“ถอนฟ้องคดีตากใบ” จุดเริ่มต้นยุติธรรมสมานฉันท์รัฐ-ประชาชน

อาจกล่าวได้ว่า ไม่มีใครในสังคมไทยไม่รู้เรื่อง “ตากใบ”

แต่ทำไมภาพเหตุความรุนแรงหน้าสภ.อ.ตากใบ เมื่อวันที่ 25 ต.ค. 2 ปีก่อน จึงถูกผลิตซ้ำออกมาทางสื่อและเวทีต่างๆ อย่างต่อเนื่อง? ทำไมคนบางกลุ่มจึงพูดถึงเรื่องราวเหล่านี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า?

เป็นเพราะสังคมไทยกำลังลืมเลือนเรื่องราวของพวกเขาหรือไม่? หรือว่า ไม่ลืม แต่ไม่สนใจ?

“เราคงจะมีวาระตากใบไปอีกหลายปี เนื่องจากปัญหานี้ยังไม่มีการคลี่คลาย ไม่มีคำตอบ เช่นเดียวกับปัญหาอื่นๆ ในสังคมไทย วันนี้เราไม่ได้มาทบทวนถึงสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างเดียว แต่ต้องมาคิดร่วมกันว่า จะมองไปข้างหน้าอย่างไร”

คำกล่าวนี้ของ ศ.เสน่ห์ จามริก ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ น่าจะช่วยตอบคำถามข้างต้นได้เป็นอย่างดี

เช่นนี้ เสียงของชาวบ้านตากใบ คณะทำงานด้านยุติธรรม ตลอดจนนักสิทธิมนุษยชนหลายคน จึงปรากฏขึ้นอีกหนในเวทีเสวนาสาธารณะเรื่อง “สองปีเหตุการณ์ตากใบกับแนวทางการแก้ปัญหาการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมและการละเมิดสิทธิมนุษยชนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้” ที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม ที่ผ่านมา

ปัญหากระบวนการยุติธรรมซึ่งยังไม่สามารถให้ “ความยุติธรรม” แก่ชาวตากใบได้ แม้เวลาจะผ่านมาสองปี เป็นสิ่งที่หลายคนในเวทีนี้ช่วยกันหาทางออก

ในฐานะที่ติดตามการพิจารณาคดีมาตลอด อังคณา นีละไพจิตร ประธานคณะทำงานยุติธรรมเพื่อสันติภาพ กล่าวถึงทางออกในการคืนความยุติธรรมสู่ดินแดนตากใบว่า ควรจะเริ่มต้นที่รัฐบาลถอนฟ้องคดีที่ชาวตากใบ 58 คนตกเป็นจำเลย

“จากการไปสังเกตการณ์พิจารณาคดีมาตลอด ดิฉันไม่พบว่ารัฐจะสามารถเอาผิดกับชาวบ้านกลุ่มนี้ได้เลย ในเมื่อเรารู้แล้วว่าคนเหล่านี้ไม่ได้มีความผิด รัฐต้องกล้าหาญที่จะถอนฟ้อง”

สอดคล้องกับความเห็นของ โสภณ สุภาพงษ์ อดีตคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ (กอส.) ที่กล่าวว่า เรื่องถอนฟ้องคดีตากใบ มีการพูดกันมาตั้งแต่ช่วง กอส. ลงไปทำงานแล้ว ทุกคนเห็นด้วยหมด เนื่องจากผลการสอบสวนเบื้องต้นและหลักฐานต่างๆ ก็ชี้ชัดแล้วว่าข้อหาร้ายแรงที่รัฐฟ้องชาวบ้านนั้นไม่สมเหตุสมผล และยิ่งทำให้สถานการณ์ภาคใต้แย่ลง

“รองอัยการสูงสุดเคยมาคุยกับเรา (กอส.) เขาบอกว่าที่สำนักงานอัยการสูงสุดก็เห็นด้วย เพราะว่าเหตุผลของการฟ้องมันไม่ได้ความ แต่ทางอัยการสูงสุดก็พูดว่ากันว่า ควรจะขอให้มีคำขอจากรัฐบาล ต้องให้ ครม. ขอไปเพื่อให้ถอนฟ้อง แต่ ครม. ก็บอกว่าเป็นเรื่องของอัยการสูงสุด อัยการสูงสุดก็บอกว่าเป็นเรื่องของ ครม. โยนกันไปโยนกันมา นี่คือความไร้น้ำใจ คือการไม่เห็นความทุกข์ยากของผู้คน มันติดอยู่แค่นี้เอง”

เขาเล่าถึงความเป็นไปได้ในการถอนฟ้องคดีตากใบต่อว่า ในฐานะที่ปรึกษาคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) เขามีโอกาสผลักดันเรื่องนี้ในคณะที่ปรึกษา ซึ่งได้รับคำตอบว่าต้องรอคุยกับฝ่ายที่เกี่ยวข้องก่อน และน่าจะนำไปรวมกับเรื่องราวอีกสิบกว่าเรื่อง นอกจากนี้ก็มีความคิดว่า น่าจะเก็บคดีนี้ไว้ต่อรองกับคดีที่ชาวบ้านฟ้องราชการในกรณีไต่สวนการตายและ คดีแพ่งฟ้องร้องค่าเสียหาย

“เราจึงต้องบอกรัฐว่า กรณีตากใบ ถ้ารัฐไม่ทำแล้วจะสร้างความเสียหายต่อเรื่องอื่นอย่างไร และจะสร้างความเสียหายให้ตัวเองไหม ถ้ารัฐถอนฟ้องแล้วรัฐจะได้อะไร เพราะถ้ารอให้เขาทำเอง เขาคงไม่ทำ เพราะถ้าเขามีน้ำใจจะทำ เขาคงทำไปนานแล้ว”

ถ้ารัฐถอนฟ้องแล้วรัฐจะได้อะไร? นารี เจริญผลพิริยะ นักรณรงค์สันติวิธี ผู้ทำงานเยียวยาในสามจังหวัดชายแดนใต้มานาน ตอบคำถามนี้ว่า การถอนฟ้องคดีตากใบของรัฐเป็นส่วนหนึ่งซึ่งจะช่วยให้สถานการณ์ชายแดนภาคใต้ ดีขึ้นนอกเหนือจากการเจรจากับกลุ่มผู้ก่อการของรัฐบาล เพราะจะทำให้คนมีอคติน้อยลง เนื่องจากรัฐได้แสดงน้ำใจต่อชาวบ้านด้วยการถอนฟ้อง

“กรณีตากใบเป็นกรณีที่เกี่ยวข้องกับคนเป็นจำนวนมาก เป็นพันๆ ครอบครัว ในกรณีที่รัฐถอนฟ้อง เราจะได้คนจำนวนมากกลับมาสนับสนุนรัฐ ดิฉันมองว่าการเจรจาข้างบนเพื่อที่จะให้คนนำในระดับอาวุโสลงมาจัดการกับ เด็กๆ ก็จำเป็น แต่เราก็ควรทำหลายๆ อย่างในเวลาเดียวกัน ในระดับล่างนั้น ถ้าประชาชนเห็นว่าขณะนี้ความเป็นอยู่ร่วมกันระหว่างรัฐไทยกับประชาชนมัน เปลี่ยนไปแล้ว ความเป็นธรรมมันมีมากขึ้น ชีวิตเราจะดีมากขึ้น เขาจะเข้าหารัฐมากขึ้น”

