Joy

for every people’s movement

“Joy lies in the fight

in the attempt

in the suffering involved

not in the victory itself”

Mahatma Gandhi

Advertisements

political battle and peace talk

นปช.ชุมนุมใหญ่ในกรุงเทพฯ และขีดเส้นตายให้นายกรัฐมนตรียุบสภาภายใน 24 ชั่วโมง โดยบอกว่าจะเคลื่อนขบวนไปเรียกร้องที่กองพลทหารราบที่ 11 ในวันรุ่งขึ้น (15 มีนาคม 2553)

อาจารย์มารค ตามไท นักสันติวิธี ผู้อำนวยการสถาบันศาสนาวัฒนธรรมและสันติภาพ มหาวิทยาลัยพายัพ จังหวัดเชียงใหม่ ให้สัมภาษณ์พิเศษสถานีโทรทัศน์ทีวีไทยในรายการพิเศษ “ร่วมหาทางออก…ฝ่าวิกฤตการเมืองไทย” เมื่อวันอาทิตย์ที่ 14  มีนาคม  2553 เวลา 22.30 น. ดำเนินรายการโดย คุณณาตยา แวววีรคุปต์

มีเนื้อหาน่าสนใจอยากบันทึกไว้ให้อ่านกันนานๆ ค่ะ

“การเปิดโอกาสคุยเป็นทางออกและวัดเจตนาสันติวิธีของทุกฝ่าย”

* คุณณาตยา : หลังฟังว่าทั้งสองฝ่ายมีความพยายามที่ใช้สันติวิธี ในฐานะที่อาจารย์เป็นนักสันติวิธี อาจารย์มองอย่างไร
* อาจารย์มารค : สบายใจที่คนยึดหลักทำนองนี้ แต่สับสน ไม่เข้าใจในการใช้สันติวิธีจากภาคส่วนต่างๆ มันความหมาย ต่างกันทั้งภาคส่วนประชาชน และภาครัฐบาล ผมมองสถานการณ์ว่าด้านหนึ่งมีประชาชนกลุ่มหนึ่งกำลังชุมชนกันอยู่ เพราะเรียกร้องบางอย่าง อยากได้บางอย่างที่ไม่คิดว่าสามารถจะได้จากขั้นตอนปกติของการเปลี่ยนแปลงในสังคม ก็เลยคิดว่าต้องออกมาด้วยการชุมนุม เรียกร้อง กดดัน อีกด้านหนึ่งคือรัฐบาลที่บริหารประเทศ มีหน้าที่รักษาความสงบ เวลามีประชาชนมาชุมนุมเรียกร้องบางอย่าง สองหน้าที่นี้มันต่างกันมาก ทางด้านผู้ชุมนุมผมมองว่าไม่ใช่แค่การใช้สิทธิ แต่เป็นหน้าที่พลเมืองที่มาเรียกร้องบางอย่างถ้ามันตกหล่นจากระบอบปกติ ทางด้านรัฐบาลก็เป็นหน้าที่ผู้บริหารที่จะดูแลความสงบ ทั้งสองภาระนี้สามารถทำได้สองแบบ การชุมนุม สมมุติเลือกใช้วิธีโยนระเบิด เผาตึกก็เป็นวิธีหนึ่ง อีกวิธีหนึ่งคือเลือกที่จะเรียกร้องอย่างสันติ รัฐบาลเองก็สามารถรักษาความสงบได้สองแบบ เช่นเลือกใชการปราบปราม ใช้ปืนยิงผู้ชุมนุม และอีกแบบคือไม่ใช้ความรุนแรง

* คุณณาตยา : ทั้งสองฝ่ายบอกว่าใช้สันติ และไม่ใช้ความรุนแรง
*
อาจารย์มารค : ปรากฏการณ์ที่เรากำลังเห็นคือ ทั้งสองฝ่ายได้เลือกแล้ว ทางฝ่ายชุมนุมก็บอกว่าเราจะเรียกร้องโดยสันติ ทางฝ่ายที่ดูแลความสงบก็บอกว่าจะดูแลความสงบโดยไม่ใช้ความรุนแรง

