่อกันว่าที่สันติวิธีของคานธีเอาชนะอังกฤษได้ เพราะอังกฤษเป็นผู้ดี ใช้วิธีอารยะในการปกครองอินเดีย เมื่อเร็วๆ นี้ข้าพเจ้าฟังรายการสนทนาทางวิทยุรายการหนึ่งก็ได้ยินความเห็น ทำนองนี้

แต่ความเชื่อเช่นนี้เป็นมายาคติ เพราะที่สำคัญอังกฤษไม่เพียงยึดครองและขูดรีดอินเดีย แต่จัดการกับฝ่ายเรียกร้องเอกราชด้วยสันติวิธีโดยการจับกุมคุมขัง ทุบตี บังคับใช้แรงงานและบางครั้งก็ฆ่าเสีย ดังตัวอย่างการสังหารหมู่ที่เมืองอมฤตสารโดยคำสั่งของนายพลไดเยอร์ที่ทำให้ผู้ประท้วงด้วยสันติวิธีเสียชีวิตกว่า 300 คน

ในกรณีของเขตชายแดนตะวันตกเฉียงเหนือ กองกำลังอังกฤษยิงใส่นักรบสันติวิธีมุสลิม สังหารนักรบเสื้อแดงเหล่านี้กว่า 300 คน และมีผู้บาดเจ็บอีกกว่าพันคนที่เมืองโคหัต ในปี ค.ศ.1932 (Ashe 1969: 114)

นักรบสันติวิธีมุสลิม สมาชิก Khudai Khidmatgar คนหนึ่งชื่อ Khalam Khan กล่าวว่า

“เราถูกทุบตีหลายครั้งหลายคราว แต่ไม่เคยโต้ตอบกลับเลย ฉันเคยสาบานว่า จะไม่ใช้ความรุนแรง Badshah Khan อธิบายให้พวกเราฟังว่า เรากำลังทำสงครามกับพวกอังกฤษโดยใช้สันติวิธีและความอดกลั้น…และเราก็เชื่อเขา เราทำตามเขา มีอยู่ครั้งหนึ่งนายตำรวจอังกฤษถามฉันว่าทำไมพวกเราทำตาม Badshah Khan เขาถามว่า ‘มีคนจ้างให้แกทำใช่ไหม?’ ฉันก็ตอบว่า ‘ไม่มีใครจ้างหรอก เรายังต้องเอาขนมปังแห้งจากบ้านมากินเองเลย แล้วก็จะไปกับ Badshah Khan ร่วมกันขับไล่คุณออกจากประเทศของเรา’ นายตำรวจตบหลังฉันเบาๆ” (Banerjee 2000: 122)

การที่นักรบสันติวิธีมุสลิมเหล่านี้สามารถเผชิญกับความรุนแรงด้วยสันติวิธีได้เป็นเพราะปัจจัยหลายประการ ที่สำคัญคือ การจัดองค์กร และมีวินัยที่เข้มงวดไม่ต่างอะไรจากวินัยในกองทัพ นักรบสันติวิธีมุสลิม Khudai Khidmatgar (ข้ารับใช้พระเป็นเจ้า) ในสังกัดของอับดุล กัฟฟาร์ ข่าน ทุกคนต้องปฏิญาณตนเมื่อจะเข้าเป็นสมาชิกว่า

o ข้าฯเป็นข้ารับใช้พระเป็นเจ้า และเพราะพระองค์ไม่ประสงค์การรับใช้ใดๆ การรับใช้สิ่งที่พระองค์สร้างขึ้นก็คือการรับใช้พระองค์ ข้าฯจึงสาบานว่าจะรับใช้มนุษยชาติในนามของพระเป็นเจ้า

o จะไม่ใช้ความรุนแรงและไม่แก้แค้น

o จะยกโทษให้คนที่กดขี่และโหดร้ายต่อตน

o จะไม่ทะเลาะเบาะแว้งให้ร้ายกัน

o จะเลิกประเพณีปฏิบัติที่ต่อต้านสังคม

o จะดำเนินชีวิตอย่างเรียบง่าย

o จะเป็นผู้มีมรรยาทงดงาม

o จะสละเวลาวันละสองชั่วโมงให้กับงานบริการสังคม

o จะไม่เกรงกลัวภัยอันใดและพร้อมจะเสียสละได้ทุกอย่าง

ในทางประวัติศาสตร์ ขบวนการนักรบเสื้อแดงของ Badshah Khan ก็แตกต่างจากกลุ่มขบวนการอื่นๆ เช่น กลุ่ม Jama’at-I-Islami ของ Maududi หรือ Tablighi-Jama’at ของ Muhammad Ilyas อย่างน้อยสามข้อ คือ

ข้อแรก ขบวนการนักรบสันติวิธีมุสลิมของข่านเป็นขบวนการที่มิได้จำกัดอยู่เฉพาะสมาชิกมุสลิม แต่มีชาวฮินดูและชาวซิกข์เป็นสมาชิกอยู่ด้วย

ข้อสอง ขบวนการนี้มิได้เชื้อเชิญผู้คนให้เข้าร่วมเพื่อทำให้ตนเป็นมุสลิมที่ดีขึ้น แต่เพื่อต่อสู้กับเจ้าอาณานิคมชาวอังกฤษ

และข้อสุดท้าย ขบวนการนักรบสันติวิธีมุสลิมของข่านมิได้มุ่งจะสร้างชุมชนท้องถิ่นบนฐานของตัวอย่างสังคมมุสลิมที่บริสุทธิ์ในยุคเริ่มแรกของอิสลามเช่นขบวนการอื่นๆ

