a poem for me

Fungai, my lovely Zimbabwean friend wrote me a poem. I love it! and I love her!

Thank you, Fungai :)

For Por

Petit, they might call you,
But nothing is small or weak
About your spirit,
Or your smile.
And no, nothing is petit
About the dance of life
Unfurling itself within you,
With its boming music of
Braveness,
And its brilliant steps of grace:
Yes, they might call you petit,
But I call you
Powerful!

Advertisements

mid year’s resolutions

รู้สึกว่าตัวเองกำลังกลายเป็นคนขี้เกียจเข้าไปทุกที เช่นนี้ เราจึงต้องมี mid year’s resolutions เพื่อเข้มงวดกับตัวเองบ้างแล้ว -_-” เอาล่ะ แค่ 10 ข้อละกันนะ

1. ขยันเขียนหนังสือให้มากขึ้น เร็วขึ้น และดีขึ้น (ทำ ‘สารตั้งต้น’ เดือนละฉบับเลยดีไหม?)

2. หมั่นถอดบทเรียน, สรุปการเรียนรู้จากงานที่ทำ (แน่นอน…เป็นลายลักษณ์อักษร ไม่ใช่แ่ค่นั่งหลับตาพริ้มจินตนาการ) แบ่งปันผู้อื่น

3. ออกกำลังกายอาทิตย์ละ 3 ชั่วโมง เป็นอย่างน้อย ด้วยโยคะ ฟุตบอล หรือ (หัด) ว่ายน้ำ

4. ฝึกสมาธิอย่างน้อยวันละ 15 นาที

5. กินมังสวิรัติอาทิตย์ละ 4 วัน (จันทร์-พฤหัส / ส่วนศุกร์-อาทิตย์ เอาไว้สังสรรค์กับเพื่อนฝูง)

6. เรียนรู้ photoshop, illustrator จากหนังสือมากมายที่ซื้อมากองให้ฝุ่นจับ

7. ใช้เงินอย่างประหยัด เก็บเงินซื้อคอมฯ กำลังแรงๆ มาใช้ตัดต่องานวิดีโอ

8. เลิกยุ่งกับเว็บนรก ebay และพยายามใช้งานอุปรณ์ที่มีอยู่ให้เต็มประสิทธิภาพเสียก่อน (D80 กับเลนส์ถูกๆ ที่มี ก็ถ่ายรูปดีๆ ได้)

9. แบ่งเงิน 3 เปอร์เซ็นต์ของทุกรายได้ ให้เด็กๆ ในชทบทได้ไปโรงเรียน

10. กอดพ่อกับแม่และหลานให้มากขึ้น (ให้มากกว่ากอดแฟน)

ถ้าทำได้ mr.ซานต้า จะให้ D90 เป็นของขวัญปีใหม่ :P :P :P

เพ้อเจ้อ

psDSC_2056-1

เจ้านกน้อยสองตัวนี้ ทำให้ฉันคิดถึงบ้าน…

ฉันคิดถึงงาน คิดถึงสามจังหวัดชายแดนใต้ คิดถึงการได้นั่งสุมหัวคิดงานยามค่ำคืนกับเพื่อนๆ พี่ๆ

ฉันคิดถึงสำเนียงถิ่นของผู้คนที่พบเจอตามรายทาง คิดถึงกลิ่นควันไฟจากครัวชาวบ้านยามฟ้าสาง

ฉันคิดถึงกลิ่นหอมจางๆ ของน้ำอบที่แม่ผสมน้ำให้อาบเวลากลับบ้านมาซอมบี้

ฉันคิดถึงเวลาที่ตื่นขึ้นมาในห้องนอนของตัวเอง มองออกไปตรงหน้าต่าง แล้วได้รับการทักทายจากประชากรนกที่มาทำรังบนต้นไม้ที่พ่อปลูก

อีกสองอาทิตย์ ฉันก็จะได้กลับบ้านแล้วล่ะ…

อีกแค่สองอาทิตย์เอง เดี๋ยวฉันก็จะได้นอนมองดูนกจู๋จี๋กันในสวนข้างห้องนอนแล้ว

แต่ว่า…อ่า…

เหลือเพียงสองอาทิตย์เองสิ ที่ฉันจะได้อยู่กับ “ที่รัก”

