สมาร์ท นิยมเดชา

มีคนถามอยู่บ่อยครั้งว่า ชิ้นงานนักข่าวพลเมืองที่ออกอากาศทางทีวีไทยนั้น เป็นฝีมือของนักข่าวพลเมืองจริงๆ หรือเป็นการปั้นแต่งของมืออาชีพแล้่วสร้างภาพว่ามันเป็นงานของชาวบ้าน…ฉันไม่แปลกใจกับคำถามนี้เท่าไหร่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาว่า เรากำลังอยู่ในสังคมการเมืองเช่นใดในทุกวันนี้

ฉันมีโอกาสเข้าไปคลุกวงในกับงานนักข่าวพลเมืองตั้งแต่ต้นๆ ในฐานะที่สำนักข่าวบ้านเป็น partner ร่วมกับทีวีไทย ในโครงการอบรมนักข่าวพลเมือง และได้ตระเวนไปทำ workshop การผลิตงานวิดีโอในพื้นที่ต่างๆ ฉันพูดได้เต็มปากว่า วันนี้…ชาวบ้านตัวเล็กๆ กำลังลุกขึ้นมา (ทำในสิ่งที่พี่แจง ฐิตินบ เรียกว่า) “เวนคืนอำนาจทางการสื่อสาร” ให้ตัวเองแล้ว และ “เทคโนโลยี” ก็ไม่ได้เป็นปัญหาสำหรับพวกเขา

นักข่าวพลเมือง..อำนาจการสื่อสารของ ‘สมาร์ท นิยมเดช’

“สมาร์ท นิยมเดชา” เยาวชนจากบ้านสะกอม อ.จะนะ จ.สงขลา เดินเข้ามาใน workshop ครั้งแรกที่เราจัดขึ้นที่ปัตตานี เขาไม่มีประสบการณ์การใช้เครื่องมือตัดต่อมา่ก่อน ไม่เคยเขียนข่าว ไม่เคยทำสื่อ และเขาไม่ได้เล่าเรียนหนังสือในระดับอุดมศึกษาตามวัย

หนุ่มน้อยตาคมผมยาว ผิวกรำแดด ซึ่งปกติหาเลี้ยงครอบครัวด้วยการจับปลาตามวิถีชาวประมงพื้นบ้าน เขาแบกคอมพิวเตอร์ desktop เข้ามาในงาน และไม่ว่าจะถูกถามอะไร เขาจะยิ้มอายๆ ตอบเสียงเบาๆ

เขาขอโทษเราที่ทำตัวติดต่อยาก เมื่อเราถามว่าไปทำอะไรมา ทำไมโทรหาไม่ค่อยติด สมาร์ทได้แต่ยิ้มและเงียบ จนในที่สุดเมื่อสนิทสนมกันในระดับหนึ่ง เขาจึงเล่าว่า เขาพาพรรคพวกไปปิดถนน ปิดสนามบินหาดใหญ่มา และได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่คุมเครื่องเสียง

“ผมลงทุนเดินเท้าเปล่าไปบนนถนนร้อนๆ ที่แดดเปรี้ยง ก็เพียงเพราะอยากจะขึ้นเวทีไปตะโกนคำว่า ‘เอาที่ดินวะกัฟของเราคืนมา’ แต่เมื่อเราไม่ได้ขึ้นเวที ผมก็ได้แต่ยืนตะโกนว่าเอาที่ดินวะกัฟของพวกผมคืนมาอยู่ข้างล่างๆ พร้อมๆ กับผู้ชุมนุมที่ร้องว่า ‘เอาเขาพระวิหารของเราคืนมา’ นั่นแหล่ะครับ”

สมาร์ทเคยเข้าร่วมกับขบวนการชาวบ้านเพื่อต่อสู้กับโครงการท่อก๊าซไทย-มาเลเซียและนิคมอุตสาหกรรมต่อเนื่อง และเป็นหนึ่งในวัยรุ่นชุดดำที่นำพรรคพวกออกไปสู่ท้องถนนเมื่อครั้งที่การต่อสู้ทางการเมืองไทยเดินทางมาถึงชุมชน เขาได้อธิบายถึงสิ่งที่ทำว่า “มันเป็นความใฝ่ฝันเล็กๆ ของผมที่ต้องการจะนำเสนอเรื่องราวของชุมชนและปัญหาที่เกิดขึ้นกับบ้านเกิดของผม”

ทว่า..บนเวทีการเมืองไหนๆ ก็ไม่มีพื้นที่ให้เขาพูด จนกระทั่งไม่นานมานี้ สมาร์ทได้รู้จักกับเครื่องมืิอใหม่ “สื่อพลเมือง” และในฐานะ “พลเมือง” สมาร์ทเรียนรู้กระบวนการสื่อสารและสร้างสื่อชุมชนด้วยความมุมานะอดทน จนในที่สุด สามารถส่งข่าวสั้นไปออกอากาศในรายการนักข่าวพลเมือง ของทีวีไทย

การได้ปรากฏตัวบนพื้นที่สาธารณะไม่เพียงแต่นำเรื่องราวจากชุมชนชายขอบไปสู่โลกภายนอกเท่านั้น หากมันยังกลับมาสร้างพลังใหุ้ชุมชนอีกด้วย (อ่านโพสที่แล้ว ‘ภารกิจดูแลบ้านของสื่อพลเมืองจะนะ’)

ทุกวันนี้ สมาร์ทยังคงออกเรือหาปลาเหมือนชาวประมงพื้นบ้านทั่วไป แต่ชีวิตเขาไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว เพราะอำนาจในการสื่อสาร กลับมาอยู่ในมือชาวบ้านตัวเล็กๆ!

ดูผลงานชิ้นที่ 3 ของสมาร์ท แล้วอ่านจดหมาย “สมาร์ท นิยมเดชา” นักข่าวพลเมืองจะนะ ถึง “แพ็บ” เพื่อนนักข่าวพลเมืองกลุ่มหมีดหม้อสีขาว หลังจากที่สมาร์ทได้รับจดหมายของแพ็บ ไถ่ตามทุกข์สุขและเล่าเรื่องราวการเป็นนักข่าวพลเมืองของตน

(ที่มา สารตั้นต้น – ฉบับที่ 2 ธันวาคม 2552)

ถึง แพ็บ (เพื่อนที่เคยร่วมอุดมการณ์เดียวกัน)

1 พฤศจิกายน  2551

อัสลามูอาลัยกุม (ขอความสันติสุขจงมีแด่เพื่อนพี่น้องทุกคน)

เริ่มแรกของการเป็นนักข่าวพลเมือง ผมและเพื่อนได้เข้าร่วมอบรมนักข่าวพลเมืองที่ จ. ปัตตานี เป็นเวลา 3 วัน ซึ่งตอนนั้นผมก็คิดเหมือนกันว่าจะได้อะไรจากการอบรมในครั้งนี้ แต่แล้วในที่สุด ผมก็ได้รู้ในสิ่งที่ผมไม่รู้ มันทำให้ผมรู้สึกตื่นเต้นมากกับการอบรม เพราะมันเป็นความใฝ่ฝันเล็กๆ ของผมที่ต้องการจะนำเสนอเรื่องราวของชุมชนและปัญหาที่เกิดขึ้นกับบ้านเกิดของผม

เนื่องจากว่าผมคือหนึ่งของผู้ร่วมต่อสู้กับพี่น้องในชุมชนที่คัดค้านโครงการท่อส่งก๊าซและโรงแยกก๊าซธรรมชาติไทย-มาเลย์และอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ซึ่งก็ถูกกระทำมาก็มากนัก แต่สิ่งที่พวกเราได้รับจากคนภายนอกที่ไม่ได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารคือ บางคนเขาจะมองว่าพวกเราเป็นพวกหัวรุนแรงและขัดขวางความเจริญ แต่ความเป็นจริงคือ พวกเราแค่ต้องการปกป้องบ้านเกิดและรักษาวิถีชีวิตของชุมชนและธรรมชาติเอาไว้เท่านั้นเอง และนี่คือเหตุผลสำคัญที่ต้องการจะสื่อให้พี่น้องทุกคนได้รับรู้ ส่วนพี่เองก็คงรู้ดีว่าการต่อสู้ของพวกเรากว่าจะมาถึงวันนี้ได้ก็แสนสาหัสเช่นกัน เพราะพี่ก็เคยยืนหยัดและร่วมต่อสู้กับพวกเรามาโดยตลอด

นักข่าวพลเมือง คือจุดเริ่มต้นของการสื่อเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นในชุมชนของผม ซึ่งทางทีวีไทยได้เปิดโอกาสให้นักข่าวพลเมืองกำหนดเรื่องราวที่จะนำเสนอด้วยตนเอง ซึ่งไม่เคยมีที่ไหนมาก่อน  หลังจากที่ผมได้ไปอบรมผมก็ได้กลับมาดำเนินการทันที เริ่มจากการเขียนสคริปต์หลังจากนั้นก็ได้ไปถ่ายภาพและสัมภาษณ์ ฟังดูแล้วน่าจะง่ายแต่แล้วมันก็ไม่ง่ายอย่างที่คิด กว่าจะเขียนสคริปต์เสร็จก็เล่นเอาเหนื่อยเหมือนกัน ต้องปรับปรุงแก้ไขกันพอสมควรถึงกับต้องขอพี่เลี้ยง โชคดีที่มีพี่ๆ จากทีวีไทย และพี่ที่ทำงานในพื้นที่ (พี่แก๊ส-ศุภวรรณ  ชนะสงคราม) คอยให้คำแนะนำ เพราะตอนแรกทำอยู่คนเดียว ส่วนภาพถ่ายก็ต้องถ่ายเพิ่มใหม่เป็น 10 รอบ ฟังดูอีกครั้งแล้วคงจะหมดแรง แต่ผมก็ไม่ท้อที่จะทำต่อ กลับตรงกันข้ามมันยิ่งทำให้ผมต้องฮึดสู้เพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม เพราะสิ่งที่ผมทำมันเป็นความตั้งใจของผมและคนในชุมชน

ความสำเร็จของผมก็ได้เกิดขึ้นเมื่อสิ่งที่ผมทำได้ออกอากาศเป็นครั้งแรก มันเป็นความภาคภูมิใจของตัวผมและครอบครัวมาก ไม่ใช่ภูมิใจที่งานสำเร็จ แต่ภูมิใจที่ได้ทำงานเพื่อชุมชนและบ้านเกิดต่างหาก เพราะมันคือชีวิตของผม เสร็จจากตอนที่ 1 แล้วก็จะทำเรื่องที่ 2 ที่ 3 ต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าจะไม่มีอะไรทำ

หวังว่าเพื่อนๆ พี่ๆ และนักข่าวพลเมืองทุกคนที่ได้อ่านเรื่องราวของผมแล้วคงจะมีแนวคิดคล้ายๆ กัน ขออย่างเดียวอย่าท้อแล้วกันเพราะเรากำลังทำเพื่อชุมชนและบ้านเกิดของเรา คิดเสียว่าถ้าเราไม่ทำแล้วใครจะทำ  อ๋อ ลืมบอกไปว่าเรื่องแรกที่ทำคือ เรื่องที่ดินวากัฟ  ส่วนเรื่องที่ 2 กำลังทำคือเรื่องปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง หวังว่าคงจะได้ออกอากาศเร็วๆ นี้ หลังจากนี้ต่อไปเราจะทำผลงานให้ดีขึ้นเรื่อยๆ จะไม่หยุดเพียงเท่านี้ พี่คอยดูแล้วกัน อุดมการณ์ของผมคือ ทำวันนี้ให้ดีกว่าเมื่อวาน แล้วมุ่งเดินต่อไปข้างหน้า สิ่งที่ทำให้เรามีความสุขได้คือ การได้ทำในสิ่งที่เราต้องการ

ขอบคุณที่เขียนเรื่องราวมาฝากทำให้เรามีความคิดใหม่ๆ ในการทำงาน สุดท้ายก็ไม่มีอะไรจะฝากงั้นฝากความคิดถึงและเป็นกำลังใจให้ในการทำงาน แล้วกัน เดี๋ยวถ้ามีโอกาสหน้าจะเขียนมาเล่าตอนต่อไปอีกน่ะ  (วัสลามูอาลัยกุม)

รักษาสุขภาพเช่นกัน

สมาร์ท  นิยมเดชา
นักข่าวพลเมืองจะนะ

ในตอนที่แกนนำบอกให้ผู้ชุมนุมร้องว่า ‘เอาเขาพระวิหารของเราคืนมา’
Advertisements

ภารกิจดูแลบ้านของสื่อพลเมืองจะนะ

นอกจากจะเป็นการเชื่อมพื้นที่คนตัวเล็กตัวน้อยกับพื้นที่สาธารณะแล้ว อีกคุณค่าหนึ่งของสื่อพลเมือง คือการทำหน้าที่ในฐานะ “สื่อแนวราบ”

งานนักข่าวพลเมืองชิ้นแรกจากสมาร์ท นิยมเดชา นักข่าวพลเมืองจะนะ ที่ออกอากาศทางวีทีไทย จึงมิได้มีคุณค่าเพียงแค่ 3 นาทีบนหน้าจอโทรทัศน์เท่านั้น หากมันยังทำหน้าที่กลับไปหมุนกระบวนการต่อสู้ของชุมชนที่ฟุบไป ให้ฟูขึ้นมาใหม่อีกหน และนำให้คนกลับมามีบทสนทนาร่วมกัน

พี่แก๊ส…ศุภวรรณ ชนะสงคราม ได้เล่าเรื่องราวนี้ไว้ใน “สารตั้งต้น” เล่มที่ 2 ของสำนักข่าวชาวบ้านค่ะ

สื่อสารในความเคลื่อนไหว
ไม้ต่อภารกิจดูแล ‘บ้าน’ ของชาวจะนะ จ.สงขลา

โดย ศุภวรรณ ชนะสงคราม

“ตีเก้าครึ่ง อย่าลืมแลนักข่าวพลเมืองช่องทีวีไทย  ออกเรื่องดินวะกัฟ !”