แต่กล่าวได้ว่า ขบวนการนักรบมุสลิมเสื้อแดงนี้ต่อสู้กับเจ้าอาณานิคมด้วยสันติวิธี โดยมิได้ย่อหย่อนลดทอนศรัทธาความเชื่อในเดชานุภาพสูงสุดของพระผู้เป็นเจ้า ความเมตตาปรานีอันไร้ขอบเขตของพระองค์ และลักษณะสากลของศาสนาอิสลาม

ในทัศนะของคานธี ขบวนการนักรบเสื้อแดงสันติวิธีของอับดุล กัฟฟาร์ ข่าน นี้แหละคือขบวนการสันติวิธีที่แท้จริง ซึ่งคานธีเรียกว่า “สันติวิธีของคนกล้า”
—————————-
หมายเหตุ-โปรดพิจารณาความละเอียดในเรื่องนี้ได้จาก ชัยวัฒน์ สถาอานันท์, “ต้านอธรรมและความตาย: ประสบการณ์นักรบสันติวิธีมุสลิม”ใน วารสารสงขลานครินทร์ ฉบับสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ปีที่ 13 ฉบับที่ 3 (กรกฎาคม-กันยายน 2550), หน้า 301-314

“Just living is not enough…

One must have sunshine, freedom, and a little flower.”

Hans Christian Andersen

Just living is not enough… One must have sunshine, freedom, and a little flower.

Joy

for every people’s movement

“Joy lies in the fight

in the attempt

in the suffering involved

not in the victory itself”

Mahatma Gandhi

ที่มา : มติชนออนไลน์ วันที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2553

ท่ามกลางความต่าง-แยก คนไทยเข้าใจ “สันติวิธี” ในบริบทไหน

โดย ศ.ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

“การไม่ทำอะไรเลย ไม่ทำอะไรปล่อยให้เป็นไป ในสายตานักสันติวิธี ถือว่า ไม่ใช่สันติวิธีเพราะเป็นการเอื้อให้ความรุนแรงดำเนินต่อไป”

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ครั้นที่เยอรมนีบุกเดนมาร์ก วันแรกของการยึดครอง 9 เมษายน ค.ศ.1940 มีชาวเดนมาร์กคนหนึ่งชื่อ “ฮาเน่เซท” ทนไม่ได้ที่พบเห็นผู้คนในเมืองเล็กๆ ของเขาเป็นมิตรเหลือเกินกับคนเยอรมัน วันนั้นเขาพกพาความรู้สึกโกรธกลับเข้าบ้าน แล้วนั่งลงพิมพ์ข้อความ ที่เขาเรียกเองว่า Commandment “บัญชาให้เพื่อนชาวเดนส์ได้ทำ” จำนวน 25 แผ่น

ข้อแรก อย่าไปทำงานในเยอรมันกับนอร์เวย์
ข้อสอง ถ้าเยอรมันให้ทำงาน ก็ทำเลวๆ ทำให้แย่ลง
ข้อสาม ทำช้าๆ
ข้อสี่ ทำลายเครื่องมือบางอย่าง
ข้อห้า ทำลายทุกอย่างที่เป็นประโยชน์กับเยอรมัน
ข้อหก ขับรถช้าๆ ทำการขนส่งให้ช้าลง
ข้อเจ็ด อย่าไปดูหนังเยอรมัน อิตาเลี่ยน อย่าอ่านหนังสือพิมพ์ของคนเหล่านี้
ข้อแปด อย่าไปซื้อของร้านนาซี
ข้อ เก้า ให้ปฏิบัติกับคนทรยศอย่างที่ควรจะเป็น
ข้อสิบ เยอรมันไล่ใครเราไปช่วยคนนั้น

เมื่อพิมพ์เสร็จแล้ว นายคนนี้ก็นำคำบัญชาหย่อนใส่ไปในตู้จดหมายของบรรดาคนที่มีชื่อเสียงในเมืองของเขา พอคนได้รับรู้ข้อความก็มีการลอกและพิมพ์ส่งจากมือต่อมือ จากปากต่อปาก กลายเป็นพันๆ แผ่น ที่น่าสนใจเด็กหนุ่มคนนี้ ตอนทำนั้นอายุแค่ 17 ปี

ตัวอย่างข้างต้น ตอกย้ำปราฎการณ์ให้เราเริ่มเห็น “กระบวนการสันติวิธี” ที่ไม่รู้จักหัวหน้า จากยุคหนึ่งเราได้ยินชื่อ นางอองซานซูจี เนลสัน แมนเดลา มหาตมะ คานธี มาร์ตินลูเธอร์คิง หรือแม้กระทั่งสมัชชาคนจนที่ไม่มีวนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์ ไม่ได้หมายความว่าหายไป แต่แปลว่า สันติวิธีเริ่มเข้าไปอยู่ในคน

ความขัดแย้งทุกชนิดมีอายุ

สำหรับประเทศไทย มีคนตั้งคำถาม ทำไมสันติวิธีในสังคมไทยจึงเป็นเรื่องยาก ทั้งๆ ที่หลายฝ่ายพยายามจะทำ ในมุมมองของนักสันติวิธี  ศ.ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวอย่างเชื่อมั่นในเวทีปฏิรูปประเทศไทย เพื่อสุขภาวะของคนไทย ครั้งที่ 29 ณ ศูนย์ประชุมสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ หลักสี่ กทม. ว่า ทำได้ เพราะสันติวิธีเป็น Vision critical ไม่ใช่ Vision impossible

