“สานเสวนา” กับผู้ก่อการ…กับคำถามที่ต้องข้ามให้พ้น

เสียงปืนและควันระเบิดยังคงเกิดขึ้นรายวันในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ ขณะที่คณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ (กอส.) ได้ทิ้งทวนบทบาทในการทำงานด้วยเอกสารประวัติศาสตร์ “เอาชนะความรุนแรงด้วยพลังสมานฉันท์” ที่มาพร้อมข้อเสนอในการแก้ปัญหาสถานการณ์ไฟใต้หลายประการ

หนึ่งในมาตรการสมานฉันท์เฉพาะหน้า ซึ่งยังไม่ได้รับความสนใจในขั้นที่จะนำไปปฏิบัติ เช่น เดียวกับข้อเสนออื่นๆ คือข้อเสนอที่เรียกว่า “สานเสวนา” กับกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ ซึ่ง กอส. เชื่อว่ามีอยู่ทั้งในและนอกประเทศไทย

ทั้งนี้ กอส. สรุปว่า รัฐจำเป็นต้องสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับบุคคลที่มีอุดมการณ์ต่างจากรัฐ และใช้ความรุนแรงเป็นหนทางเพื่อให้บรรลุเป้าหมายของอุดมการณ์เหล่านี้ ด้วยเหตุผลว่า ความรุนแรงเป็นม่านบดบังทำให้ทุกฝ่ายมองไม่เห็นทางเลือกทางการเมือง จึงจำเป็นต้องยุติการใช้ความรุนแรงด้วยการเจรจา หากประสงค์จะเสนอทางเลือกทางการเมืองที่จริงจัง และข้อเสนอนี้พิสูจน์ให้เป็นที่ประจักษ์ว่า สังคมการเมืองไทยมีที่ยืนสำหรับทุกคนทุกฝ่ายที่ไม่อาศัยความรุนแรงหรือตัดสินใจยุติ การใช้ความรุนแรงเป็นหนทางบรรลุเป้าประสงค์ทางการเมืองของตน

สำหรับข้อเสนอดังกล่าว ณ วันนี้ ผู้คนกำลังตั้งคำถามว่า รัฐจะสานเสวนากับใคร? ในเมื่อนับตั้งแต่วันที่คนทั่วประเทศได้ยินเสียงปืนดังขึ้นในแดนใต้ จนถึงวินาทีนี้ ยังไม่มีคนกลุ่มไหนออกมาเคลมผลงานในการก่อความไม่สงบของตน  “ใครคือผู้ก่อการ” ดูเหมือนจะเป็นคำถามที่สร้างกำแพงให้ข้อเสนอ “สานเสวนา” ข้ามไปไม่พ้น กลายเป็นข้อเสนอที่เป็นไปไม่ได้…

หากก็ยังมีหลายคนเห็นว่าข้อเสนอนี้เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ และรัฐต้องเริ่มทำอย่างจริงจัง หนึ่งในนั้นคือ จรัล ดิษฐาอภิชัย กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ผู้คลุกคลีกับปัญหาความรุนแรงมานาน จรัลมองว่า สานเสวนาเป็นสิ่งที่ไม่ทำไม่ได้ เกือบสองปีครึ่งมาแล้วที่ยังไม่มีใครหรือกลุ่มใดมีความพยายามอย่างจริงจังที่จะพบปะพูดคุยกับกลุ่มผู้ปฏิบัติการ เนื่องจากรัฐบาลไม่มีนโยบายที่จะเจรจาอย่างจริงจัง

