ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม นำสันติสุขสู่ชายแดนใต้

หาก “ความยุติธรรม” คือหลักประกันของการอยู่ร่วมกันในสังคม เรื่องราว “ความไม่ยุติธรรม” ต่างๆ ที่ปรากฏออกมาตลอดระยะเวลา 2 ปี ท่ามกลางสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนใต้ คงจะทำให้คนทั่วไปตั้งข้อสงสัยว่า กระบวนการยุติธรรมกำลังทำงานของมันอยู่หรือไม่ และใครเป็นผู้ควบคุม?

“เมื่อพูดถึงเรื่องกระบวนการยุติธรรม ความเข้าใจของคนทั่วไปคือรัฐเป็นผู้กำหนดและผูกขาดความยุติธรรม จะถูกหรือผิด รัฐเป็นตัวสั่งหรือพิพากษา” นี่คือคำกล่าวของ อนุกูล อาแวปูเต๊ะ นักกฎหมายและนักวิชาการจากวิทยาลัยอิสลามยะลา ซึ่งทำงานด้านความยุติธรรมให้ชาวมุสลิมในจังหวัดชายแดนใต้มายาวนาน ในงานสัมมนา “การสร้างสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้” ที่โรงแรมไดอิชิ หาดใหญ่ จ.สงขลา เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2549

เขาอธิบายว่า กระบวนการยุติธรรมของไทยมีปัญหาในเชิงโครงสร้างหลายประการ เพราะความยุติธรรมถูกกำหนดโดยรัฐ ทุกวันนี้เรามองว่าสถาบันตุลาการและตำรวจเป็นสิ่งที่แตะต้องไม่ได้ ทั้งที่ความจริงเรื่องของความยุติธรรมเป็นสิ่งที่เราสัมผัสได้ในความรู้สึก

“คดีเจไอ หมอแวเป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุด สุดท้ายแล้วเราก็พบว่า หมอแวต้องถูกคุมขังฟรี ซึ่งไม่มีอะไรจะชดเชยความเสียหายนี้ได้ เพราะความเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นความเสียหายทางด้านจิตใจ และไม่ใช่เฉพาะหมอแวเท่านั้น แต่มันเป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นในจิตใจคนว่ากระบวนการยุติธรรมไทยมีปัญหา” อนุกูล กล่าว

กรณีหมอแวเป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนของปัญหาของกระบวนการยุติธรรมไทยในการพิจารณาคดีความมั่นคง โดยขณะนี้มีคดีความมั่นคงมากมายในจังหวัดชายแดนใต้ที่กำลังรอการสืบพยานและพิพากษาจากศาล อนุกูล ซึ่งมีบทบาทในฐานะทีมทนายความของผู้ถูกกล่าวหาในคดีความมั่นคงในจังหวัดชายแดนใต้ ได้บอกเล่าปัญหาว่า

“หลังจากที่ตำรวจทำสำนวนส่งให้อัยการ ความจริงตามหลักการแล้ว อัยการสามารถที่จะใช้ดุลพินิจพิจารณาว่าคดีอย่างนี้จะสั่งฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้องได้หรือไม่ แต่ในทางปฏิบัติเป็นไปไม่ได้ เพราะว่าพอติดคดีความมั่นคงแล้ว คนที่สั่งไม่ฟ้องต้องมาอธิบายเหตุผลว่าเพราะอะไร กลายเป็นภาระของเขา แล้วจะถูกผู้บังคับบัญชาตรวจสอบอีกทีว่าคดีใหญ่แบบนี้ปล่อยไปได้อย่างไร นี่เป็นปัญหาเชิงระบบ บางคนมาคุยกับผมตรงๆ เลยว่า รู้ว่าหลักฐานไม่มี แต่คดีแบบนี้ไม่สั่งฟ้องไม่ได้ เพราะเป็นคดีความมั่นคง พอสั่งฟ้องแล้วก็ต้องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดีของศาล ต้องสืบพยาน ซึ่งใช้เวลานาน”

