พื้นที่คนตัวเล็ก และแผนพัฒนาอ่าวภูเก็ต

(เขียนให้พี่ก้อง และโฟกัส ภาคใต้ ในช่วงเวลาสั้นๆ และความทรงจำระหว่างที่ผ่านไปแถวๆ นั้น)

พื้นที่คนตัวเล็ก และแผนพัฒนาอ่าวภูเก็ต

เบญจมาศ บุญฤทธิ์

ที่บ้านท่าเรือใหม่ ตำบลรัษฎา อำเภอเมือง ภูเก็ต ในพื้นที่อ่าวภูเก็ต…ศิริลักษณ์ ทิพย์วงศ์ หรือ แหม่ม นั่งมองทะเลจากบ้านหลังเล็กๆ ของเธอมากว่า 30 ปีแล้ว เพียงเดินออกไป 3-4 ก้าว เท้าของเธอก็จะแตะขอบอ่าวพอดี

ตั้งแต่เกิดจนกระทั่งเดี๋ยวนี้ที่แหม่มมีครอบครัวเล็กๆ ของตัวเอง ชุมชนที่เธออาศัย ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีน้ำประปา ราวกับว่าพื้นที่แห่งนี้ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของจังหวัดภูเก็ต จังหวัดที่ทั่วโลกรู้จักกันดีในฐานะเมืองท่องเที่ยวที่ทันสมัย

เลาะเลียบอ่าวภูเก็ตไป ที่หมู่บ้านราไวย์ ตำบลราไวย์ อำเภอเมือง ภูเก็ต…นิรันดร์ หยังปาน ชายหนุ่มวัย 34 บอกว่า บรรพบุรุษของเขาอพยพมาจากหมู่เกาะในอินโดนีเซียเมื่อราวร้อยปีก่อน เพื่อมาตั้งถิ่นฐานบริเวณหาดราไวย์ ซึ่งไม่มีน้ำ ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีถนน จนปัจจุบัน ที่นี่ก็ยังไม่มีน้ำ ไฟฟ้า และถนน เช่นเดียวกัน

แต่อีกไม่นานทั้งแหม่ม และนิรันดร์ บอกว่า พื้นที่ที่เธอและเขาอยู่ จะมีไฟฟ้า น้ำประชา และสาธารณูปโภคครบครัน

เหล่านั้น กำลังจะมาพร้อม โครงการพัฒนาอ่าวภูเก็ต

…………

ภูเก็ต ในปีแต่ละปี มีรายได้จากการท่องเที่ยวสูงถึงหมื่น-แสนล้าน โครงการพัฒนาอ่าวภูเก็ต เป็นอีกหนึ่งโครงการขนาดใหญ่ที่รัฐต้องการผลักดันให้เกิดขึ้นในจังหวัดภูเก็ต เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและเพิ่มขีดความสามารถในการสร้างรายได้ให้แก่ภูเก็ต ด้วยการพัฒนาพื้นที่บริเวณปลายแหลมสะพานหิน ซึ่งเป็นทะเลดินเลนที่เกิดจากการทำเหมืองแร่ให้เป็นเมืองใหม่ขึ้นมา โดยประกอบไปด้วยโครงการ MICE และ โครงการ MARINA

MICE หรือ Meeting Incentive Convention&Exhibition ประกอบไปด้วยด้วย ศูนย์ประชุม สัมมนา ศูนย์แสดงสินค้า อาคารสำนักงาน ศูนย์อาหาร ภัตตาคาร โรงแรม ย่านพาณิชยกรรม ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศ สถานบันเทิง ศูนย์กีฬา โรงพยาบาล

ส่วน MARINA นั้น ประกอบไปด้วย ท่าเทียบเรือยอร์ช ท่าเทียบเรือท่องเที่ยวเดินสมุทร อู่ซ่อมเรือยอร์ช ส่วนบริการ อพาร์ทเม้นท์ โรงแรม

เหล่านี้ต้องการพื้นที่ในการก่อสร้างขนาดใหญ่ อยู่ใกล้กับเมือง สาธารณูปโภคอุดมสมบูรณ์ แต่จากการสำรวจพบว่าไม่สามารถหาที่ดินขนาดใหญ่ได้ อีกทั้งที่ดินภูเก็ตก็มีราคาสูง ไม่คุ้มค่ากับการลงทุน จึงได้ทำการสำรวจเพิ่มเติม พบว่า ในพื้นที่อ่าวภูเก็ต มีขนาด 3 พันไร่ ซึ่งในปัจจุบันไม่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยว เนื่องจากได้กลายเป็นพื้นที่รกร้างเสื่อมโทรม หากสามารถออกแบบการก่อสร้างที่ประสิทธิภาพ จะสามารถประหยัดงบประมาณในการลงทุนได้มาก