เสียงร้องบอกต่อๆ กันอย่างตื่นเต้นดังกลับมาตามสาย หลังจากฉันโทรศัพท์แจ้งไปตามหมู่บ้านต่างๆ ในเครือข่ายครอบคลุมพื้นที่สามตำบลของอำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ที่ร่วมกันคัดค้านโครงการท่อก๊าซไทย-มาเลเซียและนิคมอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ว่างานข่าวที่วัยรุ่นบ้านเราพยายามเล่าเรื่องราวการต่อสู้ของพี่น้องผ่านการ ถ่ายทำ-ตัดต่อภาพกันเอง แก้แล้ว แก้อีก จนได้ฤกษ์ออกอากาศ

เสียงโทรศัพท์ กริ๊ง กร๊าง กลับมาสอบถามอย่างไม่ขาดสาย เมื่อเวลาล่วงเลยผ่านสามทุ่มไปแล้ว แต่เรื่องราวที่รอคอยยังมาไม่ถึง

“ออกแน่หรือเปล่า?  คืนนี้แน่นะ..”

ในที่สุดเสียงโทรศัพท์ก็เงียบลง เมื่อได้ยินเสียงรายงานข่าวของนักข่าวพลเมืองอำเภอจะนะดังขึ้น

ฉันอดยิ้มคนเดียวไม่ได้  เมื่อนึกภาพถึงความกระตือรือร้นของแต่ละคน แต่ละกลุ่ม ที่ยังคงนั่งลุ้นกันอย่างใจจดใจจ่ออยู่เต็มหน้าจอโทรทัศน์  ไม่ยอมเปลี่ยนช่องไปไหน ดังเช่นทุกครั้งที่มีเรื่องราวการคัดค้านโครงการท่อก๊าซฯ ออกอากาศผ่านสื่อไปถึงคนข้างนอก

มันทำให้ฉันนึกย้อนไปถึงเมื่อสองปีก่อน ที่บรรยากาศการรวมกลุ่มเริ่มแผ่วลงเนื่องจากปัจจัยภายนอกที่รุมเร้าเข้ามา มากมาย แต่เมื่อรายการโทรทัศน์ช่องหนึ่งสัมภาษณ์ทนายความและเอ็นจีโอถึงการประกาศ ใช้พระราชกฤษฎีกาของรัฐบาลทักษิณ  ชินวัตร เพื่อลบล้างความผิดย้อนหลังให้กับการก่อสร้างโครงการท่อก๊าซฯ  กำลังใจ ความมั่นใจที่จะทวงคืนที่ดินวะกัฟก็กลับคืนมา

ยิ่งเมื่อนำวีซีดีชุดนั้นไปเปิดรณรงค์กันตามกลุ่มต่างๆ ความสดชื่น แจ่มใส ของพี่น้องก็ฟื้นกลับคืนมาอีกครั้ง

‘สื่อ’ ช่างมีพลังจริงๆ

วีซีดีของนักข่าวพลเมืองจะนะชุดนี้ก็เช่นกัน จะพลาดได้อย่างไร?

วีซีดีชุดนี้จะต้องถูกเอาไปเผยแพร่  เวียนกันดูในชุมชนอีกครั้ง

แม้หลายคนจะดูแล้วก็ตาม แต่เขามีความสุขที่จะดูกันอีกครั้ง

มันเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างบรรยากาศ สร้างพลัง !  ก่อนจะประชุมวางแผนการทำงานกันต่อไป

นอกจากวีซีดีชุดนี้แล้ว เมื่อครั้งไปอบรมนักข่าวพลเมืองที่จังหวัดปัตตานี หลังจากกลับมาคุยสรุปกันในหมู่บ้าน ก็มีข้อเสนอจากผู้เข้าอบรมว่า ‘หนังสือพิมพ์กำแพง’ เป็นกิจกรรมที่ดึงดูดใจมิใช่น้อย น่าจะเอามาใช้ประโยชน์ต่อในชุมชน

ก่อนหน้านี้ พวกเราใช้ ‘จดหมายข่าว เรื่องเล่าจากลานหอยเสียบ’ ไปแปะกันหลายๆ ที่ในหมู่บ้าน ถึงขั้นแข่งกันว่า สถานที่ที่ไปแปะของใครเจ๋งกว่ากัน และท้ากันว่าใครไปติดที่ ‘ร้านน้ำชาของฝ่ายสนับสนุน’ ได้ถือว่าแน่จริง!

ดูเหมือนข้อเสนอนี้เรียกจะเรียกเสียงเฮ จากพวกเราได้มาก เพราะความพยายามเผยแพร่ข้อมูลไปยังกลุ่มที่สนับสนุนโครงการท่อก๊าซฯ นั้นถือว่าเป็นภารกิจหลักของกลุ่มคัดค้านฯ ที่ตกลงกันมานานหลายปี ซึ่งทุกปีเราก็พยายามหารูปแบบใหม่ๆ เข้ามาเพื่อเก็บคะแนนสะสมกัน  เช่นเดียวกับการทำจดหมายข่าว เรื่องเล่าจากลานหอยเสียบ

พวกเราเริ่มต้นจากการระดมความเห็นกันว่า จะกระจายข้อมูล สร้างความเข้าใจกับพี่น้องในพื้นที่โครงการท่อก๊าซฯ เรื่องที่ดินวะกัฟด้วยวิธีไหนดี

ตอนนั้น มีการเล่าสู่กันฟังว่า มีคำถามจากฝ่ายสนับสนุนโครงการฯ ว่า เรื่องที่ดินวะกัฟไม่เป็นความจริง ที่สำคัญคือ มีการท้าทายกันว่า ไม่มีพยานและทายาท (วะเระ) ที่จะยืนยันว่าเป็นที่ดินวะกัฟ ซึ่งถ้าปล่อยไว้นานอาจมีผลให้พี่น้องประชาชนทั่วไปขาดความมั่นใจไปตามข่าว ลือนั้น

พวกเราจึงทำแผ่นพับนี้ขึ้นมา โดยเนื้อหามีทั้งรูป ทั้งชื่อที่ชัดเจนของพยานและทายาท

นั่นคือ ‘ยีรอกิเยาะ’ เป็นทายาท และ โต๊ะชาย (ตา/ปู่) ที่ยืนยันการวะกัฟให้เห็นว่า มีตัวตนจริง พร้อมทั้งถ้อยคำให้สัมภาษณ์ครูสอนศาสนา ‘บาบอนาซอรี’ ที่ชี้แจงหลักการศาสนาอิสลามที่เกี่ยวข้องกับการวะกัฟประกอบ ให้ผู้อ่านมั่นใจ นอกจากนี้ เยาวชนในหมู่บ้านยังไปสัมภาษณ์และถ่ายวิดีโอพยานและทายาทคนอื่นๆ แล้วถอดออกมาเป็นข้อความใช้ยืนยัน

กิจกรรมนี้สนุกมากขึ้นเมื่อมีการระดมความเห็นกันอีกว่า นอกจากเอาแผ่นพับไปแจกตามปรกติทั่วไปแล้ว สามารถทำอย่างไรกับข้อมูลได้อีกบ้าง จนมีข้อเสนอจากเพื่อนๆ ให้ไปติดที่นั่นที่นี่เกิดขึ้น

“ติดที่บ้านที่มีคนผ่านไปผ่านมา มองเห็น หรือมีคนมานั่งคุยบ่อย  หรือจะติดที่บอร์ดข้อมูลข่าวสารของมัสยิดซิ”  ก็มีข้อถกเถียงกันอยู่เช่นกันว่า เหมาะสมหรือเปล่า

ส่วนที่ที่ฮิตที่สุดจะเป็นร้านน้ำชา ที่มีคนจำนวนมากในหมู่บ้านทั้งคนที่สนับสนุน และคัดค้านโครงการฯ นั่งกินน้ำชา มีโอกาสที่เขาจะอ่านสารตัวนี้  เมื่อเห็นโอกาสที่จะเข้าถึงผู้รับสารมากที่สุดน่าจะเป็นร้านน้ำชาพวกเราก็ไป ติดกัน แต่ละบ้านก็แบ่งแผ่นพับไป อย่างเช่น ‘ยิรอกิเยาะ’ ติดที่ร้านน้ำชาบ้านในไร่ ‘นิมัยมูเนาะ’ ติดที่ร้านน้ำชาปากบาง และในอีกหลายๆ ที่ ในหลายหมู่บ้าน

ครั้นพอเจอหน้าเจอตากัน คำแรกในการทักทายคือ คำถามว่า ไปติดหรือยัง ติดที่ไหนบ้าง ติดร้านไหนแล้ว  ตอนนั้นหลายคนคิดต่อด้วยซ้ำว่า จะไปถ่ายรูป ‘แผ่นพับที่ติดอยู่พร้อมคนอ่านหรือคนที่นำไปติด’ เพื่อมาเผยแพร่เป็นแผ่นพับฉบับต่อไป แต่มีข้อจำกัดบางอย่างจึงหยุดชะงัก

หลังจากติดไประยะหนึ่งแล้วก็มานั่งประเมินกันได้ข้อสรุปว่า คำถามที่ว่า ไม่มีวะเระ ไม่มีพยาน ไม่มีการวะกัฟ ของคนในพื้นที่นั้นจางลง  เบาบางลง  ถึงจะไม่หมดไปเสียทีเดียว แต่ก็ไม่เป็นประเด็นปัญหาสำคัญถึงขั้นที่เราต้องตามแก้ เพราะพี่น้องทั่วไปมั่นใจแล้วว่า เป็นที่ดินวะกัฟจริงๆ จากนั้นก็ขยับจากประเด็นพี่น้องในพื้นที่ไปแก้ปัญหาความเห็นที่มีมาจากทาง สำนักจุฬาราชมนตรี  และก็เป็นประเด็นที่พี่น้องมุสลิมที่นี่ยังคงเรียกร้องกันอยู่จนถึงทุก วันนี้

หลังจากนี้ พวกเราเห็นร่วมกันว่า จะมาประชุมวางแผนงานเพื่อตกลงกันเรื่องหนังสือพิมพ์กำแพงที่ได้เรียนรู้กัน มาจากการอบรมนักข่าวพลเมืองอย่างจริงจังอีกครั้ง ว่าจะเอามาใช้ให้คุ้มค่าด้วยวิธีไหนดี ถึงจะสะสมคะแนนให้พี่น้องของเราได้อีกครั้ง เพื่อที่พี่น้องลูกหลานจะได้ร่วมกันดูแลบ้านเกิดของตัวเอง

ชัยชนะครั้งนี้แม้จะไม่ได้มาภายในคนรุ่นเรา แต่การสื่อสารของเราก็ได้ส่งต่อไปยังคนอีกรุ่นหนึ่งแล้ว

……

หมายเหตุ1 : ‘ที่ดินวะกัฟ’ หมายถึง ที่ดินที่ประชาชนชาวมุสลิมบริจาค อันเป็นการอุทิศเพื่อพระผู้เป็นเจ้า ให้ประชาชนทั่วไปได้ใช้ประโยชน์ร่วมกันตามหลักการทางศาสนาอิสลาม ไม่อาจขาย แลกเปลี่ยน หรือโอน ให้แก่กันได้

หมายเหตุ 2 : ข้อความบางส่วนจากความเห็นของสำนักจุฬาราชมนตรี

“…ทางคณะผู้ทรงคุณวุฒิ มีความเห็นว่า ไม่มีหลักฐานชัดเจนที่แสดงว่า ทางสาธารณะดังกล่าวได้มาโดยการวะกัฟ ของชาวมุสลิม…

…หากการแลกเปลี่ยนไม่ทำให้เกิดความเดือดร้อนแก่ชุมชนที่ใช้สัญจรและทำ ให้เกิดประโยชน์เพิ่มขึ้นแก่ชุมชนที่ใช้สัญจร อีกทั้งยังเกิดประโยชน์แก่สาธารณะ ก็สามารถแลกเปลี่ยนได้…”

ความเห็นนี้ส่งผลให้รัฐบาลสมัย พ.ต.ท.ทักษิณ  ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีประกาศ ‘พระราชกฤษฎีกาถอนสภาพที่ดินสาธารณะ’ ในปี 2549 อันเป็นการออกกฎหมายย้อนหลังทับที่ดินวะกัฟของชาวจะนะ เพื่อยกประโยชน์ให้กับบริษัทแห่งหนึ่งซึ่งเข้าไปเปลี่ยนแปลงสภาพที่ดินดัง กล่าวตั้งแต่ปี 2546

ทั้งนี้ สำนักจุฬาราชมนตรีได้พิจารณาเรื่องดังกล่าวด้วยการรับฟังข้อมูลและความเห็น จากตัวแทนบริษัทเพียงฝ่ายเดียว โดยไม่เปิดโอกาสให้ ‘วะเระ’ หรือทายาทของผู้ที่อุทิศที่ดินได้แสดงตัวเพื่อยืนยันการวะกัฟ แม้ว่าจะมีการยื่นหนังสือร้องเรียน รวมถึงเดินทางมายังสำนักจุฬาราชมนตรีเพื่อขอชี้แจงหลายครั้งแล้วก็ตาม

กระบวนการตรวจสอบและวินิจฉัยกรณีปัญหาดังกล่าว จึงไม่สามารถดำเนินไปได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ตามหลักศาสนาอิสลาม และยังคงเป็นประเด็นข้อขัดแย้งที่ค้างคามาถึงปัจจุบัน

ที่มา – สารตั้งต้น ฉบับที่ 2 : ธันวาคม 2551

love you, mom

DSC_4509

ไม่ใช่ดอกไม้่ที่สวยที่สุดในโลหรอก

แต่หนูคิดว่าแม่ต้องชอบ :)

สุขสันต์วันเกิดนะแม่จ๋า

ถึงแม้ว่า ปีนี้ ปีที่แล้ว ปีก่อนๆ และปีหน้า

หนูจะไม่ได้เดินไปใส่บาตรด้วยในวันเกิดแม่

แม่รู้อยู่แล้วใช่ไหมว่า

หนูรักแม่ที่สุดในโลก.