กลับไปบ้านคราวนี้ ฉันต้องคิดถึง “พ่อแสนดี” มากกว่าเก่าแน่ๆ -_-”

ป.ล. ยัยบ้า…เพ้อเจ้ออะไรเนี่ย จริงๆ แล้วฉันควรจะตื่นเต้นกับงาน Open Video Conference ที่นิวยอร์คไม่ใช่เหรอ ฉันจะได้เจอเพื่อนๆ จาก Info Activism Camp ด้วยนะ

บ่น

ชีวิตใน วอชิงตัน ดีซี ของเราจะน่าเบื่อมาก ถ้าไม่มีเืพื่อนๆ ชาว activist ชวนไปทำโน่นทำนี่

เมื่อวานนี้ เบญจมาศ ผู้แสนว่าง (แบบงานเขียนสุมหัว โดนทวงเช้าทวงเย็น) กับพรรคพวกก็ำไปช่วยกันจัดทัพขบวน protest เรียกร้องให้รัฐบาลทหารพม่าปล่อยตัว อองซาน ซูจี เนื่องจากกำลังจะครบกำหนดที่ทางการต้องหยุกกักขังตัวเธอแล้ว แต่่เธอกำลังจะถูกรัฐบาลเผด็จการใช้ศาลเตี้ยพิพากษาจำคุกอย่างไม่ยุติธรรมอีกครั้ง (ครั้งนี้คือ คุก จริงๆ ไม่ใช่การคุมบริเวณซึ่งจริงๆ แล้วก็เป็นคุกอีกแบบหนึ่ง)

เริ่มตั้งทัพกันที่หน้าสถานทูตพม่า แล้วเดินไปเย้วๆ อย่างสงบที่หน้าสถานทูตทหารพม่า ตบท้ายด้วยการไปยื่นหนังสือเปิดผนึกที่หน้าทำเนียบขาว

เพราะเป็นวันจันทร์ วันทำงาน คนจึงไม่มากไม่มาย ไม่ถึง 100 หากเป็นวันหยุด จะมีคนมากกว่านี้ (เราเชื่ออย่างนั้น) ชาวดีซีมีส่วนร่วมทางการเมืองและการม๊อบสูงอยู่แล้ว

ตั้งใจจะแบกกล้องถ่ายรูปและกล้องวีดีโอไป เพื่อเอาภาพกลับมาตัดต่องานส่งให้พี่โต้ง น้องจ๋า แห่งโต๊ะข่าวพลเมือง ทีวีไทย แต่หัวไหล่เ้จ้ากรรมดันจี๊ดๆ ขึ้นมา ก็เลยได้แต่แบกสังขารเบาๆ (44 กิโล…คุณชายบ่นทุกวัน) ฝ่าแดดแจ๋ไป

แต่ระหว่างที่พาขบวนเดินทางจากย่าน dupont circle ไปทำเนียบขาว เราก็พาลจะเป็นลมเสียงั้น ต้องหอบสังขารตัวเองตะกายตึกขึ้นมานอนหายใจระรวยๆ ในห้อง 619 แทน

ไม่ได้บอกคุณชายเดฟ เดี๋ยวเขาจะบ่นอีกว่า ผอมแห้งขนาดนี้แล้วยังริจะกินมังสวิรัต แบบนี้จะลงพื้นที่ไปทำงานชุมชนได้ยังไง ให้วิดพื้นแค่ 10 ทียังไม่ไหวเลย

นั้นสิ…ที่ผ่านมาเราทำได้ยังไงนะ ขึ้นเหนือ-ล่องใต้ ขึ้นเขา-ลงห้วย แบกทั้งกล้อง-ขา-คอม ตากแดดตากฝน สะบักสะบอม อดหลับอดนอน

ฉะนี้ เราคงจะต้องดูแลสุขภาพตัวเองให้มาก เพราะอยากกลับไปทำงานในพื้นที่เต็มทีแล้ว

ป่านนี้ิ ซูจี และ “เพื่อนๆ” ของเรา พวกเขาจะเป็นอย่างไรบ้างหนอ

น้องใหม่ของเบนจี้

เบนจี้จากไป 2 ปีแล้ว…

ฉันทำใจอยู่นาน จะรับลูกหมาตัวใหม่มาอยู่ด้วยก็กลัวว่าเจ้าจี้จะน้อยใจ (แม่บอกว่า เจ้าจี้ขี้น้อยใจเหมือนเจ้าของ ฮ่าๆๆๆ)