* คุณณาตยา : ถ้าเป็นแบบนี้แล้วก็น่าจะสบายใจกันได้แล้ว หรือเปล่าคะ
*
อาจารย์มารค : การที่ทั้งสองฝ่ายเลือกใช้แนวสันติ ไม่ได้แปลว่ากำลังทำภารกิจเดียวกัน ถ้าไม่เข้าใจตรงนี้จะไปเรียกร้องสิ่งที่ไม่เป็นเหตุเป็นผลกัน ยกตัวอย่าง สมมุติว่ารัฐบาลบอกว่ากลุ่มผู้ชุมนุมจะเรียกร้องโดยสันติ แล้วสร้างความหมายบางอย่างว่าการเรียกร้องโดยสันติคืออะไร เช่นบอกว่าการเรียกร้องโดยสันติคือชุมนุมได้แต่ต้องไม่กดดันมากเกินไป ซึ่งมันไม่มีเหตุผล เพราะฝ่ายที่ชุมนุมมาเพื่อกดดัน อยากกดดันเพื่อให้เปลี่ยนบางอย่าง ไปเรียกร้องไม่ให้กดดันมันก็ไม่มีเหตุผล ขณะเดียวกัน ฝ่ายรัฐบาลเองก็ต้องรับมือ อยากดูแลความสงบ ฝ่ายผู้ชุมนุมก็ไปเรียกร้องว่าต้องปล่อยผู้ชุมนุมทำอะไรก็ได้ ซึ่งมันก็ไม่มีเหตุผล สองภารกิจนี้มันไม่ตรงกัน ถ้ามองอย่างนี้ก็จะเข้าใจ การชุมนุมโดยสันติก็จะกดดันในขอบเขตหนึ่ง ขอบเขตนั้นมักจะมากกว่าขอบเขตที่รัฐบาลอยากให้ใช้ เพราะภารกิจเขาเป็นอีกอย่างคือการรักษาความสงบ

* คุณณาตยา : หมายความว่าแม้จะใช้คำว่าสันติหรือไม่ใช้ความรุนแรง เหมือนกัน แต่ว่ามีบางส่วนซ้อนทับกัน บางส่วนอยู่นอกเหนือการซ้อนทับ  ต้องจัดการยังไงกับส่วนที่นอกเหนือเป้าหมายเดียวกัน อาจารย์มองประเด็นตรงนั้นเป็นปัญหาอยู่หรือเปล่าค่ะ
*
อาจารย์มารค : มีบางอย่างเห็นพ้องกัน เช่น ไม่โยนระเบิด ไม่เอาปืนมายิง แต่อาจมีบางอย่างไม่ค่อยตรงกัน เช่น รัฐบาลบอกว่ามีสิทธิชุมนุมได้แต่อย่าทำผิดกฎหมาย เขาต้องพูดอย่างนั้นเพราะเป็นฝ่ายบริหารประเทศรักษากฎหมาย แต่ฝ่ายชุมนุมก็บอกว่าบางครั้งในกดดดัน มันมีบางอย่างผิดกฎหมายบางอย่างที่ต้องทำ เช่น กฎหมายจราจร เพื่อกดดัน มันก็เป็นการเห็นต่างด้วยหน้าที่คนละอย่าง

* คุณณาตยา : แล้วเกิดกรณีอย่างนี้แล้วจัดการอย่างไรคะ
*
อาจารย์มารค : บางคนคิดว่าถ้าเป็นอย่างนั้นจบไม่ได้ ยกเว้นต้องใช้ความรุนแรง เพราะมันมาปะทะกันตรงที่มันไม่ตรงกัน เรื่องการชุมนุมโดยสันติ ผมคิดว่า การชุมนุมเรียกร้องบางอย่างมันไม่ต้องได้ทันที บางครั้งอาจไม่ได้ในครั้งเดียว มันเป็นมาให้การการศึกษากับสังคม คราวนี้ไม่ได้ คราวหน้ามาใหม่มากกว่าเดิม เพราะเปลี่ยนแปลงความคิดของคนในสังคม มันเป็นกระบวนการเรียกร้อง มันไม่จำเป็นว่าการมาเรียกร้องถ้าไม่ได้ต้องทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ นี่คือวิธีมองแบบหนึ่ง