ด้าน สุรินทร์ พิศสุวรรณ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีตคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ (กอส.) มีความเห็นว่า เหตุผลที่ทุกคนพยายามจะหาทางนำไปสู่การถอนฟ้องของรัฐบาลนั้น มันไม่มีอย่างอื่นนอกจากเหตุผลที่ นารี เจริญผลพิริยะ พูดถึง แต่เขาเห็นว่าเหตุผลนี้เป็นนามธรรม ที่รัฐคงฟังไม่รู้เรื่อง

“ผมคิดว่าเหตุผลที่ดีที่สุดที่รัฐจะฟังรู้เรื่องก็คือ การถอนฟ้องคดีตากใบจะเป็นการเริ่มต้นฟื้นฟูความเชื่อมั่นในกระบวนยุติธรรม กลับมา จะเป็นการแสดงออกว่า กระบวนการยุติธรรมไทยกำลังทำงาน และชาวบ้านจะเข้าใจรัฐบาลมากขึ้น”

“ทุกอย่างมันไม่สามารถแก้ได้โดยวิธีการเดียว โดยการตัดสินใจครั้งเดียว มันต้องมีการสร้างเพิ่มฐานที่จะนำไปสู่ความเชื่อมั่นและการยอมรับในกระบวน การยุติธรรมพี่น้องประชาชนกลุ่มนั้น เพราะมันถูกทำลายไปจนไม่มีอะไรเหลือแล้ว” เขากล่าว

อย่างไรก็ดี นารีกล่าวว่า นอกเหนือจากการผลักดันให้รัฐถอนฟ้องซึ่งขณะนี้ก็ยังไม่มีคำตอบจากรัฐแล้ว ยังมีสิ่งที่ทุกคนทำได้ในขณะที่คดียังอยู่ในศาล นั่นคือการเข้าไปร่วมสังเกตการณ์พิจารณาคดี

“เมืองกับพื้นที่ต้องทำงานประสานกัน เราต้องทำให้คนภายนอกรู้เรื่องในพื้นที่มากขึ้น เพราะความจริงจะช่วยให้อคติหมดไป คุณพิศาลจะมาขึ้นศาลที่ กทม. เดือนหน้า คนในพื้นที่ไม่มีเงินมาฟัง ดิฉันอยากให้คน กทม. ไปฟังคุณพิศาลให้การ ดิฉันอยากให้เป็นประเด็นรณรงค์ว่า การที่เราไปนั่งในศาลโดยไม่พูดอะไรสักคำ จะทำให้กระบวนการยุติธรรมเดินหน้า เพราะมีคนที่สามเข้ามานั่งฟัง ถ้าไม่มีคนที่สาม การให้การอาจไปคนละทางก็ได้ เพราะจำเลยก็ไม่ได้มา”

นอกจากนี้ ในเวทีเสวนายังมีอีกหลายเสียงที่เห็นว่า รัฐบาลควรจะกล่าวคำขอโทษแก่ชาวตากใบ ซึ่งหนึ่งในเสียงเหล่านั้นมาจากเอกรินทร์ ต่วนศิริ เครือข่ายเยาวชนเพื่อสันติภาพ 3 จังหวัดชายแดนใต้ โดยเขาให้เหตุผลว่า

“ผมอยากให้รัฐบาลขอโทษชาวตากใบและพี่น้องชาวใต้ มันไม่ยากหรอก และไม่ต้องถามว่าขอโทษแล้วมันได้อะไรขึ้นมา รัฐต้องขอโทษในฐานะของคนที่อยู่ในสังคมเดียวกัน แต่ที่ผ่านมาได้ละเลยคนกลุ่มนี้ไป เมื่อขอโทษแล้ว ผมว่าความรู้สึกต่างๆ ที่อยู่ในหัวใจมันจะคลี่คลายลง”

ทุกคนในเวทีเสวนาเห็นต้องกันว่า ในฐานะที่อยู่ในสังคมเดียวกัน คนไทยทั้งหลายต้องรู้สึกเจ็บปวดกับสิ่งที่เกิดขึ้นด้วย ซึ่งจะนำมาสู่การแก้ปัญหาตากใบได้อย่างแท้จริง

“คนเมืองต้องใส่ใจกับพี่น้องในพื้นที่มากขึ้น น้ำใจของน้องพี่ส่วนกลาง มีความหมาย เป็นสายใยระหว่างประชาชน ราชการมาแล้วก็ไป อายุสั้น แต่ประชาชนด้วยกัน ถ้าเรามีสายใยเชื่อมร้อยกัน มีความเข้าใจต่อกัน มีน้ำใจกัน เราจะอยู่ด้วยกันต่อไปได้” นารี เจริญผลพิริยะ กล่าวด้วยความเชื่อมั่น

ท้ายที่สุดแล้ว ก่อนจบการเสวนา ใครคนหนึ่งในที่ประชุมก็กล่าวขึ้นมาว่า…

“ไม่ว่าเราจะช่วยเหลือใคร ต้องไม่เป็นเพราะความสงสารสมเพชเวทนา แต่เป็นสิทธิของความเป็นมนุษย์ของเขาที่ควรได้รับ มันต้องอยู่บนพื้นฐานนี้ แน่นอนว่า เมื่อจะถอนฟ้องคดีตากใบ มันต้องเป็นไปเพราะว่าเขาสมควรจะได้รับความยุติธรรม”

ใช่หรือไม่ว่า สิทธิของความเป็นมนุษย์ หรือความยุติธรรมที่ชาวตากใบควรจะได้ เป็นสิ่งเดียวกับที่คนไทยทุกคนควรจะมี และรัฐไทยต้องประกันสิ่งนี้ให้ทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน

หากเชื่อเช่นนั้นแล้ว…

คำถามคือว่า เมื่อไหร่รัฐบาลจะกล้าเดินหน้าสร้างความเท่าเทียมนี้ให้เกิดขึ้นในสังคมไทย เพื่อไม่ให้ภาพความสูญเสียอย่างเหตุการณ์ตากใบถูกฉายซ้ำอย่างไม่มีวันจบสิ้น.

เบญจมาศ บุญฤทธิ์
สถาบันข่าวอิศรา สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

“ตากใบ 2 ปี” หลากความทรงจำ กับยุติธรรมที่เฝ้ารอ

(by เอกรินทร์ ต่วนศิริ, เบญจมาศ บุญฤทธิ์)
 
—————————–

สายลมแห่งเดือนรอมฎอนพัดแผ่วเบา เงาแดดยามเย็นทอดรำไร แม่น้ำตากใบไหลเอื่อย เลื้อยเลาะไปตามฝั่ง สตรีวัยกลางคนนางหนึ่งยืนสงบนิ่งอยู่ริมตลิ่ง สายตานางมองไปยังท้องน้ำเบื้องหน้า

“เมื่อสองปีก่อน น้ำตรงนี้เคยเป็นสีแดง ก๊ะนะไม่รู้ว่ามันมาจากไหน ไม่รู้ว่ามันเป็นอะไร เป็นเลือด หรือว่าเป็นสีสะท้อนจากแดด ถึงวันนี้ก๊ะนะก็ยังไม่รู้ เลยหมั่นมาดู เผื่อจะได้รู้ในสักวัน”

ก๊ะแยนะ สะละแม หรือ “ก๊ะนะ” ของชาวบ้านตากใบ ถอนหายใจก่อนละสายตาจากแม่น้ำสายชรา นางเพิ่งจะพูดคำว่า “เมื่อสองปีก่อน” แต่ร่องรอยในแววตาบ่งบอกความรู้สึกของนางว่า เหมือนเหตุการณ์เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน…