“เหตุที่รัฐไม่ทำ เพราะ หนึ่ง รัฐคิดว่าการเจรจาเหมือนกับการยอมรับ สอง มันเท่ากับว่ารัฐเพลี่ยงพล้ำแล้ว สาม เป็นความคิดแบบสามัญสำนึกว่าแล้วจะเจรจากับใคร เราต้องมีนโยบาย แบบแผน มันต้องค่อยๆ ทำเพราะในการเจรจากับใครไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ต้องมีคน มีเงื่อนไข มีปัจจัย และนี่เรากำลังพูดถึงกลุ่มคนที่มีการต่อสู้อย่างรุนแรง มันไม่ง่าย ในสงครามเวียดนามเขาใช้เวลาหลายปีกว่าจะสืบหาคนเจรจาด้วยได้ แล้วยังต้องใช้เวลาในการเจรจา เราต้องมีนโยบาย ต้องหาคนพิเศษ ต้องตั้งคณะทำงานอย่างจริงจัง” (1)

สอดคล้องกับความคิดเห็นของ ผศ.ชิดชนก ราฮิมมูลา นักวิชาการจากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ที่บอกว่า

“การสานเสวนากับกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ ควรทำมานานแล้ว เพียงแต่มีปัญหาว่าแต่ละหน่วยไม่ได้ประสานกัน คือแต่ละหน่วยก็มีภารกิจด้านนี้ แต่เป็นการไปพบปะคนเหล่านั้นเพื่อเป้าหมายทางการข่าวแล้วก็เก็บไว้ในลักษณะงานการข่าวเท่านั้น ไม่ได้ถูกนำเสนอมาเป็นระดับนโยบายหรือเห็นว่ามีความสำคัญ” (2)

ผศ.ชิดชนก แสดงความเห็นว่า รัฐจำเป็นที่ต้องพบปะพูดคุยกับกลุ่มก่อความสงบทั้งในอดีตหรือในปัจจุบัน เพราะบางครั้งความเข้าใจซึ่งกันและกันอาจจะเป็นส่วนหนึ่งของการสลายความคิด ที่รุนแรงได้

“ช่วงที่เขามีความรู้สึกแค้นเคืองหรือลี้ภัยไปนอกประเทศเป็นช่วงระยะเวลาของความเจ็บปวด แต่เขาขาดช่วงจากสังคมไปนานหลายสิบ อาจจะมองไม่เห็นภาพของการพัฒนาต่างๆ ในพื้นที่ที่พยายามเปิดโอกาสให้เขามากขึ้นเรื่อยๆ การขาดช่วงอาจจะทำให้เขาไม่ได้รับข้อมูลที่สมบูรณ์ แต่ถ้าเขาได้รับข้อมูลที่สมบูรณ์ว่าปัจจุบันนี้ทุกภาคส่วนพยายามอย่างยิ่ง ที่จะสถาปนาความเป็นธรรมในพื้นที่ ถึงแม้มันอาจจะยังไม่สมบูรณ์ก็ตาม เขาอาจจะได้มองเห็นว่า  การดำรงความมุ่งหมายโดยการใช้ความรุนแรงสร้างความเป็นธรรมได้ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ในภาคใต้อย่างรุนแรง”

นักวิชาการผู้นี้เชื่อว่า การพูดคุยกันทำให้มนุษย์เราได้เห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน บางสิ่งที่คิดว่าเลวร้าย อาจหาทางออกได้ดีขึ้น และเชื่อว่าทุกคนรักบ้านเกิดเมืองนอนของตัวเอง หากเห็นความเสียหายที่เกิดจากความรุนแรงก็อาจจะเปลี่ยนหนทางหรือมองภาพของการต่อสู้ในอีกแบบหนึ่งก็ได้

ขณะที่ โคทม อารียา ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล หนึ่งในคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ (กอส.) ยืนยันถึงความสำคัญของการสานเสวนากับผู้ก่อความไม่สงบ ด้วยเห็นว่ารัฐจำเป็นต้องรู้ว่าฝ่ายก่อการคิดอย่างไร