* คุณณาตยา : หมายความว่าอาจารย์พยายามบอกกับผู้ชุมนุมว่า ลองเปลี่ยนความคิด มาครั้งนี้ไม่ต้องสำเร็จไม่ต้องตามข้อเรียกร้อง ถ้าอย่างนั้นจะมาทำไมค่ะ
*
อาจารย์มารค : ไม่ใช่ว่าไม่ให้สำเร็จ ก็ต้องพยายามให้สำเร็จ แต่ในความเป็นจริงถ้ายังยึดแนวทางสันติการเปลี่ยนแปลงแบบนี้ บางมันต้องเลือกในที่สุดว่า ต้องมาใหม่ หรือแตกหัก อย่ามองว่าการต้องกลับมาอีกครั้งเป็นการแพ้ เป็นกระบวนการที่ใช้เวลานาน การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญหลายอย่างก็เป็นแบบนี้ ฝ่ายรัฐบาลเองก็มีทางเลือกหลายทางเมื่อมีคนมากดดันจำนวนมาก อย่างกดดันเป็นแสนๆ อย่างในครั้งนี้ก็คือการเรียกร้องยุบสภา ไม่ควรมองว่าการทำตามเป็นการแพ้ ผมไม่มองว่านายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้ารัฐบาล เป็นคู่ขัดแย้งกับผู้ชุมนุม มองให้เห็นว่านายกรัฐมนตรีเป็นผู้ดูแลทุกข์สุขของประเทศ มีอำนาจในการตัดสินใจเวลาไหนที่เหมาะที่สุดที่ทำให้ประเทศเดินต่อได้ ยุบหรือไม่ยุบสภา อำนาจนี้ควรเป็นของผู้บริหารประเทศ แต่ไม่ใช่ใช้อำนาจนี้เมื่อถูกกดดัน แต่เป็นการใช้เมื่อเห็นว่าเวลาที่เหมาะสม เมื่อเห็นว่าจะต้องตัดสินใจเพื่อบ้านเมือง และเป็นการตัดสินใจคนเดียว เป็นการตัดสินใจที่ยาก คืออำนาจและความรับผิดชอบเป็นของนายกรัฐมนตรี เป็นธรรมดาที่จะต้องมีคนมาให้คำแนะนำที่คิดว่าถูกต้องเป็นทางออก  ซึ่งอาจไม่ตรงกับนายกรัฐมนตรี แต่พออธิบายจุดยืนแล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดต้องปล่อยให้นายกรัฐมนตรีเป็นคนตัดสินใจ ไม่ควรมีการยึดอำนาจนี้ออกจากนายกรัฐมนตรี อำนาจในการตัดสินใจ เพราะมีอำนาจบริหารประเทศ ไม่น่าถูกริดรอนอำนาจจากเหตุผลอื่นๆ ด้วยวิธีการต่างๆ

* คุณณาตยา : ทำไมอาจารย์ถึงพูดถึงประเด็นนี้ มองบริบทรอบข้างตัวนายกท่านนี้แล้วมองเห็นปัญหาแบบนั้นอยู่หรือคะ
*
อาจารย์มารค : ผมพูดในสิ่งที่อาจเกิดขึ้นได้ และเคยเกิดในที่อื่นๆ

* คุณณาตยา : ถึงเวลาที่จะต้องพิจารณาประเด็นเรื่องนั้นแล้ว หรือยัง
*
อาจารย์มารค : อาจมีสถานการณ์บางอย่างที่ปกตินายกรัฐมนตรีต้องตัดสินใจและรับผิดชอบกับการตัดสินใจนั้น

* คุณณาตยา : พรุ่งนี้ (15 มีนาคม 2553) มุมนักสันติวิธีมีโอกาสที่จะเกิดอะไรขึ้นไหม แล้วเราต้องทำอะไร
*
อาจารย์มารค : ผมไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น มันขึ้นอยู่กับสองฝ่าย มุมสันติวิธี การเรียกร้องความชอบธรรมไม่ได้หายไปเพราะได้หรือไม่ได้ พรุ่งนี้ มะรืนนี้ มันไม่จำเป็นต้องได้ในทันที มันต้องใช้เวลาในการเปลี่ยนแปลง ถ้ามันชอบธรรม แม้ไปได้มันก็ยังชอบธรรมอยู่

* คุณณาตยา : อาจารย์บอกว่าอยากให้ทุกฝ่ายหยุดใช้คำว่าสันติวิธีสักสองสามวัน เพราะอะไรคะ
*
อาจารย์มารค : การใช้สันติวิธีเป็นเรื่องที่สวยงาม แต่ต้องชี้ให้เห็นความต่างของภารกิจ เพราะภารกิจต่างกัน ภารกิจของผู้บริหาร คือรักษาความสงบโดนไม่ใช้ความรุนแรง ผู้ชุมนุมมีภารกิจเรียกร้องโดยสันติวิธี ต้องย้ำให้เห็นภารกิจชัดเจนเพราะหน้าที่มันต่างกัน ถ้าเห็นความต่างก็ทำให้เข้าใจผิดว่าอีกฝ่ายไม่ใช้สันติ

* คุณณาตยา : นอกการใช้คำของทั้งสองฝ่ายที่นักสันติวิธีอย่างอาจารย์คิดว่าไม่สบายใจแล้ว วิธีการปฏิบัติของทั้งฝ่าย อาจารย์ไม่สบายใจด้วยหรือเปล่าค่ะ
*
อาจารย์มารค : นักสันติวิธีไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ บอกไม่ได้ว่า การเรียกร้องโดนสันติคืออะไร ความหมายมันจะถูกกำหนดโดยสังคม โดยใช้เวลานานของการใช้ บางสังคมยอมรับวิธีการบางอย่าง บางสังคมไม่ยอมรับ มันไม่มีความหมายสากลที่นักสันติวิธีจะมาบอกว่าวิธีนี้ใช่หรือไม่ใช่ สังคมเป็นตัวหาแนวทางหรือความหมายเอง