เหมือนเหตุการณ์เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน

ย้อนกลับไปเมื่อสองปีที่แล้ว ในวันที่ 25 ตุลาคม บริเวณ สภ.อ.ตากใบ ซึ่งแม่น้ำชราสายนี้ไหลผ่าน มีโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่เกิดขึ้น ซึ่งไม่เพียงแต่สะเทือนใจผู้ได้รับรู้เรื่องราวเท่านั้น หากมันยังสั่นคลอนจิตวิญญาณของสังคมไทย ด้วยการสลายการชุมนุมที่หน้า สภ.อ.ตากใบ ในวันปอซอ ส่งผลให้ชาวบ้านตากใบสูญเสียญาติพี่น้องที่รักไปในที่เกิดเหตุ 7 คน และอีก 78 คน ที่หมดลมหายใจในระหว่างถูกเคลื่อนย้ายจาก สภ.อ.ตากใบ จ.นราธิวาส มายังค่ายอิงคยุทธบริหาร จ.ปัตตานี

“ก๊ะนะยังจำได้เสมอไม่เคยลืม เพราะวันนั้น ก๊ะนะก็อยู่ในเหตุการณ์ด้วย ที่จริงก็ไม่ได้รู้เรื่องอะไรหรอก เขาบอกว่ามีการชุมนุมกันที่อำเภอตากใบ ก๊ะนะก็ไป เพราะชอบอยู่แล้ว งานเด็กๆ แข่งขันฟุตบอลก๊ะนะก็ไป เพราะก๊ะนะชอบ วันนั้นพอพวกเจ้าหน้าที่ยิงปืน ก๊ะนะก็หมอบหลบอยู่ใต้เท้าของพวกผู้ชาย” ก๊ะนะย้อนเหตุการณ์วันนั้นให้เราฟัง

“เสียงปืนนั้นดังมาก ยังดังก้องอยู่ในหูของก๊ะนะวันนี้เลย สักพักทหารสั่งให้ผู้หญิงยืนขึ้น ก๊ะนะก็ยืนขึ้น และตะโกนบอกว่า ผู้หญิงมาทางนี้ ทหารจะต้องไม่ยิงผู้หญิง หยุดได้สักพัก ก็ได้ยินเสียงปืนยิงเข้าหาพวกผู้ชายอีกรอบ พวกเรา บางคนก็ตะโกนบอกว่าพอแล้ว เด็กๆ ที่อยู่ข้างเราร้องไห้พร้อมกับตะโกนบอกให้ทหารพอแล้ว!”

ความทรงจำของก๊ะนะอยู่ที่หน้า สภ.อ.ตากใบ ในขณะที่ความทรงจำของชาวบ้านผู้ชายกว่า 1,300 คนที่ถูกจับกุมอยู่ในรถบรรทุกของทหาร ขณะลำเลียงพวกเขาไปยังค่ายอิงคยุทธบริหาร

“ในขณะที่ถูกนำตัวไปที่ค่ายอิงคยุทธนั้น ผมอยู่ชั้นล่างสุด แต่โชคดีที่ไม่ได้รับบาดเจ็บ ไม่มีบาดแผล แหวน เสื้อผ้าก็ยังอยู่ครบ ทั้งที่ข้างๆ ตัวผม มีหลายคนที่ไม่มีลมหายใจไปแล้ว ลองคิดดูขนาดเราขึ้นรถโดยสารธรรมดาก็รู้สึกล่าช้าแล้ว นับประสาอะไรกับคนที่นอนคว่ำไปนานๆ อากาศจะหายใจก็ไม่มี แถมข้างบนยังมีอีกหลายชั้นทับเราอยู่ เขาทำเหมือนกำลังขนย้ายวัตถุที่ไม่มีชีวิตจิตใจ ไม่ใช่คน” นายมามะอะตัง เซ็งโต๊ะ วัย 25 ปี ชาวบ้านตากใบหนึ่งในผู้รอดชีวิตจาก “รถบรรทุกมรณะ” เล่าให้เราฟัง

“เขาจับผมทั้งที่ผมไม่ได้ทำร้ายใคร ผมไปที่หน้า สภ.อ.ตากใบ พร้อมกับคนอื่นๆ เพราะเป็นเดือนรอมฎอน ขนาดคนไกลๆ ยังมา นับประสาอะไรกับคนในพื้นที่ ที่ใกล้เหตุการณ์อย่างผม ผมไปเพื่อดูเหตุการณ์ เรียกว่าเป็นไทยมุงก็ได้” เขากล่าว

คำบอกเล่าของเขาสอดคล้องกับผลการสรุปของทางราชการที่ว่า กลุ่มคนที่ไปชุมนุมหน้า สภ.อ.ตากใบแบ่งได้ 3 ประเภท คือ ไทยมุง (มุสลิมมุง) ซึ่งตั้งใจจะไปดูเหตุการณ์, ชาวบ้านที่จะไปซื้อของที่ตลาด แล้วพลัดเข้าไปในที่เกิดเหตุ และกลุ่มชาวบ้านที่ไปเพื่อเรียกร้องให้ตำรวจปล่อยตัว ชรบ. 6 คน

ส่วนคนอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งจงใจสร้างความสับสนวุ่นวาย เพื่อให้สถานการณ์ดำเนินไปสู่ความรุนแรงนั้น ทั้งเจ้าหน้าที่รัฐและชาวบ้านยอมรับว่ามีจริง แต่ไม่ว่าข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างไร สิ่งที่สำคัญกว่าคือชีวิตที่จากโลกนี้ไป 85 ราย และชีวิตที่ปลิดปลิวไปเหล่านั้น เป็นชีวิตของกลุ่มคนที่ทุกฝ่ายระบุตรงกันว่า “พวกเขาเป็นแค่ไทยมุง”

เมื่อความสูญเสียเกิดขึ้น 2 ปีที่ผ่านมา ชีวิตที่เหลืออยู่ข้างหลังของชาวตากใบจึงต้องดำเนินไปพร้อมกับการเดินทางของ “ความยุติธรรม”

การเดินทางของ “ความยุติธรรม”

ศพจำนวน 85 ราย คนพิการ ผู้สูญหาย และชีวิตของญาติพี่น้องที่เหลืออยู่ข้างหลัง คือความสูญเสียที่มิอาจประเมินค่า นำมาซึ่งคำถามและการค้นหาคำตอบ และแม้จะมีผลการสอบเบื้องต้นจากกรรมการชุดต่างๆ ออกมา ต้องยอมรับว่าผู้ที่จะตอบคำถามทุกฝ่ายในสังคมไทยได้ดีที่สุดก็คือ “กระบวนการยุติธรรม”

“คดีตากใบ” มี 3 ประเภท คือ คดีไต่สวนการตาย คดีแพ่งฟ้องเรียกค่าเสียหายของญาติผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บ และคดีอาญาที่รัฐฟ้องชาวบ้าน 59 คน

ครบ 2 ปี แล้ว วันนี้ กระบวนการยุติธรรมเดินทางไปถึงไหน?

