จากชาวปากบาราถึงคนตัวใหญ่

ทริปแรกหลังจากกลับบ้านมาหนนี้ ปอนั่งรถไฟลงใต้ไปช่วยพี่ก้อง บก.โฟกัส ปิดเล่มแทนบังหมัด หลงรักหาดใหญ่และชาวใต้ไปเลย (ก่อนหน้านี้ เคยแต่รักหนุ่มใต้ ฮ่าฮ่า)

ไปพูดคุยกับชาวบ้านและกลุ่มคนทำงานภาคประชาสังคมที่ปากบารามาด้วย เขียนรายงานพิเศษชิ้นเล็กๆ นี้ให้โฟกัส ก่อนจะกลับมานอนก่ายหน้าผากที่เมืองหลวง ตั้งคำถามซ้ำซากว่า เราทำอะไรได้บ้างหนอ…

จากชาวปากบาราถึงคนตัวใหญ่ “คนไทยต้องการท่าเรือยักษ์จริงหรือเปล่า?”

เบญจมาศ บุญฤทธิ์

ผมเกิดที่ปากบารา ทำอาชีพประมงมาตลอดชีวิต มีความสุขครับ ถึงเงินจะไม่มากมาย แต่ก็อยู่ได้อย่างมีความสุข เพราะว่าความสุขของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ผมเป็นชาวประมง รักในอาชีพประมง มีความสุขทุกช่วงที่ออกทะเล ตะวันขึ้นผมก็ได้เห็น ตะวันตกผมก็ได้เห็น นี่คือความสุข


ยาหยา ตรุรักษ์ หรือ บังหยา ของพี่น้องชุมชนปากบารา มองท้องทะเลเบื้องหน้าด้วยนัยน์ตาเป็นประกาย ภาพของเด็กๆ ลากเรือจำลองลำน้อยไปรอบๆ เรือประมงที่จอดลอยอยู่ริมหาดปากบาราอย่างสนุกสนาน ยิ่งแต้มรอยยิ้มบนใบหน้าเกรียนแดดของบังหยาให้แจ่มใส ในวัย 50 ของชาวประมงหมู่บ้านปากบารา ต.ปากน้ำ อ.ละงู จ.สตูล ผู้นี้ ดูเหมือนทะเลจะเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของเขา


ผมก็ไม่รู้ว่าความสุขนี้จะอยู่อีกนานแค่ไหน หากมีการสร้างท่าเรือน้ำลึกปากบาราขึ้นมาจริงๆ ผมไม่คิดหรอกว่าพวกเราจะได้อยู่ในพื้นที่ คงต้องย้ายไปอยู่ที่อื่น แต่ผมก็ไม่รู้ว่าจะย้ายไปอยู่ที่ไหน ไม่รู้ว่าจะทำอะไรต่อไปในวันข้างหน้า


บังหยาถอนหายใจ พลันความสุขในแววตาเขาก็หล่นหายไป ตอนนี้ผมยังไม่เห็นอนาคตของปากบารา ไม่เห็นอนาคตของพี่น้องชาวประมงที่นี่ เพราะไม่เคยมีเจ้าหน้าที่คนไหนลงมาหาชุมชน มาบอกว่าจะทำอะไรกับอ่าวของพวกเรา


ท่าเรือน้ำลึกปากบารา โครงการ “ใหญ่ ในบ้านคน ตัวเล็ก


บังหยาบอกว่า แม้จะไม่เคยมีเจ้าหน้าที่รัฐลงมาให้ข้อมูลในชุมชน แต่เครือข่ายชาวประมงพื้นบ้านของเขา ก็นำข้อมูลมาบอกเล่าจนรู้กันว่า กรมขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวี กระทรวงคมนาคม กำลังวางแผนสร้าง ท่าเรือปากบารา โครงการท่าเรือน้ำลึกขนาดใหญ่ อันมีวงเงินลงทุนถึง 3 หมื่นล้านบาท


มันถูกคาดหวังว่า จะเป็นท่าเรือขนส่งสินค้าทางทะเลด้านตะวันตกของประเทศ เพื่อรองรับการขนส่งสินค้าไปยังทวีปยุโรป ตะวันออกกลาง อัฟริกา กอปรกับการเตรียมตัวรองรับโครงการเซาเทิร์น ซีบอร์ด ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต


มีการใช้งบประมาณ 38 ล้านบาท เพื่อศึกษาแผนแม่บท โดยสรุปได้ว่าจะใช้พื้นที่ของอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตรา จ.สตูล เพื่อถมทะเลและสร้างสะพานเชื่อมจากท่าเรือสู่ฝั่ง ซึ่งรัฐได้กำหนดจุดก่อสร้างท่าเรือไว้ที่บริเวณตะวันตกของเกาะเขาใหญ่ ภายในอ่าวปากบารา ต.ปากน้ำอ.ละงู จ.สตูล ห่างจากชายฝั่งบ้านปากบารา 4.3 กิโลเมตร