* คุณณาตยา : เป้าหมายของคนที่พยายามใช้คำว่าสันติวิธีจนติดปาก เป้าหมายควรจะเป็นอะไรคะ
*
อาจารย์มารค : เป้าหมายคือหันออกจากความรุนแรง ขั้นแรกถูกต้องแล้ว พอใช้คำนี้เราก็หันออกจากความรุนแรง แต่ขั้นที่สองมันอาจไม่พื้นที่พอที่จะทำให้ละเอียดขึ้น พอหันออกจากความรุนแรงแล้ว อะไรที่รับได้ อันนี้ยังไม่ชัด พอใช้คำว่าวิธีมันก็ตายตัว มันไม่มีแค่หนึ่งวิธี มันมีหลายวิธี แต่ละวิธีไม่ตายตัว ขึ้นอยู่กับแต่ละสังคม บางสังคมบอกว่ารุนแรง บางสังคมอาจมองว่าไม่รุนแรง ต้องใช้เวลาทำบ่อยๆ แล้วเสียงสะท้อนสังคมจะเป็นตัวบอกว่าแบบไหนเป็นสันติวิธีของสังคมนั้นๆ คำตอบจะไม่มาจากนักสันติวิธีเป็นคนมาบอก

* คุณณาตยา : ถ้าอย่างนั้นลักษณะพิเศษของสังคมไทยในเวลานี้ที่จะเอื้อให้เกิดสันติวิธีที่งดงามได้ ถึงแม้จะมีความขัดแย้งทางการเมืองกัน ลักษณะพิเศษของสังคมไทยที่ควรหยิบมาใช้คืออะไรคะ
*
อาจารย์มารค : การให้โอกาส ที่จะเข้าใจคู่ที่เรากำลังมีปัญหาด้วยถือเป็นสิ่งสำคัญ อย่างเช่น เรียกร้องยุบสภา ฝ่ายรัฐบาลก่อนตอบว่าจะยุบหรือไม่ ควรอยากเข้าใจว่าเขาเรียกร้องให้ยุบ เขาเรียกร้องอะไร เพราะคำว่ายุบสภาเป็นเป็นคำเปล่าๆ ไม่ละเอียดพอ ก็ควรมีการหาวิธีคุยกัน

* คุณณาตยา : โต๊ะเจรจามีโอกาสเกิดขึ้นได้ไหมคะ
*
อาจารย์มารค : ผมไม่เรียกเจรจา เพราะเจรจาคนจะบอกว่ามันเป็นการหาคำตอบบางอย่าง แต่ควรจะมีการคุยของแต่ละฝ่ายทำความเข้าใจว่าเรียกร้องอะไรกันแน่ ก่อนที่ประเมินได้ว่าจะตอบสนองหรือไม่แค่ไหน ก็ต้องเข้าใจก่อนว่าเรียกร้องอะไร เดี๋ยวไปเข้าใจผิด มีแต่คำว่ายุบสภาแต่จริงๆ ไม่รู้แปลว่าอะไร ยุบสภามันมีได้หลายความหมาย จะทำให้การตอบไม่ค่อยมีคุณภาพเท่าไหร่

* คุณณาตยา : อาจารย์ชี้ทางได้ไหมว่าควรทำอย่างไรที่จะทำให้เกิดกระบวนการอย่างนั้นได้
*
อาจารย์มารค : รัฐบาลฝ่ายบริหารประเทศต้องเป็นฝ่ายหาวิธีไปคุยกับบางคนในกลุ่มผ้ชุมนุมที่สามารถบอกได้ว่าสิ่งที่ต้องการจริงๆ สิ่งที่เรียกร้องคืออะไร สามารถอธิบายออกมาอย่างเป็นรูปธรรม

* คุณณาตยา : อาจารย์มองประสบการณ์จากหลายๆ ที่ สิ่งนี้มีโอกาสที่จะเกิดขึ้นได้ไหมคะ
*
อาจารย์มารค : เกิดได้ ถ้าต้องการ มันก็ไม่ยาก

* คุณณาตยา : ความต้องการนี้ มันเป็นการวัดเจตนาของสันติวิธีในใจริงๆ ด้วยไหมคะของทั้งสองฝ่าย
*
อาจารย์มารค : วัดเจตนาที่จะทำภารหน้าที่ของตนเองโดยสันติ ถ้าหากว่ามีการเปิดทางให้มีการพูดคุยกันโดยสันติ นอกจากเป็นการหาทางออกแล้วยังเป็นการวัดเจตนาที่จริงใจในการใช้สันติวิธีของทุกฝ่ายด้วย.

a year after the Indian sun

ครบหนึ่งปีหลังจากแคมป์ IAC ที่ อินเดีย วานนี้คุณ Marek แห่ง Tactical Tech ส่งอีเมลเ้ข้ากรุ๊ปถามเพื่อนๆ ชาวแคมป์ว่า “how do you feel after a year?”

เป็นอีเมลสั้นๆ ตามมาด้วยบทสนทนาอันแสนอบอุ่นจากเพื่อนๆ ชาว Info-Activism ที่ทำให้เรารู้สึกมีพลังขึ้นมาก (ช่วงหลังๆ มานี้ ต้องใช้พลังชีวิตเกือบทั้งหมดต่อสู้กับหลายเรื่องจนแทบสลบ)

It has been a full year since we were all under the Indian sun. ใช่แล้ว เรายังจำได้ดีว่า event ครั้งนั้นได้พาเราไปสู่โลกกว้าง ได้เดินทางไกล ได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ มากมาย ได้พบมิตรแท้จากดินแดนที่หลากหลาย..หลังจากค่ายครั้งนั้น เราแทบไม่รู้สึกโดดเดี่ยวในโลกแห่งการทำงานอีกต่อไป เพราะรู้ว่า ยังมีคนตัวเล็กๆ อีกมากมายที่กำลังต่อสู้อยู่กับบางสิ่งบางอย่างอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

แม้ว่าเราจะยังคงเป็นคนที่ไม่เอาไหนเช่นเดิม ขี้เกียจ ขี้แย และไม่เคยทำอะไรสำเร็จซักอย่างก็ตาม (แค่จะ maintain blog ของตัวเอง ยังล้มเหลวเลย ฮ่าฮ่า)

อาจจะมีสิ่งเดียวที่เราเรียกได้ว่าเป็นความสำเร็จเล็กๆ คือการได้ตอบรับเข้าเรียนปริญญาโทในโปรแกรมที่อยากเรียนที่สุด ด้วย full scholarship :) ขอบคุณเป็นพิเศษสำหรับ Genner พี่ชายชาวซาปาติสต้าจากเม็กซิโก, Sam Witness ผู้เติมพลังให้มั่นใจ และ Fungai เพื่อนสาวชาวซิมบับเว :) ที่ลุ้นกับเรามาตลอดปี

ปีหน้า เราจะเขียนจดหมายถึงทุกคนจากคอสตาริกา เล่าให้พวกเขาฟังว่า 2 ปีหลังจากการพบกันใต้แสงอาทิตย์ที่บังกาลอร์ เรายังคงมีความฝันร่วมกับพวกเขาอย่างไร แม้สิ่งรอบๆ ตัวเราจะเปลี่ยนไปอย่างไร แต่เรายังคงไม่ยอมแพ้ให้แก่อุปสรรคใดๆ บนโลกเบี้ยวๆ ใบนี้แน่นอน :)

10 tactics for turning information into action

“10 tactics for turning information into action” เป็นโปรเจคของ Tactical Tech ที่ปอเป็นส่วนหนึ่งเล็กๆ นับตั้งแต่ได้ไปร่วมแคมป์ IAC ที่อินเดีย กับเพื่อนๆ info-activists กว่่าร้อยคนจากทั่วโลก เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2552 ที่ผ่านมา :)

ภาพยนตร์สารคดีความยาวราว 55 นาทีชิ้นนี้ ร้อยเรื่องราวจากนักรณรงค์ทางสังคม 35 คนทั่วโลก ที่บอกเล่าบทเรียนของการขับเคลื่อนเปลี่ยนแปลงสังคมของพวกเขา ออกมาเป็น 10 เทคนิคในการ turn information into action

นอกจากตัวสารคดีที่ถูกแปลออกมากว่า 10 ภาษาแล้ว (ภาษาไทยก็มีนะคะ ปอแปลเองแบบห่วยๆ :P) Tactical Tech ยังมี toolkits และ guides ให้ผู้ที่สนใจนำไปทดลองกันใช้ด้วยค่ะ

ปอเอา trailer มาแปะไว้ ส่วนรายละเอียดทั้งหลาย ตามกันไปได้ที่นี่เลยค่ะ http://www.informationactivism.org/

และในไม่ช้าทาง Tactical Tech จะนำฉบับเต็มๆ มาออนไลน์ให้ได้ดูกัน หรือถ้ารอไม่ไหว แวะมาวงหนังกลางแปลงของปอได้นะคะ (ปอจัดฉายหนัง+ตั้งวงคุยกันอยู่ หลังไมค์มาหากันได้เลย)…แ้ล้วในโพสต์ถัดๆ ไป ปอจะหยิบบทเรียนที่่น่าสนใจจากภาพยนตร์สารคดีชิ้นนี้มาเล่าสู่กันอ่านค่ะ

อ่านเพิ่มเติม : Online activism gets tactical with new documentary : ฺฺBBC

10 tactics for turning information into action

will do!

หนาวปีนี้ ฉันต้องอยู่บ้านตลอดฤดูกาล >< ปิดงานต่างๆ ให้เสร็จ และรักษาอาการหมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อนให้หาย

แม้จะรู้สึกเบื่อๆ เซ็งๆ เป็นบางครั้ง แต่เมื่อนับวันที่จะได้ออกเดินทางไกลไปผจญภัยครั้งใหญ่ในปีหน้า ฉันก็บอกตัวเองว่า…เอาน่า! อดทน

จะว่าไปแล้ว ปี 2552 นี้ เป็นปีที่ฉันได้เดินทางจนรองเท้่าพัง และติดค้่างใครๆ ไว้มากมายว่าจะเขียนเล่าเรื่องราวที่ได้เรียนรู้มา

เหลืออีก 20 วันจะสิ้นปี…เอาล่ะ ฉันจะตั้งใจเขียนแล้วนะ

  • info activism : สู้ด้วยข้อมูล!
  • บทเรียนสื่อพลเมืองกับกระบวนการสันติภาพในชุมชนที่ประเทศอินเดีย
  • “fighting for living” บทเรียนของสื่อภาคประชาชนในซิมบับเว และอัฟริกาใต้
  • Witness และประสบการณ์จาก video activist ทั่วโลก
  • open video & free culture เก็บจากงาน open video conference ที่นิวยอร์ค
  • นักข่าวพลเมืองชายแดนใต้
  • 10 tactics : how to turn information into action

ถ้าทำได้ทั้งหมดนี้ Mr.Santa จะส่ง McBook มาให้เป็นของขวัญปีใหม่ :D

สมาร์ท นิยมเดชา

มีคนถามอยู่บ่อยครั้งว่า ชิ้นงานนักข่าวพลเมืองที่ออกอากาศทางทีวีไทยนั้น เป็นฝีมือของนักข่าวพลเมืองจริงๆ หรือเป็นการปั้นแต่งของมืออาชีพแล้่วสร้างภาพว่ามันเป็นงานของชาวบ้าน…ฉันไม่แปลกใจกับคำถามนี้เท่าไหร่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาว่า เรากำลังอยู่ในสังคมการเมืองเช่นใดในทุกวันนี้

ฉันมีโอกาสเข้าไปคลุกวงในกับงานนักข่าวพลเมืองตั้งแต่ต้นๆ ในฐานะที่สำนักข่าวบ้านเป็น partner ร่วมกับทีวีไทย ในโครงการอบรมนักข่าวพลเมือง และได้ตระเวนไปทำ workshop การผลิตงานวิดีโอในพื้นที่ต่างๆ ฉันพูดได้เต็มปากว่า วันนี้…ชาวบ้านตัวเล็กๆ กำลังลุกขึ้นมา (ทำในสิ่งที่พี่แจง ฐิตินบ เรียกว่า) “เวนคืนอำนาจทางการสื่อสาร” ให้ตัวเองแล้ว และ “เทคโนโลยี” ก็ไม่ได้เป็นปัญหาสำหรับพวกเขา

นักข่าวพลเมือง..อำนาจการสื่อสารของ ‘สมาร์ท นิยมเดช’

“สมาร์ท นิยมเดชา” เยาวชนจากบ้านสะกอม อ.จะนะ จ.สงขลา เดินเข้ามาใน workshop ครั้งแรกที่เราจัดขึ้นที่ปัตตานี เขาไม่มีประสบการณ์การใช้เครื่องมือตัดต่อมา่ก่อน ไม่เคยเขียนข่าว ไม่เคยทำสื่อ และเขาไม่ได้เล่าเรียนหนังสือในระดับอุดมศึกษาตามวัย

หนุ่มน้อยตาคมผมยาว ผิวกรำแดด ซึ่งปกติหาเลี้ยงครอบครัวด้วยการจับปลาตามวิถีชาวประมงพื้นบ้าน เขาแบกคอมพิวเตอร์ desktop เข้ามาในงาน และไม่ว่าจะถูกถามอะไร เขาจะยิ้มอายๆ ตอบเสียงเบาๆ

เขาขอโทษเราที่ทำตัวติดต่อยาก เมื่อเราถามว่าไปทำอะไรมา ทำไมโทรหาไม่ค่อยติด สมาร์ทได้แต่ยิ้มและเงียบ จนในที่สุดเมื่อสนิทสนมกันในระดับหนึ่ง เขาจึงเล่าว่า เขาพาพรรคพวกไปปิดถนน ปิดสนามบินหาดใหญ่มา และได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่คุมเครื่องเสียง

“ผมลงทุนเดินเท้าเปล่าไปบนนถนนร้อนๆ ที่แดดเปรี้ยง ก็เพียงเพราะอยากจะขึ้นเวทีไปตะโกนคำว่า ‘เอาที่ดินวะกัฟของเราคืนมา’ แต่เมื่อเราไม่ได้ขึ้นเวที ผมก็ได้แต่ยืนตะโกนว่าเอาที่ดินวะกัฟของพวกผมคืนมาอยู่ข้างล่างๆ พร้อมๆ กับผู้ชุมนุมที่ร้องว่า ‘เอาเขาพระวิหารของเราคืนมา’ นั่นแหล่ะครับ”

สมาร์ทเคยเข้าร่วมกับขบวนการชาวบ้านเพื่อต่อสู้กับโครงการท่อก๊าซไทย-มาเลเซียและนิคมอุตสาหกรรมต่อเนื่อง และเป็นหนึ่งในวัยรุ่นชุดดำที่นำพรรคพวกออกไปสู่ท้องถนนเมื่อครั้งที่การต่อสู้ทางการเมืองไทยเดินทางมาถึงชุมชน เขาได้อธิบายถึงสิ่งที่ทำว่า “มันเป็นความใฝ่ฝันเล็กๆ ของผมที่ต้องการจะนำเสนอเรื่องราวของชุมชนและปัญหาที่เกิดขึ้นกับบ้านเกิดของผม”

ทว่า..บนเวทีการเมืองไหนๆ ก็ไม่มีพื้นที่ให้เขาพูด จนกระทั่งไม่นานมานี้ สมาร์ทได้รู้จักกับเครื่องมืิอใหม่ “สื่อพลเมือง” และในฐานะ “พลเมือง” สมาร์ทเรียนรู้กระบวนการสื่อสารและสร้างสื่อชุมชนด้วยความมุมานะอดทน จนในที่สุด สามารถส่งข่าวสั้นไปออกอากาศในรายการนักข่าวพลเมือง ของทีวีไทย

การได้ปรากฏตัวบนพื้นที่สาธารณะไม่เพียงแต่นำเรื่องราวจากชุมชนชายขอบไปสู่โลกภายนอกเท่านั้น หากมันยังกลับมาสร้างพลังใหุ้ชุมชนอีกด้วย (อ่านโพสที่แล้ว ‘ภารกิจดูแลบ้านของสื่อพลเมืองจะนะ’)

ทุกวันนี้ สมาร์ทยังคงออกเรือหาปลาเหมือนชาวประมงพื้นบ้านทั่วไป แต่ชีวิตเขาไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว เพราะอำนาจในการสื่อสาร กลับมาอยู่ในมือชาวบ้านตัวเล็กๆ!

ดูผลงานชิ้นที่ 3 ของสมาร์ท แล้วอ่านจดหมาย “สมาร์ท นิยมเดชา” นักข่าวพลเมืองจะนะ ถึง “แพ็บ” เพื่อนนักข่าวพลเมืองกลุ่มหมีดหม้อสีขาว หลังจากที่สมาร์ทได้รับจดหมายของแพ็บ ไถ่ตามทุกข์สุขและเล่าเรื่องราวการเป็นนักข่าวพลเมืองของตน

(ที่มา สารตั้นต้น – ฉบับที่ 2 ธันวาคม 2552)

ถึง แพ็บ (เพื่อนที่เคยร่วมอุดมการณ์เดียวกัน)

1 พฤศจิกายน  2551

อัสลามูอาลัยกุม (ขอความสันติสุขจงมีแด่เพื่อนพี่น้องทุกคน)

เริ่มแรกของการเป็นนักข่าวพลเมือง ผมและเพื่อนได้เข้าร่วมอบรมนักข่าวพลเมืองที่ จ. ปัตตานี เป็นเวลา 3 วัน ซึ่งตอนนั้นผมก็คิดเหมือนกันว่าจะได้อะไรจากการอบรมในครั้งนี้ แต่แล้วในที่สุด ผมก็ได้รู้ในสิ่งที่ผมไม่รู้ มันทำให้ผมรู้สึกตื่นเต้นมากกับการอบรม เพราะมันเป็นความใฝ่ฝันเล็กๆ ของผมที่ต้องการจะนำเสนอเรื่องราวของชุมชนและปัญหาที่เกิดขึ้นกับบ้านเกิดของผม

เนื่องจากว่าผมคือหนึ่งของผู้ร่วมต่อสู้กับพี่น้องในชุมชนที่คัดค้านโครงการท่อส่งก๊าซและโรงแยกก๊าซธรรมชาติไทย-มาเลย์และอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ซึ่งก็ถูกกระทำมาก็มากนัก แต่สิ่งที่พวกเราได้รับจากคนภายนอกที่ไม่ได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารคือ บางคนเขาจะมองว่าพวกเราเป็นพวกหัวรุนแรงและขัดขวางความเจริญ แต่ความเป็นจริงคือ พวกเราแค่ต้องการปกป้องบ้านเกิดและรักษาวิถีชีวิตของชุมชนและธรรมชาติเอาไว้เท่านั้นเอง และนี่คือเหตุผลสำคัญที่ต้องการจะสื่อให้พี่น้องทุกคนได้รับรู้ ส่วนพี่เองก็คงรู้ดีว่าการต่อสู้ของพวกเรากว่าจะมาถึงวันนี้ได้ก็แสนสาหัสเช่นกัน เพราะพี่ก็เคยยืนหยัดและร่วมต่อสู้กับพวกเรามาโดยตลอด

นักข่าวพลเมือง คือจุดเริ่มต้นของการสื่อเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นในชุมชนของผม ซึ่งทางทีวีไทยได้เปิดโอกาสให้นักข่าวพลเมืองกำหนดเรื่องราวที่จะนำเสนอด้วยตนเอง ซึ่งไม่เคยมีที่ไหนมาก่อน  หลังจากที่ผมได้ไปอบรมผมก็ได้กลับมาดำเนินการทันที เริ่มจากการเขียนสคริปต์หลังจากนั้นก็ได้ไปถ่ายภาพและสัมภาษณ์ ฟังดูแล้วน่าจะง่ายแต่แล้วมันก็ไม่ง่ายอย่างที่คิด กว่าจะเขียนสคริปต์เสร็จก็เล่นเอาเหนื่อยเหมือนกัน ต้องปรับปรุงแก้ไขกันพอสมควรถึงกับต้องขอพี่เลี้ยง โชคดีที่มีพี่ๆ จากทีวีไทย และพี่ที่ทำงานในพื้นที่ (พี่แก๊ส-ศุภวรรณ  ชนะสงคราม) คอยให้คำแนะนำ เพราะตอนแรกทำอยู่คนเดียว ส่วนภาพถ่ายก็ต้องถ่ายเพิ่มใหม่เป็น 10 รอบ ฟังดูอีกครั้งแล้วคงจะหมดแรง แต่ผมก็ไม่ท้อที่จะทำต่อ กลับตรงกันข้ามมันยิ่งทำให้ผมต้องฮึดสู้เพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม เพราะสิ่งที่ผมทำมันเป็นความตั้งใจของผมและคนในชุมชน

ความสำเร็จของผมก็ได้เกิดขึ้นเมื่อสิ่งที่ผมทำได้ออกอากาศเป็นครั้งแรก มันเป็นความภาคภูมิใจของตัวผมและครอบครัวมาก ไม่ใช่ภูมิใจที่งานสำเร็จ แต่ภูมิใจที่ได้ทำงานเพื่อชุมชนและบ้านเกิดต่างหาก เพราะมันคือชีวิตของผม เสร็จจากตอนที่ 1 แล้วก็จะทำเรื่องที่ 2 ที่ 3 ต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าจะไม่มีอะไรทำ

หวังว่าเพื่อนๆ พี่ๆ และนักข่าวพลเมืองทุกคนที่ได้อ่านเรื่องราวของผมแล้วคงจะมีแนวคิดคล้ายๆ กัน ขออย่างเดียวอย่าท้อแล้วกันเพราะเรากำลังทำเพื่อชุมชนและบ้านเกิดของเรา คิดเสียว่าถ้าเราไม่ทำแล้วใครจะทำ  อ๋อ ลืมบอกไปว่าเรื่องแรกที่ทำคือ เรื่องที่ดินวากัฟ  ส่วนเรื่องที่ 2 กำลังทำคือเรื่องปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง หวังว่าคงจะได้ออกอากาศเร็วๆ นี้ หลังจากนี้ต่อไปเราจะทำผลงานให้ดีขึ้นเรื่อยๆ จะไม่หยุดเพียงเท่านี้ พี่คอยดูแล้วกัน อุดมการณ์ของผมคือ ทำวันนี้ให้ดีกว่าเมื่อวาน แล้วมุ่งเดินต่อไปข้างหน้า สิ่งที่ทำให้เรามีความสุขได้คือ การได้ทำในสิ่งที่เราต้องการ

ขอบคุณที่เขียนเรื่องราวมาฝากทำให้เรามีความคิดใหม่ๆ ในการทำงาน สุดท้ายก็ไม่มีอะไรจะฝากงั้นฝากความคิดถึงและเป็นกำลังใจให้ในการทำงาน แล้วกัน เดี๋ยวถ้ามีโอกาสหน้าจะเขียนมาเล่าตอนต่อไปอีกน่ะ  (วัสลามูอาลัยกุม)

รักษาสุขภาพเช่นกัน

สมาร์ท  นิยมเดชา
นักข่าวพลเมืองจะนะ

ในตอนที่แกนนำบอกให้ผู้ชุมนุมร้องว่า ‘เอาเขาพระวิหารของเราคืนมา’