ในส่วนของคดีไต่สวนการตาย เป็นการยื่นคำร้องให้ศาลไต่สวนว่าผู้ตายคือใคร เหตุและพฤติการณ์ที่ตายคืออะไร ใครทำให้ตาย หากเป็นการตายของบุคคลซึ่งอยู่ในความควบคุมของพนักงานเจ้าหน้าที่ พนักงานเจ้าหน้าที่ทำไปโดยชอบหรือไม่ โดยขณะนี้คดีได้ถูกโอนย้ายจากศาลจังหวัดปัตตานีไปยังศาลจังหวัดสงขลา ส่วนความคืบหน้านั้น จะมีการสืบพยานแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านนิติวิทยาศาสตร์ในเดือนเมษายนปีหน้าที่ศาลจังหวัดนนทบุรี ต่อจากนั้นก็จะมีการไต่สวนฝ่ายอัยการผู้ร้องและฝ่ายผู้ตายตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2550 เป็นต้นไป

ด้านคดีแพ่งฟ้องร้องค่าเสียหาย ศาลจังหวัดปัตตานีกำลังพิจารณาคดีค่าเสียหายให้แก่ญาติผู้เสียชีวิตในระหว่างการขนย้ายผู้ถูกจับจาก สภ.อ.ตากใบ ไปยังค่ายอิงคยุทธบริหาร ส่วนที่ศาลจังหวัดนราธิวาส เป็นคดีเรียกค่าเสียหายให้แก่ผู้ได้รับบาดเจ็บจากการใช้กำลังสลายการชุมนุม ขณะนี้คดีในสองศาลยังไม่จบสิ้น ประเด็นหลักในการไต่สวนคือ ความเกี่ยวพันของชาวบ้านตากใบซึ่งเป็นโจทก์กับผู้เสียชีวิต รายละเอียดการเสียชีวิต เช่น วัน เวลา สาเหตุ รวมถึงสภาพเศรษฐกิจของโจทก์ ว่าเป็นผู้ยากจนหรือไม่ ในระหว่างไต่สวนมีการเจรจาไกล่เกลี่ยระหว่างโจทก์และจำเลยหลายนัด ขณะนี้การไกล่เกลี่ยยังไม่ยุติ

ส่วนคดีอาญาที่รัฐฟ้องชาวบ้าน 59 คน นั้น ปัจจุบันเหลือจำเลย 56 คน เนื่องจากจะเลยคนหนึ่งถูกลอบยิงเสียชีวิตไปเมื่อปีที่ผ่านมา จำเลยอีกหนึ่งรายให้การรับสารภาพ มีการพิจารณาคดีแยกต่างหาก คำพิพากษามีความผิดตามฟ้องให้จำเลยมีโทษจำคุก 8 ปี แต่ให้รอลงอาญา 4 ปี ส่วนอีกรายหนึ่งเพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา

ข้อหาที่ชาวบ้าน 57 คนต้องต่อสู้ในชั้นศาลในขณะนี้มีอยู่ว่า “ฐานความผิด ร่วมกันมั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้าย ขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมืองโดยมีอาวุธและเมื่อเจ้าพนักงานสั่งผู้ที่มั่วสุมให้เลิกเสีย แต่ผู้มั่วสุมไม่เลิก ร่วมกันข่มขืนใจเจ้าพนักงานให้ปฏิบัติการอันมิชอบด้วยหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติการตามหน้าที่โดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย ร่วมกันต่อสู้หรือขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่โดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย โดยร่วมกันกระทำความผิดตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป ร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ที่ใช้หรือมีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์”

ส่วนความคืบหน้าของคดีนั้น นับแต่มีการสืบพยานครั้งแรกเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2549 จนถึงวันนี้ที่ครบรอบ 2 ปีของเหตุการณ์ตากใบ จำนวนพยานโจทก์ 1937 ปาก และพยานจำเลย 98 ปาก มีการสืบพยานโจทก์ไปทั้งสิ้นเพียง 3 ปากเท่านั้น

ความล่าช้าของการดำเนินการพิจาณาคดีทั้งสาม ทำให้วิถีชีวิตของชาวบ้านตากใบเปลี่ยนไป มิพักต้องเอ่ยว่า สำหรับคดีที่ชาวบ้านมากมายตกเป็นผู้ต้องหา พวกเขาเหล่านั้นมีความผิดตามที่รัฐฟ้องจริงหรือไม่?

ทำไมญาติพี่น้องของพวกเขาต้องตาย? แล้วใครจะรับผิดชอบ? ทำไมพวกเขาต้องถูกรัฐฟ้องในข้อหาร้ายแรงขนาดนั้น? คำถามเหล่านี้ยังคงรอคอยคำตอบที่กำลังอยู่ในระหว่างการเดินทางของกระบวนการยุติธรรม

หากคำพูดที่ว่า “ความยุติธรรมที่ล่าช้าก็คือความไม่ยุติธรรม” เป็นจริง สิ่งที่ชาวบ้านต้องการในเวลานี้คงไม่หนีไปจากคำพูดที่ว่า “เมื่อไหร่มันจะจบเสียที?”

“เมื่อไหร่มันจะจบเสียที?”

“พวกเราก็ต้องขึ้นศาลเป็นประจำ มันมีผลกระทบต่อการประกอบอาชีพของเรา แต่ก็ต้องทำใจ ยอมรับสภาพความเป็นจริง แต่ถ้าเป็นไปได้ อยากให้คดีจบเร็วๆ แต่ที่เราต้องต่อสู้ในกระบวนยุติธรรม ก็เพื่อพิสูจน์ความเป็นจริงว่าเป็นอย่างไร” นายหามิ สาเมาะ พ่อผู้สูญเสียลูกชายไปในเหตุการณ์สลายการชุมนุมที่ตากใบ เผยความในใจกับเรา

“ถามว่าคุ้มไหมกับค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี ก็ไม่คุ้มเลย แต่เมื่อเจ้าหน้าที่ของรัฐกล่าวหาว่าเราเป็นผู้ร้าย เราก็ไม่ยอม เพราะเรามีความบริสุทธิ์ใจจริง เราไม่ได้ต่อสู้เพื่อความชนะ แต่เราต่อสู้เพื่อความเป็นธรรม ที่เขากล่าวหาว่าเราเป็นผู้ร้ายบ้าง โจรบ้าง” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหน่าย

เช่นเดียวกับนายแวดี มะโซ๊ะ อายุ 16 ปี ซึ่งสูญเสียตาข้างซ้ายไปจากถูกยิงในเหตุการณ์ที่หน้า สภ.อ.ตากใบ เขาเล่าว่า ทุกวันนี้เหนื่อยมากกับชีวิตที่ไม่เป็นปกติ เมื่อก่อนนี้เขาข้ามไปทำงานที่มาเลเซีย เพื่อหารายได้มาเลี้ยงดูครอบครัว แต่ทุกวันนี้ทุกวันนี้กลับไปทำงานแบบเดิมไม่ได้แล้ว เนื่องจากความพิการ และต้องรอไปขึ้นศาล

“ตอนนี้แผลเริ่มหายดีแล้ว แต่ก็ยังเจ็บบ้าง ผมยังจำเสมอ บางครั้งพอส่องกระจกเห็นบาดแผลก็ทำให้นึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่รู้เพราะอะไร ทั้งที่อยากจะลืม แต่ก็ลืมไม่ได้” เขาพูดพลางก้มหน้าลงซ่อนบาดแผลจากสายตาเรา

ในขณะที่นายมามะอะตัง เซ็งโต๊ะ วัย 25 หนึ่งในจำเลยที่ถูกรัฐฟ้อง บอกเราว่า สิ่งที่อยากเขาได้มากที่สุดในชีวิตตอนนี้คือ อยากให้เจ้าหน้าที่ถอนฟ้องพวกเขา เพราะผลการสอบของฝ่ายต่างๆ ก็สรุปแล้วว่า เจ้าหน้าที่ได้กระทำเกินกว่าเหตุ และเขาไม่ต้องการเข้าไปเกี่ยวข้องกับอะไรอีกแล้ว