การก่อสร้างในระยะแรก จะมีการถมทะเลเพื่อสร้างเกาะทำท่าเรือ หน้าท่ายาว 750 เมตร สำหรับเทียบเรือบรรทุกขนาดใหญ่ รองรับตู้คอนเทนเนอร์ได้ประมาณ 1.5 ล้านตู้ เชื่อมสู่ชายฝั่งด้วยสะพานขนาด 4 ช่องจราจร


จากนั้น จะมีการถมทะเลเพื่อสร้างท่าเทียบเรือเพิ่มเติมในระยะที่ 2 และระยะที่ 3 รวมเวลาก่อสร้างทั้ง 3 ระยะ 25 ปี


นอกจากนี้ จะมีการสร้างเขื่อนกันคลื่นแบบหินทิ้งด้านทิศตะวันตะวันตกเฉียงใต้และทิศใต้ ยาว 1,700 เมตร และขุดร่องน้ำลึก 14 เมตร ต่อจากท่าเรือออกไปนอกชายฝั่งยาว 4 กิโลเมตร พร้อมกับสร้างถนนเชื่อมระหว่างท่าเรือน้ำลึกปากบารากับท่าเรือน้ำลึกสงขลา เพื่อการขนส่งสินค้าทางบก และสร้างทางรถไฟจากอำเภอควนเนียง จังหวัดสงขลา มาเชื่อมกับท่าเรือน้ำลึกปากบารา เพื่อขนส่งสินค้าทางราง


บังหยาบอกว่า เท่าที่เขารู้มา สถานะล่าสุดของโครงการคือ แม้ยังไม่มีงบประมาณในการก่อสร้าง แต่ก็อยู่ในระหว่างการขออนุญาตใช้พื้นที่อุทยานหมู่เกาะเภตราแล้ว ส่วนแบบและเอกสารประกวดราคาก็เสร็จไปมากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์


สำหรับรายงานผลการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (EIA) นั้น บังหยาได้ยินมาว่า เสร็จเรียบร้อยแล้ว แต่อยู่ในระหว่างการพิจารณาของใครหรือองค์กรใด…เขาไม่รู้


รายงานการศึกษาผลกระทบ ของใคร เพื่อใคร?


ประเด็นปัญหาของรายงานผลการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม หรืออีไอเอ นั้น ถูกหยิบมาพูดคุย ในวงสัมมนาเล็กๆ ระหว่างชาวบ้าน นักวิชาการ นักพัฒนาเอกชน และผู้สนใจ ณ เทศบาลตำบลกำแพง อ.ละงู เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน ที่ผ่านมา


สมพร เพ็งคำ จากสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ได้สะท้อนปัญหารายงานอีไอเอในประเทศไทยว่า ที่ผ่านมานั้น ผู้ประกอบการจะเป็นผู้จ้างบริษัททำอีไอเอเอง ซึ่งก็ไม่เคยมีบริษัทไหนทำรายงานให้ผู้ประกอบการต้องล้มโครงการ ในขณะที่การกำหนดประเด็นการศึกษา เจ้าของพื้นที่ก็ไม่เคยมีส่วนในการกำหนด คำถามที่ชาวบ้านเจ้าของพื้นที่อยากรู้ รายงานอีไอเอจึงไม่เคยตอบ ส่วนการได้มาซึ่งข้อมูลของบริษัทผู้ทำรายงานก็มีปัญหา ประสบการณ์ที่ผ่านมานั้นทำให้ชาวบ้านไม่เชื่อถือ ครั้นเมื่อรายงานเสร็จแล้ว คนที่ตัดสินใจว่าให้ผ่านไหมก็ไม่ใช่ชาวบ้าน พวกเขาไม่เคยมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ


สมพร ยังเล่าว่า จากการเดินสายจัดเวทีพูดคุยเรื่องสุขภาวะทั่วประเทศของเธอนั้น พบว่า ภาวะทุกข์ของคนไทยไม่ได้มาจากพฤติกรรมส่วนบุคคลเพียงอย่างเดียว แต่มาจากโครงการของรัฐเยอะมาก เช่น ชาวบ้านในพื้นที่แม่เมาะ โปรแตซ คลิตี้ แม่ตาว มาบตาพุด ฉะนั้น ก่อนที่จะมีโครงการพัฒนาต่างๆ เกิดขึ้น จึงต้องมีการศึกษาผลกระทบทางสุขภาพด้วย เพราะการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม หรือ อีไอเอ อย่างเดียวนั้นไม่พอ ต้องมีเครื่องมือใหม่ ก็คือ การศึกษาผลกระทบทางสุขภาพ หรือ เอชไอเอซึ่งในวันนี้ มีกฎหมายสำคัญรองรับแล้ว นั่นคือ พรบ.สุขภาพแห่งชาติ