“เห็นด้วยไม่เห็นด้วยเป็นอีกเรื่อง แต่ต้องเข้าใจว่าเขาต้องการอะไร และบางอย่างเราต้องยอม บางอย่างต้องถือเป็นผลงานเขา ให้เขาไปสร้างความเป็นผู้นำในหมู่พวกเขา อันนี้เสี่ยง แต่ถ้าไม่ทำเลยมันก็เป็นอยู่อย่างนี้ เขาก็มีความเป็นผู้นำที่ซับซ้อน ไม่ชัดเจน เราก็อาจจะต้องคิดถึงในแง่จิตวิทยาและในแง่การเมืองบ้างว่า ถ้าเขามีความเป็นผู้นำที่ชัดเจนแล้วเขาอยู่ได้ การที่เราบอกว่าเขาโผล่มาแล้วตีหัวหมด เขาก็หลบหมด ตรงนี้ในระยะยาวต้องแก้ด้วยการเมือง ถ้าเราจะให้มีการปกครองท้องถิ่นในรูปแบบพิเศษในพื้นที่นี้ในอนาคต ก็ต้องเตรียมผู้นำการเมืองที่สามารถนำพวกกลุ่มนี้ได้ แล้วก็ทำให้เกิดความสงบ และเป็นมิตรที่ดีกับรัฐบาล เราจะต้องเสี่ยงให้เขาจัดตั้งปีกการเมืองมา แล้วก็เจรจากัน” (3)

กับคำถามที่ใครหลายคนสงสัยว่า แล้วจะไปเสวนากับใคร? โคทม อารียา ตอบว่า จริงๆ แล้ว ทางการไทยรู้ว่าผู้นำเก่าๆ รุ่นก่อนอยู่ที่ไหน คนที่เป็นปีกการเมืองของพูโล บีอาร์เอ็น อยู่ที่ไหนยังไง รัฐบาลรู้หมดแล้ว ผู้นำใหม่ๆ บางคนทางการก็รู้ว่าหนีไปแล้ว ไม่รู้จะเอาตัวมาอย่างไร แต่ผู้นำที่จับได้อยู่ในการคุมตัวของรัฐก็มี

“หากรัฐจะคุยกับคนที่ถูกคุมตัวไว้ ก็ต้องยอมเปลี่ยนฐานะเขาจากนักโทษเป็นผู้มีสภาพที่จะคุยกับรัฐได้ ไม่ใช่ให้เขาพูดอะไรออกมาแล้วก็ผูกพันกับตัวเอง เหมือนกับเขาปรักปรำตัวเองทางอาญา แล้วรัฐก็เอาไปฟ้องร้อง ถ้าทำแบบนี้จะไม่มีใครคุยด้วย ถ้าเราไปคุยที่มาเลเซียไม่ได้ แต่รู้ว่าเขาอยู่ที่มาเลเซีย ก็นัดเขาไปคุยที่ไหนก็ได้”

นอกจากนี้ กรรมการ กอส. ยังชี้แจงว่า สิ่งสำคัญของข้อเสนอมีอยู่สองประการ คือ หนึ่ง คุยแบบฟัง เรียกว่าสานเสวนา และสอง ต้องมีเอกภาพในการคุย รัฐไม่ควรให้หน่วยงานหนึ่งไปคุยแบบที่อีกหน่วยงานหนึ่งไม่รู้ เอกภาพในการคุยจะทำให้รัฐวางแผนได้ว่า จะยอมรับสถานะของบุคคลเหล่านั้นไหม รวมทั้งจะวัดอัตราการเสี่ยงและประเมินผลอะไรต่างๆ ได้ดี รัฐต้องวางยุทธศาสตร์เรื่องคุยให้ดี ทั้งนี้ มันก็ยังไม่ถึงขั้นการเจรจา เป็นแค่การคุยเท่านั้น สานเสวนากันก่อน