งานภาคประชาสังคมในกระบวนการสันติภาพ (ต่อ)

นานหลายสัปดาห์กว่าจะกลับมาโพสต์เนื้อหาต่อจากโพสต์ที่แล้ว มาช้ายังดีกว่าไม่มานะจ๊ะ :D

โพสต์ก่อนหน้านี้ เจ้าของบล็อคเล่าว่าอาจาย์มารค ตามไท พูดถึงเรื่อง”กระบวนการสร้างสันติภาพ” ไว้ในปาฐกถาที่ชื่อว่า “ประชาสังคมกับกระบวนการสร้างสันติภาพ” วันนี้ขอเล่าต่อสั้นๆ ว่า ในทัศนะของอาจารย์มารคแล้ว “ลักษณะทั่วไปของานภาคประชาสังคมในกระบวนการสันติภาพ” คืออะไร และปัญหาที่คนทำงานเหล่านี้ต้องเผชิญคืออะไร

DSC-2729

“ลักษณะทั่วไปของงานภาคประชาสังคมในกระบวนการสันติภาพ”

อาจารย์มารคบอกว่า โดยทั่วไปๆ เห็นงานอยู่สองประเภท คือ

หนึ่ง งานประเภทที่มาจากการวางแผน คือภาคประชาสังคมกลุ่มต่างๆ วางแผนว่าจะทำงานบางอย่าง เป็นการคิดร่วมกัน วางแผนกันว่าจะทำงานแบบไหนดี

สอง งานประเภทที่ทำโดยไม่ได้วางแผน และเป็นปฏิกิริยาโดยตรงต่อเหตุการณ์ เป็นการที่เห็นเหตุการณ์บางอย่าง แล้วภาคประชาสังคม จะเป็นคนหรือกลุ่มคนก็ได้ ทำบางอย่างออกมากระทันหัน และเปลี่ยนทิศทางของการพยายามแก้ปัญหาความรุนแรง

ยกตัวอย่าง ที่ซาราเจโว บอสเนีย ตอนที่ยูโกสลาเวียกำลังแตก มีวันหนึ่ง ประชาชน 22 คนถูกถูกสังหารกลางเมืองโดยทหารของรัฐ นักดนตรีคนหนึ่งซึ่งอาศัยอยู่ในบริเวณจุดที่ประชาชนถูกสังหาร เขาชื่อ “สเมโลวิช” เป็นนักดนตรีเชลโล เขาเห็นเหตุการณ์คน 22 คนถูกยิง รู้สึกทนไม่ไหว และโดยไม่ได้วางแผนหรืออะไรทั้งสิ้น และไม่มีกลุ่มที่สังกัดด้วย วันรุ่งขึ้นและอีก 22 วันถัดไป เท่ากับจำนวนคนที่ถูกยิง เขาจะถือเชลโลไปที่จุดสังหาร และเล่นมันอยู่ประมาณ 2 ชั่วโมงทุกวัน วันแรกที่ไป คนก็ไม่เข้าใจว่าทำอะไร ก็ถามเขา เขาตอบว่า เขาไม่อยากให้สิ่งที่เกิดขึ้นหายไปจากความจำของคน ก็เลยเล่น และเขาจะเล่นเท่ากับจำนวนคนที่ถูกสังหาร และ 22 วันนั้นมันเพียงพอที่เรื่องนี้จะกระจายไปทั่วประเทศ สื่อก็เสนอเรื่องราวนี้ไปทั่วโลก

มันทำให้คนหลายกลุ่มมองว่า เวลาเกิดเหตุการณ์ร้ายแรงแล้วกระทบความรู้สึกคน เราไม่จำเป็นที่จะ “แค่รับเฉยๆ” แล้วกลุ้มใจ เราสามารถทำอะไรบางอย่างได้โดยไม่ต้องคิดก่อนว่ามีประโยชน์ไหม นักเชลโลคนนั้นบอกว่าเขาไม่ได้คิดอะไร เขาเป็นนักดนตรี เขาทำอย่างอื่นไม่ได้ เขาจะไปเล่นดนตรีตรงนั้นแทนคน 22 คนที่ตายไป นี่คืองานในกระบวนการสันติภาพประเภทที่ไม่วางแผน

อาจารย์มารคเห็นว่า งานทั้งแบบวางแผนและไม่วางแผนมีความสำคัญทั้งคู่ เพราะฉะนั้นเวลาเราพูดถึงประชาสังคมกับกระบวนการสันติภาพ มันไม่จำเป็นเสมอไปที่ต้องเป็นการจัดกลุ่ม-วางแผน ซึ่งนั่นก็สำคัญ แต่บางครั้งมันคือคนในสังคมเองมีปฏิกิริยาต่อสิ่งที่เกิดขึ้น แล้วไม่ยอมให้มันผ่านไปเฉยๆ

นอกจากนี้แล้ว อาจารย์มารคก็บอกว่า ยังมีวิธีทำความเข้าใจงานของภาคประชาสังคมในกระบวนการสันติภาพอีกแบบหนึ่ง นั่นคือ

หนึ่ง ชนิดที่ไปร่วมกับโครงการของรัฐ และสอง การริเริ่มทำอะไรบางอย่างเอง โดยไม่สนใจโครงการของรัฐหรือนโยบายของรัฐ ซึ่งทั้งสองแบบนี้เป็นประโยชน์ทั้งคู่

ตัวอย่างงานประเภทที่ประชาสังคมที่ไปมีอิทธิพลต่อนโยบายบางอย่างของรัฐ เช่น พรบ.การบริหารราชการจังหวัดชายแดนใต้ (พรบ.ศอ.บต.) ที่กำลังเข้าสภา ซึ่งมีอะไรที่ต่างจากพระราชบัญญัติฉบับเดิม จริงอยู่ในสภาก็มีผู้แทนมาถกเถียงกัน แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าจะเป็นความเห็นที่เพียงพอจากในพื้นที่ภาคใต้โดยเฉพาะ วิธีของภาคประชาสังคมคือ การไปออกความเห็นในสภาหรือจัดวงคุยกันเรื่องนี้ก่อน เช่น จะมีการตั้งสภาเสริมสร้างสันติสุขในจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีสมาชิก 50 คน ในมาตราที่ 20 เป็นเรื่องอำนาจหน้าที่ในการเสนอแนะให้คำปรึกษา คำถามคือมันต่างอะไรจากที่เคยทำมา 20-30 ปี มันเพียงพอหรือเปล่า เรื่องนี้เป็นสิ่งผิดจังหวะเวลาหรือว่าย้อนยุคเหมือน10 ปีก่อนหรือไม่ ทุกคนต้องคิด คิดแล้วก็ต้องออกไปแสดงความเห็นต่อมาตราต่างๆ นี่คือตัวอย่างของการมีส่วนร่วมในโครงการของรัฐ

ถ้าเป็นลักษณะของงานที่คิดขึ้นเอง คือ การคิดหารูปแบบและดำเนินโครงการเอง ซึ่งเราก็เห็นตัวอย่างมากมาย

ทั้งนี้ อาจารย์มารค ได้ยกตัวอย่างงานในกระบวนการสันติภาพของกลุ่มภาคประชาสังคมต่างๆ จากหลายที่ทั่วโลก และตั้งข้อสังเกตว่า

มีคำถามยากประการหนึ่งในการทำงานเรื่องสันติภาพ คือ เราจะเรียนรู้จากที่อื่นได้อย่างไร ซึ่งเป็นคำถามที่ท้าทายมาก เพราะมันมีจุดยืนได้หลายจุดยืน หนึ่งบอกไม่ฟังใครเลย ไม่เรียนรู้จากใครทั้งสิ้น อีกแบบหนึ่งก็สุดขั้วคือฟังหมดแล้วพยายามทำตามหมดทุกอย่าง

อาจารย์มารคแสดงความเห็นว่า ทั้งสองทางอาจจะเป็นทางที่ไม่ค่อยเหมาะ ที่ทำตามน่ะไม่เหมาะแน่ เพราะบางครั้งมันทำไม่ได้ มันคนละเรื่องกัน บริบทก็ต่างกัน อยากทำก็ทำไม่ได้เพราะไม่มีบางอย่างอยู่ที่นั่น แต่ถ้าบอกไม่ฟังเลยมันก็เป็นคำถามเหมือนกันว่าแปลว่าอะไร

นอกจากนี้ อาจารย์มารคยังพูดถึง “ปัญหาที่ภาคประชาสังคมอาจเผชิญในการทำงานด้านสันติภาพ” ด้วย ซึ่งสรุปได้ย่อๆ ว่า ปัญหาที่ประชาสังคมอาจต้องเผชิญคือ

หนึ่ง การประสานงานระหว่างกลุ่มที่มีเป้าหมายระยะยาวเหมือนกัน แต่เป้าหมายระยะสั้นต่างกัน กล่าวคือ เป้าหมายระยะยาวคือการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข แต่เป้าหมายระยะสั้นอาจสวนทางกัน การทำงานของกลุ่มหนึ่งอาจไปลบความคืบหน้าของอีกกลุ่มหนึ่ง

สอง การประสานงานระหว่างกลุ่มที่มีเป้าหมายระยะยาวต่างกัน ปัญหาคือทำอย่างไรที่จะรวมคนที่ไม่อยากอยู่ร่วมกัน ให้เข้ามาอยู่ด้วยกันให้ครอบคลุมทุกกลุ่ม

สาม การประสานงานระหว่างภาคประชาสังคมในพื้นที่ กับภาคประชาสังคมที่มาจากนอกพื้นที่

สี่ อิทธิพลของแหล่งทุน

………………..

ทั้งนี้ ในช่วงท้าย ผู้เข้าร่วมการประชุมได้ตั้งคำถามไว้อย่างน่าสนใจ และอาจารย์มารคก็ได้ตอบคำถามผู้เข้าร่วมการประชุมไว้น่าสนใจมากเช่นกันค่ะ

หมายเหตุ : ปอหยิบส่่วนท้ายนี้มาจากเอกสารเผยแพร่ที่แขวนอยู่ในเว็บไซด์ DSW ค่ะ :)

คุณราณี หัสรังสี

น่าสนใจในเรื่องกระบวนการสันติภาพ ถ้าคิดกันว่าอยากสร้างประตูใหญ่ ก็ต้องคิดว่าจะออกแบบประตูใหญ่อย่างไร และการจะสร้างฐานรองรับประตูใหญ่เพื่อให้หลายๆ คนได้ใช้ประตูใหญ่นี้ ควรคิดถึงอะไรบ้าง จึงอยากถามอาจารย์ให้เห็นเป็นแนวทางกว้างๆ

คุณพุทธณี กางกั้น

จากที่ฟังมามีคำถามสำคัญ 2 ประการ คำถามแรก คือ โดยส่วนตัวแล้วสงสัยว่าภาคประชาสังคมในส่วนอื่นต้องการสันติภาพจริงหรือไม่ เพราะภาคประชาสังคมมีสองกลุ่มซึ่งไม่แน่ใจว่าเขาต้องการสันติภาพหรือไม่ กลุ่มแรก คือ กลุ่มของรัฐ ตัวอย่างที่อาจารย์ยกเรื่องไอปาแย จะเห็นว่าผู้กระทำเป็นเจ้าหน้าที่รัฐและการนำเจ้าหน้าที่รัฐเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมทำได้ยากมาก อย่างไรก็ตาม อาจมีกลุ่มรัฐที่ต้องการสันติภาพเช่นกัน กลุ่มที่สอง คือ กลุ่มผู้ใช้ความรุนแรงในพื้นที่ต้องการสันติภาพหรือไม่ หรือเขาอาจต้องการแต่ไม่แน่ใจว่าจะเป็นเวลานี้หรือไม่ อย่างที่อาจารย์บอกว่ารัฐใช้ความรุนแรง ทำให้ผู้ก่อความรุนแรงใช้ความรุนแรง แล้วรัฐก็ใช้ความรุนแรงตอบโต้เป็นวงเวียนอย่างนี้ เราอยู่ตรงนี้เราบอกว่าเราต้องการสันติภาพ แต่ภาคประชาสังคมอื่นอาจไม่อยากได้สันติภาพ แล้วเราจะทำอย่างไร