สมพร เชื่อว่า รายงานการศึกษาผลกระทบทางสุขภาพจะเป็นเครื่องมือหนึ่งซึ่งชาวบ้านเอาไปต่อสู้กับโครงการใหญ่ๆ ได้ ซึ่งต้องสู้กันด้วยข้อมูลจริงๆ หากรัฐจะสร้างโครงการใหญ่ ก็ต้องมีมาตรการป้องกันผลกระทบทางสุขภาพที่จะเกิดขึ้น และคำว่า สุขภาพ นั้น ก็ต้องถูกทบทวนและนิยามใหม่ ให้หมายรวมทั้งกาย จิต และวิญญาณ


ขณะที่ ศยามล ไกรยูรวงศ์ โครงการเสริมสร้างจิตสำนึกนิเวศวิทยา เห็นว่า สิ่งที่บริษัททำรายงานอีไอเอไม่สนใจ คือมิติสุขภาพ สังคม และสิ่งแวดล้อม เมื่อการศึกษาละเลยมิติดังกล่าว โครงการก่อสร้างจึงมีช่องว่างมากมาย และเหล่านั้นก็ไปสร้างความทุกข์ให้เจ้าของพื้นที่ จึงต้องช่วยกันผลักดันให้การกำหนดประเด็นในการทำอีไอเอที่จะเกิดขึ้นนั้น ไปไกลกว่ามิติทางเศรษฐกิจ


สำหรับโครงการท่าเรือปากบารานั้น ชุมชนปากบาราต้องเริ่มกำหนดประเด็นศึกษาเองด้วย อย่ารอให้คนข้างนอกเข้ามาช่วยเหลืออย่างเดียว เป็นไปได้ไหม ที่ชุมชนจะร่วมกันทำอีไอเอ ฉบับชุมชน ศยามล ตั้งคำถาม


อีไอเอฉบับชุมชน หนทางสู่การมีส่วนร่วม


แล้วอีไอเอฉบับชุมชนจะมีความน่าเชื่อถือได้อย่างไร?” สมพร เพ็งคำ เห็นว่า ผลการศึกษาของชุมชนจะได้รับการยอมรับแค่ไหน ขึ้นอยู่กับการออกแบบว่ามีความน่าเชื่อถือมากน้อยเพียงไร ซึ่งคงไม่มีสูตรตายตัว


เราคงต้องเปิดใจ ให้ฝ่ายต่างๆ มานั่งคุยกันด้วย และร่วมเปิดใจรับฟังข้อมูลจากทุกฝ่าย โดยไม่ปักธงไว้ก่อน เพราะทัศนคติที่ถูกปักธงไว้แล้ว แม้จะใช้กระบวนการยังไง ผลที่ได้ก็คงไม่น่าเชื่อถือ


ยืนยันจาก บังหยา ว่า ตอนนี้ชุมชนไม่ได้ตั้งธงปฏิเสธโครงการท่าเรือน้ำลึกปากบารา และก็ไม่ได้ตั้งธงที่จะรับ หากกำลังรอผลการศึกษาจากหน่วยงานที่รับผิดชอบ และรอที่จะปรึกษาหารือร่วมกัน


ถ้าเป็นไปได้ ผมอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาศึกษาร่วมกันกับชุมชน ศึกษาดูว่าอะไรที่ทำได้ อะไรที่ทำไม่ได้ ประเด็นหลักคือชุมชนต้องเข้าไปมีส่วนร่วม เรื่องการทำรายงานอีไอเอฉบับประชาชน ถ้ามีหน่วยงานที่มาให้ความรู้สนับสนุน ผมคิดว่าชุมชนช่วยกันทำได้แน่นอน เพราะเราก็มีความรู้สะสมไว้อยู่แล้ว บังหยาพูดอย่างเชื่อมั่น


ส่วน สมบูรณ์ พรพิเนศพงศ์ นักวิชาการคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ หาดใหญ่ ให้ความเห็นว่า ปัญหาจากการพัฒนาที่คนไทยเห็นตัวอย่างอยู่ในวันนี้ อาทิ โครงการนิคมอุตสาหกรรมที่มาบตาพุด โครงการโรงไฟฟ้าที่แม่เมาะ และล่าสุด การพังทลายของชายฝั่งทะเลอ่าวไทยนั้น เกิดขึ้นเนื่องจากวิธีคิดที่ปักธงไว้ล่วงหน้าของรัฐ ทำให้โครงการต่างๆ เกิดขึ้นในลักษณะการพัฒนาที่ถูกสั่งมาจากข้างบน โดยที่ชุมชนไม่ได้มีส่วนร่วม