“ส่วนตัวองค์กรไม่สำคัญเท่าไหร่ กอ.สสส.จชต. เอากรอบที่มีไปปรับหน่อยก็ยังได้ ผมติงที่ กอ.สสส.จชต. ไม่มีปีกการเมือง คือเขาเอาปีกการเมืองกับปีกทหารไปอยู่ที่เดียวกัน ตั้งอยู่ในเขตทหาร ดูแค่สถานที่ตั้ง ใครเขาจะมาคุยด้วย ไปคุยนี่มันเสี่ยงกับตัวเองแทบตายแล้ว ยิ่งเจอบรรยากาศแบบค่ายทหารเข้าไปอีก ที่ กอส. เสนอเพราะว่าเราเห็นรัฐบาลโลเลนัก ออกเป็นกฎหมายเลยดีไหม จะได้มีผล ไม่ใช่เป็นของรัฐบาลใด รัฐบาลไหนขึ้นมาก็จะได้ดำเนินนโยบายนี้”

อีกด้านหนึ่ง พ.อ.จำลอง คุณสง ที่ปรึกษากองอำนวยการเสริมสร้างสันติสุขจังหวัดชายแดนใต้ (กอ.สสส.จชต.) ก็ได้ขานรับข้อเสนอสานเสวนาของ กอส. และเห็นว่าควรจะมีกระบวนการทางกฎหมายออกมารับรองเพื่อให้การปฏิบัติดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ

“สมมุติว่าผมมีคนคนหนึ่งอยู่ในกระบวนการที่จะมาคุย แต่มาแล้วถูกตำรวจจับ แล้วจะทำอย่างไร ผมมองว่าเราต้องมีกฎหมายเชิงรัฐศาสตร์ออกมาก่อนเพื่อรองรับตรงนี้ สมัยที่มีคอมมิว นิสต์นั้นเขายอมรับกันแล้วว่า เราจะพัฒนาการใช้กฎหมายในทางสมานฉันท์ เมื่อไหร่ที่เราคิดอย่างนั้นก็ใกล้เคียงระดับหนึ่งแล้ว การที่จะให้แกนนำระดับสูงพร้อมจะออกมาคุย เราต้องมีหลักประกันให้เขาออกมาช่วยงานอย่างปลอดภัย คือ ไม่ถูกอุ้ม ไม่ถูกจับ  แต่ขณะนี้ทุกอย่างบีบให้เขาต้องทำ เพราะหนทางอื่นมันตีบตัน เราต้องมีนโยบายในเรื่องนี้ออกมา มันช่วยได้มาก คนที่เขาคิดจะช่วยแก้ไขปัญหาจะออกมา” (4)

หลายเสียงประสานจากบุคคลที่มีบทบาทสำคัญต่อการแก้ปัญหาความไม่สงบในบ้านเมืองเราเหล่านี้ คงพอจะเป็นคำตอบให้กับคำถามที่ใครหลายคนมี ถึงความเป็นไปได้ที่จะนำข้อเสนอ “สานเสวนา” ไปสู่การปฏิบัติ

คำถามต่อไปคือ..เมื่อไหร่รัฐจะลงมือทำอย่างจริงจังเสียที?.

เบญจมาศ บุญฤทธิ์
ศูนย์ข่าวอิศรา สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย
หมายเหตุ

……………………..

หมายเหตุ

1. บทสัมภาษณ์ความคิดเห็นที่มีต่อรายงาน กอส. ของ จรัล ดิษฐาอภิชัย กรรมการสิทธิมนุษยชน ต่อคณะทำงานสื่อสารกับสังคม กอส. เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2549
2. บทสัมภาษณ์ความคิดเห็นที่มีต่อรายงาน กอส. ของ ผศ.ชิดชนก ราฮิมมูลา ต่อคณะทำงานสื่อสารกับสังคม กอส.เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2549
3. บทสนทนาระหว่างโคทม อารียา และทีมงานข่าวสถานีโทรทัศน์ไอทีวี เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2549
4. คำให้สัมภาษณ์ของ พ.อ.จำลอง คุณสง ที่ปรึกษา กอ.สสส.จชต. ต่อสื่อมวลชน เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2549

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s