เมื่อมองปรากฎการณ์ที่เราไม่เคยเจอมาก่อน อีกทั้งยังไม่เหมือนความขัดแย้งเดิมๆ ผ่านแว่นสายตานักสันติวิธี สิ่งที่อาจารย์ชัยวัฒน์เห็นคือขบวนการประชาชนขนาดใหญ่ที่ผลักกัน มีจำนวนมากทั้ง 2 ฝ่าย มีทุนหนุนหลังทั้ง 2 ฝ่าย มีกลุ่มชนชั้นนำ (elite) หนุนหลังทั้ง 2 ฝ่าย และมีสายสัมพันธ์กับพรรคการเมืองในระบบ มีสื่อมวลชนของตัวทั้ง 2 ฝ่าย หากสังคมไทยยังเป็นแบบนี้จะอยู่บนฐานของปัญหาที่ยุ่งยากมาก

“ความขัดแย้งทุกชนิดมีอายุ คำถามคือความขัดแย้งส่งผลอย่างไร ตอบตรงที่สุดเวลามันอายุยืน จะกร่อนสถาบันทุกชนิดที่คอยช่วยเหลือประคับประคองสังคมอยู่ ลากสถาบันไปด้วย ให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการความขัดแย้ง ทำให้ค่อยๆ อ่อนกำลังลง มีผลการศึกษาเรื่องนี้ในอูกานดา นอร์ธเทิร์นไอร์แลนด์ ฯลฯ

ขณะนี้สิ่งที่เราเห็นความต่างแยกอยู่ในเนื้อสังคมไทยที่สภาพต่างๆ อ่อนกำลังลงกว่าที่เคยเป็นมา การจัดการและเผชิญกับความขัดแย้งจึงยากขึ้น ขณะที่ขบวนการสีเหลืองและสีแดงพยายามใช้กระบวนการสันติวิธีบรรลุวัตถุประสงค์ของตัวในเวลาที่ต่างกัน”

7 วิธีที่มนุษย์ใช้โต้ตอบความขัดแย้ง

ในตำรามนุษย์พูดถึงการต่อสู้เชิงสัญลักษณ์ การต่อสู้ ประท้วง คัดค้าน การไม่ให้ความร่วมมือ ศ.ดร.ชัยวัฒน์ บอกว่า วิธีที่มนุษย์ใช้เพื่อโต้ตอบกับความขัดแย้ง มี 7 วิธี อันแรกคือคุยหรือเจรจา, การใช้กฎหมาย, นำเรื่องขึ้นฟ้องต่อศาล, การใช้ความรุนแรงต่อคน, การใช้ความรุนแรงต่อคนและสิ่งของ, การใช้ความรุนแรงต่อสิ่งของ และสันติวิธี “แต่ที่คนส่วนใหญ่เลือกใช้ คือการไม่ทำอะไรเลย ไม่ทำอะไรปล่อยให้เป็นไป ซึ่งการไม่ทำอะไร ในสายตานักสันติวิธีถือว่า ไม่ใช่สันติวิธี เพราะเป็นการเอื้อให้ความรุนแรงดำเนินต่อไป

ถามว่าเกี่ยวอะไรกับเรื่องทั้งหมดนี้ คำถามคือกรณีการยึดสนามบินสุวรรณภูมิเป็นหรือไม่เป็นสันติวิธี บุกเข้าไปในที่ประชุมอาเซียนที่พัทยา เป็นหรือไม่เป็นสันติวิธี

อาจารย์รัฐศาสตร์ มธ. ให้โจทย์บางอย่างที่น่าสนใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในบ้านเมืองว่า หากเราอยากเข้าใจสันติวิธี เราจะเข้าใจสันติวิธีแบบไหน ก็ในเมื่อสันติวิธีก็มีหลายอย่าง

วิธีของสันติวิธีแบ่งออกเป็น 3 แบบ 1.การชักจูงชักชวน ประท้วงเชิงสัญลักษณ์ 2.การไม่ให้ความร่วมมือ และ 3.การเข้าไปแทรกแซงโดยตรง

แต่ในบริบทของสันติวิธีวันนี้เปลี่ยนแปลงไป อาจารย์ชัยวัฒน์ มองว่า มีคนใช้สันติวิธี 1.ต่อต้านเผด็จการในลักษณะต่างๆ 2. เผชิญกับอำนาจทุน เช่นขบวนการชาวบ้านต่อสู้กับโรงงานขนาดใหญ่ หรือกรณีบ้านครัวต่อสู้กับการทางพิเศษแห่งประเทศไทย เป็นต้น 3.เผชิญกับรัฐบาลประชาธิปไตย (ที่ไม่น่ารัก) หรือประชาธิปไตยอำนาจนิยม คือการยอมรับประชาธิปไตยในแง่ที่มา ดังนั้น เราจะสับสนไม่ได้ระหว่างการใช้สันติวิธีเพื่อต่อต้านเผด็จการ กับการใช้สันติวิธีเผชิญกับประชาธิปไตยอำนาจนิยม ซึ่งเป็นคนละเรื่องกัน

“หากเราเห็นว่ารัฐบาลนั้นไม่น่ารักอย่างเดียวแต่ลืมว่าเป็นประชาธิปไตย เราก็เข้าใจผิด เหมือนวันนี้ความขัดแย้งในสังคมไทยยังมีอยู่ คนจำนวนมากไม่ยอมรับความชอบธรรมของรัฐบาลปัจจุบัน บนฐานนี้ พูดอย่างไรก็อธิบายลำบาก นี่คือบริบทที่เปลี่ยนไปย่อมส่งผลให้สันติวิธีเปลี่ยนไปด้วย”