คำถามที่สอง จากการทำงานและได้สัมผัสกับคนทำงานในภาคประชาสังคม แต่อาจน้อยกว่าคนอื่นๆ ในที่นี้ จริงๆ แล้วภาคประชาสังคมเองคิดเหมือนกันหรือไม่ คล้ายกับที่อาจารย์บอกว่าภาคประชาสังคมอาจมีความต่าง เท่าที่ทำงานมา การมองปัญหาของภาคประชาสังคมเองมีความแตกต่างกันมาก ถ้าจะทำงานในเรื่องสามจังหวัด เราละเลยไม่ได้ในการมองมิติทางสังคมวิทยาของพื้นที่ เพื่อทำความเข้าใจเรื่องวัฒนธรรมและศาสนา แต่ก็รู้สึกได้ว่าวัฒนธรรมและศาสนาของคนในพื้นที่ก่อให้เกิดการชนกันทางวัฒนธรรมการทำงานของคนนอกพื้นที่ด้วยเช่นกัน และไม่แน่ใจว่าองค์กรภาคประชาสังคมที่ทำงานในพื้นที่มองคนมลายูมุสลิมหรือ ชาวบ้านในสายตาแบบเดียวกันหรือไม่ บางกลุ่มอาจมองด้วยความเห็นใจเพราะเขาเป็นเหยื่อ หรืออีกกลุ่มอาจมองว่าคนมลายูมุสลิมเป็นผู้ก่อความรุนแรง ความคิดแบบนี้ยังมีอยู่ในคนทำงานภาคประชาสังคมหลายๆ กลุ่ม ซึ่งการมองแบบนี้นำไปสู่วิธีการแก้ปัญหาที่ต่างกัน ปรากฏการณ์ที่สังเกตได้ คือ มีบางกลุ่มที่เข้าข้างคนมลายูมุสลิมมากๆ ในขณะที่บางกลุ่มไม่ชอบและต่อต้านไปเลย ถ้าเป็นแบบนี้จะเห็นได้ว่าในภาคประชาสังคมเองก็มีความคิดที่แตกต่างกันค่อน ข้างมาก แล้วการสร้างกระบวนการสันติภาพไปด้วยกันจะเป็นไปได้จริงหรือไม่

อาจารย์มารค ตามไท

เราลองมาแลกเปลี่ยนความเห็นในประเด็นสุดท้ายก่อน อย่างที่ผมบอกไปว่ามีกลุ่มที่เห็นไม่เหมือนกันได้ มีคนไม่อยากมีสันติภาพแล้วยุ มีกลุ่มต่างๆ ที่หยิบอาวุธไปปฏิบัติการเองในภาคประชาสังคม นั่นก็คือความยากของภาคประชาสังคม ภาคประชาสังคมไม่ได้มีความหมายโรแมนติกว่าเป็นกลุ่มที่ปรารถนาความดี แต่ในความเป็นจริงหมายถึงคนที่อยู่ในพื้นที่ มีเป้าหมายต่างกัน บางเป้าหมายอาจไม่สนับสนุนการอยู่กันอย่างสันติก็มี เพราะไม่อยากจ่ายราคาของมัน

คำถามสำคัญ คือ ภาคประชาสังคมที่มีความเห็นต่างกันจะทำอย่างไร การแก้ไขความต่างนี้อาจจะเป็นว่าไม่ทำอะไร ให้รัฐเข้ามาพยายามทำ หรือภาคประชาสังคมทำเอง และถ้าทำก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องคิด แต่มันก็มีขั้นตอนและองค์ความรู้ที่สามารถศึกษาได้ ถ้ากลุ่มหนึ่งซึ่งไม่ค่อยอยากอยู่อย่างสันติมีคุณค่าบางอย่างร่วมกับกลุ่มเล็กที่อยากอยู่อย่างสันติ เราก็นำกลุ่มเล็กมาคุยกันก่อน มันมีวิธีที่จะจัดการกับกลุ่มที่เห็นต่างในประชาสังคมโดยการหาจุดร่วมของ กลุ่มเล็ก แล้วจากนั้นจึงดึงกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยเข้ามา เรียกว่า การพูดคุยแบบ Single Identity

คำถามเรื่องพื้นฐานการสร้างประตูไปสู่สันติภาพ จากประสบการณ์ที่ผมทำมา คือ เราแก้ปัญหาทั้งหมดไม่ได้ แต่เราวาดฝันว่าสังคมจะเป็นอย่างไรได้ แต่จะเริ่มทำโดยไม่พูดถึงความฝันเลยไม่ได้ เพราะมันจะไปคนละทาง อาจต้องทำคู่กัน ในขณะที่ทำงานด้านรูปธรรม ก็ต้องคุยกันไปด้วยว่าเราจะอยู่ร่วมกันในสังคมที่ปรารถนาอย่างไร มันจะได้เห็นว่ากำลังปรับทิศทางกันไป เพราะผมห่วงว่าถ้าต่างคนต่างทำตามเป้าหมายของตัวเองโดยที่ตอนต้นร่วมกัน เพราะคิดว่ามีเป้าหมายเดียวกัน เมื่อถึงจุดหนึ่ง มันจะมีปัญหาว่าอยากอยู่กันอย่างไร

ขอยกตัวอย่างเพื่อให้เห็นลักษณะที่ต่างมาก ซึ่งคนทำงานภาคประชาสังคมในภาคใต้ต้องข้ามผ่านไปให้ได้ ในอาร์เจนติน่า มีคนถูกรัฐอุ้มไปเยอะมากเมื่อ 30 ปีก่อน ส่วนมากเป็นคนที่อายุน้อยและตั้งท้องอยู่ เมื่อลูกเกิดมาจะถูกนำไปขาย ปัญหาที่เจ็บปวดคือ ปู่ยาตายายเจ็บปวดว่าหลานไม่อยู่ นี่เป็นปัญหาเฉพาะที่บางแห่งไม่มี การที่ประชาชนถูกรัฐอุ้มไปกักขังไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร เด็กที่ถูกส่งออกไปขายได้มีการทวงคืน ซึ่งมีโครงการที่ทำเรื่องนี้สะท้อนความยากลำบากในการทำงานอย่างเช่นเรื่องเด็กที่ทั่วโลกก็มีปัญหาเด็กแตกต่างกัน

คุณมันโซร์ สาและ

ผมอยากให้อาจารย์ช่วยอธิบาย Concept เรื่อง Peace ในสายตาของอาจารย์ เพราะมันอาจไม่ตรงกับความต้องการของชาวบ้าน เช่น รัฐบอกว่าอยากให้ความสันติสุขกลับมาเหมือนอย่างเก่า แต่คนที่นั่นจะถามว่าอยู่อย่างเก่านั้น เราอยู่อย่างถูกกดหรือไม่ หรือเราจะอยู่แบบสัญญาประชาคมไหม คำว่า “สันติภาพ” ของคนในพื้นที่อาจเกี่ยวข้องกับศาสนาและไม่เกี่ยวกับรัฐ แต่คนอยู่ดีกินดี ผมคิดว่าสันติภาพเป็นคำที่ละเอียดอ่อนและมีหลายเวอร์ชั่น ผมจึงอยากถามอาจารย์ในเรื่องนี้

อาจารย์มารค ตามไท

คำถามนี้เป็นคำถามที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่ง แต่ความเห็นของผมไม่ได้สำคัญเลยว่าผมเข้าใจสันติภาพอย่างไร ไม่สำคัญว่าผมจะอธิบายอย่างไร สิ่งสำคัญอยู่ตรงภาคประชาสังคมที่จะเป็น ผู้บอกให้รัฐเข้าใจว่าคนคิดอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องการอยู่อย่างสันติสุข เรื่องนี้เราต้องบอก ผมไม่มีความสำคัญที่จะเล่าความคิดของผมให้ทั้งที่นี้หรือรัฐฟัง

แต่มีประเด็นเดียวที่อยากตั้งเวลาตอบคำถามนี้ คือ ต้องเข้าใจว่าประชาสังคมจังหวัดชายแดนภาคใต้กว้างมาก ความหลากหลายอาจมากกว่าที่เราอยากยอมรับกัน อย่างน้อยไทยพุทธก็มีกลุ่มหนึ่ง การอยู่อย่างสันติสุขบนพื้นฐานศาสนาก็จะมีสองกลุ่ม คือ ไทยพุทธกับมุสลิม ภาพที่จะสร้างต้องเป็นเรื่องที่คุยกัน แต่ไม่ใช่คุยกันเองในประชาสังคมเท่านั้น ต้องสื่อให้รัฐเข้าใจด้วย เพราะรัฐมีบทบาทเยอะและมีงบประมาณที่ลงไปมาก เราต้องบอกเพื่อสร้างความเข้าใจให้เกิดขึ้น

สำหรับกลุ่มตัวอย่างที่ต้องการให้ยกขึ้นมานั้น อย่าคิดถึงตัวอย่างพวกนี้เพื่อที่จะทำตาม แต่ให้เป็นตัวอย่างของการจะแก้อุปสรรค ให้เห็นการจัดลำดับความคิดในการแก้อุปสรรค และคิดให้เป็นระบบ

ยกตัวอย่างกลุ่มทำงานด้านเยาวชน เช่น สภาเยาวชนโคโซวา เป็นการรวมตัวกันเฉยๆ ของเยาวชนเอง และพยายามหาวิธีง่ายๆ เข้าไปในค่ายผู้ลี้ภัยแล้วทำกิจกรรมต่างๆ เช่น กีฬา ดนตรี กิจกรรมรักษาความสะอาด ให้ความรู้วิธีป้องกันกับระเบิด กลุ่มเยาวชนพูดคุยกันเองรู้เรื่องและก่อให้เกิดกำลังในสภาพแวดล้อมที่รุนแรง ในขณะที่ผู้ใหญ่ทำงานกับเยาวชนแล้วกลับไม่ได้ผล

ตัวอย่างกลุ่มทำงาน ด้านศาสนา เช่น กลุ่มนากาแลนด์ เป็นกลุ่มชาวคริสต์ ขณะที่คนส่วนใหญ่ในประเทศอินเดียเป็นฮินดู ตลอดเวลารัฐบาลอินเดียพยายามชักชวนกลุ่มกองกำลังของนากาแลนด์ 2-3 กลุ่ม มาพูดคุยกันเพื่อเข้ากระบวนการสันติภาพ แต่ไม่สำเร็จ เพราะว่ากลุ่มกองกำลังไม่ไว้ใจรัฐบาล ผู้นำศาสนาจึงเป็นคนไปคุยกับกลุ่มที่ใช้อาวุธซึ่งเป็นสมาชิกในคริสตจักรนากาแลนด์ อีกทั้งผู้นำศาสนาเป็นคนกลางที่พูดคุยกับรัฐบาลอินเดียเกี่ยวกับวิธีการแก้ ปัญหาลดความรุนแรง

………………..

ขอบคุณอาจารย์มารคค่ะ สำหรับสาระดีๆ ในวันที่งานของขบวนการประชาสังคมชายแดนใต้ดูเหมือนกำลังจะตีบตันหาทางไปต่อไม่ถูก :)

การสร้างกระบวนการสันติภาพ ในทัศนะอาจารย์มารค ตามไท

ได้มีโอกาสไปรวมพลประชาสังคมชายแดนใต้กับเขามา ในงานสัมมนา “ประชาสังคมกับกระบวนการสันติภาพ : การขยายพื้นที่ภาคประชาชนเพื่อการแก้ปัญหาความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้” ที่หาดใหญ่ เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2552 ค่ะ

กลับจากงานอย่างมี “ความหวัง” โดยหนึ่งในผู้ที่ทำให้ปอรู้สึกเช่นนั้น คือ “อาจารย์มารค ตามไท” จากปาฐกถานำก่อนที่เราจะเริ่มตั้งวงคุยกัน ในหัวข้อ “ประชาสังคมกับกระบวนการสร้างสันติภาพ”

ปาฐกถานี้แบ่งเนื้อหาออกเป็น 3-4 หัวข้อ คือ การสร้างกระบวนการสันติภาพ, ลักษณะทั่วไปของงานที่ประชาสังคมทำได้ในกระบวนการสันติภาพ, ตัวอย่างงานสันติภาพของประชาสังคม, ปัญหาบางอย่างที่ภาคประชาสังคมอาจเผชิญในการเข้าร่วมขบวนการสันติภาพ

วันนี้ขอนำเนื้อหาในส่วนที่ชื่อว่า “การสร้างกระบวนการสันติภาพ” มาเล่าสู่กันอ่านค่ะ

MTDSC-2163

“การสร้างกระบวนการสันติภาพ”

อาจารย์มารคเริ่มต้นด้วยการตั้งคำถามว่า “กระบวนการสันติภาพที่ว่านี้ต่างยังไงกับการเสนอมาตรการต่างๆ ที่คนทำกันอยู่เรื่อย?” ซึ่งที่ผ่านมาพบว่ามีหลายคนอยากจะช่วย หาวิธีเข้ามา แล้วก็มีคณะต่างๆ เข้ามา มีข้อเสนอมาตรการต่างๆ ออกมา “การเสนอมาตรการคือการเริ่มสร้างสันติภาพหรือเปล่า?”