ตามมาด้วยการกำหนดขอบเขตของการพัฒนา ให้พื้นที่ด้านตะวันตกของอ่าวภูเก็ต ซึ่งมีลักษณะเด่นและเป็นจุดที่อยู่ใกล้กับแผ่นดินใหญ่ เป็นจุดเชื่อมต่อและจัดตั้งองค์กรที่ต้องการเข้าถึงได้สะดวก สามารถเชื่อมต่อเข้ากับถนนสาย 407 ซึ่งเป็นถนนสายหลักของภูเก็ตได้

พื้นที่ด้านตะวันออกของอ่าว ต่อเนื่องกับร่องน้ำเดินเรือสากล กำหนดให้เป็นพื้นที่ท่าเรือและท่าเทียบเรือขนาดใหญ่

ส่วนกลางของอ่าว มีร่องระบายน้ำจากคลองบางใหญ่ มีการแบ่งพื้นที่เป็นสองส่วน พื้นที่ฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ เป็นพื้นที่ป่าชายเลน เขตอนุรักษ์ จึงกำหนดให้มีการเว้นระยะห่างอย่างน้อย 200 เมตรจากชายฝั่ง ส่วนพื้นที่ส่วนเหนือ เป็นของ MICE ส่วนด้านใต้เป็นของ MARINA

รวมพื้นที่ทั้งสิ้น 2,216 ไร่

ประมาณการว่า โครงการ MICE จะใช้เงินทั้งสิ้น 37,000 ล้านบาท ส่วนโครงการ MARINA ใช้เงิน 26,500 ล้านบาท รวมราคางานทั้งสองโครงการ 63,500 ล้านบาท โดยคาดว่าจะมีผลประกอบการปีละ 19,500 ล้านบาท

โครงการพัฒนาอ่าวภูเก็ตนั้น เกิดขึ้นและได้รับการผลักดันมานับกว่า 10 ปีแล้ว ทว่าไม่คืบหน้า แม้ว่ารัฐบาลจะให้ความสำคัญแก่โครงการนี้มาก เมื่อมีการเปลี่ยนรัฐบาล โครงการดังกล่าวก็หยุดชะงักไป

แต่เมื่อไม่นานมานี้ ราวต้นเดือนพฤษภาคม พล.อ.สุนทร ขำคมกุล ประธานคณะกรรมการองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวแบบยั่งยืน (อพท.) พร้อมด้วยคณะ และนายรัชทิน ศยามานนท์ ประธานคณะทำงานศึกษาวิเคราะห์การพัฒนาโครงการพัฒนาอ่าวภูเก็ต ได้เดินทางมาสำรวจพื้นที่พัฒนาอ่าวภูเก็ต บริเวณปลายแหลมสะพานหิน อำเภอเมือง ภูเก็ต และประชุมร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต และหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ที่โรงแรมในเมือง

นายรัชทิน บอกว่า โครงการพัฒนาอ่าวภูเก็ตเป็นโครงการที่จะสามารถเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศและภูเก็ตได้ดี โดยจะผลักดันให้โครงการพัฒนาอ่าวภูเก็ตเป็นพื้นที่พิเศษเพื่อการพัฒนาแบบยั่งยืน ซึ่งคาดว่าจะสามารถเสนอคณะรัฐมนตรีได้ในไม่ช้านี้ เมื่อผ่านการเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี ตามกรอบที่วางไว้ ก็จะประกาศดึงนักลงทุนชาวต่างชาติจากทั่วโลกเข้ามารับสัมปทานลงทุนพัฒนาทั้ง MICE และ MARINA

จะมีการลงทุนเป็นแสนล้านบาท เพราะจากการที่ได้ศึกษาออกแบบเมื่อหลายปีก่อน โครงการนี้ต้องใช้เงินลงทุนประมาณ 60,000-70,000 ล้านบาท จึงจำเป็นที่จะต้องดึงนักลงทุนจากต่างชาติเข้ามาลงทุน และที่ผ่านมานักลงทุนต่างชาติหลายราย ให้ความสนใจการลงทุนในโครงการพัฒนาอ่าวภูเก็ต บางรายต้องการที่จะออกแบบโครงการใหม่ แต่ก็ต้องอยู่ในเงื่อนไขที่อยู่ในพื้นที่ประมาณ 3,000 ไร่ และพื้นที่ออกแบบเดิมอยู่ที่ 2,200 ไร่ ส่วนพื้นที่บนบกนั้นน่าจะเป็นการลงทุนโดยรัฐบาลในการจัดทำระบบผังเมืองและโครงสร้างพื้นฐาน รองรับการพัฒนาโครงการอ่าวภูเก็ต ทั้งเรื่อง ถนน น้ำ ขยะ ฯลฯประธานคณะทำงานศึกษาวิเคราะห์การพัฒนาโครงการพัฒนาอ่าวภูเก็ต กล่าว และย้ำว่า

การพัฒนาโครงการอ่าวภูเก็ตประชาชนในพื้นที่จะได้รับประโยชน์สูงสุด และมีชีวิตที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน

…………

ดวงใจ อุดมผล หญิงวัยกลางคน แกนนำชุมชนบ้านแหลมหลา ตำบลไม้ขาว อำเภอถลาง ภูเก็ต บอกว่า ชุมชนของเธอนั้นโชคดีกว่าชุมชนรอบอ่าวภูเก็ตอื่นๆ เพราะมีทั้งไฟฟ้า น้ำประปา และถนนหนทาง โดยเฉพาะหลังจากคลื่นยักษ์สึนามิซัดเข้าฝั่ง พังทำลายบ้านเรือนในชุมชน หลายหน่วยงานได้เข้ามาสร้างบ้านใหม่ให้ชาวบ้าน

แม้เธอจะไม่ได้บ้านหลังใหม่เหมือนเพื่อนบ้านรายอื่นๆ แต่เธอก็มีความสุขดีกับบ้านหลังเล็กๆ ที่มี โดยเฉพาะถ้าเทียบกับเพื่อนบ้านในอีก 30 ชุมชนในอำเภอถลาง อำเภอเมือง และอำเภอกระทู้ ที่กำลังต่อสู้กับปัญหาที่ดิน

คนเหล่านั้น กำลังต่อสู้ เพียงเพื่อให้ได้มีผืนดินเล็กๆ ในการสร้างบ้าน

ดวงใจบอกว่า ขณะนี้ เธอกำลังร่วมกับเพื่อนบ้านใน 30 ชุมชน ต่อสู้เพื่อให้ได้ผืนดินที่อาศัยมานาน ไม่ตกไปเป็นกรรมสิทธิ์ของรัฐหรือนายทุน ซึ่งกำลังพยายามกวาดชาวบ้านออกไปจากพื้นที่

…………

ปัญหาที่ดินในภูเก็ตมีมานานแล้ว แต่การรวมตัวกันของชาวบ้านเพื่อต่อสู้นั้น เดิมมีอยู่น้อย กระทั่งหลังคลื่นสึนามิถล่มชายฝั่ง จึงพบว่าจริงๆ แล้วปัญหาที่ดินมีอยู่เยอะมาก และพบว่ามากขึ้นๆ ทุกที

โชคดี สมพรหม ผู้ประสานงานพื้นที่จังหวัดภูเก็ต โครงการแก้ไขปัญหาที่ดินและที่อยู่อาศัยตามแนวทางโครงการบ้านมั่นคง บอกว่า พอเกิดสึนามี ทุกส่วนที่มีที่ดินก็พยายามเอาที่ดินกลับคืนจากชาวบ้านไป ไม่ว่าจะเป็นรัฐหรือเอกชน

เขาสะท้อนว่า ปัญหาที่ดินที่พบมีมากขึ้น ทำให้กลุ่มคนที่ปัญหาเรื่องที่ดินมารวมตัวกัน เพื่อขอให้จังหวัดช่วยเหลือ ในขณะที่เอกชนก็พยายามยืมมือเทศบาลมาไล่ที่ชาวบ้านที่ทำมาหากินในพื้นที่นั้นมานาน

ซึ่งประเภทที่ดินในพื้นที่ 30 ชุมชนที่มีปัญหานั้น มีทั้งที่ดินเอกชน 10 ที่ดินป่าชายเลน ที่ดินราชพัสดุ (กรมธนารักษ์) ที่ดินสาธารณประโยชน์ ที่ดินกรมเจ้าท่า และที่ดินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อบจ.)

พอชาวบ้านรวมกลุ่มกันได้มากๆ รัฐก็เริ่มมอง และช่วยแก้ปัญหา ตั้งกรรมการระดับจังหวัดขึ้นมา แต่เมื่อแก้แล้วจริงๆ มันไม่เคลื่อน ก็เลยมีการตั้งคณะกรรมการระดับท้องถิ่น ซึ่งเชื่อว่ามีอำนาจมากขึ้นในการเสนอเรื่อง เช่น อบต. เทศบาล ให้สิทธิชาวบ้านในการประสาน โดยแต่งตั้งในทุกตำบลให้มีคณะกรรมการแก้ไขปัญหา ให้ตัวแทนชาวบ้านชุมชนละ 5 คนเข้าไปเป็นกรรมการ

โชคดี บอกว่า ปัญหาที่ดินนี้ คงจะต้องใช้เวลาอีกนานในการแก้ไข โดยในขณะนี้นั้น มีการฟ้องร้องชาวบ้านโดยทั้งรัฐและเอกชน มีการยื่นโนติส เรียกให้มาทำสัญญาเช่า และการกดดันด้วยวิธีต่างๆ นานา เพื่อให้ชาวบ้านออกไปจากพื้นที่

ในชุมชนเมืองที่มีปัญหา ชาวบ้านมาเช่าที่นานแล้ว โดยมาจากหลายแห่ง มารวมกัน อาจจะบุกรุกที่ป่าชายเลน ที่เอกชนบ้าง เขาไม่รู้หรอกว่าที่ใคร มันมีการขายต่อๆ กันในราคาถูก ไม่มีเอกสารรับรอง พวกเขาก็เข้ามาอยู่จนกลายเป็นชุมชนใหญ่โต ส่วนชุมชนกึ่งเมืองกึ่งชนบท เช่น กลุ่มชาวเล ซึ่งยังมีวิถีชีวิตอย่างดั้งเดิม แบบพอเพียง ในกลุ่มนี้ คนทั้งภูเก็ตรู้ว่าอยู่มานานเป็นร้อยปี แต่สุดท้ายแล้ว ที่ดินที่พวกเขาอยู่กลับถูกครอบครองโฉนดโดยนายทุน

โชคดี วิเคราะห์ว่า ปฏิบัติการ เคลียร์พื้นที่ ดึงที่ดินกลับมา ทั้งของรัฐและเอกชนนั้น เป็นเพราะโครงการใหญ่อย่าง โครงการพัฒนาอ่าวภูเก็ต กำลังเริ่มเดินหน้าอีกครั้ง

ถ้าโครงการมันลงมาจริง มูลค่าโครงการแสนล้าน ที่ดินบริเวณนี้จะมีมูลค่าเพิ่มมหาศาลโชคดีตั้งข้อสังเกต

…………

ศิริลักษณ์ ทิพย์วงศ์ แห่งบ้านท่าเรือใหม่ นิรันดร์ หยังปาน จากหมู่บ้านราไวย์ และดวงใจ อุดมผล แห่งชุมชนแหลมหลา ยืนยันว่า พวกเธอและเขาไม่ต้องการโครงการพัฒนาอ่าวภูเก็ต เพราะไม่เชื่อว่าโครงการนี้จะส่งผลดีต่อชาวภูเก็ต หากแต่มันจะเอื้อประโยชน์ต่อนายทุนใหญ่ให้เข้ามาแย่งชิงทรัพยากรจากชาวบ้านมากกว่า ไม่นับว่า วิถีเรียบง่ายงดงามของชุมชนริมทะเลที่พวกเธอและเขารัก จะถูกการพัฒนากระแสหลักพัดพาหายไปจนกลายเป็นเพียงเรื่องเล่าสู่คนรุ่นหลัง

พวกเธอและเขาขอเพียงไฟฟ้าและน้ำประปา เนื่องจากทุกวันนี้ แต่ละครัวเรือนต้องจ่ายเงินเพื่อซื้อน้ำประมาณ 800 บาทต่อเดือน และจ่ายค่าไฟฟ้าที่พ่วงมาจากที่อื่นราวเดือนละ 800

ขณะที่ สะอาด นาลักษณ์ หรือ บังสะอาด แห่งหมู่บ้านพระบารมี8 ตำบลป่าตอง อำเภอกะทู้ บอกว่า เขาขอเพียงสิทธิในการอยู่ในพื้นที่ที่อยู่มานับ 10 ปี

บังสะอาดกำลังถูกฟ้องร้องจากนายทุน ซึ่งมีเอกสารครอบครองที่ดินอย่างเป็นทางการ ในข้อหาบุกรุกพื้นที่

บังสะอาดเล่าว่า ตอนที่ย้ายมาอยู่ในที่ดินรกร้างว่างเปล่าผืนนี้ มันเป็นพื้นที่ที่ขายทอดกันมา เขาทำมาหากินโดยที่ไม่คิดว่าจะมีปัญหา กระทั่งมีนายทุนมาแสดงตนว่า ได้ซื้อที่ดินแห่งนี้จากเจ้าของที่ดินเดิมแล้ว

เขาบอกว่า ขณะนี้ บ้านของเขาตั้งอยู่บนพื้นที่เล็กๆ ขนาบข้างด้วยพื้นที่ผืนใหญ่สองผืนของนักการเมืองระดับชาติชื่อดัง

โดยไม่รู้ว่าคำพิพากษาศาลจะออกมาเช่นไร บังสะอาดเริ่มถอดใจ เขาบอกว่ายอมรับได้ ถ้าต้องออกไปจากที่ดินแห่งนี้ หากรัฐจัดหาพื้นที่ผืนใหม่ที่ไม่ไกลจากชุมชนและครอบครัวที่เขารัก

บังขอแค่ที่ดินผืนเล็กๆ ไว้ปลูกบ้าน”….