ฐานของสันติวิธี ไม่ใช่แค่อยู่ในหัว

ศ.ดร.ชัยวัฒน์ อธิบายความหมายญาณวิทยาของสันติวิธี คือ ทุกอย่างที่เราคิดเราทำอยู่บนฐานของอะไรบางอย่างที่เราเชื่อว่าเป็นความรู้ “ญาณวิทยาของโลกนี้มีหลายสำนัก ย้อนไปคิดทฤษฎีฝรั่ง คือ แนวความคิดของ Rene Descartes เพราะฉันคิดฉันจึงเป็นอยู่ ภาษาละติน cogito ergo sum สิ่งที่ทำคือการแยกเราออกมาจากอื่น ให้ความสำคัญกับความคิดเป็นหลัก ซึ่งแนวคิดนี้อาจใช้ได้กับสังคมทั่วไปในทางสังคมศาสตร์

แต่ในระยะหลังมีความคิดของ Schmitts นักทฤษฎีคนสำคัญเยอรมันประมาณปี ค.ศ.1930 พูดถึง ความเป็นการเมือง ว่า ต้องแยกมิตรแยกศัตรู Distinguo ergo sum สำหรับมนุษย์ศัตรูสำคัญกว่ามิตร เพราะการมีศัตรูบอกว่าเราเป็นใครมากกว่าการมีมิตร”

สำหรับสันติวิธี ในมุมมองนักสันติวิธีผู้นี้ ไม่ได้อาศัยทั้ง 2 อย่างที่กล่าวมา แต่ใช้ Spiro ergo sum คือหลักที่บอกว่า ฉันหายใจฉันจึงเป็นอยู่ อยู่บนฐานของศาสนธรรมที่เราเป็นผลของมัน เราเชื่อมกับสิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบตัวเรา

“ผมเชื่อว่านี่เป็นฐานของสันติวิธี ไม่ใช่แค่อยู่ในหัว หรือบอกพวกเราไม่ใช่พวกเขา นี่สีเหลือง เสื้อแดง นี่ไทยเขมร นาซี กับยิว แต่หากฐานของสันติวิธีเป็นฐานในทางญาณวิทยาแบบนี้ หมายความว่า ในการนิยามตัวเรา ในคนอื่นมีตัวเราเสมอ เราไม่ได้แยกกับคนอื่นเหมือนที่เราคิด หากเราตระหนักตรงนี้จะเห็นโลกอีกอย่าง ฉะนั้นสันติวิธีจะคิดเห็นคนอื่นเป็นศัตรูอย่างที่ฉันคิดว่าไม่ได้ เพราะจะเป็นฐานของสงคราม สันติวิธีสู้ก็จริง แต่ไม่สู้ในลักษณะสงคราม”

นี่คือสิ่งที่อาจารย์ชัยวัฒน์นำเสนอให้เห็น พร้อมยกประสบการณ์ในต่างประเทศที่มีการใช้สันติวิธีประกอบ เช่น ไอร์แลนด์เหนือ ตั้งแต่ค.ศ. 1967-1972  มีความน่าสนใจ ค.ศ. 1969 แม้จะมีความขัดแย้งทางการเมืองแล้วก็ตาม แต่ไม่มีใครเสียชีวิต เมื่อเวลาผ่านไป 3 ปี มีคนเสียชีวิตจากการต่อสู้ 497 คน จะเห็นว่า เมื่อถึงจุดหนึ่ง กลุ่ม Irish Republican Army (IRA) เริ่มเห็นความรุนแรงมีความจำเป็น หรือพูดง่ายๆ ว่าเงื่อนไขต่างๆ ในสังคมเสียงสุดโต่งได้กลายเป็นเสียหลักไปแล้ว

สันติวิธีคนใช้ต้องทนรับความเจ็บเสียเอง

ถามว่ามีหลักหรือไม่ในการแยกสันติวิธี อาจารย์รัฐศาสตร์ มธ.ให้ดูว่า 1. ถ้าเป็นความเกลียดชัง สันติวิธีจะหายไปหมด เพราะความเกลียดชังคือยาพิษ ใส่เข้ามาในสังคมแล้วไม่หมด ถือเป็นอคติร้ายแรง อันตรายยิ่งกว่าโกรธ หลง หลายประเทศจึงมีกฎหมายห้าม ที่เรียกว่า Hate Speech คำพูดที่สร้างความเกลียดชัง เพราะเวลาเราได้ยินแบบนี้เราจะเกลียดคน ทั้งๆ ที่คนเป็นผลของเหตุปัจจัยอื่นๆ แทนที่จะแก้ไขปัญหาใหญ่

2. เป้าหมายกับความเป็นธรรม เวลาพูดถึงสันติวิธีต้องเห็น วิธีที่เราใช้นำไปสู่เป้าบางอย่าง แปลว่า วิธีการกับเป้าหมายเชื่อมกัน เราไม่สามารถไปสู่เป้าหมายที่ดีโดยวิธีการที่มีปัญหา สมมติเราใช้การก่อการร้าย ไล่ขว้างระเบิดไปเรื่อยๆ เราจะสร้างสังคมที่เป็นธรรม ทำไม่ได้ เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นหน่อเนื้อเชื้อของความร้ายแรงที่จะตามมา อีกตัวอย่างที่ดีที่สุด คือ การปฏิวัติฝรั่งเศส ปี ค.ศ.1789 เป้าดีแต่ผลกินตัวมันเอง การปฏิวัติทำลายตัวมันเอง รวมทั้งการปฏิวัติสตาลินก็เช่นกัน “ต่อให้เป้าดีแต่ทำคนตายไป 30 ล้านคน จะดีได้อย่างไร” อาจารย์ชัยวัฒน์ตั้งคำถาม และยืนยันว่า วิธีการเลยสำคัญสำหรับสันติวิธี ไม่ใช่เป้าหมาย