ในความคิดของอาจารย์มารคนั้น “มันต่างกันมาก” คนส่วนใหญ่ไม่ได้เข้าใจกระบวนการสันติภาพว่าโยงอย่างไรกับมาตรการ กล่าวคือ การเสนอมาตรการเป็นแค่การรวมหัวกันคิดว่าขาดอะไรแค่นั้นเอง มันเป็นจุดเริ่มต้นนิดเดียวของกระบวนการสันติภาพ

แล้วถ้าเป็นกระบวนการสันติภาพ ต้องทำอะไรที่สำคัญ? อาจาย์มารคคิดว่ามีสองสิ่งสำคัญที่ต้องทำ คือ

หนึ่ง “การแสดงความสัมพันธ์ระหว่างมาตรการต่างๆ” กล่าวคือ มาตรการอาจจะมีเยอะ ทั้งเศรษฐกิจ การศึกษา พัฒนา สันติภาพ ฯลฯ แต่ไม่มีการแสดงว่ามาตรการทั้งหลายสัมพันธ์กันอย่างไร พอไม่แสดง ก็ไม่เกิดอะไรซักที บางหน่วยงานบอกว่าชอบข้อนี้ก็จะทำข้อนี้ อีกหน่วยจะทำข้อโน้นก็ทำข้อโน้น สะเปะสะปะ ไม่มีความเกี่ยวโยงกัน

ยกตัวอย่าง “มาตรการลดความรุนแรงที่กำลังเกิดขึ้นตรงหน้าซึ่งเป็นมาตรการระยะสั้นมีความสัมพันธ์อย่างไรกับยุทธศาสตร์การพัฒนา?” ตัวอย่างข้อนี้สำคัญเพราะว่ารัฐบาลเรายึดยุทธศาสตร์การพัฒนา ประเด็นก็คือว่า “ยุทธศาสตร์การพัฒนาทำได้หรือเปล่าถ้ายังไม่ลดความรุนแรง?” ถ้าทำไม่ได้ ก็แปลว่ามาตรการลดความรุนแรงต้องมาก่อน

ทำไมงานพัฒนาเดินไปไม่ได้ถ้าไม่ลดความรุนแรงก่อน? มีการพูดกันเยอะว่า การพัฒนาที่จะเป็นประโยนช์จริงๆ คือการพัฒนาจาก bottom-up ซึ่งแนวความคิด ทิศทางการพัฒนาที่มีส่วนในการแก้ปัญหาก็ต้องมาจากพื้นที่ และต้องมาจากหลายส่วนของพื้นที่ แต่ส่วนที่สำคัญส่วนหนึ่งก็คือผู้นำต่างๆ ของชุมชนในพื้นที่

แล้วผู้นำสามารถมี input เกี่ยวกับทิศทางการพัฒนาได้หรือเปล่าขณะที่ยังมีความรุนแรง? อาจารย์มารคพบว่าผู้นำในพื้นที่ไม่ได้รับโอกาส เพราะเกิดความไม่ไว้ใจ (รัฐ)กลัวว่าเขาจะมีส่วนในการสร้างความรุนแรง จึงไม่ให้โอกาส ไม่อยากให้ผู้นำในพื้นที่มีสิทธิตัดสินใช้งบประมาณบางอย่างในการพัฒนา เพราะยังระแวงอยู่ว่าอาจจะมีส่วนไปช่วยสร้างความรุนแรงมากขึ้น

ฉะนั้น ตราบใดที่บรรรยากาศยังมีความรุนแรงอยู่ การพัฒนาจากฐานรากก็ไม่สามารถเกิดได้ มาตรการการพัฒนาก็ถูกวางแผนมาจากที่อื่น คนก็จะบอกว่าทำไมไม่มาฟังเรา ซึ่งทางนั้น (หมายถึงรัฐ) ไม่พูดตรงๆ หรอก เขาจะบอกว่า ฟังได้แต่ห้ามให้อำนาจตัดสินหรือถืองบประมาณ ฟังอย่างเดียว เพราะเดี๋ยวจะเอางบประมาณไปใช้อย่างอื่น

อาจารย์มารคบอกว่า สองมาตรการนี้ต้องมาจูนกัน ว่าเมื่อไหร่ทำอะไรได้ ถ้าลดความรุนแรงไม่ได้ การพัฒนาเกือบจะเดินไม่ได้ ไม่ใช่แค่ทิศทางจะผิด เพราะไม่ไว้ใจผู้นำ แต่มีปัญหาอื่นๆ อีกมากมาย เช่น บริษัทประกันก็จะไม่รับประกันธุรกิจต่างๆ ที่จะมาลงทุนพัฒนา มันมีประเด็นอื่นๆ ตามมาเยอะ

อีกตัวอย่างหนึ่งคือ “การบังคับใช้กฎหมายกับการลดความรุนแรง” ถ้าส่วนหนึ่งของการลดความรุนแรงคือการพูดคุยกับผู้ใช้ความรุนแรงหรือผู้ก่อการ สิ่งที่ยากที่สุดเวลาคุยกับผู้ใช้ความรุนแรงและชักชวนเขาเข้ามาในกระบวนการสันติภาพ ก็คือการที่เหตุการณ์ต่างๆ (เช่นที่ไอร์ปาแย) ไม่สามารถจัดการได้ด้วยกระบวนการกฎหมาย (รู้ว่าใครทำก็จับไม่ได้ อันนี้ก็แปลว่าบังคับใช้กฎหมายไม่ได้) การบังคับใช้กฎหมายไม่ได้ทำให้การลดความรุนแรงยากมาก คนก็จะบอกว่ามันไม่มีประโยชน์หรอก เข้ามาก็เจอปัญหาเดิมอีก

มาตรการเหล่านี้ ทั้งการลดความรุนแรง การบังคับใช้กฎหมาย และยุทธศาสตร์การพัฒนา เหล่านี้จะอยู่ในลิสต์หมดเวลาคนเสนอมาตรการต่างๆ แต่ไม่มีลำดับขั้นว่าต้องทำอะไรก่อนหลัง

อาจารย์มารคจึงฝากให้คิดว่า “เวลาสร้างกระบวนการสร้างสันติภาพต้องมีลำดับของการทำมาตรการต่างๆ ด้วยว่ามันโยงกันยังไง ไม่เช่นนั้นมันก็ไม่สำเร็จ”

ประเด็นที่สอง คือเรื่อง “การออกแบบกระบวนการสันติภาพ” ซึ่งเป็นเรื่องค่อนข้างลึกซึ้ง เพราะมันไม่ใช่แค่ว่าออกแบบยังไงให้ลดความรุนแรง จริงๆ แล้วมันคือการออกแบบว่าเราอยากอยู่กันอย่างไรในสังคม ในที่สุดแล้วกระบวนการสันติภาพมันมีเป้าหมายสุดท้ายว่าเราอยากอยู่กันอย่างไรในสังคม

ทีนี้มันก็ต้องเป็นรูปร่างของสังคมที่เราอยากให้เกิดขึ้น มาตรการต่างๆ ในที่สุดต้องมีภาพให้เห็นว่า ถ้าทำสำเร็จตามลำดับขั้นตอน เราจะเห็นอะไรในสังคม และสังคมนั้นต้องเป็นสังคมที่เรากำลังต้องการให้เกิดขึ้น เพราะฉะนั้น กระบวนการสันติภาพแยกไม่ออกจากของซึ่งปกติเป็นนามธรรมแต่สำคัญ คือ “เราอยากเห็นสังคมเป็นยังไง” และในพื้นที่อาจจะอยากเห็นสังคมที่ไม่ตรงกับที่อื่นอยากเห็น เพราะฉะนั้นเราจะทำยังไงดี?

พอเราบอกว่าอยากเห็นสังคมเป็นอย่างไร ก็เกิดคำถามอีกส่วนหนึ่งว่า พร้อมที่จะจ่ายเท่าไหร่? สำหรับการเห็นสังคมนั้น “จ่าย” ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงเงิน แต่เราพร้อมที่จะจ่ายคอร์สอย่างอื่นเท่าไหร่เพื่อที่จะได้เห็นสังคมที่เราต้องการ

ยกตัวอย่างเรื่องการออกแบบบ้าน ถ้าเราอยากมีประตูที่ใหญ่ ก็ต้องการฐานที่แข็งแรง ฐานที่แข็งแรงก็คือเสาเข็มต้องเพิ่ม ทุกอย่างมันโยงกันหมด ถ้าต้องการประตูใหญ่เราก็ต้องมีคอร์สเพิ่มขึ้น นั่นคือพร้อมที่จะลงเสาเข็ม ถ้าต้องการสังคมบางอย่าง คอร์สอาจจะเป็นอย่างอื่น คือการปรับทัศนคติบางอย่าง วิธีการ ภาพบางอย่างเกี่ยวกับการเมืองการปกครอง สังคมที่พึงปรารถนา นั่นคือฐาน คือคอร์สที่เราต้องพร้อมจ่ายก่อน

อาจารย์มารคแสดงความเห็นว่า ความลำบากมากของงานที่พวกเรา (ภาคประชาสังคม) ทำคือ เราคิดถึงสิ่งที่ควรทำบนฐานว่าตัวเราเองอยากเห็น

มันต้องคิดบนฐานอะไร? อาจารย์มารคบอกว่า มาตรการและกระบวนการสันติภาพ ต้องคิดบนฐานของการ “อยากเห็นสังคมเป็นอย่างไร”

อาจารย์มารคบอกว่า เพราะฉะนั้น สองประเด็นนี้ คือเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างมาตรการกับการออกแบบกระบวนการ ในแง่คอร์ส ถึงแม้มันจะเป็นนามธรรม ถ้าไม่ทำ มันก็จะไม่มีพลังที่จะเสียสละเดินต่อ การทำงานในเรื่องพวกนี้ยากมาก มันยาก (เน้นเสียง) ถ้าเรามั่นใจว่าเรากำลังทำเพื่อสิ่งซึ่งเราปรารถนา เราก็พร้อมที่จะเสียสละ แต่ถ้าทำโดยไม่เห็นปลายทาง มีแต่ขั้นถัดไปเฉยๆ ทำงานชิ้นนี้แล้วไม่รู้ว่ามันนำไปสู่อะไร บางทีก็ท้อได้.

…ในโพสต์ถัดไป ปอจะมาเล่าต่อว่า ในทัศนะของอาจารย์มารคนั้น ลักษณะทั่วไปของงานที่ประชาสังคมทำได้ในกระบวนการสันติภาพ คืออะไรค่ะ…

หมายเหตุ : อ่านฉบับเต็มๆ ได้ที่นี่ค่ะ DSW เอาฉบับ PDF มาแขวนให้แล้ว :)

moral economy of violence

ที่มา : ประชาไท

ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ : เศรษฐธรรมแห่งความรุนแรง

อาจารย์ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ แสดงปาฐกถา 60 ปีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ครั้งที่ 9 เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2552 ที่ห้องประชุมชั้น 5 คณะเศรษฐศาสตร์ มธ. ท่าพระจันทร์ หัวข้อ “เศรษฐธรรมแห่งความรุนแรง”

อาจารย์ัชัยวัฒน์ ระบุว่า สำนึกแห่งความเป็นธรรมถูกกระแทก ถ้าสังคมไทยเข้าใจว่าเป็นความขัดแย้งเรื่องทักษิณหรือไม่ทักษิณนั้นเป็นความเข้าใจที่ผิดพลาด แต่สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องที่สำนึกแห่งความเป็นธรรมถูกสกัดอย่างรุนแรง และวางอยู่บนฐานของเศรษฐธรรม (Moral Economy) ที่ต่างกัน โดยยกตัวอย่างความขัดแย้งระหว่างเศรษฐธรรมที่แตกต่างกัน กรณีของกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองทั้งเหลืองและแดง ว่าจะต้องเข้าใจว่าการตัดสินใจของฝ่ายเสื้อเหลืองไม่ใช่เรื่องผลประโยชน์ แต่เป็นความโกรธทางศีลธรรม กลับกัน เสื้อแดงก็เช่นเดียวกัน คือเมื่อเขาบุกขึ้นมาคัดค้านเสื้อเหลืองก็เพราะความโกรธทางศีลธรรม สังคมไทยถ้าไม่ยอมเผชิญหน้ากับปัญหาความเป็นธรรมที่กระทบกระเทือนอย่างหนัก คงแก้ปัญหายาก (หมายเหตุ : ประชาไท รายงาน โดยย่นย่อเนื้อความบางส่วน)

000

เศรษฐธรรมแห่งความรุนแรงเป็นความพยายามที่จะเข้าใจความรุนแรงในสังคมไทยและโลกในฐานะที่เป็นความโกรธในทางศีลธรรม อันเป็นผลมาจากสำนึกแห่งความเป็นธรรมที่ถูกโยกคลอนกระทบอย่างรุนแรง และความรุนแรงเหล่านี้วางอยู่บนฐานของชุดเศรษฐธรรม เมื่อสำนึกแห่งความเป็นธรรมถูกกระแทก ถ้าสังคมไทยเข้าใจว่าเป็นความขัดแย้งเรื่องทักษิณหรือไม่ทักษิณ นั่นเป็นความเข้าใจที่ผิดพลาดแต่มันเป็นเรื่องที่สำนึกแห่งความเป็นธรรมถูกสกัดอย่างรุนแรง และวางอยู่บนฐานของ Moral Economy ที่ต่างกัน

สิ่งที่ผมจะพูดนั้น ได้รับอิทธิพลของ E.P. Thomson และ James C.Scott โดยทอมสันพูดเรื่องเศรษฐธรรมของฝูงชนชาวอังกฤษในศตวรรษที่ 18 คือ พยายามจะดูว่า เมื่อผู้คนชาวอังกฤษมีปฏิกิริยาต่อการขึ้นราคาขนมปังและราคาข้าวโพด ชาวอังกฤษในเวลานั้นก็ก่อจลาจล ทอมสันอธิบายว่าการก่อจลาจลต่อปัญหาเรื่องอาหาร เหมือนเป็นการประท้วงความไม่เป็นธรรมที่มีต่อชนชั้นล่าง ทอมสันอธิบายต่อไปว่า การจลาจลในศตวรรษที่ 18 เป็นการจลาจลซึ่งมีวินัยและมุ่งไปสู่การเปลี่ยนแปลงบางอย่าง เขาทำการจลาจลเพราะเขามองว่า สิ่งที่เกิดขึ้นต่อพวกเขาคือการขึ้นราคาอาหารนั้นเป็นการกระทำผิดต่อเขา ความเป็นธรรมถูกกระทบกระเทือน เขากำลังต่อสู้เพื่อชีวิตที่ดีในอดีต ชุมชนที่กำลังเป็นอยู่ และเศรษฐธรรมของเขา

