political battle and peace talk

นปช.ชุมนุมใหญ่ในกรุงเทพฯ และขีดเส้นตายให้นายกรัฐมนตรียุบสภาภายใน 24 ชั่วโมง โดยบอกว่าจะเคลื่อนขบวนไปเรียกร้องที่กองพลทหารราบที่ 11 ในวันรุ่งขึ้น (15 มีนาคม 2553)

อาจารย์มารค ตามไท นักสันติวิธี ผู้อำนวยการสถาบันศาสนาวัฒนธรรมและสันติภาพ มหาวิทยาลัยพายัพ จังหวัดเชียงใหม่ ให้สัมภาษณ์พิเศษสถานีโทรทัศน์ทีวีไทยในรายการพิเศษ “ร่วมหาทางออก…ฝ่าวิกฤตการเมืองไทย” เมื่อวันอาทิตย์ที่ 14  มีนาคม  2553 เวลา 22.30 น. ดำเนินรายการโดย คุณณาตยา แวววีรคุปต์

มีเนื้อหาน่าสนใจอยากบันทึกไว้ให้อ่านกันนานๆ ค่ะ

“การเปิดโอกาสคุยเป็นทางออกและวัดเจตนาสันติวิธีของทุกฝ่าย”

* คุณณาตยา : หลังฟังว่าทั้งสองฝ่ายมีความพยายามที่ใช้สันติวิธี ในฐานะที่อาจารย์เป็นนักสันติวิธี อาจารย์มองอย่างไร
* อาจารย์มารค : สบายใจที่คนยึดหลักทำนองนี้ แต่สับสน ไม่เข้าใจในการใช้สันติวิธีจากภาคส่วนต่างๆ มันความหมาย ต่างกันทั้งภาคส่วนประชาชน และภาครัฐบาล ผมมองสถานการณ์ว่าด้านหนึ่งมีประชาชนกลุ่มหนึ่งกำลังชุมชนกันอยู่ เพราะเรียกร้องบางอย่าง อยากได้บางอย่างที่ไม่คิดว่าสามารถจะได้จากขั้นตอนปกติของการเปลี่ยนแปลงในสังคม ก็เลยคิดว่าต้องออกมาด้วยการชุมนุม เรียกร้อง กดดัน อีกด้านหนึ่งคือรัฐบาลที่บริหารประเทศ มีหน้าที่รักษาความสงบ เวลามีประชาชนมาชุมนุมเรียกร้องบางอย่าง สองหน้าที่นี้มันต่างกันมาก ทางด้านผู้ชุมนุมผมมองว่าไม่ใช่แค่การใช้สิทธิ แต่เป็นหน้าที่พลเมืองที่มาเรียกร้องบางอย่างถ้ามันตกหล่นจากระบอบปกติ ทางด้านรัฐบาลก็เป็นหน้าที่ผู้บริหารที่จะดูแลความสงบ ทั้งสองภาระนี้สามารถทำได้สองแบบ การชุมนุม สมมุติเลือกใช้วิธีโยนระเบิด เผาตึกก็เป็นวิธีหนึ่ง อีกวิธีหนึ่งคือเลือกที่จะเรียกร้องอย่างสันติ รัฐบาลเองก็สามารถรักษาความสงบได้สองแบบ เช่นเลือกใชการปราบปราม ใช้ปืนยิงผู้ชุมนุม และอีกแบบคือไม่ใช้ความรุนแรง

* คุณณาตยา : ทั้งสองฝ่ายบอกว่าใช้สันติ และไม่ใช้ความรุนแรง
*
อาจารย์มารค : ปรากฏการณ์ที่เรากำลังเห็นคือ ทั้งสองฝ่ายได้เลือกแล้ว ทางฝ่ายชุมนุมก็บอกว่าเราจะเรียกร้องโดยสันติ ทางฝ่ายที่ดูแลความสงบก็บอกว่าจะดูแลความสงบโดยไม่ใช้ความรุนแรง

