“ถอนฟ้องคดีตากใบ” จุดเริ่มต้นยุติธรรมสมานฉันท์รัฐ-ประชาชน

อาจกล่าวได้ว่า ไม่มีใครในสังคมไทยไม่รู้เรื่อง “ตากใบ”

แต่ทำไมภาพเหตุความรุนแรงหน้าสภ.อ.ตากใบ เมื่อวันที่ 25 ต.ค. 2 ปีก่อน จึงถูกผลิตซ้ำออกมาทางสื่อและเวทีต่างๆ อย่างต่อเนื่อง? ทำไมคนบางกลุ่มจึงพูดถึงเรื่องราวเหล่านี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า?

เป็นเพราะสังคมไทยกำลังลืมเลือนเรื่องราวของพวกเขาหรือไม่? หรือว่า ไม่ลืม แต่ไม่สนใจ?

“เราคงจะมีวาระตากใบไปอีกหลายปี เนื่องจากปัญหานี้ยังไม่มีการคลี่คลาย ไม่มีคำตอบ เช่นเดียวกับปัญหาอื่นๆ ในสังคมไทย วันนี้เราไม่ได้มาทบทวนถึงสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างเดียว แต่ต้องมาคิดร่วมกันว่า จะมองไปข้างหน้าอย่างไร”

คำกล่าวนี้ของ ศ.เสน่ห์ จามริก ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ น่าจะช่วยตอบคำถามข้างต้นได้เป็นอย่างดี

เช่นนี้ เสียงของชาวบ้านตากใบ คณะทำงานด้านยุติธรรม ตลอดจนนักสิทธิมนุษยชนหลายคน จึงปรากฏขึ้นอีกหนในเวทีเสวนาสาธารณะเรื่อง “สองปีเหตุการณ์ตากใบกับแนวทางการแก้ปัญหาการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมและการละเมิดสิทธิมนุษยชนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้” ที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม ที่ผ่านมา

ปัญหากระบวนการยุติธรรมซึ่งยังไม่สามารถให้ “ความยุติธรรม” แก่ชาวตากใบได้ แม้เวลาจะผ่านมาสองปี เป็นสิ่งที่หลายคนในเวทีนี้ช่วยกันหาทางออก

ในฐานะที่ติดตามการพิจารณาคดีมาตลอด อังคณา นีละไพจิตร ประธานคณะทำงานยุติธรรมเพื่อสันติภาพ กล่าวถึงทางออกในการคืนความยุติธรรมสู่ดินแดนตากใบว่า ควรจะเริ่มต้นที่รัฐบาลถอนฟ้องคดีที่ชาวตากใบ 58 คนตกเป็นจำเลย

“จากการไปสังเกตการณ์พิจารณาคดีมาตลอด ดิฉันไม่พบว่ารัฐจะสามารถเอาผิดกับชาวบ้านกลุ่มนี้ได้เลย ในเมื่อเรารู้แล้วว่าคนเหล่านี้ไม่ได้มีความผิด รัฐต้องกล้าหาญที่จะถอนฟ้อง”

สอดคล้องกับความเห็นของ โสภณ สุภาพงษ์ อดีตคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ (กอส.) ที่กล่าวว่า เรื่องถอนฟ้องคดีตากใบ มีการพูดกันมาตั้งแต่ช่วง กอส. ลงไปทำงานแล้ว ทุกคนเห็นด้วยหมด เนื่องจากผลการสอบสวนเบื้องต้นและหลักฐานต่างๆ ก็ชี้ชัดแล้วว่าข้อหาร้ายแรงที่รัฐฟ้องชาวบ้านนั้นไม่สมเหตุสมผล และยิ่งทำให้สถานการณ์ภาคใต้แย่ลง

“รองอัยการสูงสุดเคยมาคุยกับเรา (กอส.) เขาบอกว่าที่สำนักงานอัยการสูงสุดก็เห็นด้วย เพราะว่าเหตุผลของการฟ้องมันไม่ได้ความ แต่ทางอัยการสูงสุดก็พูดว่ากันว่า ควรจะขอให้มีคำขอจากรัฐบาล ต้องให้ ครม. ขอไปเพื่อให้ถอนฟ้อง แต่ ครม. ก็บอกว่าเป็นเรื่องของอัยการสูงสุด อัยการสูงสุดก็บอกว่าเป็นเรื่องของ ครม. โยนกันไปโยนกันมา นี่คือความไร้น้ำใจ คือการไม่เห็นความทุกข์ยากของผู้คน มันติดอยู่แค่นี้เอง”

เขาเล่าถึงความเป็นไปได้ในการถอนฟ้องคดีตากใบต่อว่า ในฐานะที่ปรึกษาคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) เขามีโอกาสผลักดันเรื่องนี้ในคณะที่ปรึกษา ซึ่งได้รับคำตอบว่าต้องรอคุยกับฝ่ายที่เกี่ยวข้องก่อน และน่าจะนำไปรวมกับเรื่องราวอีกสิบกว่าเรื่อง นอกจากนี้ก็มีความคิดว่า น่าจะเก็บคดีนี้ไว้ต่อรองกับคดีที่ชาวบ้านฟ้องราชการในกรณีไต่สวนการตายและ คดีแพ่งฟ้องร้องค่าเสียหาย

“เราจึงต้องบอกรัฐว่า กรณีตากใบ ถ้ารัฐไม่ทำแล้วจะสร้างความเสียหายต่อเรื่องอื่นอย่างไร และจะสร้างความเสียหายให้ตัวเองไหม ถ้ารัฐถอนฟ้องแล้วรัฐจะได้อะไร เพราะถ้ารอให้เขาทำเอง เขาคงไม่ทำ เพราะถ้าเขามีน้ำใจจะทำ เขาคงทำไปนานแล้ว”

ถ้ารัฐถอนฟ้องแล้วรัฐจะได้อะไร? นารี เจริญผลพิริยะ นักรณรงค์สันติวิธี ผู้ทำงานเยียวยาในสามจังหวัดชายแดนใต้มานาน ตอบคำถามนี้ว่า การถอนฟ้องคดีตากใบของรัฐเป็นส่วนหนึ่งซึ่งจะช่วยให้สถานการณ์ชายแดนภาคใต้ ดีขึ้นนอกเหนือจากการเจรจากับกลุ่มผู้ก่อการของรัฐบาล เพราะจะทำให้คนมีอคติน้อยลง เนื่องจากรัฐได้แสดงน้ำใจต่อชาวบ้านด้วยการถอนฟ้อง

“กรณีตากใบเป็นกรณีที่เกี่ยวข้องกับคนเป็นจำนวนมาก เป็นพันๆ ครอบครัว ในกรณีที่รัฐถอนฟ้อง เราจะได้คนจำนวนมากกลับมาสนับสนุนรัฐ ดิฉันมองว่าการเจรจาข้างบนเพื่อที่จะให้คนนำในระดับอาวุโสลงมาจัดการกับ เด็กๆ ก็จำเป็น แต่เราก็ควรทำหลายๆ อย่างในเวลาเดียวกัน ในระดับล่างนั้น ถ้าประชาชนเห็นว่าขณะนี้ความเป็นอยู่ร่วมกันระหว่างรัฐไทยกับประชาชนมัน เปลี่ยนไปแล้ว ความเป็นธรรมมันมีมากขึ้น ชีวิตเราจะดีมากขึ้น เขาจะเข้าหารัฐมากขึ้น”

ด้าน สุรินทร์ พิศสุวรรณ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีตคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ (กอส.) มีความเห็นว่า เหตุผลที่ทุกคนพยายามจะหาทางนำไปสู่การถอนฟ้องของรัฐบาลนั้น มันไม่มีอย่างอื่นนอกจากเหตุผลที่ นารี เจริญผลพิริยะ พูดถึง แต่เขาเห็นว่าเหตุผลนี้เป็นนามธรรม ที่รัฐคงฟังไม่รู้เรื่อง

“ผมคิดว่าเหตุผลที่ดีที่สุดที่รัฐจะฟังรู้เรื่องก็คือ การถอนฟ้องคดีตากใบจะเป็นการเริ่มต้นฟื้นฟูความเชื่อมั่นในกระบวนยุติธรรม กลับมา จะเป็นการแสดงออกว่า กระบวนการยุติธรรมไทยกำลังทำงาน และชาวบ้านจะเข้าใจรัฐบาลมากขึ้น”

“ทุกอย่างมันไม่สามารถแก้ได้โดยวิธีการเดียว โดยการตัดสินใจครั้งเดียว มันต้องมีการสร้างเพิ่มฐานที่จะนำไปสู่ความเชื่อมั่นและการยอมรับในกระบวน การยุติธรรมพี่น้องประชาชนกลุ่มนั้น เพราะมันถูกทำลายไปจนไม่มีอะไรเหลือแล้ว” เขากล่าว