เราย้ายมาอยู่บ้านหลังใหม่ที่มีสวนให้วิ่งเล่น ฉันพากระดูกเบนจี้มาด้วย (เพื่อนๆ บอกว่าฉันบ้า ที่เอาหมาไปทำพิธีฌาปนกิจ-บังสุกุล) ความรู้สึกผิดค่อยๆ ลดน้อยลง หลังจากฝังเจ้าจี้ไว้ใต้ต้นโมกในสวนหน้าบ้านหลังใหม่ “นั่นไง ฉันไม่ได้ทิ้งแกนะเจ้าจี้ สัญญาว่าจะพาไปอยู่บ้านหลังใหม่ด้วยกัน วันนี้เรามาอยู่ด้วยกันในบ้านหลังใหญ่ที่มีสนามกว้างๆ ให้แกวิ่งเล่นแล้วนะ”

เจ้าจี้เคยถูกเจ้าของเดิมทิ้งมา มันจึงกลัวว่าจะถูกทิ้งอีกอยู่ตลอดเวลา ตอนที่ฉันจากบ้านไปอเมริกา 2 ปี แม่บอกว่าไม่มีวันไหนที่มันไม่คิดถึงฉัน (แม่บอกว่า มันบอกแม่ยังงี้) ตอนมันเจ็บหนัก ฉันหายหัวไปเที่ยวต่างจังหวัด กลับมาหามันในวันสุดท้าย แต่ฉันไม่ได้อยู่กับมันจนหมดลมหายใจ และมันก็จากโลกนี้ไปในโรงพยาบาล ไม่ใช่ที่บ้านของเรา

ความรู้สึกของมันในวินาทีสุดท้ายเป็นยังไง ฉันไม่กล้าคิด รู้แต่ว่า ถ้าย้อนเวลาไปได้ ฉันจะไม่ปล่อยให้มันตายอย่างโดดเดี่ยวในโรงพยาบาล

เดี๋ยวนี้ ทุกครั้งที่มองดูต้นไม้หน้าบ้าน ฉันรู้สึกดีขึ้นว่า เจ้าจี้คงไม่เหงาแล้วล่ะ เพราะเราพามันไปด้วยทุกที่ และมันจะอยู่กับเราไปแบบนี้ตลอด

เบนจี้จากไป 2 ปีแล้ว…

ฉันเชื่อว่ามันเติบโตพอที่จะเข้าใจและเอื้อเฟื้อให้ลูกหมาตัวใหม่มาอยู่ในบ้านของมัน

“นี่คือน้องใหม่ของแกนะเจ้าจี้ น้องมีชื่อว่า ข้าวเจ้ากับข้าวเหนียว ดูแลน้องๆ ด้วยล่ะ”

ป.ล.ตัวซ้ายผู้พี่ ชื่อข้าวเจ้า ตัวขวาผู้น้อง ชื่อข้าวเหนียว “หนูเป็นเด็กผู้หญิงน่ารักเหมือนพี่จี้เลยจ้ะ”

เพราะฟ้าฝน

ฝนตกทุกวัน…นั่นเป็นสาเหตุของอารมณ์ เหงา เศร้า เซ็ง ที่ฉันมีอยู่หรือเปล่าหนอ

ขอ ‘โทษ’ ฟ้าฝนละกัน เพราะถ้าฉันบอกตัวเองว่า มันเป็นอย่างอื่น มันเกิดจากเหตุปัจจัยอื่น ฉันคงจะยิ่งรู้สึกเหงา เศร้า เซ็ง แถมด้วยหมดหวังเข้าไปอีก

นักข่าวกระจอกๆ อย่างฉัน ที่ขับเคลื่อนพลังงานตัวเองด้วย passion ที่มีต่องาน หากเกิดความรู้สึกอย่างว่า ฉันคงต้องคิดถึงการหาอาชีพอื่นทำแทนแล้วล่ะ

คิดไม่ออกว่าจะไปทำอะไรดี

ฉะนี้ฉะนั้น…ก็โทษฟ้าฝนละกันเนอะ