* คุณณาตยา : ถ้าเป็นแบบนี้แล้วก็น่าจะสบายใจกันได้แล้ว หรือเปล่าคะ
*
อาจารย์มารค : การที่ทั้งสองฝ่ายเลือกใช้แนวสันติ ไม่ได้แปลว่ากำลังทำภารกิจเดียวกัน ถ้าไม่เข้าใจตรงนี้จะไปเรียกร้องสิ่งที่ไม่เป็นเหตุเป็นผลกัน ยกตัวอย่าง สมมุติว่ารัฐบาลบอกว่ากลุ่มผู้ชุมนุมจะเรียกร้องโดยสันติ แล้วสร้างความหมายบางอย่างว่าการเรียกร้องโดยสันติคืออะไร เช่นบอกว่าการเรียกร้องโดยสันติคือชุมนุมได้แต่ต้องไม่กดดันมากเกินไป ซึ่งมันไม่มีเหตุผล เพราะฝ่ายที่ชุมนุมมาเพื่อกดดัน อยากกดดันเพื่อให้เปลี่ยนบางอย่าง ไปเรียกร้องไม่ให้กดดันมันก็ไม่มีเหตุผล ขณะเดียวกัน ฝ่ายรัฐบาลเองก็ต้องรับมือ อยากดูแลความสงบ ฝ่ายผู้ชุมนุมก็ไปเรียกร้องว่าต้องปล่อยผู้ชุมนุมทำอะไรก็ได้ ซึ่งมันก็ไม่มีเหตุผล สองภารกิจนี้มันไม่ตรงกัน ถ้ามองอย่างนี้ก็จะเข้าใจ การชุมนุมโดยสันติก็จะกดดันในขอบเขตหนึ่ง ขอบเขตนั้นมักจะมากกว่าขอบเขตที่รัฐบาลอยากให้ใช้ เพราะภารกิจเขาเป็นอีกอย่างคือการรักษาความสงบ

* คุณณาตยา : หมายความว่าแม้จะใช้คำว่าสันติหรือไม่ใช้ความรุนแรง เหมือนกัน แต่ว่ามีบางส่วนซ้อนทับกัน บางส่วนอยู่นอกเหนือการซ้อนทับ  ต้องจัดการยังไงกับส่วนที่นอกเหนือเป้าหมายเดียวกัน อาจารย์มองประเด็นตรงนั้นเป็นปัญหาอยู่หรือเปล่าค่ะ
*
อาจารย์มารค : มีบางอย่างเห็นพ้องกัน เช่น ไม่โยนระเบิด ไม่เอาปืนมายิง แต่อาจมีบางอย่างไม่ค่อยตรงกัน เช่น รัฐบาลบอกว่ามีสิทธิชุมนุมได้แต่อย่าทำผิดกฎหมาย เขาต้องพูดอย่างนั้นเพราะเป็นฝ่ายบริหารประเทศรักษากฎหมาย แต่ฝ่ายชุมนุมก็บอกว่าบางครั้งในกดดดัน มันมีบางอย่างผิดกฎหมายบางอย่างที่ต้องทำ เช่น กฎหมายจราจร เพื่อกดดัน มันก็เป็นการเห็นต่างด้วยหน้าที่คนละอย่าง

* คุณณาตยา : แล้วเกิดกรณีอย่างนี้แล้วจัดการอย่างไรคะ
*
อาจารย์มารค : บางคนคิดว่าถ้าเป็นอย่างนั้นจบไม่ได้ ยกเว้นต้องใช้ความรุนแรง เพราะมันมาปะทะกันตรงที่มันไม่ตรงกัน เรื่องการชุมนุมโดยสันติ ผมคิดว่า การชุมนุมเรียกร้องบางอย่างมันไม่ต้องได้ทันที บางครั้งอาจไม่ได้ในครั้งเดียว มันเป็นมาให้การการศึกษากับสังคม คราวนี้ไม่ได้ คราวหน้ามาใหม่มากกว่าเดิม เพราะเปลี่ยนแปลงความคิดของคนในสังคม มันเป็นกระบวนการเรียกร้อง มันไม่จำเป็นว่าการมาเรียกร้องถ้าไม่ได้ต้องทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ นี่คือวิธีมองแบบหนึ่ง