ปัญหาอีกอย่างคือ เมื่อเป็นคดีความมั่นคง ศาลสั่งให้ประกันตัวไม่ได้ เพราะคดีความมั่นคงเป็นคดีโทษหนัก ซึ่งที่ผ่านมา คดีในลักษณะนี้พอพิจารณาเสร็จศาลพิพากษาส่วนใหญ่จะยกฟ้อง เพราะพยานหลักฐานอ่อน “แต่ว่าการที่ผู้ถูกกล่าวหาต้องถูกควบคุมในระหว่างการพิจารณาคดีในชั้นศาล โดยไม่มีโอกาสได้รับการประกันตัว มันเป็นธรรมหรือไม่?” นี่คือคำถามที่ผู้ถูกกล่าวหาสะท้อนผ่านทนายความของพวกเขา

อนุกูลสะท้อนถึงปัญหาของกระบวนการยุติธรรมต่อไปว่า “ปัจจุบันเราใช้วิธีการพิจารณาคดีต่อเนื่อง ซึ่งคดีพิจารณาต่อเนื่องต้องเป็นไปตามคิว ปัญหาที่เกิดขึ้นคือคิว เพราะคดีความเกิดขึ้นทุกวัน และคดีความมั่นคงก็ไม่ได้มีสิทธิพิเศษอะไร มันเหมือนคดีทั่วไป เดี๋ยวนี้คดีในสามจังหวัดไปถึงปี 51 แล้ว ข้ามปีกันไปเลย และผู้ถูกกล่าวหาในคดีความมั่นคงก็ถูกขัง ตรงนี้คือปัญหา พอเข้าสู่การพิจารณาคดีต่อเนื่องมันต้องนับไปข้ามปี พอไปถึงวันนัด บางทีพยานซึ่งเป็นทหารหรือตำรวจที่จับเขาก็ย้ายไปอยู่ในพื้นที่อื่นแล้ว มันก็กระทบหมดเลย จาก 1-2 ปี ก็อาจจะเป็น 3-4 ปี จะเห็นได้ว่าระบบทำให้ความไม่เป็นธรรมเกิดขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ ผมเชื่อว่าอัยการกับผู้พิพากษาก็ไม่ได้ตั้งใจ บางทีเขายังพิจารณาคดีไม่เสร็จ ต้องย้ายไปที่อื่น คนใหม่ต้องมาทำต่อ ทำให้การพิจารณาไม่ต่อเนื่อง และคนใหม่ต้องมาทำความเข้าใจเรื่องตั้งแต่ต้น”

นอกจากปัญหาของระบบแล้ว การเข้าไม่ถึงกระบวนการยุติธรรมของประชาชนก็เป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้คนตั้งข้อสงสัยถึงประสิทธิภาพของระบบยุติธรรมไทย นิตยา หว่างไพบูลย์ นักกฎหมายจากสภาทนายความ คือผู้บอกเล่าประสบการณ์ดังกล่าว ในเวทีรับฟังความคิดเห็นต่อรายงานคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่ง ชาติ (กอส.) : ภาคเหนือ ณ บ้านธารแก้ว อ.เมือง จ.เชียงใหม่ วันที่ 29 กรกฎาคม 2549

นิตยาเล่าว่า จากประสบการณ์ 2 ปีของการทำงานในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ เธอพบว่า ชาวมุสลิมในพื้นที่มักเข้าไม่ถึงกระบวนการยุติธรรม อีกทั้งยังขาดประสบการณ์ในเรื่องการไขว่คว้าหาความยุติธรรมจากกระบวนการยุติธรรม