“ผมไม่อยากไปยุ่งอีกแล้ว ผมเชื่อในอำนาจลึกลับของทางราชการ ว่าสามารถทำให้สิ่งที่ผิดเป็นถูกกฎหมายได้ ตอนนี้ผมรู้สึกไม่ปลอดภัยในชีวิต เพราะมีคนถูกยิงมาแล้ว 1 ใน 58 คนที่ถูกฟ้องในคดีตากใบพวกเราก็รู้ว่า ตราบใดที่ศาลยังไม่ตัดสินคดี ก็ถือว่าเรายังเป็นผู้บริสุทธิ์ แต่ว่ายังมีอำนาจหนึ่งที่น่ากลัว ผมแค่รู้สึกเท่านั้น” เขาพูดด้วยน้ำเสียงหวั่นๆ ที่ซ่อนไว้ไม่มิด

ทว่า มีอีกคนหนึ่งซึ่งต้องผจญกับความความหวาดหวั่นแบบเดียวกับนายมามะอะตัง ต่างกันตรงที่ความหวาดหวั่นนี้ได้กลายเป็นความจริง

คนคนนั้นคือนางซากียะห์ สะมาแอ สูญเสียนายสะตอปา เซ็ง ผู้เป็นสามีไป จากเหตุการณ์ลอบยิงที่หน้าบ้านตัวเองเมื่อเกือบหนึ่งปีที่ผ่านมา

“คดีของสามีก๊ะนั้น ทางการสรุปว่าเป็นคดีส่วนตัว ก๊ะอยากถามเจ้าหน้าที่ว่าใครเป็นคนสรุป เพราะไม่มีใครมาสัมภาษณ์เราเลย ก๊ะรู้สึกว่ามันไม่ยุติธรรม” นางบอกเล่าความรู้สึกกับเราด้วยนัยตาแดงช้ำ

“บางครั้งมีคนมาเยี่ยมหลายๆ คน ก๊ะก็รู้สึกกลัว เพราะอาจมีเพื่อนบ้านที่ไม่หวังดีจะแจ้งเจ้าหน้าที่ก็ได้ เพราะเขาอาจรู้สึกกลัว บางครั้งก๊ะเห็นเพื่อนบ้านรุ่นราวคราวเดียวกันกับสามี น้ำตาก็ไหลออกมาเอง เพราะคิดถึงสามี”

“ภาพทุกอย่างยังติดตาอยู่จนถึงทุกวันนี้ วันนี้ก๊ะไม่อยากเรียกร้อง ไม่อยากให้มีการรื้อฟื้นอีก ปัจจุบันนี้รู้สึกวุ่นวาย ถ้าสามีก๊ะยังอยู่เขาก็จะให้คำปรึกษาและทำให้ก๊ะไม่รู้สึกว่าอยู่คนเดียว” นางก้มหน้าซ่อนน้ำตาและพูดประโยคสุดท้ายออกมาว่า

“ตอนนี้ก๊ะอยากให้ลูกๆ ได้เรียนหนังสือให้มากที่สุด ส่วนเหตุการณ์ตากใบ ไม่อยากพูดถึงอีกแล้ว และไม่อยากเล่าให้ลูกๆ ฟัง”

ในฐานะแม่ของลูกเล็กๆ 4 คน นางซากียะห์คิดว่าตัวเองจะแบกรับทุกอย่างไว้คนเดียวได้ และหวังให้ลูกๆ เติบโตขึ้นอย่างปราศจากความทรงจำอันเจ็บปวด แต่ความจริงก็คือ เมื่อลูกๆ ของนางโตพอที่จะตั้งคำถามถึงเรื่องราวที่เป็นรอยด่างในประวัติศาสตร์นี้ได้ นางจะตอบคำถามลูกๆ อย่างไร

และสำหรับทุกคนในสังคมไทย เราจะเล่าเรื่องนี้ต่อไปอย่างไร?

เราจะเล่าเรื่องนี้ต่อไปอย่างไร?

“ถ้าอยากจะเล่าเรื่องเหล่านี้ให้ลูกหลานฟัง ผมก็คงจะเล่าเป็น 3 อย่าง อย่างที่หนึ่งก็คือ เล่าเรื่องข้อเท็จจริงเท่าที่เราทราบ สองก็คือ เล่าว่าข้อเท็จจริงเหล่านี้มีความหมายกับคนแต่ละกลุ่มไม่เหมือนกัน อย่างที่สามก็คือว่า เล่าว่าอารมณ์ในสังคมไทยที่ผมคิดว่าควรจะมีคืออะไร ซึ่งในกรณีนี้ก็คือความโกรธ แต่ไม่ได้โกรธคนทำนะ โกรธว่าทำไมสังคมไทยจึงมาถึงจุดนี้ได้ที่ปล่อยให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นแล้วก็ไม่มีการรับผิดชอบอะไร” อาจารย์ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ กล่าว

“ผมคิดว่าสังคมไทยน่าจะทำสองอย่าง คือชดเชยในทางความทรงจำและความรู้สึกให้กับคนที่สูญเสีย และในทางกลับกัน การเผชิญหน้ากับความทรงจำและความรู้สึกนั้นอาจจะช่วยให้สังคมไทยแข็งแรงขึ้น เพราะไม่เลือกที่จะไปหลบซ่อนสิ่งเหล่านี้ไว้ สังคมไทยเก่งในเรื่องเหล่านี้ แต่มันอาจจะถึงเวลาที่ต้องเผชิญกับสิ่งแหล่านี้ และเผชิญกับมันจากมุมของเหยื่อ มันอาจจะทำคู่กันไปกับคุณค่าที่มีอยู่ในสังคมไทย ก็คือความเมตตา กรุณา”

ในขณะที่ มูฮำมัดอายุบ ปาทาน เชื่อว่าหากมีการเปิดเผยความจริงออกมา และรัฐยอมรับว่า “ผิด” ความรู้สึกของผู้สูญเสีย และความคลางแคลงใจของคนไทยทั่วไปต่อการกระทำของรัฐจะคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น

“ถ้าภาครัฐออกมาพูด ประชาชนรับได้แน่นอน แล้วก็จะทำให้มันเกิดความเป็นธรรม ทั้งฝ่ายที่ถูกกระทำและฝ่ายที่กระทำ ผมว่าสังคมไทยรับได้ สังคมมุสลิมรับได้ แต่ 2 ปีที่ผ่านมา เราไม่ค่อยพูดถึงคนที่กระทำเลย เราพูดถึงผู้ที่ถูกกระทำมากกว่าคนที่กระทำต่อเขา ผมว่ามันเป็นเรื่องที่แย่มาก ตอนนี้คนที่ถูกกระทำต้องมานั่งจดจำ พอถึงรอมฎอนปีหนึ่ง ก็มานั่งจดจำความสูญเสีย แต่ฝ่ายที่กระทำเขา เราไม่พูดถึงเลย”

เขากล่าวต่อว่า “สังคมต้องถอดบทเรียนออกมาให้เร็วที่สุด แล้วก็ยอมรับความจริงว่า ถ้าเราผิด เราก็บอกว่า โอเค เราผิด เราขอโทษนะ ผมว่าจบ แต่ถ้าเราไม่ขอโทษ เราไม่ยอมรับความจริง เราปล่อยให้สถานการณ์อยู่อย่างนี้ ความขัดแย้งจะยังขยายความรู้สึก คนก็จะรู้สึกเคียดแค้นเข้าไปอีก ภาครัฐต้องยอมรับความจริงว่าที่รัฐกระทำมันไม่ถูกต้องตรงไหน ต้องอธิบายให้คนเข้าใจ ไม่ใช่เงียบ แล้วให้สถานการณ์มันไปโดยธรรมชาติ มันจะกลายเป็นประวัติศาสตร์ที่ไปตอกย้ำความรู้สึกให้คนขัดแย้งเข้าไปอีก”