* คุณณาตยา : หมายความว่าอาจารย์พยายามบอกกับผู้ชุมนุมว่า ลองเปลี่ยนความคิด มาครั้งนี้ไม่ต้องสำเร็จไม่ต้องตามข้อเรียกร้อง ถ้าอย่างนั้นจะมาทำไมค่ะ
*
อาจารย์มารค : ไม่ใช่ว่าไม่ให้สำเร็จ ก็ต้องพยายามให้สำเร็จ แต่ในความเป็นจริงถ้ายังยึดแนวทางสันติการเปลี่ยนแปลงแบบนี้ บางมันต้องเลือกในที่สุดว่า ต้องมาใหม่ หรือแตกหัก อย่ามองว่าการต้องกลับมาอีกครั้งเป็นการแพ้ เป็นกระบวนการที่ใช้เวลานาน การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญหลายอย่างก็เป็นแบบนี้ ฝ่ายรัฐบาลเองก็มีทางเลือกหลายทางเมื่อมีคนมากดดันจำนวนมาก อย่างกดดันเป็นแสนๆ อย่างในครั้งนี้ก็คือการเรียกร้องยุบสภา ไม่ควรมองว่าการทำตามเป็นการแพ้ ผมไม่มองว่านายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้ารัฐบาล เป็นคู่ขัดแย้งกับผู้ชุมนุม มองให้เห็นว่านายกรัฐมนตรีเป็นผู้ดูแลทุกข์สุขของประเทศ มีอำนาจในการตัดสินใจเวลาไหนที่เหมาะที่สุดที่ทำให้ประเทศเดินต่อได้ ยุบหรือไม่ยุบสภา อำนาจนี้ควรเป็นของผู้บริหารประเทศ แต่ไม่ใช่ใช้อำนาจนี้เมื่อถูกกดดัน แต่เป็นการใช้เมื่อเห็นว่าเวลาที่เหมาะสม เมื่อเห็นว่าจะต้องตัดสินใจเพื่อบ้านเมือง และเป็นการตัดสินใจคนเดียว เป็นการตัดสินใจที่ยาก คืออำนาจและความรับผิดชอบเป็นของนายกรัฐมนตรี เป็นธรรมดาที่จะต้องมีคนมาให้คำแนะนำที่คิดว่าถูกต้องเป็นทางออก  ซึ่งอาจไม่ตรงกับนายกรัฐมนตรี แต่พออธิบายจุดยืนแล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดต้องปล่อยให้นายกรัฐมนตรีเป็นคนตัดสินใจ ไม่ควรมีการยึดอำนาจนี้ออกจากนายกรัฐมนตรี อำนาจในการตัดสินใจ เพราะมีอำนาจบริหารประเทศ ไม่น่าถูกริดรอนอำนาจจากเหตุผลอื่นๆ ด้วยวิธีการต่างๆ

* คุณณาตยา : ทำไมอาจารย์ถึงพูดถึงประเด็นนี้ มองบริบทรอบข้างตัวนายกท่านนี้แล้วมองเห็นปัญหาแบบนั้นอยู่หรือคะ
*
อาจารย์มารค : ผมพูดในสิ่งที่อาจเกิดขึ้นได้ และเคยเกิดในที่อื่นๆ

* คุณณาตยา : ถึงเวลาที่จะต้องพิจารณาประเด็นเรื่องนั้นแล้ว หรือยัง
*
อาจารย์มารค : อาจมีสถานการณ์บางอย่างที่ปกตินายกรัฐมนตรีต้องตัดสินใจและรับผิดชอบกับการตัดสินใจนั้น

* คุณณาตยา : พรุ่งนี้ (15 มีนาคม 2553) มุมนักสันติวิธีมีโอกาสที่จะเกิดอะไรขึ้นไหม แล้วเราต้องทำอะไร
*
อาจารย์มารค : ผมไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น มันขึ้นอยู่กับสองฝ่าย มุมสันติวิธี การเรียกร้องความชอบธรรมไม่ได้หายไปเพราะได้หรือไม่ได้ พรุ่งนี้ มะรืนนี้ มันไม่จำเป็นต้องได้ในทันที มันต้องใช้เวลาในการเปลี่ยนแปลง ถ้ามันชอบธรรม แม้ไปได้มันก็ยังชอบธรรมอยู่

* คุณณาตยา : อาจารย์บอกว่าอยากให้ทุกฝ่ายหยุดใช้คำว่าสันติวิธีสักสองสามวัน เพราะอะไรคะ
*
อาจารย์มารค : การใช้สันติวิธีเป็นเรื่องที่สวยงาม แต่ต้องชี้ให้เห็นความต่างของภารกิจ เพราะภารกิจต่างกัน ภารกิจของผู้บริหาร คือรักษาความสงบโดนไม่ใช้ความรุนแรง ผู้ชุมนุมมีภารกิจเรียกร้องโดยสันติวิธี ต้องย้ำให้เห็นภารกิจชัดเจนเพราะหน้าที่มันต่างกัน ถ้าเห็นความต่างก็ทำให้เข้าใจผิดว่าอีกฝ่ายไม่ใช้สันติ

* คุณณาตยา : นอกการใช้คำของทั้งสองฝ่ายที่นักสันติวิธีอย่างอาจารย์คิดว่าไม่สบายใจแล้ว วิธีการปฏิบัติของทั้งฝ่าย อาจารย์ไม่สบายใจด้วยหรือเปล่าค่ะ
*
อาจารย์มารค : นักสันติวิธีไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ บอกไม่ได้ว่า การเรียกร้องโดนสันติคืออะไร ความหมายมันจะถูกกำหนดโดยสังคม โดยใช้เวลานานของการใช้ บางสังคมยอมรับวิธีการบางอย่าง บางสังคมไม่ยอมรับ มันไม่มีความหมายสากลที่นักสันติวิธีจะมาบอกว่าวิธีนี้ใช่หรือไม่ใช่ สังคมเป็นตัวหาแนวทางหรือความหมายเอง