และตัวแบ่งสันติวิธีตัวสุดท้าย คือ 3. คนใช้ต้องทนรับความเจ็บเสียเอง ในตัวคนอื่นเราเห็นเราด้วย ซึ่งเป็นยากมาก ขณะที่เหตุผลที่เราไม่หยิบอาวุธไปทำอะไรคนมีได้หลายอย่าง แต่บ่อยครั้งไม่ใช่เรื่องศาสนาเพียงอย่างเดียว

สีของการเมืองไทย ไม่สะอาดอย่างที่เราคิด

“ผมกำลังจะบอกว่าเราอยู่ในเงื่อนไขสังคมที่ไม่เคยอยู่มาก่อน ต้องการความคิดความอ่านอีกมาก” ความขัดแย้งในสังคมไทย ถึงอย่างไรอาจารย์ชัยวัฒน์ก็ยังเห็นว่า แก้ยาก ด้วยเหตุผลเราขัดกันในเรื่องเป้าหมาย

เวลานี้อะไรคือเป้าของสังคมไทย โดยเฉพาะระยะสั้นประชาธิปไตยก็ไม่ตรงกัน ซึ่งกาลครั้งหนึ่งเคยตรงกัน, วิธีเริ่มขัดกัน ขณะนี้เรามีคำถามเรื่องการเลือกตั้ง ทั้งๆ ที่การเลือกตั้งเป็นนวัตกรรมที่ยิ่งใหญ่มากของการแก้ปัญหาความขัดแย้ง หลักทางการเมือง ปัญหาใครจะครองอำนาจ สุดท้ายสังคมไทยมาถึงความขัดแย้งในจินตนาการความเป็นไทย เราจะเป็นไทยแบบไหน นิยามความเป็นไทยไม่เหมือนกัน จึงมีข้อเสนอประหลาดๆ เกิดขึ้น

“เรื่องสีของสันติวิธี และคำถามอะไรคือสันติวิธี เช่น การยึดสนามบิน ปิดถนน ขว้างอุจจาระ ซึ่งหากตอบบนฐานของเสื้อที่เราสวมไม่ช่วยแก้ปัญหา ต้องตอบบนฐานของสิ่งที่มันเป็น” อาจารย์ชัยวัฒน์ ย้ำชัดและว่า ในเงาของความรุนแรงที่เกิดขึ้น ถ้าไม่พูดถึงสันติวิธีก็จะเป็นอันตราย แต่หากพูดโดยไม่เผชิญกับมันจริงๆ โดยไม่เห็นว่าสีของมันไม่ได้ขาวอย่างที่เราคิด ขณะที่มีการศึกษาพบการใช้สันติวิธีทั่วโลกไม่ได้เชื่อในหลักการ ใช้ไม่ใช่เพราะเชื่อว่าถูก แต่ใช้เพราะมันเวิร์ก

สีของสันติวิธีในสายตานักสันติวิธีผู้นี้ จึงไม่ใช่สีขาว แต่เป็นสีเทา ในการเมืองของสีในประเทศไทย ตัววิธีการเองก็สีเทา ไม่ใช่สะอาดอย่างที่เราคิด ดังนั้นสีขาวแท้จริงอาจไม่มี สีดำแท้จริงอาจไม่มี

สุดท้าย ความหมายของสันติวิธีนั้นก็ยังคลุมเครือและ “ยุ่ง” กว่าที่เราคิด!

นปช.ชุมนุมใหญ่ในกรุงเทพฯ และขีดเส้นตายให้นายกรัฐมนตรียุบสภาภายใน 24 ชั่วโมง โดยบอกว่าจะเคลื่อนขบวนไปเรียกร้องที่กองพลทหารราบที่ 11 ในวันรุ่งขึ้น (15 มีนาคม 2553)

อาจารย์มารค ตามไท นักสันติวิธี ผู้อำนวยการสถาบันศาสนาวัฒนธรรมและสันติภาพ มหาวิทยาลัยพายัพ จังหวัดเชียงใหม่ ให้สัมภาษณ์พิเศษสถานีโทรทัศน์ทีวีไทยในรายการพิเศษ “ร่วมหาทางออก…ฝ่าวิกฤตการเมืองไทย” เมื่อวันอาทิตย์ที่ 14  มีนาคม  2553 เวลา 22.30 น. ดำเนินรายการโดย คุณณาตยา แวววีรคุปต์

มีเนื้อหาน่าสนใจที่ปออยากบันทึกไว้ให้อ่านกันนานๆ ค่ะ

“การเปิดโอกาสคุยเป็นทางออกและวัดเจตนาสันติวิธีของทุกฝ่าย”