“พอเขาไม่ได้ความเป็นธรรมจากรัฐ เขาสรุปเลยว่านี่คือการกระทำที่เลวร้ายจากรัฐ พอเขาสรุปว่าเป็นฝีมือเจ้าหน้าที่รัฐ ทำให้ห่างเหินจากรัฐมากขึ้น ดิฉันเคยทำงานด้านกฎหมายให้กับชนเผ่าทางภาคเหนือในคดีข่มขืน พวกเขาไม่มีรู้หนังสือ พูดไทยไม่ได้ ไม่ได้เรียนจบชั้นอะไรมาเลย แต่มีความกล้าที่จะมาหาสภาทนายความ กล้าที่จะไปพบผู้บัญชาการภาคห้าเพื่อขอความเป็นธรรม แล้วผู้บัญชาการก็นั่ง ฮ. ไปขุดศพเลย แล้วหาตัวผู้กระทำผิดได้ กรณีนี้คู่พิพาทไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐ แต่ในสามจังหวัดชายแดนใต้ ถามว่าชาวบ้านจะไปขอความเป็นธรรมจากใคร ศูนย์ดำรงธรรม ศูนย์นิติธรรม ศูนย์ต่างๆ ที่ตั้งขึ้นมาช่วยอะไรได้ในกรณีอุ้มฆ่า?

เรื่องความยุติธรรม 2 ปีที่ผ่านมาไม่มีอะไรดีขึ้น ถึงจะตั้งศูนย์อะไรขึ้นมา ถึงสภาทนายจะส่งทนายความลงไปช่วยก็ตาม เราทราบดีว่ากระบวนการพิจารณาของศาลไม่ต่ำกว่า 7 ปี 8 ปี ผู้หญิงที่สามีถูกอุ้มฆ่า นั่งร้องห่มร้องไห้ เขาทนได้ เพราะศาสนาบอกให้เขาอดทน ให้นึกถึงโลกหน้า แต่ว่าลูกหลานเขา คนในหมู่บ้านเขาทนได้ไหมกับที่เห็นคนในหมู่บ้านถูกอุ้มฆ่า ในเมื่อทนไม่ได้ พอเขาเห็นเจ้าหน้าที่รัฐ เขารู้สึกอย่างไร เมื่อเขาไม่รู้กฎหมาย เขาหาทางออกไม่ได้ ก็มุ่งไปหาอีกวิธีหนึ่ง เพราะมันไม่มีหวังแล้วว่าจะได้ความการยุติธรรมจากทางรัฐ”

แล้วเราจะแก้ไขปัญหาของกระบวนการยุติธรรมซึ่งทำให้ประชาชนไม่ได้รับความเป็นธรรมได้อย่างไร? อานันท์ กาญจนพันธ์ นักวิชาการจากคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้เสนอทางออกไว้อย่างน่าสนใจในเวทีเดียวกันนี้ว่า การแก้ไขปัญหาในสามจังหวัดชายแดนใต้ต้องอาศัยหลักคิดเชิงซ้อน ที่สำคัญที่สุดคือต้องเข้าไปแก้ในระบบกฎหมายเพื่อให้มีการตรวจสอบถ่วงดุลย์

“จริงๆ แล้วภาคใต้เป็นพื้นที่แรกที่เมืองไทยยอมรับให้มีกฎหมายสองอันซ้อนกัน นั่นคือใช้กฎหมายไทยและกฎหมายมุสลิมในส่วนที่เกี่ยวกับครอบครัวและศาสนา ซึ่งการที่มีระบบกฎหมายซ้อนกัน เราเรียกว่า พหุลักษณ์ทางกฎหมาย เราน่าจะเอาสิ่งที่มีอยู่แล้วมาเสริมให้ดีขึ้น ทุกวันนี้ในระบบศาลบ้านเราก็ไม่ใช้ศาลเดียว เราใช้ศาลหลายเส้น หลายแนว ทั้งแนวศาลปกครอง แนวศาลรัฐธรรมนูญ และยังมีศาลชนิดอื่นอีก เพราะถ้าเป็นศาลเดียว คุณไม่สามารถตรวจสอบความยุติธรรมได้ เส้นเดียวไปไม่ได้ มันจะต้องมีการตรวจสอบถ่วงดุลย์”

นักวิชาการผู้นี้เสนอให้ภาคใต้เป็นพื้นที่นำร่องในการนำเอากระบวนการของกฎหมายเชิงซ้อนไปใช้ โดยการผลักดันให้ใช้ระบบศาลซ้อนศาลเพื่อให้มีการถ่วงดุลย์กัน เพราะศาลอาญา-ศาลอุธรณ์-ศาลฎีกา สุดท้ายแล้วก็ถูกคุมโดยศาลฎีกา นอกจากนี้ เนื่องจากคนมีความแตกต่างทางวัฒนธรรมและชาติพันธุ์ รัฐจำเป็นต้องนำเอาหลักกฎหมายจารีตและกฎหมายที่แตกต่างกันในพื้นที่มาประมวลใช้ในการตัดสิน ไม่ใช่นำเอาหลักกฎหมายส่วนกลางหรือกฎหมายเชิงเดี่ยวไปยัดเยียดใส่ ซึ่งไม่สามารถประกันความยุติธรรมให้ประชาชนได้ ทั้งนี้ เรื่องของหลักประกันโครงสร้างของกระบวนการยุติธรรมทั้งหมดต้องมีการปฏิรูป ต้องเสนออย่างจริงจัง หลักคิดนี้เป็นสิ่งที่ทั่วโลกกำลังพูดถึง ขณะที่วิธีคิดในเรื่องกฎหมายของประเทศไทยยังล้าหลังมหาศาล

“เรื่องความยุติธรรมคือหัวใจ ถ้าเราแก้ตรงนี้ได้ เรื่องอื่น ความตึงเครียด ความรู้สึกเดียดฉันท์ ความรู้สึกที่เป็นการกักขังอัตลักษณ์มันคลี่คลายได้ ทั่วโลกเขาทำมาแล้วทั้งนั้น” อานันท์ กล่าวอย่างมั่นใจ

ในขณะที่อนุกูลก็ได้ร่วมเสนอทางออกในการแก้ไขปัญหาของกระบวนการยุติธรรมที่เกิดขึ้นว่า เพื่อเป็นมาตรการเฉพาะหน้า ควรนำคดีความมั่นคงไปอยู่ในช่องทางพิเศษ โดยแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ยุติธรรมจากส่วนกลางให้เป็นคณะพิเศษขึ้นมาเหมือนคดียาเสพติด

“เราน่าจะมีแผนกของคดีความมั่นคง โดยตั้งชุดพิเศษขึ้นมาในสามจังหวัด ควรจะจัดอัยการพิเศษ ศาลชุดพิเศษ มาดูแล ไม่ควรนำคดีประเภทนี้ไปปะปนกับคดีอื่นๆ ซึ่งจะทำให้การพิจารณาคดีช้าและบางทีบุคลากรที่มาดูแลก็ไม่มีความรู้ความ เข้าใจที่เพียงพอ”

นอกจากนี้ เขายังเห็นว่าประชาชนเองก็สามารถสร้างความยุติธรรมในชุมชนได้ ถ้ามีกระบวนการและวิธีการ รัฐเพียงแต่กำกับดูแลโดยใช้กลไกของชุมชน สิ่งนี้เป็นกระแสหลักในปัจจุบันเพราะอำนาจของรัฐซึ่งเป็นโครงสร้างในเชิงดิ่งจะถูกลดทอนลงไปตามลำดับ ที่เห็นได้ชัดคือ เมื่อก่อนตำรวจออกหมายจับหมายค้นได้ แต่ปัจจุบัน รัฐธรรมนูญปี 40 ลดอำนาจนั้นลง ต้องให้ศาลต้องออกให้ นี่เป็นวิธีการถ่วงดุลย์

“กระบวนการตรงนี้ต้องมีการศึกษาหาจุดที่เหมาะกับสังคมไทย โดยเฉพาะในสามจังหวัดภาคใต้ซึ่งมีความแตกต่างทางศาสนาและวัฒนธรรม เรื่องของกระบวนการยุติธรรมไม่ว่าจะเป็นชั้นของพนักงานสอบสวน อัยการ หรือศาล ต้องทำงานอย่างมีเอกภาพในสถานการณ์ของจังหวัดชายแดนใต้ และอย่ามองแต่ความยุติธรรมตามกฎหมาย เพราะมันไม่ใช่ปัญหาเรื่องความยุติธรรม มันเรื่องความเป็นธรรมทางสังคม มันไม่เหมือนกัน คนที่มาทำงานที่นี่ แม้แต่ศาลหรืออัยการก็ต้องเข้าใจสภาพปัญหาของที่นี่” อนุกูล กล่าว