ปัญหาจะหมดไป ถ้าเป็นการพัฒนาจากล่างสู่บน คือจากชุมชนขึ้นไป รัฐต้องถามชุมชนว่าอยากได้อะไร ไม่ใช่โยนโครงการลงมาแล้วมานั่งศึกษาแบบไม่ให้ชุมชนมีส่วนร่วม แล้วบอกว่าชุมชนต้องเสียสละเพื่อชาติ บทเรียนหลายๆ ที่ที่เกิดขึ้น บอกเราว่ามันเป็นการสร้างความแตกแยกให้สังคมด้วย


สมบูรณ์ กล่าวว่า รัฐมักยกตัวอย่างการพัฒนาของประเทศญี่ปุ่น เพื่อนำมาใช้ในประเทศไทย ซึ่งจริงๆ แล้วเปรียบเทียบกันไม่ได้ เพราะญี่ปุ่นนั้นชัดเจนว่าเขาเลือกที่จะเป็นประเทศอุตสาหกรรม


ทะเลของเรา ประเทศของเรา


ถ้าให้เลือกได้ ก๊ะจะขอเป็นชาวประมงตลอดไป ถึงแม้ว่าการเป็นเมืองอุตสาหกรรมจะทำให้เรามีรายได้เพิ่มขึ้น แต่จะมีเงินมากๆ ไปทำไม ขอแค่พอกินพอ มีทะเลสวยๆ มีวัฒนธรรม มีชุมชนที่อบอุ่น ก็เพียงพอแล้ว


เสียงของ เสาวนี สำลี หรือ ก๊ะนี หนึ่งในชาวประมงชายฝั่งปากบารา ยืนยันว่า ชาวบ้านตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ยังมีความสุขกับวิถีแบบดั้งเดิมของคนใต้


ก๊ะนี อายุ 48 ปี แล้ว ตลอดชีวิตของก๊ะนี มีชายฝั่งปากบารา เป็นทั้งบ้าน เป็นทั้งซุปเปอร์มาเกต เป็นทั้งโรงเรียนชีวิต และเป็นโลกในอนาคตสำหรับลูกๆ ทุกๆ เช้า ก๊ะนีจะออกทะเลไปหาปลา กลับมาเอาปลาไปขาย รายได้ไม่มากนักในยามที่ราคาน้ำมันแพง แถมยังต้องต่อสู้กับประมงพาณิชย์ที่ทุนใหญ่กว่า ขณะที่ปริมาณปลาในน้ำก็ลดน้อยลง แต่ก๊ะนีก็ไม่เคยคิดที่จะไปเป็นแรงงานรับจ้างในอุตสาหกรรมใดๆ


ก๊ะนี บอกว่า บทเรียนจากพื้นที่ต่างๆ อย่าง มาบตาพุด แม่เมาะ หรือการพังของชายฝั่งแถบอ่าวไทย ทำให้กลัวว่า โครงการท่าเรือปากบาราจะสร้างความเสียหาย ได้ไม่คุ้มเสีย ไม่ต่างจากโครงการที่ผ่านมา


แต่ก๊ะตอบแทนชาวบ้านคนอื่นไม่ได้ รัฐต้องไปถามชุมชน ถามให้ทั่วทั้งหกพันกว่าครอบครัวที่หากินในอ่าวละงูนี้ ไม่ใช่ถามแค่ผู้นำชุมชนไม่กี่คน รัฐต้องบอกข้อมูลให้ครบถ้วนก่อน แล้วถามว่าชุมชนจะเอายังไง


นอกจากนี้ ก๊ะนียังได้ยินมาว่า จากแผนพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทย ท่าเรือน้ำลึกปากบาราเป็นเพียงหนึ่งในโครงการมากมายที่จะมาลงหลักปักฐานในภาคใต้ อาทิ นิคมอุตสาหกรรมยางพารา นิคมอุตสาหกรรมอาหาร นิคมอุตสาหกรรมเคมี โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ สนามบิน ท่าเรือน้ำลึกอีกหลายแห่ง เพื่อนำประเทศเดินไปสู่ความเป็นอุตสาหกรรมในอีก 50 ปีข้างหน้า


ถ้าจะบอกว่า เราต้องยอมให้สร้างท่าเรือ เพราะเราต้องเสียสละชุมชนเพื่อสังคมที่ใหญ่กว่า ก๊ะก็อยากรู้ว่า คนไทยต้องการท่าเรือยักษ์จริงหรือเปล่า จริงๆ แล้วคนไทยต้องการเป็นประเทศอุตสาหกรรมเหมือนญี่ปุ่นที่ตอนนี้ไม่มีทะเลสวยๆ เหลือแล้ว หรือคนไทยยังต้องการเป็นประเทศที่มีธรรมชาติสวยงาม ก๊ะยังไม่เคยได้ยินคำตอบตรงนี้ รัฐต้องไปถามคนทั้งประเทศเสียก่อน