เจม ซี สกอตต์ ศึกษากรณีของชาวนาในพม่าและเวียดนาม โดยคิดว่า ความพยายามที่จะอยู่ให้รอดของชาวนาไม่ได้เป็นเหตุผลทางเศรษฐศาสตร์อย่าง เดียว แต่เป็นเหตุผลทางการเมืองและทางศีลธรรมด้วย พยายามจะดูว่าทั้งหมดนี้เวลาที่ชาวนาลุกขึ้นมาโต้ตอบกับสถานการณ์ที่เกิด ขึ้นเป็นการตัดสินใจโดยมีเหตุมีผล โดยเลือกทางรอดความมั่นคงยิ่งกว่าความเสี่ยง เป็นสิ่งที่เรียกว่าเป็นบัญชาทางศีลธรรม คือเวลาที่สิทธิที่จะมีชีวิตของตนเองถูกกระทบกระเทือน การโต้ตอบก็ถือเป็นสิ่งที่มีเหตุมีผล

ความน่าสนใจของสกอตต์ คือ ศึกษาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต้นศตวรรษที่ 20 เขาอธิบายว่า ตอนที่ลัทธิอาณานิคมเข้ามา สิ่งที่เกิดขึ้นคือการเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำกับชาวนา ซึ่งดั้งเดิมนั้น แม้จะมีการขูดรีดอยู่บ้าง แต่ก็มีหมอนหนุนบางอย่าง ไม่ได้ขูดรีดเกินไป แต่รัฐอาณานิคมเปลี่ยนความสัมพันธ์นี้บนฐานของกฎเกณฑ์ที่แน่นอนในเรื่องของภาษี มองไม่เห็นปัจจัยอื่นๆ เช่นฤดูกาล ความสัมพันธ์เดิมที่ก็เป็นการกดขี่ที่เข้มแข็ง เมื่อชาวนาโดนกระแทกด้วยความผันผวนของธรรมชาติและแรงกดขี่ของชนชั้นนำที่มีเจ้าอาณานิคมเข้ามาเกี่ยวข้อง สิ่งที่ชาวนาทำก็คือลุกขึ้นมา โดยที่การลุกขึ้นมาของชาวนาเป็นความโกรธในทางศีลธรรม คือทำอย่างนี้กับเราได้อย่างไร ชาวนาไม่สามารถจะอดทนต่อสิ่งเหล่านี้ได้

ผมกำลังบอกว่า สิ่งที่ผมอยากจะทำวันนี้ เหมือนและต่างจากทอมสัน ที่เหมือนคือ ผมคิดถึงเศรษฐธรรมในฐานะการตัดสินใจที่มีเหตุผลของผู้คนบนฐานของจริยธรรม เช่น ถ้าผมอยากจะเข้าใจฝ่ายเสื้อเหลือง ผมก็จะต้องเข้าใจว่า การตัดสินใจของฝ่ายเสื้อเหลืองไม่ใช่เรื่องผลประโยชน์ แต่เป็นความโกรธทางศีลธรรม กลับกัน เสื้อแดงก็เช่นเดียวกัน คือเมื่อเขาบุกขึ้นมาคัดค้านเสื้อเหลืองก็เพราะความโกรธทางศีลธรรม ถ้าสังคมไทยไม่ยอมเผชิญหน้ากับปัญหาความเป็นธรรมที่กระทบกระเทือนอย่างหนัก คงแก้ปัญหายาก

นี่คือการมองปัญหาบนฐานของจริยธรรมที่มีเหตุผล ผมไม่ค่อยเชื่อว่าคนถูกผลักดันโดยแกนนำฝ่ายนั้นฝ่ายนี้ คนยังสามารถตัดสินใจบนฐานของเหตุผล มนุษย์เป็นคนมีเหตุมีผล ซึ่งอาจจะไม่เหมือนกัน จะเห็นด้วยกับสีอะไร จะไม่เห็นด้วยหรือเห็นด้วยกับการรัฐประหาร เหล่านี้สามารถคิดในฐานะที่คนเหล่านั้นเป็น Moral Agent ได้ทั้งสิ้น

สิ่งที่ไม่เหมือนก็คือ นักวิชาการทั้งสองท่านนั้น โฟกัสที่ฐานของผู้คน แต่ผมพูดถึงเศรษฐธรรมของความรุนแรง ไม่ใช่ ตัวคน

ความรุนแรงในความเห็นผมมันเป็นเครื่องมืออุปกรณ์ด้วย ต้องย้อนไปคิดเรื่องความหมายของการเป็นอุปกรณ์ เรอเน เดส์การ์ตส์ (René Descartes) พูดถึงความรู้ว่า “ความรู้ที่ข้าพเจ้าพอใจ คือความรู้ที่สามารถเป็นประโยชน์ในชีวิตนี้ และเป็นปรัชญาที่นำมาทดแทนปรัชญาฝันเฟื่องที่สอนกันอยู่ทุกวันนี้ในสำนักต่างๆ เราต้องการความรู้ที่เป็นความรู้เชิงปฏิบัติที่เราจะเข้าใจธรรมชาติและพฤติกรรมของไฟ น้ำ อากาศ ดวงดาว และโลกกายภาพทั้งหลายที่ล้อมรอบเราอยู่ เราต้องการเข้าใจทักษะของคนงานของเรา เราสามารถเข้าใจสิ่งเหล่านี้เพื่อใช้ให้เหมาะสมกับจุดหมายที่เหมาะสมกับมัน และจุดหมายที่เหมาะสมกับมันทำให้เราในฐานะมนุษย์กลายเป็น ‘เจ้า’ และ ‘เจ้าของธรรมชาติ’” สำหรับเดส์การ์ตส์ โลกกลายเป็นของที่จะถูกนำมาใช้ เราก็รับมรดกนี้มา ก็ไม่แปลกอะไรที่เราจะเห็นว่าทรัพยากรเอาของเหล่านี้มาใช้ ความเห็นนี้ก็อยู่บนฐานของการคิดว่าเราจะจัดการกับธรรมชาติอย่างไร

อีกคนที่สำคัญในการคิดเรื่องอุปกรณ์ คือจอร์ช ซิมเมล เขียนใน “ปรัชญาของเงิน” ว่า “การรู้จักสร้างเครื่องมือคือเครื่องบ่งบอกความเป็นมนุษย์” ความสามารถของมนุษย์ที่ต่างจากสัตว์อื่นก็คือการที่เราสามารถใช้มือ ถ้าเป็นอย่างนั้นการสร้างเครื่องมือในทัศนะของซิมเมลก็คือสิ่งที่แสดงว่านี่ คือการแสดงความเป็นมนุษย์

กรณีของเครื่องทรมานนักโทษเป็นเครื่องมือมหัศจรรย์ เพราะต้องรู้เหลายอย่างเช่น ถ้าจะหยดน้ำจะหยดตรงไหนจะเกิดผลมากที่สุด คุณต้องรู้จักร่างกายและธรรมชาติของสัตว์ ต้องรู้ว่ามันจะส่งผลต่อร่างกายของมนุษย์อย่างไร

ความรุนแรงในฐานะที่เป็นเครื่องมือ อยู่ที่ความรุนแรงมีลักษณะเป็นเครื่องมืออุปกรณ์ การดำรงอยู่ของเครื่องมือต้องการเหตุผลรองรับ คือถ้าปากกาและดินสอเขียนไม่ได้ก็หมดความเป็นเครื่องมือ ปัญหาของความรุนแรงจึงอยู่ที่จะใช้ความรุนแรงไปเพื่ออะไร

ปัญหาเรื่องการก่อการร้ายก็มีการเสนอว่าเป็นไปได้ที่จะคิดถึงแง่มุมทางศีลธรรมของการก่อการร้าย ซึ่งเป็นความพยายามที่จะเปิดมุมมอง

ถ้าความรุนแรงเป็นเครื่องมืออุปกรณ์ก็ไม่สามารถจะดำรงอยู่ด้วยตัวเอง แต่ต้องมีเป้าหมาย เช่น การก่อการร้าย มีตัวอย่างคำสัมภาษณ์ผู้นำฮามาส ว่าไปวางระเบิดศูนย์การค้าทำไม คำตอบคือเพราะอยากให้คนอิสราเอลรู้ว่าเรามีชีวิตอย่างไร ชีวิตที่อยู่กับความกลัวตลอดเวลาเป็นอย่างไร

ความรุนแรงทุกชนิดต้องการเป้าหมายเพื่อยืนยันว่าทำไป เพื่ออะไร ในแง่นี้ความรุนแรงอย่างสงครามหรือการก่อการร้ายเป็นเครื่องมือที่ดำรงอยู่ได้ด้วยเป้าหมายสุดท้ายมาเป็นเหตุผลรองรับ ซึ่งอะไรก็ตามที่อาศัยสิ่งอื่นมารองรับมันไม่ได้มีความหมายอะไร

ถ้าคิดอย่างนี้ส่งผลอย่างไร

สิ่งที่ผมอยากจะทำคือทำความเข้าใจศาสตร์และศิลป์แห่งการ ยิงธนู ซึ่งมีคำสอน 3 กรณีคือ มหาภารตะ อรชุนฝึกยิงธนูโดยเมื่อเล็งธนูแล้วเห็นแต่หัวนก

ในบทหนึ่งของเรื่อง เจ้า โดยมาคิอาเวลลี ระบุว่า การใช้ธนูต้องตั้งเป้าสูงกว่าเป้าหมาย ไม่ใช่เพื่อให้เล็งสูง แต่เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ และต้องขึ้นกับคุณธรรมความสามารถของคันธนู ถ้าคิดอย่างมาคิอาเวลลี เกณฑ์ของการใช้ธนูก็ต่างไปจากสิ่งที่อรชุนคิด คือเล็งเห็นแต่หัวนก
ในคัมภีร์หลุนอี่ว์ ขงจื่อเห็นการทำเรื่องอื่นสำคัญกว่าการยิงธนู ทั้งกล่าวว่า “ในการประลองธนูนั้น ไม่เน้นว่าธนูเข้าเป้าลึกเพียงใด ทั้งนี้กำลังของคนไม่เท่ากัน นี่คือวิถีแห่งอดีต”, “ถ้าเราเปรียบการต่อสู้เป็นการแข่งขัน มิตรภาพมีอยู่ก่อนและหลัง วิญญูชนไม่มีอะไรต้องแก่งแย่ง แม้จำเป็นต้องยิงธนูก็คำนับแล้วเดินขึ้นไป พอเสร็จแล้วก็คำนับ แม้ในการแข่งขันก็ยังเป็นวิญญูชน”

สำหรับขงจื๊อ การยิงธนูสำคัญน้อยกว่าสิ่งอื่น เป้าที่จะยิงต้องมีโอกาสป้องกันตัว การยิงไม่ต้องใช้กำลัง และยิงแล้วต้องคำนับ สำหรับมาคิอาเวลลี โฟกัสของการทำงานอยู่บนความเข้าใจว่าอาวุธและอุปกรณ์นั้นมีความสามารถแค่ไหน และเวลาที่ตั้งเป้าหมายก็ตั้งเป้ามากกว่าที่เป็นจริง

ทำไมต้องคิดถึงเศรษฐธรรมแห่งความรุนแรงเวลานี้

ทำไมต้องคิดถึงเศรษฐธรรมแห่งความรุนแรงเวลานี้ ผมคิดว่า วันนี้ความสัมพันธ์ทางอำนาจระหว่างกลุ่มต่างๆ เปลี่ยนไปแล้วจริง เราไม่เคยอยู่ในสภาวะนี้เลย คือมีการเคลื่อนของมวลชน สองกลุ่มใหญ่ที่ไม่เกี่ยวข้องกับรัฐ โดยมีรัฐอยู่ตรงกลาง ซึ่งสิ่งนี้ไม่เคยมีเลย เมื่อก่อนมีมวลชนและรัฐเอามาใช้ แต่ขณะนี้มวลชนมีตัวตนของตัวเอง มีความโกรธในทางศีลธรรมของตัวเอง และไม่อยู่ใต้รัฐ และรัฐอ่อนลงเรื่อยๆ สถานการณ์แบบนี้เราไม่เคยเป็น ผมไม่พูดเรื่องพรรคการเมืองเลยนะครับ เพราะมันมีความสำคัญน้อยมาก

อีกประการที่เปลี่ยนคือ โครงสร้างความคาดหวังของสังคมได้เปลี่ยนไป ก็หมายความว่า ถ้าลำพังอย่างใดอย่างหนึ่งโอกาสที่สังคมนี้จะปะทะกันมากกว่านี้คงน้อย แต่เวลาที่มันเกิดขึ้นพร้อมกัน ไม่ต้องรอปัจจัยใหญ่มาก แต่อาจจะปะทะกระแทกหนักมาก ปัญหาขณะนี้คือ เรากำลังเผชิญกับความขัดแย้งในสังคมไทยและสังคมโลก ปัญหาภาคใต้ก็ด้วยในความหมายนี้ ผมคิดว่ามันมีความโกรธทางศีลธรรมอยู่ เช่น ถ้าเป็นชาวพุทธในภาคใต้ ก็โกรธทั้งต่อรัฐและคนมุสลิมที่เป็นคนส่วนใหญ่ คนมุสลิมก็เกิดความโกรธอย่างเดียวกัน คือแผ่นดินนี้อยู่มาตั้งนาน ร้อยปีที่แล้วก็ถูกยึดโดยกรุงเทพฯ แล้วตอนนี้ก็มีแต่ด่านตรวจอาวุธ สิ่งที่เราพบก็คือการปะทะกันของความโกรธทางศีลธรรมแบบนี้ และวิธีการปะทะก็ต่างกัน