* คุณณาตยา : หลังฟังว่าทั้งสองฝ่ายมีความพยายามที่ใช้สันติวิธี ในฐานะที่อาจารย์เป็นนักสันติวิธี อาจารย์มองอย่างไร
* อาจารย์มารค : สบายใจที่คนยึดหลักทำนองนี้ แต่สับสน ไม่เข้าใจในการใช้สันติวิธีจากภาคส่วนต่างๆ มันความหมาย ต่างกันทั้งภาคส่วนประชาชน และภาครัฐบาล ผมมองสถานการณ์ว่าด้านหนึ่งมีประชาชนกลุ่มหนึ่งกำลังชุมชนกันอยู่ เพราะเรียกร้องบางอย่าง อยากได้บางอย่างที่ไม่คิดว่าสามารถจะได้จากขั้นตอนปกติของการเปลี่ยนแปลงในสังคม ก็เลยคิดว่าต้องออกมาด้วยการชุมนุม เรียกร้อง กดดัน อีกด้านหนึ่งคือรัฐบาลที่บริหารประเทศ มีหน้าที่รักษาความสงบ เวลามีประชาชนมาชุมนุมเรียกร้องบางอย่าง สองหน้าที่นี้มันต่างกันมาก ทางด้านผู้ชุมนุมผมมองว่าไม่ใช่แค่การใช้สิทธิ แต่เป็นหน้าที่พลเมืองที่มาเรียกร้องบางอย่างถ้ามันตกหล่นจากระบอบปกติ ทางด้านรัฐบาลก็เป็นหน้าที่ผู้บริหารที่จะดูแลความสงบ ทั้งสองภาระนี้สามารถทำได้สองแบบ การชุมนุม สมมุติเลือกใช้วิธีโยนระเบิด เผาตึกก็เป็นวิธีหนึ่ง อีกวิธีหนึ่งคือเลือกที่จะเรียกร้องอย่างสันติ รัฐบาลเองก็สามารถรักษาความสงบได้สองแบบ เช่นเลือกใชการปราบปราม ใช้ปืนยิงผู้ชุมนุม และอีกแบบคือไม่ใช้ความรุนแรง

* คุณณาตยา : ทั้งสองฝ่ายบอกว่าใช้สันติ และไม่ใช้ความรุนแรง
*
อาจารย์มารค : ปรากฏการณ์ที่เรากำลังเห็นคือ ทั้งสองฝ่ายได้เลือกแล้ว ทางฝ่ายชุมนุมก็บอกว่าเราจะเรียกร้องโดยสันติ ทางฝ่ายที่ดูแลความสงบก็บอกว่าจะดูแลความสงบโดยไม่ใช้ความรุนแรง

* คุณณาตยา : ถ้าเป็นแบบนี้แล้วก็น่าจะสบายใจกันได้แล้ว หรือเปล่าคะ
*
อาจารย์มารค : การที่ทั้งสองฝ่ายเลือกใช้แนวสันติ ไม่ได้แปลว่ากำลังทำภารกิจเดียวกัน ถ้าไม่เข้าใจตรงนี้จะไปเรียกร้องสิ่งที่ไม่เป็นเหตุเป็นผลกัน ยกตัวอย่าง สมมุติว่ารัฐบาลบอกว่ากลุ่มผู้ชุมนุมจะเรียกร้องโดยสันติ แล้วสร้างความหมายบางอย่างว่าการเรียกร้องโดยสันติคืออะไร เช่นบอกว่าการเรียกร้องโดยสันติคือชุมนุมได้แต่ต้องไม่กดดันมากเกินไป ซึ่งมันไม่มีเหตุผล เพราะฝ่ายที่ชุมนุมมาเพื่อกดดัน อยากกดดันเพื่อให้เปลี่ยนบางอย่าง ไปเรียกร้องไม่ให้กดดันมันก็ไม่มีเหตุผล ขณะเดียวกัน ฝ่ายรัฐบาลเองก็ต้องรับมือ อยากดูแลความสงบ ฝ่ายผู้ชุมนุมก็ไปเรียกร้องว่าต้องปล่อยผู้ชุมนุมทำอะไรก็ได้ ซึ่งมันก็ไม่มีเหตุผล สองภารกิจนี้มันไม่ตรงกัน ถ้ามองอย่างนี้ก็จะเข้าใจ การชุมนุมโดยสันติก็จะกดดันในขอบเขตหนึ่ง ขอบเขตนั้นมักจะมากกว่าขอบเขตที่รัฐบาลอยากให้ใช้ เพราะภารกิจเขาเป็นอีกอย่างคือการรักษาความสงบ

* คุณณาตยา : หมายความว่าแม้จะใช้คำว่าสันติหรือไม่ใช้ความรุนแรง เหมือนกัน แต่ว่ามีบางส่วนซ้อนทับกัน บางส่วนอยู่นอกเหนือการซ้อนทับ  ต้องจัดการยังไงกับส่วนที่นอกเหนือเป้าหมายเดียวกัน อาจารย์มองประเด็นตรงนั้นเป็นปัญหาอยู่หรือเปล่าค่ะ
*
อาจารย์มารค : มีบางอย่างเห็นพ้องกัน เช่น ไม่โยนระเบิด ไม่เอาปืนมายิง แต่อาจมีบางอย่างไม่ค่อยตรงกัน เช่น รัฐบาลบอกว่ามีสิทธิชุมนุมได้แต่อย่าทำผิดกฎหมาย เขาต้องพูดอย่างนั้นเพราะเป็นฝ่ายบริหารประเทศรักษากฎหมาย แต่ฝ่ายชุมนุมก็บอกว่าบางครั้งในกดดดัน มันมีบางอย่างผิดกฎหมายบางอย่างที่ต้องทำ เช่น กฎหมายจราจร เพื่อกดดัน มันก็เป็นการเห็นต่างด้วยหน้าที่คนละอย่าง