ทว่าการปฏิรูปโครงสร้างหรือเปลี่ยนแปลงระบบยุติธรรมไทยอาจต้องใช้เวลาเนิ่นนาน การผลักดันให้มีการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ซึ่งต้องอาศัยรัฐเป็นฟันเฟืองใหญ่ เป็นสิ่งที่ใครหลายคนมองว่าแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยในอนาคตอันใกล้ ข้อจำกัดนี้ทำให้ผู้ที่คลุกคลีอยู่กับงานภาคประชาสังคมเสนอวิธีการที่อาจ เรียกได้ว่า “การมีส่วนร่วมในกระบวนการยุติธรรมโดยภาคประชาชน”

หนึ่งในนั้นคือ งามศุกร์ รัตนเสถียร อดีตเจ้าหน้าที่สังเกตการณ์การพิจารณาคดีของ ICJ ซึ่งเคยมีโอกาสเข้าร่วมสังเกตการณ์การพิจารณาคดีในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ เธอให้ข้อคิดว่า

“เราตั้งคำถามว่าทำไมกระบวนการยุติธรรมถึงไม่ทำงาน ส่วนหนึ่งนั้นเป็นเพราะพวกเราก็ละเลย ไม่ได้สนใจกระบวนการยุติธรรมมานาน จากประสบการณ์ที่ได้ไปสังเกตการณ์ในการพิจารณาคดีในศาล ทำให้เห็นข้อจำกัดบางอย่างในกระบวนการพิจารณาคดี ซึ่งการที่คนจากข้างนอกเข้าไปร่วมสังเกตการณ์จะเป็นกลไกการตรวจสอบไปด้วยในอัตโนมัติ ที่ผ่านมาศาลก็จะทำงานของศาลเองและไม่มีแรงกระตุ้นอะไร การที่เราไปจับตาอาจจะทำให้ศาลต้องระมัดระวังมากขึ้น”

นักสังเกตการณ์ผู้นี้เห็นว่า ในขณะที่เรายังไม่สามารถไปแก้โครงสร้างได้ ภาคประชาชนมาร่วมกันทำงานตรวจสอบกันเองก่อนดีไหม ซึ่งนอกจากจะเป็นการตรวจสอบถ่วงดุลย์ระบบยุติธรรมในระดับหนึ่งแล้ว ประชาชนยังจะได้เรียนรู้เรื่องข้อกฎหมายและกระบวนการต่างๆ ของระบบยุติธรรมด้วย

“ความรู้ในเรื่องกฎหมายและกระบวนการทางด้านยุติธรรมเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะในปัจจุบันที่ประชาชนถูกละเมิดสิทธิกันมาก เมื่อเราไม่อาจพึ่งพาเจ้าหน้ารัฐได้ อย่างน้อยเราก็รู้ว่าเราจะปกป้องตัวเองได้อย่างไร” งามศุกร์ กล่าวทิ้งท้าย

ปัญหาของกระบวนการยุติธรรมเกิดขึ้นจริง ทว่ามีสิ่งหนึ่งที่ยังคงดำรงอยู่ในความเชื่อของพวกเรา นั่นคือ “ความยุติธรรม” เราจะช่วยกันเติมเต็มให้ “ระบบยุติธรรม” ของสังคมไทยในวันนี้ทำงาน “อย่างยุติธรรม” ได้อย่างไร เป็นสิ่งที่คนทุกฝ่ายในสังคมไทยต้องช่วยกันผลักดันขับเคลื่อนต่อไป.

เบญจมาศ บุญฤทธิ์
ศูนย์ข่าวอิศรา สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s