ศรีสะเกษก็แบบนี้ ชาวบ้านแถวนั้นก็คงโกรธพอสมควรเพราะชีวิตประจำวันของเขาถูกกระทบ อีกฝ่ายก็กลัวเสียอธิปไตย เสียจริงหรือเปล่าไม่รู้แต่มันเป็น Sense of Anger ทั้งนี้ความโกรธก็ขึ้นอยู่กับวัฒนธรรม เช่น ชาวเอสกิโมถือว่าความโกรธเป็นมารยาทที่ไม่ดี แต่ชาวโรมันถือว่าเป็นการแสดงอารมณ์ที่ดี

ขณะนี้ สิ่งที่เราเผชิญก็คือความโกรธ ด้านหนึ่งก็คือทักษิณเปลี่ยนความสัมพันธ์เชิงอำนาจ อีกสิ่งหนึ่งก็คือ รัฐธรรมนูญซึ่งเป็นการจัดความสัมพันธ์ทางอำนาจในระยะเวลา 15 ปีมานี้ ได้จัดความสัมพันธ์ทางอำนาจเปลี่ยนไปอย่างไร แล้วรัฐธรรมนูญนี้จัดการกับความสัมพันธ์ทางอำนาจที่เปลี่ยนแล้วได้อย่างไร ซึ่งเราน่าจะพอหาทางออกจากความขัดแย้งได้ ซึ่งเป็นความขัดแย้งที่เป็นอันตรายต่อชีวิตจิตวิญญาณต่อสังคมไทย ถ้าไม่สนใจเศรษฐธรรมแห่งความรุนแรงสังคมไทยก็อยู่ในความเสี่ยง ทั้งต่อปัจจุบันและอนาคต

ช่วงถาม-ตอบ

ถาม : ถึงแม้ว่าจะเข้าใจแต่ก็ยังต่างกันอยู่ดี

อาจารย์ชัยวัฒน์ : คือแม้ว่าเราจะต่างกันในแง่ของวิธี ก็ควรจะไม่ทำให้เราตายกันไปข้างหนึ่ง ทำไมเราจึงปล่อยให้ “ข้อไม่ตกลงเรื่องวิธี” เป็นเจ้าเรือนกระทั่งเราตกลงกันไม่ได้ในเรื่องของเป้าที่ควรจะเป็น ผมคิดว่าสังคมไทยมีเรื่องอื่นที่ต้องคุยกันในเรื่องของเป้าหมาย ผมคิดว่าถึงเวลาที่สังคมไทยต้องคุยกัน เราต้องการประชาธิปไตยแบบไหน เราต้องการการดำรงอยู่ด้วยกันในลักษณะไหน

ถาม : ถ้ามองว่าความรุนแรงเป็นเครื่องมือ คนมักจะบอกว่าเราไม่มีทางที่จะบรรลุความรุนแรงด้วยการไม่ใช้ความรุนแรง ถ้าอย่างนั้น ทำไมคนถึงจะใช้ความรุนแรงเป็นเครื่องมือ ทำไมยิ่งใช้ความรุนแรงมากขึ้นๆ ทำไมเขาไม่ใช่วิธีการที่ไม่รุนแรง หรือเขาเคยใช้มาแล้วไม่บรรลุเป้าหมาย

อาจารย์ชัยวัฒน์ : ผมคิดว่ามันมีมายาคติเกี่ยวกับการไม่ใช้ความรุนแรงหลาย ข้อ เช่น สันติวิธีมันช้า มันไม่เวิร์ก ถ้าเราคิดอีกทางหนึ่ง เราอาจจะเห็นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในภาคใต้ ความรุนแรงที่เกิดขึ้นมันเป็นเพราะผลประโยชน์ของใครหลายๆ กลุ่ม เพราะความรุนแรงนั้นไม่ใช่ฝ่ายผู้ก่อการ แต่เจ้าหน้าที่รัฐก็ทำเหมือนกัน เป็นไปได้ไหมที่คนในพื้นที่ถูกหล่อเลี้ยงให้ใช้ความรุนแรงเท่านั้น ขณะนี้เราเห็นการใช้ระเบิดมากขึ้น เราเห็นวัดวาอารามมีทหารเข้าไปควบคุมพื้นที่มากขึ้น เพราะวัดไม่ใช้พื้นที่ทำบุญ แต่เป็นสัญลักษณ์ทางการเมือง

ตัวความรุนแรง บังเหตุของปัญหา และบังเหยื่อ และบังทางเลือกอื่นๆ ในชายแดนภาคใต้แทนที่จะคิดถึงเรื่องอื่นๆ ก็คิดไม่ออก

ถาม : ทำไมคนถึงมักคิดว่ามุสลิมใช้ความรุนแรง

อาจารย์ชัยวัฒน์ : อิสลามต่างกับศาสนาอื่น เรื่องใหญ่มากสำหรับศาสนาอิสลามคือเรื่องความไม่เป็นธรรม และการต่อสู้กับความไม่เป็นธรรมเป็นหน้าที่ของคนมุสลิม ฉะนั้นหากเขารู้สึกว่าไม่มีความเป็นธรรม ไม่ใช่เรื่องยากที่มุสลิมจะรวมตัวกัน การไปนอนโดยรู้ว่าเพื่อนบ้านยังหิวอยู่อย่าเรียกตัวว่าเป็นมุสลิม จากคำสอนนี้ บอกว่า ความอดอยากเป็นปัญหา ความอดอยากของคนอื่นเป็นปัญหาของเราทางจิตวิญญาณ ฉะนั้นต้องทำอะไรบางอย่าง นี่อาจจะเป็นเหตุผลหนึ่ง เป็นศาสนาที่ทุกคนต้องทำอะไรบางอย่าง กิจการในโลกนี้เป็นกิจการที่สำคัญพอๆ กับโลกหน้า

ถาม: กรณีเขาพระวิหาร ภาคใต้ และเสื้อเหลืองเสื้อแดง มีลักษณะที่ต่างกันมาก กรณีของเสื้อเหลืองเสื้อแดง แต่ละฝ่ายมีเหตุผลต่างกัน ซึ่งความดีถูกมองอย่างแยกส่วน เสื้อเหลืองมองความดีแบบหนึ่ง เสื้อแดงมองความดีแบบหนึ่ง หรือความถูกต้องที่แตกต่างกัน และเมื่อนึกถึงความยุติธรรม ดูเหมือนว่า สถานการณ์ปัจจุบัน ความดีถูกแยกส่วน ความรุนแรงก็มองเป้าหมายคนละตัว ดูเหมือนไม่สามารถหาข้อยุติหรือธรรมะที่ยุติความขัดแย้งได้ อาจารย์มองธรรมที่ยุติความขัดแย้งอย่างไร

อาจารย์ชัยวัฒน์ : ผมไม่คิดว่าจะมีธรรมอะไรมายุติความขัดแย้งได้ ความขัดแย้งเป็นเรื่องธรรมชาติ และความขัดแย้งอาจจะไม่ใช่ไม่ดี แต่ปัญหาคือ ทำอย่างไรไม่ให้ความขัดแย้งที่มีอยู่มันตกไปอยู่ในภาวะที่เป็นความขัดแย้งที่ทำให้เราถึงตาย ทำอย่างไรให้เราขัดแย้งแบบโตไปด้วยกัน คิดขัดแย้งอย่างรู้ อย่างตื่น อย่างเบิกบาน ถ้าจะมี มันอยู่ตรงไหน ซึ่งความขัดแย้งมันไม่เป็นไร

แต่ปัญหาคือ การจัดการความขัดแย้งด้วยความรุนแรง การหมดความสามารถที่จะเห็นคนที่ขัดแย้งกับเราในฐานะเพื่อนร่วมทุกข์ อะไรที่ทำให้ความสามารถของเรา ที่จะมองคนอื่นในฐานะที่เป็นเพื่อนร่วมทุกข์มันหายไปเรื่อยๆ อะไรทำให้เราเป็นไปได้ถึงขนาดนี้ ถ้าเรามองฝ่ายตรงข้ามไม่เป็นมนุษย์ และมองว่าความรุนแรงของเราเป็นสิทธิที่เราจะโกรธ เมื่อเป็นอย่างนี้แล้วจะอยู่กันอย่างไร ผมไม่สนใจเรื่องเป้า แต่ผมสนใจวิธี จะทะเลาะกันก็ไม่เป็นไร คุณจะไปคาดหวังให้คนในสังคมนี้เห็นด้วยกับคุณทั้งหมดเป็นไปไม่ได้ เป็นไปได้ไหมที่จะมีสถาบันการเมืองแบบนั้นคือเป็นสถาบันการเมืองของทุกคนว่าด้วยวิธีการขัดกันฉันท์มิตรอย่างไร

ถาม : เราจะจัดการอย่างไร มีสถาบันไหนไหม

อาจารย์ชัยวัฒน์ : ผมตอบไม่ได้ แต่ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร ผมรู้แต่ว่า สิ่งที่เป็นพิษของสังคมไทยมีสองเรื่องคือ ความเกลียดชัง ผมไม่เสนอว่าเราต้องมารักกันนะ ไม่ต้องรักก็ได้ แต่จะทำอย่างไรจะอยู่โดยไม่เกลียด อีกอันคืออย่าเห็นความรุนแรงเป็นเครื่องมือ ผมไม่รู้ว่าจะมีสถาบันอะไรทำเรื่องนี้หรือเปล่า สิ่งที่ต้องทำก็คือต้องมีบทวิพากษ์ หรือเมื่อความเกลียดชังถูกผลิตมาในสังคมนี้

ถาม : ความขัดแย้งที่เกิดจากเศรษฐธรรมที่แตกต่างกัน มันต้องการการจัดการที่แตกต่างกับกรณีอื่นๆ ไหม

อาจารย์ชัยวัฒน์ : นี่ยากหน่อยเพราะเราไม่ได้พูดถึงเหตุ เวลาที่ก่อรูปให้เกิดความขัดแย้งคือสาเหตุ แต่เมื่อไหร่ที่ความขัดแย้งกำลังจะเปลี่ยนเป็นความรุนแรง ต้องการคำอธิบาย อื่นเช่น ทำให้อีกฝ่ายไม่เป็นมนุษย์ เมื่อเราคิดถึงเศรษฐธรรมของความรุนแรงมันจึงต่าง

ถาม : ปัญหานี้แก้ด้วยการอดทนอดกลั้นได้หรือไม่

อาจารย์ชัยวัฒน์ : ไม่ครับเพราะอดทนไปนานๆ มันจะระเบิด เช่นกรณีชาวนา เมื่อกลับไปที่เวียดนาม คือระบบไม่อนุญาตให้ทำอะไรเลย ก่อนหน้านั้นไม่เกิดเพราะมันมีช่องทาง ความรุนแรงมันไม่ใช่ทางออกในความหมายทั่วๆ ไป มันเป็นการหมดปัญญาไม่มีทางเลือก

ถาม : การแก้ปัญหาจะถูกดีไซน์ออกมาแบบไหน โดยใคร และเมื่อรัฐอ่อนแอ ถ้าไม่ใช่รัฐทำ มันจะดีได้อย่างไร

อาจารย์ชัยวัฒน์ : ความโกรธเป็นเรื่องจำเป็น แต่ต้องโกรธให้ถูกที่ คือต้องแยกโกรธ ไม่ใช่โกรธคน คือโกรธความชั่ว ไม่ใช่โกรธคนชั่ว ส่วนเรื่องความอ่อนแอของรัฐนั้น มีกรณีตัวอย่างคือผู้ชายคนหนึ่งในรัฐซานดิเอโก อายุ 20 ปี ทำงานส่งพิซซ่า ถูกแก๊งที่จะปล้นพิซซ่าและเงินยิงเสียชีวิต เมื่อจับคนยิงได้ พบว่าคนยิงอายุ 14 ศาลซานดิเอโกตัดสินคดีในฐานะผู้ใหญ่ แล้วโดนลงโทษจำคุก 25 ปี พ่อของผู้ตายนั้นขณะที่เอาลูกไปฝัง ก็มีคนถามว่าโกรธไหม พ่อบอกว่าโกรธเพราะว่าประเทศนี้มีปืนเต็มไปหมด ปืนมีเหยื่อสองทางคือ เหยื่อที่ปลายปืนและเหยื่อที่ไกปืน สิ่งที่พ่อของผู้ตายทำก็คือ ไปหาตาเด็กที่เป็นคนยิงปืน แล้วยื่นมือให้ แล้วบอกว่าเราสองคนเสียทั้งคู่เลยนะ เราไม่อยากให้คนอื่นเจอแบบนี้ เราต้องมาร่วมมือกันเพื่อทำอะไรบางอย่าง ปืนอยู่ในมือคนเต็มไปหมด และรัฐก็ไม่มีอำนาจจะจัดการ

สำหรับรัฐที่อ่อนแอในทางเศรษฐกิจมันดี แต่ในทางการเมืองมันดีหรือเปล่า ไม่แน่ว่ารัฐที่อ่อนแอจะดีเสมอไป