นอกจากรัฐแล้ว คนไทยทุกคนในสังคมก็ต้องส่วนในการเยียวยาโศกนาฏกรรมนี้ด้วย โดยนารี เจริญผลพิริยะ เชื่อว่า ความเคลื่อนไหวของคนไทยทั่วประเทศจะส่งผลให้รัฐต้องทบทวนบทเรียนนี้ และนี่ไม่ใช่ความสูญเสียอันเกิดจากความขัดแย้งของรัฐกับประชาชนครั้งแรก เหตุการณ์ในทำนองนี้เกิดขึ้นมาหลายครั้งแล้ว รวมทั้งกรณี 6 ตุลา

“คุณคาดการณ์ได้เลยว่าในอีก 10 หรือ 20 ปี ถ้าวันนี้ประชาชนโดยทั่วไปยังไม่พยายามเข้ามามีความเห็นหรือพยายามเข้ามาแก้ไขวิธีการปฏิบัติของรัฐ วันหนึ่งอาจเป็นคุณที่ต้องนอนหมอบลงบนพื้นเหมือนนักศึกษาใน 6 ตุลา หรือชาวบ้านตากใบในวันนั้น” นารีกล่าว

“เราควรพยายามเรียกร้องให้มีการแก้ไขเรื่องนี้อย่างเป็นระบบ และมีรูปธรรมเห็นชัดว่า ต่อไปนี้รัฐจะปฏิบัติอย่างไรกับประชาชนถ้าเกิดเหตุเกิดความขัดแย้งแบบนี้ เพราะหลายคนคิดว่าหลัง 6 ตุลาจะไม่เกิดเหตุการณ์อย่างนี้ขึ้น แต่เราจะคิดเอาไม่ได้ มันต้องเรียกร้องให้มีการปฏิบัติอย่างชัดเจน มีแบบแผนปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมออกมา ถึงจะทำให้ประชาชนมั่นใจได้ว่า ในอนาคตเรื่องอย่างนี้ มันจะไม่เกิดขึ้นอีก”

มันจะไม่เกิดขึ้นอีก?

สายน้ำตากใบยังคงไหลล่อง แสงแดดสีทองกำลังลับขอบฟ้า ลมพัดมาไหวไหว หอบกลิ่นไอดินปลายฤดูฝนจากริมตลิ่งโชยมา

“จริงๆ แล้วก๊ะนะก็ไม่อยากเห็นมันอีกหรอก แม่น้ำสีเลือดน่ะ ที่มาดู ก็เพื่อให้แน่ใจว่ามันไม่ได้เป็นสีนั้นอีก และมันจะไม่เป็นสีนั้นอีก”

ก๊ะนะยังคงยืนนิ่ง แต่สายตานางไม่ได้จับจ้องไปที่ท้องน้ำอีกต่อไป หากแต่เป็นขอบฟ้าที่เริ่มมีแสงจันทร์ทาบทา

เพียงครู่เดียวเท่านั้น พระจันทร์ก็ลอยมาแขวนให้เราแหงนมอง

ในขณะที่เรากำลังชื่นชมกับภาพเบื้องหน้า ก๊ะนะก็หันมา และชี้ชวนให้เราดูสายน้ำตากใบ

“ดูสิ เงาจันทร์อยู่ในน้ำ แม่น้ำตากใบวันนี้สวยไหม?”

—————————–

เขียนในคืนปอซอ…ขอสันติสุขคืนสู่ดินแดนแม่น้ำตากใบในเร็ววัน

‘อย่าตกหลุมพรางความรุนแรง’ ปัญหาชายแดนใต้ในทัศนะ ‘อิมรอน มะลูลีม’

สโลแกนของ กอส. เรื่องความสมานฉันท์ ถือเป็นการแสวงจุดร่วม สงวนจุดต่าง เวลานี้มีคนหลายกลุ่มเข้าใจผิดเกี่ยวกับมุสลิม เนื่องจากหลังวันที่ 11 กันยายน นโยบายเรื่องของผู้ก่อการร้ายกลายเป็นยุทธศาสตร์หลักในการกล่าวหามุสลิมทั่ว โลก การมองอะไรแบบนี้เป็นการมองที่ผิวเผิน เพราะหลักการของอิสลามจริงๆ เป็นเรื่องของสันติภาพ โดยส่วนตัว ผมว่าคนที่ชอบความรุนแรงและวิธีการที่ไม่ถูกต้องไม่น่าจะใช้คำเรียกว่า มุสลิม ศาสนาอิสลามไม่ได้สอนให้ใครทำลายชีวิตผู้บริสุทธิ์ ไม่ได้สอนให้ทำลายล้าง สิ่งเหล่านี้ไม่ได้มีในหลักการศาสนา

ศ.ดร.อิมรอน มะลูลีม รักษาการสมาชิกวุฒิสภา กรุงเทพมหานคร และประธานมูลนิธิเพื่อศูนย์กลางอิสลามแห่งประเทศไทย แสดงทัศนะที่มีต่อสถานการณ์ความไม่สงบในชายแดนภาคใต้ การแก้ไขปัญหา ตลอดจนให้ข้อเสนอแนะผ่านคณะทำงานสื่อสารกับสังคม กอส. ไว้อย่างน่าสนใจ

กับดักแห่งความเกลียดชัง

ผมอยากจะประณามคนที่ทำให้ชาวมุสลิมเสียใจมากๆ ทั้งเรื่องการทำร้ายครูจูหลิง การทำร้ายพระ สิ่งเหล่านี้ไม่มีในหลักการศาสนา ผมเข้าใจว่าคนพวกนี้ต้องการให้เกิดความรุนแรงเพื่อให้รัฐบาลปราบเขาให้ รุนแรงที่สุดแล้วเรื่องนี้ก็จะไปอยู่ในสหประชาชาติ ไปอยู่ในโอไอซี เขาต้องการให้เรารู้สึกโกรธ เพราะทำวิธีอื่นแล้วรัฐบาลก็ยังใจเย็น เขาต้องการเร่งให้เรารู้สึกเกลียด โกรธแค้นเขา อย่างกรณีที่ตันหยงลิมอ เขาบอกว่า ถ้าฆ่าเขาทั้งหมู่บ้าน ปัตตานีก็จะแยกได้เร็วขึ้น นี่คือจุดประสงค์เขา ถ้าเราเดินไปก็จะหลงกล เขาต้องการให้เราปราบอย่างรุนแรง เขาจึงสร้างความรุนแรง

ผมมองเหตุการณ์นี้มานานพอสมควร เราต้องพยายามประชาสัมพันธ์พื้นฐานทางประวัติศาสตร์ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตเป็นประวัติศาสตร์ที่พวกเราซึ่งเป็นรุ่นลูกรุ่น หลานไม่มีความเกี่ยวข้อง ถ้าเรายังให้คนเหล่านี้ฝักใฝ่หมกมุ่นอยู่กับอดีตกาลที่ผ่านมา ปัญหานี้ก็จะไม่มีวันจบ ไทยกับพม่าก็จะยังรบกันต่อไป เขมรก็จะมาอ้างว่าประเทศไทยเป็นของบรรพบุรุษเขา อิสราเอลก็อ้างว่าบ้านเก่าเขาอยู่ในปาเลสไตน์ ผลที่เกิดขึ้นคือ ทุกวันนี้เรายังมองไม่เห็นสันติภาพ

เราต้องสอนให้ชาวบ้านในพื้นที่รู้จักอดีต แต่ไม่ใช่เพื่อจดจำอดีตที่ขมขื่น ไม่ควรนำเหตุการณ์ในอดีตมาอ้าง ยุคสมัยมันผ่านไปแล้ว ขบวนการต่างๆ มันหมดไปแล้ว ทุกวันนี้มันเป็นขบวนการที่เกิดขึ้นจากการปลุกระดม ไม่ใช่ขบวนการที่ตั้งขึ้นเพื่อต่อสู้ทางการเมือง