* คุณณาตยา : แล้วเกิดกรณีอย่างนี้แล้วจัดการอย่างไรคะ
*
อาจารย์มารค : บางคนคิดว่าถ้าเป็นอย่างนั้นจบไม่ได้ ยกเว้นต้องใช้ความรุนแรง เพราะมันมาปะทะกันตรงที่มันไม่ตรงกัน เรื่องการชุมนุมโดยสันติ ผมคิดว่า การชุมนุมเรียกร้องบางอย่างมันไม่ต้องได้ทันที บางครั้งอาจไม่ได้ในครั้งเดียว มันเป็นมาให้การการศึกษากับสังคม คราวนี้ไม่ได้ คราวหน้ามาใหม่มากกว่าเดิม เพราะเปลี่ยนแปลงความคิดของคนในสังคม มันเป็นกระบวนการเรียกร้อง มันไม่จำเป็นว่าการมาเรียกร้องถ้าไม่ได้ต้องทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ นี่คือวิธีมองแบบหนึ่ง

* คุณณาตยา : หมายความว่าอาจารย์พยายามบอกกับผู้ชุมนุมว่า ลองเปลี่ยนความคิด มาครั้งนี้ไม่ต้องสำเร็จไม่ต้องตามข้อเรียกร้อง ถ้าอย่างนั้นจะมาทำไมค่ะ
*
อาจารย์มารค : ไม่ใช่ว่าไม่ให้สำเร็จ ก็ต้องพยายามให้สำเร็จ แต่ในความเป็นจริงถ้ายังยึดแนวทางสันติการเปลี่ยนแปลงแบบนี้ บางมันต้องเลือกในที่สุดว่า ต้องมาใหม่ หรือแตกหัก อย่ามองว่าการต้องกลับมาอีกครั้งเป็นการแพ้ เป็นกระบวนการที่ใช้เวลานาน การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญหลายอย่างก็เป็นแบบนี้ ฝ่ายรัฐบาลเองก็มีทางเลือกหลายทางเมื่อมีคนมากดดันจำนวนมาก อย่างกดดันเป็นแสนๆ อย่างในครั้งนี้ก็คือการเรียกร้องยุบสภา ไม่ควรมองว่าการทำตามเป็นการแพ้ ผมไม่มองว่านายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้ารัฐบาล เป็นคู่ขัดแย้งกับผู้ชุมนุม มองให้เห็นว่านายกรัฐมนตรีเป็นผู้ดูแลทุกข์สุขของประเทศ มีอำนาจในการตัดสินใจเวลาไหนที่เหมาะที่สุดที่ทำให้ประเทศเดินต่อได้ ยุบหรือไม่ยุบสภา อำนาจนี้ควรเป็นของผู้บริหารประเทศ แต่ไม่ใช่ใช้อำนาจนี้เมื่อถูกกดดัน แต่เป็นการใช้เมื่อเห็นว่าเวลาที่เหมาะสม เมื่อเห็นว่าจะต้องตัดสินใจเพื่อบ้านเมือง และเป็นการตัดสินใจคนเดียว เป็นการตัดสินใจที่ยาก คืออำนาจและความรับผิดชอบเป็นของนายกรัฐมนตรี เป็นธรรมดาที่จะต้องมีคนมาให้คำแนะนำที่คิดว่าถูกต้องเป็นทางออก  ซึ่งอาจไม่ตรงกับนายกรัฐมนตรี แต่พออธิบายจุดยืนแล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดต้องปล่อยให้นายกรัฐมนตรีเป็นคนตัดสินใจ ไม่ควรมีการยึดอำนาจนี้ออกจากนายกรัฐมนตรี อำนาจในการตัดสินใจ เพราะมีอำนาจบริหารประเทศ ไม่น่าถูกริดรอนอำนาจจากเหตุผลอื่นๆ ด้วยวิธีการต่างๆ

* คุณณาตยา : ทำไมอาจารย์ถึงพูดถึงประเด็นนี้ มองบริบทรอบข้างตัวนายกท่านนี้แล้วมองเห็นปัญหาแบบนั้นอยู่หรือคะ
*
อาจารย์มารค : ผมพูดในสิ่งที่อาจเกิดขึ้นได้ และเคยเกิดในที่อื่นๆ

* คุณณาตยา : ถึงเวลาที่จะต้องพิจารณาประเด็นเรื่องนั้นแล้ว หรือยัง
*
อาจารย์มารค : อาจมีสถานการณ์บางอย่างที่ปกตินายกรัฐมนตรีต้องตัดสินใจและรับผิดชอบกับการตัดสินใจนั้น

* คุณณาตยา : พรุ่งนี้ (15 มีนาคม 2553) มุมนักสันติวิธีมีโอกาสที่จะเกิดอะไรขึ้นไหม แล้วเราต้องทำอะไร
*
อาจารย์มารค : ผมไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น มันขึ้นอยู่กับสองฝ่าย มุมสันติวิธี การเรียกร้องความชอบธรรมไม่ได้หายไปเพราะได้หรือไม่ได้ พรุ่งนี้ มะรืนนี้ มันไม่จำเป็นต้องได้ในทันที มันต้องใช้เวลาในการเปลี่ยนแปลง ถ้ามันชอบธรรม แม้ไปได้มันก็ยังชอบธรรมอยู่

* คุณณาตยา : อาจารย์บอกว่าอยากให้ทุกฝ่ายหยุดใช้คำว่าสันติวิธีสักสองสามวัน เพราะอะไรคะ
*
อาจารย์มารค : การใช้สันติวิธีเป็นเรื่องที่สวยงาม แต่ต้องชี้ให้เห็นความต่างของภารกิจ เพราะภารกิจต่างกัน ภารกิจของผู้บริหาร คือรักษาความสงบโดนไม่ใช้ความรุนแรง ผู้ชุมนุมมีภารกิจเรียกร้องโดยสันติวิธี ต้องย้ำให้เห็นภารกิจชัดเจนเพราะหน้าที่มันต่างกัน ถ้าเห็นความต่างก็ทำให้เข้าใจผิดว่าอีกฝ่ายไม่ใช้สันติ