* คุณณาตยา : เป้าหมายของคนที่พยายามใช้คำว่าสันติวิธีจนติดปาก เป้าหมายควรจะเป็นอะไรคะ
*
อาจารย์มารค : เป้าหมายคือหันออกจากความรุนแรง ขั้นแรกถูกต้องแล้ว พอใช้คำนี้เราก็หันออกจากความรุนแรง แต่ขั้นที่สองมันอาจไม่พื้นที่พอที่จะทำให้ละเอียดขึ้น พอหันออกจากความรุนแรงแล้ว อะไรที่รับได้ อันนี้ยังไม่ชัด พอใช้คำว่าวิธีมันก็ตายตัว มันไม่มีแค่หนึ่งวิธี มันมีหลายวิธี แต่ละวิธีไม่ตายตัว ขึ้นอยู่กับแต่ละสังคม บางสังคมบอกว่ารุนแรง บางสังคมอาจมองว่าไม่รุนแรง ต้องใช้เวลาทำบ่อยๆ แล้วเสียงสะท้อนสังคมจะเป็นตัวบอกว่าแบบไหนเป็นสันติวิธีของสังคมนั้นๆ คำตอบจะไม่มาจากนักสันติวิธีเป็นคนมาบอก

* คุณณาตยา : ถ้าอย่างนั้นลักษณะพิเศษของสังคมไทยในเวลานี้ที่จะเอื้อให้เกิดสันติวิธีที่งดงามได้ ถึงแม้จะมีความขัดแย้งทางการเมืองกัน ลักษณะพิเศษของสังคมไทยที่ควรหยิบมาใช้คืออะไรคะ
*
อาจารย์มารค : การให้โอกาส ที่จะเข้าใจคู่ที่เรากำลังมีปัญหาด้วยถือเป็นสิ่งสำคัญ อย่างเช่น เรียกร้องยุบสภา ฝ่ายรัฐบาลก่อนตอบว่าจะยุบหรือไม่ ควรอยากเข้าใจว่าเขาเรียกร้องให้ยุบ เขาเรียกร้องอะไร เพราะคำว่ายุบสภาเป็นเป็นคำเปล่าๆ ไม่ละเอียดพอ ก็ควรมีการหาวิธีคุยกัน

* คุณณาตยา : โต๊ะเจรจามีโอกาสเกิดขึ้นได้ไหมคะ
*
อาจารย์มารค : ผมไม่เรียกเจรจา เพราะเจรจาคนจะบอกว่ามันเป็นการหาคำตอบบางอย่าง แต่ควรจะมีการคุยของแต่ละฝ่ายทำความเข้าใจว่าเรียกร้องอะไรกันแน่ ก่อนที่ประเมินได้ว่าจะตอบสนองหรือไม่แค่ไหน ก็ต้องเข้าใจก่อนว่าเรียกร้องอะไร เดี๋ยวไปเข้าใจผิด มีแต่คำว่ายุบสภาแต่จริงๆ ไม่รู้แปลว่าอะไร ยุบสภามันมีได้หลายความหมาย จะทำให้การตอบไม่ค่อยมีคุณภาพเท่าไหร่

* คุณณาตยา : อาจารย์ชี้ทางได้ไหมว่าควรทำอย่างไรที่จะทำให้เกิดกระบวนการอย่างนั้นได้
*
อาจารย์มารค : รัฐบาลฝ่ายบริหารประเทศต้องเป็นฝ่ายหาวิธีไปคุยกับบางคนในกลุ่มผ้ชุมนุมที่สามารถบอกได้ว่าสิ่งที่ต้องการจริงๆ สิ่งที่เรียกร้องคืออะไร สามารถอธิบายออกมาอย่างเป็นรูปธรรม

* คุณณาตยา : อาจารย์มองประสบการณ์จากหลายๆ ที่ สิ่งนี้มีโอกาสที่จะเกิดขึ้นได้ไหมคะ
*
อาจารย์มารค : เกิดได้ ถ้าต้องการ มันก็ไม่ยาก

* คุณณาตยา : ความต้องการนี้ มันเป็นการวัดเจตนาของสันติวิธีในใจริงๆ ด้วยไหมคะของทั้งสองฝ่าย
*
อาจารย์มารค : วัดเจตนาที่จะทำภารหน้าที่ของตนเองโดยสันติ ถ้าหากว่ามีการเปิดทางให้มีการพูดคุยกันโดยสันติ นอกจากเป็นการหาทางออกแล้วยังเป็นการวัดเจตนาที่จริงใจในการใช้สันติวิธีของทุกฝ่ายด้วย.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s