ลดช่องว่าง เพิ่มข้าราชการมุสลิม

บรรดาเจ้าหน้าที่ โดยเฉพาะทหารและตำรวจในจังหวัดชายแดนใต้ ถ้าเป็นลูกหลานของคนมุสลิม จะช่วยแก้ปัญหาได้เยอะกว่า เพราะว่าเขารู้ขนบธรรมเนียมประเพณี และมีความรู้สึกว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของประเทศ เมื่อรับหน้าที่แล้วคงไม่ปล่อยให้สิ่งที่ไม่ดีงามเกิดขึ้น รัฐบาลก็จะไม่ถูกครหาในการเข้าไปปราบปราม เราน่าจะเพิ่มจำนวนเจ้าหน้าที่เหล่านี้ให้มากขึ้น

ปัญหาจะไม่เกิดขึ้นหากครูเป็นคนท้องถิ่น เนื่องจากเราปล่อยให้มีการสอบแข่งขัน โอกาสที่จะได้คนท้องถิ่นมาทำงานตรงนี้จึงทำได้ยาก ผมเห็นว่าทุกอย่างต้องมีข้อยกเว้น เหมือนกับที่เปิดโอกาสให้คนที่ไปเรียนที่ตะวันออกกลางมาเป็นข้าราชการ กระทรวงต่างประเทศโดยการสอบภาษาอาหรับโดยเฉพาะ กรณีแบบนี้เป็นข้อยกเว้นที่รัฐบาลต้องฉลาดในการทำให้เขารู้สึกมีส่วนร่วมใน การเป็นเจ้าของประเทศ อย่าให้เขารู้สึกว่าเป็นพลเมืองชั้นสอง หากแก้ปัญหา ต้องเอาคนท้องถิ่นมาเป็นครู ปัญหาเรื่องโจร ไม่ต้องไปตามจับใคร เพราะลูกหลานกันทั้งนั้น เราต้องเพิ่มจำนวนทหารที่เป็นมุสลิมให้มากขึ้น แล้วค่อยถอนตัวออกมา จะแก้ปัญหาได้ ขบวนการต่างๆ ในสมัยก่อนเขาแก่ตายกันหมดแล้ว กอส. บอกว่าจะแก้ปัญหาต้องใช้การเมืองนำ ผมว่านี่คือสิ่งที่ถูกต้อง ถ้าผมมีโอกาส ผมอยากเขาไปช่วย อย่าง พลเอกสนธิ ท่านมีความมุ่งมั่น ท่านเข้าใจปัญหามุสลิม เข้าใจวัฒนธรรมประเพณีมุสลิม แค่ครึ่งตัวก็สำเร็จแล้ว เพราะประชาชนจะมีอคติถ้าคนไปแก้เป็นคนต่างศาสนา

ปรับโลกทัศน์ พัฒนาการศึกษาคนพื้นที่

ผมต้องยอมรับว่า คนมุสลิมส่วนหนึ่งยังอ่อนแอในเรื่องการศึกษา และการศึกษาเพียงด้านหนึ่งด้านใดทำให้คนมองโลกแคบ ถ้าเราเริ่มต้นการศึกษาผิดมาตั้งแต่ต้นมันก็จะผิดไปเรื่อยๆ ยกตัวอย่าง พวกตอลีบัน เขายึดติดอยู่กับอดีตและเข้าใจศาสนาเพียงมุมเดียว  คนพวกนี้ต้องได้รับการอบรมและเทรนหนักๆ เขามองศาสนาเป็นเรื่องของชีวิตจิตใจที่จะไม่ยอมให้คนอื่นเข้ามามีส่วนร่วม แล้วเขาก็เข้าใจอยู่มุมเดียว วิธีคิดแบบนี้ทำให้เขาทำลายพระพุทธรูปของคนพุทธ แต่มองมุมกลับกันในอินโดนีเซีย เขารักษาโบราณสถานทางพุทธศาสนาเป็นอย่างดี หรือในอียิปต์ทางตอนใต้เขาก็รักษาเมืองเก่าไว้อย่างสวยงาม เราสามารถอธิบายให้คนทั้งหลายเข้าใจว่านี่คืออดีตที่รุ่งโรจน์ของปู่ย่าตา ยาย เมื่อเรามีการศึกษาด้านเดียว ความเป็นสากลนิยมไม่มี มันก็เป็นอันตราย

“การที่คนมุสลิมเรียนในด้านเดียว ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนปอเนาะ หรืออะไรก็ตามแต่ มันทำให้ความคิดของเขาแคบ พอมีเหตุการณ์เกิดขึ้น นั่นคือชนวนของความรุนแรง เพราะเขามีสมมติฐานที่ตั้งไว้ตั้งแต่แรกแล้ว นี่คือปัญหาหนึ่ง”

ผมฟันธงว่าปัญหาภาคใต้แก้ได้ เราต้องระดมกันทุกสาขา พื้นฐานหนึ่งคือเรื่องการศึกษา ต้องให้มีความเป็นสากลมากขึ้น ต้องเปิดกว้างให้คนเข้าใจศาสนาในมุมกว้าง คนบางคนเข้าใจว่าการภักดีต่อพระเจ้าคือการนมัสการ การละหมาดวันละ 5 ครั้ง แต่ความจริงแล้วหลักการแพทย์หรือหลักการวิศวกรรมก็คือหลักการศาสนาเช่นกัน ท่านศาสดาบอกว่า ถ้าในตำบลหนึ่งไม่มีแพทย์ถือว่าบาปกันทั้งตำบล เพราะสมมติว่าคุณสุขภาพไม่ดี อ่อนแอ เจ็บป่วย แล้วไม่มีหมอรักษา แล้วคุณจะทำการนมัสการพระเจ้า จะทำละหมาดได้อย่างไร การเพาะพืชหรือการทำเกษตรกรรมก็เป็นเรื่องของศาสนา เพราะคุณต้องกินเพื่อให้มีร่างกายที่แข็งแรง เพราะฉะนั้นวิชาเหล่านี้เป็นเรื่องที่ทุกคนต้องขวนขวายเรียน มันเป็นสากลและเป็นศาสนา อย่าไปเข้าใจว่านี่ไม่ใช่ศาสนา โน่นไม่ใช่ศาสนา คุณต้องมีชีวิตอยู่ จะคิดมุมเดียวไม่ได้ แน่นอนว่าคนที่กราบไหว้พระเจ้าทุกวันเป็นคนดี แต่ท่านศาสดาไม่ได้ทำอย่างนั้น คนดีในสังคมคือคนที่ไม่ทำชั่ว ไม่ยุ่งกับอะไร ทำละหมาดทุกวันตามหลักการ เรียกว่าคนดีที่ไม่มีประโยชน์ สังคมเรามีปัญหาเยอะ เราต้องเข้าไปช่วยแก้ปัญหา

แนวทางแห่งศาสดา วิธีการสมานฉันท์

ท่านศาสดาเองเวลาท่านอยู่ที่บ้านท่านก็เย็บรองเท้า ตากรองเท้า อยู่ตรงไหนก็ตามแต่ ท่านเป็นทั้งนักการเมือง นักการอื่นๆ ด้วย ท่านศาสดาบอกว่า “จงแสวงหาความรู้แม้ว่าจะไกลถึงเมืองจีน” จะเห็นว่าความรู้ทุกชนิดเป็นเรื่องของพระเจ้าหมดเลย นักวิทยาศาสตร์สมัยนี้ค้นพบในสิ่งที่มีอยู่แล้ว ไม่ได้คิดขึ้นใหม่ เขาค้นพบในสิ่งที่มีอยู่แล้วซึ่งกลายเป็นความรู้และถูกตั้งเป็นทฤษฎี ถามว่าทำไมท่านศาสดาถึงสนับสนุนให้คนไปเมืองจีนทั้งๆ ที่เป็นมุสลิม เพราะความรู้ทุกชนิดเป็นที่ต้องการ