* คุณณาตยา : นอกการใช้คำของทั้งสองฝ่ายที่นักสันติวิธีอย่างอาจารย์คิดว่าไม่สบายใจแล้ว วิธีการปฏิบัติของทั้งฝ่าย อาจารย์ไม่สบายใจด้วยหรือเปล่าค่ะ
*
อาจารย์มารค : นักสันติวิธีไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ บอกไม่ได้ว่า การเรียกร้องโดนสันติคืออะไร ความหมายมันจะถูกกำหนดโดยสังคม โดยใช้เวลานานของการใช้ บางสังคมยอมรับวิธีการบางอย่าง บางสังคมไม่ยอมรับ มันไม่มีความหมายสากลที่นักสันติวิธีจะมาบอกว่าวิธีนี้ใช่หรือไม่ใช่ สังคมเป็นตัวหาแนวทางหรือความหมายเอง

* คุณณาตยา : เป้าหมายของคนที่พยายามใช้คำว่าสันติวิธีจนติดปาก เป้าหมายควรจะเป็นอะไรคะ
*
อาจารย์มารค : เป้าหมายคือหันออกจากความรุนแรง ขั้นแรกถูกต้องแล้ว พอใช้คำนี้เราก็หันออกจากความรุนแรง แต่ขั้นที่สองมันอาจไม่พื้นที่พอที่จะทำให้ละเอียดขึ้น พอหันออกจากความรุนแรงแล้ว อะไรที่รับได้ อันนี้ยังไม่ชัด พอใช้คำว่าวิธีมันก็ตายตัว มันไม่มีแค่หนึ่งวิธี มันมีหลายวิธี แต่ละวิธีไม่ตายตัว ขึ้นอยู่กับแต่ละสังคม บางสังคมบอกว่ารุนแรง บางสังคมอาจมองว่าไม่รุนแรง ต้องใช้เวลาทำบ่อยๆ แล้วเสียงสะท้อนสังคมจะเป็นตัวบอกว่าแบบไหนเป็นสันติวิธีของสังคมนั้นๆ คำตอบจะไม่มาจากนักสันติวิธีเป็นคนมาบอก

* คุณณาตยา : ถ้าอย่างนั้นลักษณะพิเศษของสังคมไทยในเวลานี้ที่จะเอื้อให้เกิดสันติวิธีที่งดงามได้ ถึงแม้จะมีความขัดแย้งทางการเมืองกัน ลักษณะพิเศษของสังคมไทยที่ควรหยิบมาใช้คืออะไรคะ
*
อาจารย์มารค : การให้โอกาส ที่จะเข้าใจคู่ที่เรากำลังมีปัญหาด้วยถือเป็นสิ่งสำคัญ อย่างเช่น เรียกร้องยุบสภา ฝ่ายรัฐบาลก่อนตอบว่าจะยุบหรือไม่ ควรอยากเข้าใจว่าเขาเรียกร้องให้ยุบ เขาเรียกร้องอะไร เพราะคำว่ายุบสภาเป็นเป็นคำเปล่าๆ ไม่ละเอียดพอ ก็ควรมีการหาวิธีคุยกัน

* คุณณาตยา : โต๊ะเจรจามีโอกาสเกิดขึ้นได้ไหมคะ
*
อาจารย์มารค : ผมไม่เรียกเจรจา เพราะเจรจาคนจะบอกว่ามันเป็นการหาคำตอบบางอย่าง แต่ควรจะมีการคุยของแต่ละฝ่ายทำความเข้าใจว่าเรียกร้องอะไรกันแน่ ก่อนที่ประเมินได้ว่าจะตอบสนองหรือไม่แค่ไหน ก็ต้องเข้าใจก่อนว่าเรียกร้องอะไร เดี๋ยวไปเข้าใจผิด มีแต่คำว่ายุบสภาแต่จริงๆ ไม่รู้แปลว่าอะไร ยุบสภามันมีได้หลายความหมาย จะทำให้การตอบไม่ค่อยมีคุณภาพเท่าไหร่

* คุณณาตยา : อาจารย์ชี้ทางได้ไหมว่าควรทำอย่างไรที่จะทำให้เกิดกระบวนการอย่างนั้นได้
*
อาจารย์มารค : รัฐบาลฝ่ายบริหารประเทศต้องเป็นฝ่ายหาวิธีไปคุยกับบางคนในกลุ่มผ้ชุมนุมที่สามารถบอกได้ว่าสิ่งที่ต้องการจริงๆ สิ่งที่เรียกร้องคืออะไร สามารถอธิบายออกมาอย่างเป็นรูปธรรม

* คุณณาตยา : อาจารย์มองประสบการณ์จากหลายๆ ที่ สิ่งนี้มีโอกาสที่จะเกิดขึ้นได้ไหมคะ
*
อาจารย์มารค : เกิดได้ ถ้าต้องการ มันก็ไม่ยาก

* คุณณาตยา : ความต้องการนี้ มันเป็นการวัดเจตนาของสันติวิธีในใจริงๆ ด้วยไหมคะของทั้งสองฝ่าย
*
อาจารย์มารค : วัดเจตนาที่จะทำภารหน้าที่ของตนเองโดยสันติ ถ้าหากว่ามีการเปิดทางให้มีการพูดคุยกันโดยสันติ นอกจากเป็นการหาทางออกแล้วยังเป็นการวัดเจตนาที่จริงใจในการใช้สันติวิธีของทุกฝ่ายด้วย.

Older Posts »