ถาม : กรณีของอองซาน ซูจี ซึ่งเราก็เห็นว่าถูกกระทำ แต่ว่าถ้าเราทำความเข้าใจว่า รัฐบาลทหารพม่าก็มีเศรษฐธรรมของตนเอง แล้วจะนำไปสู่อะไร หรือกรณีที่สังคมมีสามหรือสี่ฝ่ายและแต่ละฝ่ายก็เห็นประโยชน์ของการใช้ความรุนแรง ต่างกัน ฝ่ายที่เข้าใจว่าความรุนแรงเป็นปัญหาก็พยายามหลีกเลี่ยง แต่อีกฝ่ายหนึ่งใช้ความรุนแรงอยู่เรื่อยๆ แล้วทางออกคืออะไร

อาจารย์ชัยวัฒน์ : ในสังคมที่มีฝ่ายที่เข้าใจความรุนแรง แต่อีกฝ่ายใช้ความรุนแรงอยู่เรื่อย และเวลาที่เราบอกว่าความโกรธเหล่านี้ อยู่กับเศรษฐธรรมหลายชุด แล้วเศรษฐธรรมเหล่านี้เท่ากันหรือเปล่า ผมคิดว่าไม่ เช่นกรณีของ SPDC กับอองซานซูจี สองส่วนนี้ไม่เท่ากัน แม้ว่าอีกฝ่ายจะเห็นว่ามันเป็นอำนาจโดยชอบธรรมในการกดขี่คนอื่น แต่ถามว่า มันมีวิธีอื่นไหมที่จะทำ ไม่ใช่ว่ายอมรับสิ่งที่รัฐบาลทหารพม่าทำกับอองซานซูจี มันก็มีขบวนการประชาชนในพม่า ผมคิดว่าน้ำหนักมันไม่เท่ากัน

ถาม : มีตัวอย่างไหมที่ความรุนแรงมันหยุดตัวเอง

อาจารย์ชัยวัฒน์ : มีครับ ผมพยายามคิด มีกรณีที่สู้ๆ ไปมันเหนื่อยๆ และที่น่าสนใจคือความเหนื่อย แต่ความเหนื่อยที่อยู่บนฐานะของความโกรธทางศีลธรรมนั้นมันเหนื่อยยาก ความรุนแรงนั้นถ้าอยู่ในโลกที่ไม่ศักดิ์สิทธิ์เท่าไรก็จะเหนื่อยและหยุดได้ แต่เวลาที่ความขัดแย้งไปสัมพันธ์กับเรื่องศักดิ์สิทธิ์มันเหนื่อยลำบาก

ความขัดแย้งเงียบๆ เย็นๆ เดี๋ยวมันก็จบไปเอง…มันก็ขึ้นอยู่กับเงื่อนไข เรามีความสามารถที่จะอดทนกับมันแต่ก็จำกัด

ถาม: ถ้าความรุนแรงมีมูลค่า เช่นสองสัปดาห์ที่แล้ว มีข่าวว่ามีทหารพรานมอบตัวว่าเขาถูกว่าจ้างให้ไป เผา ร.ร. ในภาคใต้โดยมีคนว่าจ้างเป็น อบต.

อาจารย์ชัยวัฒน์ : นี่คือ Economy of Violence คือมีการใช้ความรุนแรง แล้วมีมูลค่ามันก็จะถูกใช้ ถ้าคิดว่าคนถูกจ้างมาให้มาม็อบ ก็จ้างให้เขากลับสิ แต่ถ้าจ้างแล้วไม่กลับแปลว่ามันมีอะไรอย่างอื่น ผมกำลังจะบอกว่าสังคมไทยอาจจะอยู่ตรงนี้.

Abhisit in 2006

In October 2006, I had an exclusive interview with Abhisit Vejjajiva while he was still the opposition leader. I remember how impressed I was with his thought and vision for the Deep South of Thailand.

3 years have passed, now he is in power as the Prime Minister of Thailand. I’m no longer sure if he meant what he said. Today, violence is still going on and people are still suffering, I see nothing from the government site, not even a try.

The article was published in Isra News on 12 October 2006.

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ : “รัฐบาลต้องส่งสัญญาณว่า มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายชายแดนใต้”

คงยังไม่มีใครลืมว่า ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนใต้ คือหนึ่งในเหตุผลของการทำ “รัฐประหาร” ที่คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ คปค. ซึ่งแปรสภาพเป็นคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ไปแล้วอธิบายต่อประชาชน และถือเป็นนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลใหม่ ซึ่ง พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ แถลงไว้ในวันแรกรับตำแหน่งเช่นกัน

เมื่อเป็นเช่นนั้น ก็อาจกล่าวได้ว่า การแก้ปัญหาภาคใต้เป็นพันธะสัญญาที่รัฐนาวาของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ มีต่อประชาชน

ท่ามกลางการจับตามองของสังคม จนถึงบัดนี้ แม้จะยังไม่มีท่าทีที่แน่ชัดว่านโยบายการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนใต้ของรัฐบาลใหม่จะเป็นเช่นไร บุคคลหลายฝ่ายทั้งในและนอกพื้นที่ต่างก็ตั้งความหวังว่าสถานการณ์ที่เลวร้าย จะคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น

หนึ่งในนั้นคือ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่แสดงความเชื่อมั่นว่าสถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้จะดีขึ้น เนื่องจาก พล.อ.สุรยุทธ์ เป็นผู้ที่มีมุมมองต่อปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างถูกต้อง จะสามารถช่วยเปลี่ยนแปลงทิศทางนโยบาย และคลี่คลายปัญหาได้โดยลำดับ

ในฐานะผู้ติดตามสถานการณ์ในจังหวัดชายแดนใต้อย่างใกล้ชิดมาโดยตลอดคนหนึ่ง เขาเห็นว่า ภารกิจเฉพาะหน้าที่รัฐบาลต้องทำ คือเร่งแสดงให้เห็นว่ามีการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย

“ตรงนี้ต้องมีเป้าหมายชัดเจนคือ หนึ่ง แสดงให้เห็นว่ามันมีความยุติธรรม ฉะนั้นใครที่ทำอะไรผิด โดยเฉพาะในส่วนที่เป็นฝ่ายรัฐ จะต้องแสดงให้เห็นว่ามันมีการรับผิดชอบ สอง การเข้าถึงเพื่อสร้างโอกาสทั้งหลายในพื้นที่ ให้เกิดความรู้สึกว่ารัฐให้ความใส่ใจกับปัญหาและความเป็นอยู่ของเขา สาม คือ ยอมรับความหลากหลายและการมีส่วนร่วมของคน ผมว่ามันจะช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นโดยลำดับ”

กล่าวอย่างเป็นรูปธรรม นายอภิสิทธิ์เสนอว่า ควรจะมีการปรับโครงสร้างขององค์กรที่ดูแลปัญหา โดยใช้แนวที่เรียกว่า “ศอ.บต. พลัส” ซึ่งจะเป็นการเปิดพื้นที่ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหามากขึ้น

“กรณีการบริหารอย่าง ศอ.บต. เดิมมันก็มีการเปิดโอกาสให้คนในท้องถิ่น ชุมชน คนจากหลายภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วม ผมคิดว่าคนในพื้นที่เองก็ยอมรับ นี่ก็เป็นรูปธรรมง่ายๆ อย่างหนึ่งว่าสภาพแบบนั้นมันกลับมาได้ไหม”

เขายังแสดงความคิดเห็นต่อไปว่า ประเด็นที่มีผู้วิพากษ์ว่า ถ้านำองค์กรในรูปแบบ ศอ.บต.กลับมา จะเป็นการให้อำนาจองค์กรนั้นมากเกินไปหรือไม่นั้น เราจะมองแค่อำนาจไม่ได้ ต้องมองที่องค์ประกอบของการทำงานด้วย เพราะอำนาจที่มีเยอะ แต่ถ้าเป็นอำนาจที่ถูกใช้โดยกระบวนการการมีส่วนร่วมของความหลากหลาย มันก็ไม่เป็นไร และอย่างไรก็ตาม อำนาจที่ ศอ.บต. ใช้ คงไม่มากไปกว่าอำนาจที่รัฐใช้อยู่ สำคัญที่ว่าใครใช้ และใช้อย่างไร

การมีส่วนร่วมของประชาชนในการปกครองเป็นหัวใจสำคัญ  โดยหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ได้แสดงความคิดเห็นว่า กระบวนการของการกระจายอำนาจเป็นส่วนสำคัญ และการกระจายอำนาจในที่นี้ไม่ได้หมายถึงเพียงแค่รูปแบบ คือมีการเลือกตั้ง แต่หมายถึงหลายๆ เรื่องซึ่งมีความจำเป็นที่ต้องตอบสนองต่อเงื่อนไขพิเศษของตัวพื้นที่และของคนที่อยู่ในพื้นที่

ซึ่งเรื่องเหล่านี้มีอยู่ในรัฐธรรมนูญปี 2540 แล้ว หลายคนเชื่อว่าสิ่งที่เขียนอยู่เดิมไม่ได้เป็นปัญหา แต่มันไม่ได้ถูกนำปฏิบัติ และต้องยอมรับว่าส่วนหนึ่งเพราะเรามีรัฐบาลที่ไม่ได้เชื่อเรื่องการกระจาย อำนาจ ไม่ค่อยยอมรับเรื่องความหลากหลาย ไม่ยอมรับเรื่องการมีส่วนร่วม ซึ่งก็เป็นเงื่อนไขที่ล้วนแล้วแต่ซ้ำเติมปัญหา

“รัฐธรรมนูญฉบับที่แล้วเขียนเรื่องกระจายอำนาจไว้เยอะ เพียงแต่ว่าถูกบิดเบือน ถูกสกัดกั้นไม่ให้นำมาใช้ สำหรับการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ผมคิดว่าเขียนเรื่องนี้ให้ได้มากกว่าเดิมคงไม่ง่ายแล้วล่ะ สำคัญว่าจะทำยังไงให้ปฏิบัติได้อย่างที่เขียนต่างหาก”

สำหรับประเด็นที่หลายฝ่ายวิตกว่า ขณะนี้ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีทั้ง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และกฎอัยการศึกควบคุมอยู่นั้น นายอภิสิทธิ์ เชื่อว่าจะเป็นเพียงชั่วคราว และเขาไม่คิดว่ากฎอัยการศึกที่คณะปฏิรูปการปกครองฯ ประกาศใช้ มีเจตนาที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ 3 จังหวัด

“ส่วนตัว พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ผมคิดว่าจะต้องมาเปลี่ยนวิธี ผมอยากให้แก้ พ.ร.ก. ในหลายมาตรา เพื่อเป็นการส่งสัญญาณเช่นกันว่า นโยบายเปลี่ยนแปลงไปแล้ว นอกจากนั้น ผมก็ไม่อยากเห็นการต่อการใช้ พ.ร.ก.แบบไม่มีการประเมินอย่างจริงจัง โดยเฉพาะมาตรการบางอย่างที่นำไปใช้ เช่น การเชิญคนมาควบคุมตัว”

เมื่อถูกถามว่าอะไรเป็นเรื่องสำคัญเร่งด่วนอันดับแรกที่รัฐบาลควรทำ นายอภิสิทธิ์เน้นย้ำอย่างไม่ลังเลว่า…

“ความยุติธรรม ผมคิดว่าถ้าเมื่อใดที่คนในพื้นที่มีความรู้สึกว่าได้รับความยุติธรรม สถานการณ์จะเบาลงเยอะ เช่น กรณีตากใบ ที่บัดนี้กระบวนการยุติธรรมยังไปไม่ถึงไหน ควรจะทำให้มันจบสิ้นโดยเร็ว”

อย่างไรก็ดี เขาเห็นว่า กรณีตากใบซึ่งจะครบ 2 ปี ในเร็ววันนี้เป็นส่วนหนึ่ง สังคมควรจะมีความตื่นตัวถึงสภาพปัญหาและความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นโดยรวม

“ผมไม่อยากให้เป็นสร้างการรับรู้เฉพาะเรื่อง เช่น เรื่องตากใบ แล้วเราก็จะมีคนเสนออะไรง่ายๆ เช่นว่า ถ้างั้นก็ชดเชยกันไป จบๆ กันไป อะไรอย่างนี้ ผมว่านั่นไม่ใช่เป้าหมายที่มันควรจะเป็น การชดเชยเยียวยาความเสียหายจำเป็น ใช่ แต่มันควรจะนำไปสู่อะไรที่ดีกว่านั้น มากกว่านั้น”

ท้ายที่สุดนั้น หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าวว่า ขณะนี้เป็นโอกาสที่จะทำให้สถานการณ์ชายแดนใต้ดีขึ้น และเป็นโอกาสที่สำคัญมาก เพราะหากพลาดโอกาสนี้ไป สถานการณ์จะแก้ยากขึ้นเรื่อยๆ

“ต้องยอมรับว่าคุณทักษิณเปรียบเสมือนตัวแทนของแนวคิดเรื่องอำนาจนิยมและความ รุนแรง เมื่อตอนนี้คุณทักษิณไม่อยู่ มันจึงเป็นโอกาสที่จะบอกว่าแนวคิดตรงนั้นจบลงไปแล้ว ในทางตรงกันข้าม ถ้าไม่ใช้โอกาสนี้ ไม่มีคุณทักษิณแล้ว แต่ความรุนแรง ความไม่เป็นธรรมยังคงดำรงอยู่ คราวนี้จะทำให้ปัญหามันแก้ยากขึ้นเยอะ”

เบญจมาศ บุญฤทธิ์
สถาบันข่าวอิศรา สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไท