one fine day

เพื่อนคนหนึ่งของฉันบอกว่า…เวลาที่รู้สึกแน่นหน้าอก หรือเจ็บตรง “หัวใจ” มากๆ หรือรู้สึกว่ามันกำลังจะหลุดออกจากร่างกาย ให้สูดลมหายใจยาวๆ แล้วมองออกไปไกลๆ ที่ท้องฟ้า

ฉันค้นพบว่า มันเป็นวิธีที่ช่วยให้ฉันรับมือกับอาการป่วยไข้ที่เกิดกับฉันได้จริงๆ

และหลังจากที่ทำให้หัวใจ “สงบนิ่ง” ได้ ฉันก็ค้นพบบางคำตอบจากภายในตัวเอง…

1-

“ทำไมถึงอยากลงไปที่จังหวัดชายแดนใต้นัก…ทำไมถึงฝันอยากไปอิรัก อัฟกานิสถาน อิหร่าน หรือพื้นที่สงครามแบบนี้…ไม่กลัวบ้างหรือ” คำถามตอนหนึ่งจากบทสนทนาของฉันกับเพื่อนนายทหารชั้นสัญญาบัตรผู้ “รักความสงบ” และเกลียดสงคราม

หากตอบว่า “ไม่กลัว” ก็คงจะฟังแล้วดัดจริตไปนิด แต่ถ้าตอบแบบไม่คิด “ฉันไม่กลัว” จริงๆ นี่นา หรือถ้าจะให้ตอบแบบหยุดคิดหน่อย เพื่อให้ดูฉลาดเล็กน้อย ฉันก็จะตอบว่า ใครบ้างไม่รักตัวกลัวตาย เพียงแต่ “ความปรารถนา” บางอย่างของฉันมันมีขนาดใหญ่กว่าความกลัวเท่านั้นเอง

ฉันไม่ได้มี passion แบบนักข่าวที่การไปทำข่าวสงครามคือสุดยอดของประสบการณ์ชีวิต ไม่ได้คิดว่าตัวเองจะไปกอบกู้โลกได้ ไม่ได้คิดแม้แต่ว่าตัวเองจะมีประโยชน์อันใดต่อใครเลย

เอาเข้าจริงแล้ว ฉันก็แค่อยากไปค้นหาคำตอบให้กับคำถามสำคัญที่อยู่ข้างในตัวฉันมาตลอดชีวิต…

“ถ้ารู้ว่าไปแล้วอาจจะไม่ได้กลับบ้านล่ะ” ทั้งที่รู้ว่าคำตอบจะออกมาแบบไหน เขายังคงถามด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้ม…

2-

“บ้าน” ที่ฉันเช่าอาศัยอยู่กับครอบครัวทุกวันนี้ อุดมไปด้วยเพื่อนร่วมโลกตัวน้อยๆ ทั้งนกกระจอก จิ้งจก ตุ๊กแก กิ้งกือ คางคก มดแดง จั๊กจั่น…และบางครั้งที่ฝนตก เพื่อนตระกูลฮาร์ดคอร์อย่างยุงลาย ตะขาบ แมงป่อง หรือกระทั่งงู ก็แวะมาเป็นแนวร่วมป่วนบ้านเราด้วยเหมือนกัน

เพื่อนบ้านคงสงสัยว่าฉันกำลังทำบ้านให้เป็นสวนสัตว์ (ประหลาด) ขณะที่พ่อแม่คงคิดว่าฉันเพี๊ยนที่ชอบนั่งคุยกับเจ้าตัวเล็กๆ เหล่านี้ พี่สาวฉันคงกลุ้มใจที่เห็นฉันน้ำหูน้ำตาไหลเวลาเผลอปิดกระตูทับเจ้าตัวเล็กตาย น้องชายฉันคงแอบรำคาญที่เห็นฉันเจ้ากี้เจ้าการพาเจ้าพวกนี้กลับไปสู่ที่ที่มันควรจะอยู่เวลาที่มันพลัดหลงมา

มนุษย์บางคนคิดว่าสัตว์เหล่านี้เป็นส่วนเกินหรือสิ่งแปลกปลอมในโลกของพวกเขา ฉันว่าเรา…มนุษย์ทั้งหลายต่างหากล่ะเป็นสิ่งแปลกปลอมของพวกมัน

จริงๆ แล้ว ฉันคิดว่ามนุษย์เป็นสิ่งแปลกปลอมของโลก เป็นส่วนเกินของระบบนิเวศดาวเคราะห์ดวงนี้…ลองนึกดูสิว่า นอกจากมนุษย์แล้ว สิ่งมีชีวิตที่ไหนบ้างลุกขึ้นมาสร้างโน่น จัดระเบียบนี่ จนโลกเปลี่ยนแปลงไปมากขนาดนี้ในช่วงระยะเวลาเพียงแค่ไม่กี่หมื่นปี…ลองนึกดูดีๆ ถ้าไม่มีมนุษย์อยู่ โลกเราคงจะมีหน้าตาแตกต่างไปจากที่มันเป็นเช่นในปัจจุบันอย่างมาก

บางครั้งฉันก็รู้สึกว่า ทฤษฎี “มนุษย์คือสิ่งมีชีวิตจากดาวดวงอื่น” นั้น มันคลายความสงสัยหลายอย่างของฉันได้

แล้วเราก็จะหาทางอพยพไปดวงดวงอื่นกันอีกครั้ง ในวันข้างหน้าที่โลกนี้ไม่เหลืออะไรแล้วใช่ไหม?

3-

สิ่งหนึ่งซึ่งยังหลงเหลืออยู่ในใจฉัน คือความรู้สึก “guilty” เนื่องจากฉันทำให้เขาลำบากใจที่จะพูดความจริงออกมา

เขาคงไม่อยากให้ฉันเจ็บปวดกับการรับรู้อะไรอีก แต่ไม่ว่าจะโดยทางตรงหรือทางอ้อม ฉันก็รับรู้เรื่องราวของเขาสองคนแล้ว ฉันแค่อยากให้เขาพูดออกมาตรงๆ จากหัวใจว่า เขารักเธอ

เวลาที่เรารักใครสักคน เราพร้อมที่จะบอกโลกทั้งโลกว่าเรารักคนคนนั้นมิใช่หรือ?

ฉันอยากบอกเขาว่า…ฉัยอยากให้เขาซื่อสัตย์ต่อความรู้สึกของตัวเอง ไม่ต้องเป็นห่วงฉัน ฉันแข็งแรงดี และฉันก็ยินดีกับความสุขของเขาจริงๆ

ฉันอยากบอกเขาว่า…อย่ากลัวที่จะ “รัก” และจงเชื่อมั่นในพลังของมัน…

ส่วนฉันก็จะเป็นมิตรแท้ของเขาตลอดไป ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น…

“ความเหงา ความเศร้า ความโดดเดี่ยว ความทุกข์…มันแก้ได้ด้วยความรัก” ฉันเชื่อในประโยคนี้ ที่ กนกพงศ์ นักเขียนในดวงใจของเราทิ้งไว้ก่อนลาจากโลกนี้ไป

4-

ใช่หรือไม่ว่าความทุกข์โศกทั้งหลาย แท้จริงแล้วเป็นเรื่องภาววิสัย ที่เราคิดไปเองทั้งนั้น?

หลังจากนั่งมองท้องฟ้านานๆ ฉันเริ่มรู้สึกว่าตัวเองกำลังก้าวข้ามความเจ็บปวดทั้งหลายที่ฉันสร้างไว้เองได้…

คลับคล้ายคลับคราว่า อาจารย์สุวินัยบอกไว้…หากจะไปสู่จิตในระดับที่สอง เราต้องข้ามผ่านจิตในระดับที่หนึ่งให้ได้ ด้วยการ “ละ” ตัวตน ของตนเอง (ส่วนจิตในระดับที่สาม ที่เรียกว่า อรหันต์นั้น ไม่ต้องพูดถึง เพราะสำหรับมนุษย์อย่างเราๆ มันเป็นไปไม่ได้เลย)

ฉันเป็นคนมีอัตตาสูง มืดบอดทางปัญญา และเต็มไปด้วยความปรารถนาเพื่อตัวเอง ในขณะเดียวกัน ฉันก็ฝันถึงโลกที่ดีกว่า ฝันถึงสังคมที่เต็มไปด้วยผู้คนที่มี “จิตสาธารณะ” หรือจิตในระดับที่สองตามคำอธิบายของอาจารย์สุวินัย ซึ่งด้วยสภาพสังคมที่เป็นอยู่ ฉันไม่คิดว่าเราจะผลิตคนที่มีจิตสาธารณะได้มากเท่าไหร่

เอาล่ะน่า…อย่างน้อย ฉันก็ยังรู้สึกเจ็บในอก ทุกครั้งที่เห็นภาพคุณยายแก่ๆ นั่งรอรับเศษสตางค์จากคนเมืองที่เดินผ่านไปมาริมถนน นี่นะ

5-

เพื่อนอีกคนหนึ่งของฉันบอกว่า สักวันหนึ่ง นอกจากอาการเจ็บในอกจะหายไปแล้ว ฉันจะรู้สึกเหมือนมีผีเสื้อบินว่อนอยู่ในท้องอีก ฉันจะ “ตกหลุกรัก” อีกครั้ง และจะ “ถูกรัก” อีกหน

ฉันตอบเธอไปว่า ฉันไม่คิดถึงเจ้าฝูงผีเสื้อเหล่านั้นอีกต่อไปแล้ว

ฉันจะติดปีกผีเสื้อให้ตัวเอง…

ฉันชอบคำคำนี้ “one fine day”…

วันนี้ ฉันมีความสุข :)

4 thoughts on “one fine day

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s