อย่างไรก็ดี นารีกล่าวว่า นอกเหนือจากการผลักดันให้รัฐถอนฟ้องซึ่งขณะนี้ก็ยังไม่มีคำตอบจากรัฐแล้ว ยังมีสิ่งที่ทุกคนทำได้ในขณะที่คดียังอยู่ในศาล นั่นคือการเข้าไปร่วมสังเกตการณ์พิจารณาคดี

“เมืองกับพื้นที่ต้องทำงานประสานกัน เราต้องทำให้คนภายนอกรู้เรื่องในพื้นที่มากขึ้น เพราะความจริงจะช่วยให้อคติหมดไป คุณพิศาลจะมาขึ้นศาลที่ กทม. เดือนหน้า คนในพื้นที่ไม่มีเงินมาฟัง ดิฉันอยากให้คน กทม. ไปฟังคุณพิศาลให้การ ดิฉันอยากให้เป็นประเด็นรณรงค์ว่า การที่เราไปนั่งในศาลโดยไม่พูดอะไรสักคำ จะทำให้กระบวนการยุติธรรมเดินหน้า เพราะมีคนที่สามเข้ามานั่งฟัง ถ้าไม่มีคนที่สาม การให้การอาจไปคนละทางก็ได้ เพราะจำเลยก็ไม่ได้มา”

นอกจากนี้ ในเวทีเสวนายังมีอีกหลายเสียงที่เห็นว่า รัฐบาลควรจะกล่าวคำขอโทษแก่ชาวตากใบ ซึ่งหนึ่งในเสียงเหล่านั้นมาจากเอกรินทร์ ต่วนศิริ เครือข่ายเยาวชนเพื่อสันติภาพ 3 จังหวัดชายแดนใต้ โดยเขาให้เหตุผลว่า

“ผมอยากให้รัฐบาลขอโทษชาวตากใบและพี่น้องชาวใต้ มันไม่ยากหรอก และไม่ต้องถามว่าขอโทษแล้วมันได้อะไรขึ้นมา รัฐต้องขอโทษในฐานะของคนที่อยู่ในสังคมเดียวกัน แต่ที่ผ่านมาได้ละเลยคนกลุ่มนี้ไป เมื่อขอโทษแล้ว ผมว่าความรู้สึกต่างๆ ที่อยู่ในหัวใจมันจะคลี่คลายลง”

ทุกคนในเวทีเสวนาเห็นต้องกันว่า ในฐานะที่อยู่ในสังคมเดียวกัน คนไทยทั้งหลายต้องรู้สึกเจ็บปวดกับสิ่งที่เกิดขึ้นด้วย ซึ่งจะนำมาสู่การแก้ปัญหาตากใบได้อย่างแท้จริง

“คนเมืองต้องใส่ใจกับพี่น้องในพื้นที่มากขึ้น น้ำใจของน้องพี่ส่วนกลาง มีความหมาย เป็นสายใยระหว่างประชาชน ราชการมาแล้วก็ไป อายุสั้น แต่ประชาชนด้วยกัน ถ้าเรามีสายใยเชื่อมร้อยกัน มีความเข้าใจต่อกัน มีน้ำใจกัน เราจะอยู่ด้วยกันต่อไปได้” นารี เจริญผลพิริยะ กล่าวด้วยความเชื่อมั่น

ท้ายที่สุดแล้ว ก่อนจบการเสวนา ใครคนหนึ่งในที่ประชุมก็กล่าวขึ้นมาว่า…

“ไม่ว่าเราจะช่วยเหลือใคร ต้องไม่เป็นเพราะความสงสารสมเพชเวทนา แต่เป็นสิทธิของความเป็นมนุษย์ของเขาที่ควรได้รับ มันต้องอยู่บนพื้นฐานนี้ แน่นอนว่า เมื่อจะถอนฟ้องคดีตากใบ มันต้องเป็นไปเพราะว่าเขาสมควรจะได้รับความยุติธรรม”

ใช่หรือไม่ว่า สิทธิของความเป็นมนุษย์ หรือความยุติธรรมที่ชาวตากใบควรจะได้ เป็นสิ่งเดียวกับที่คนไทยทุกคนควรจะมี และรัฐไทยต้องประกันสิ่งนี้ให้ทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน

หากเชื่อเช่นนั้นแล้ว…

คำถามคือว่า เมื่อไหร่รัฐบาลจะกล้าเดินหน้าสร้างความเท่าเทียมนี้ให้เกิดขึ้นในสังคมไทย เพื่อไม่ให้ภาพความสูญเสียอย่างเหตุการณ์ตากใบถูกฉายซ้ำอย่างไม่มีวันจบสิ้น.

เบญจมาศ บุญฤทธิ์
สถาบันข่าวอิศรา สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s