ในสงครามเวลารบกัน เวลาจับเชลยได้ แน่นอนว่าต้องโกรธแค้นกันทุกฝ่าย พวกนี้ต่างมีญาติพี่น้องที่ตายในสงคราม ทุกคนก็กระเหี้ยนกระหืออยากฆ่าเชลยเพื่อแก้แค้น ท่านศาสดาก็มีวิธีสมานฉันท์ ท่านบอกว่าทำแบบนี้ไม่ได้ ทำแบบนี้จะได้แต่ความแค้นและความแค้นไม่มีวันจบสิ้น เอาอย่างนี้ ตกลงกัน เชลยคนไหนที่มีความรู้เรื่องการแพทย์ ให้มาสอนมุสลิม 5 คน แล้วปล่อยให้เขาเป็นอิสระ เชลยคนไหนที่มีความรู้เรื่องเย็บปักถักร้อย เอามาสอนคนมุสลิม 5 คน แล้วปล่อยให้เขาเป็นอิสระ  เชลยคนไหนอ่อนแอก็ขังเขาไว้ระยะหนึ่งให้เขานึกถึงสิ่งที่ดีงาม ถ้าคุณเอาอารมณ์มาเป็นเครื่องตัดสินคุณจะแก้ปัญหาไม่ได้ การให้ความรู้ถึงสิ่งเหล่านี้จะยังประโยชน์ต่อไปในอนาคต

แต่การแก้แค้น เขาตายไปคุณก็ไม่ได้อะไรเลย ได้แต่ความเจ็บแค้น สะใจ ท่านศาสดาจะแก้ปัญหาแบบนี้มาตลอด ให้คนไปทำประโยชน์ เหมือนที่ศาลสมัยนี้ให้นักโทษไปทำประโยชน์ ไปบริจาคเลือด ไปดูแลสถานที่ต่างๆ นี่เป็นวิธีการสมานฉันท์

รัฐต้องกล้าเผชิญปัญหา

เรามีการคุยกันโดยตลอดในวงการศึกษาอิสลาม  แต่ว่าจะทำอะไรก็ต้องใช้เวลา ผมเคยลงไปทำงานเรื่องการวางแผนครอบครัว เมื่อแรกๆ องค์กรศาสนาเข้าไปล้มเหลวหมดเลย อัตราการเกิดของประชากรภาคใต้สูงมาก เวลาพัฒนาประเทศเราต้องควบคุมอัตราการเกิดให้อยู่ในระดับพอดี โครงการนี้คนภาคใต้ส่วนใหญ่ไม่รับ เพราะเขามองว่าจะมาควบคุมไม่ให้พวกเขาเกิด เกิดความไม่ไว้วางใจบนพื้นฐานที่แตกต่าง เวลาเจ้าหน้าที่เข้าไป ขาวบ้านไม่มีความรู้ เขาศรัทธาโต๊ะครู ไม่ได้ศรัทธาหมอ ผมเข้าไป เชิญคณะกรรมการอิสลามไปประชุม คุยกันว่าในหลักการศาสนาตรงไหนที่มีข้อยกเว้นหรืออนุโลมได้บ้าง อธิบายให้เขาเข้าใจ และไม่ใช่แค่ไปถึงแล้วบอกว่าอันนี้ดี มันไม่พอ คุณต้องสร้างความเป็นเพื่อน คุณต้องอธิบายหลักการด้วยปาก เชิญผู้มีความรู้มาถกมาคุยกัน ต้องชี้แจงให้รู้เรื่อง คุณต้องละเอียดอ่อนในเรื่องศาสนา ทำให้เขารู้เจตนาว่าเราต้องการพัฒนาคุณภาพชีวิตไม่ใช่มาควบคุมการเกิด

“ผมอยากจะให้ทางฝ่ายรัฐกล้าหาญ คำถาม-คำตอบ ที่ท่านจุฬาราชมนตรีเคยตอบในสมัยก่อน เช่นเรื่องการทำความเคารพในสถานที่ รูปเคารพ ท่านจุฬาเคยฯ ตอบให้ฟังว่าอย่างนี้ทำได้ไหม อย่างนั้นทำได้ไหม คำถามคำตอบเหล่านั้นรู้สึกว่าไม่ได้รับการตอบรับ ควรจะเผยแพร่เพื่อให้รู้ว่าสิ่งไหนที่คนมุสลิมทำได้หรือทำไม่ได้ เช่น ประเพณีไหว้ครู การร้องเพลง ฯลฯ เราต้องกล้าหาญ ผมรู้สึกว่าทางราชการไม่กล้าหาญที่จะเผชิญกับปัญหา การจะแก้ปัญหาได้ต้องยอมรับในเรื่องเหล่านี้ก่อน มิฉะนั้นเราจะแก้ปัญหาไม่ได้เลย”

รายงานกอส. ข้อเสนอลดความรุนแรง

สำหรับรายงาน กอส. ผมว่าเขาเขียนได้ครอบคลุมทุกอย่าง ข้อเสนอต่างๆ ผมเห็นด้วยกับทุกข้อ ส่วนที่ว่าเป็นไปได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับแนวคิดของรัฐบาล แนวคิดของคุณทักษิณเป็นแนวคิดของตำรวจ เหมือนกับการฆ่าตัดตอนในการปราบยาเสพติด เขาเชื่อว่าความรุนแรงมันต้องโต้ด้วยความรุนแรง ความผิดพลาดส่วนหนึ่งเกิดจากการคิดแบบตำรวจ และเขาก็ไม่เชื่อคนอื่นนอกจากพวกของตัวเอง

ข้อเสนอที่มีการใช้กฎหมายเฉพาะในพื้นที่เป็นเรื่องที่น่าสนับสนุน เพราะเขามีลักษณะเฉพาะของกลุ่ม กฎหมายที่มีอยู่ก็ดีอยู่แล้ว แต่ในบางกรณีน่าจะไกล่เกลี่ยกันได้ ไม่จำเป็นต้องไปขึ้นศาลใหญ่ ในอิสลามจะมีกฎหมายเฉพาะตัวอยู่ ผมอยากให้มีศาลซารีอะห์ จริงๆ แล้วการตั้งใช้งบไม่มาก จังหวัดไหนมีกรรมการอิสลามประจำจังหวัด ซึ่งตอนนี้มีประมาณ 38 จังหวัด ให้เขามีศาลซารีอะห์ให้หมด ให้ดูแลเรื่องมรดก เรื่องหย่าร้าง เรื่องปัญหาครอบครัว ฯลฯ น่าจะมี ไม่ควรจะไปเลือกปฏิบัติให้มีแต่ใน 4 จังหวัดชายแดนใต้ ในขณะที่มีประธานกรรมการกลาง 38 จังหวัด มีคนมุสลิมอีกไม่น้อยในหลายๆ จังหวัด ทำไมให้มีแต่ใน 4 จังหวัดชายแดนใต้

ผมยอมรับว่าคนพุทธเป็นคนที่ให้อภัยสูง แต่คนมุสลิมเขาไม่ใช่ คุณไปทำอะไรกับเขา เขาคิดบัญชีหมด จะช้าหรือเร็ว สังเกตตรงไหน เวลาเขาฝังศพเขาฝังรวม ไม่แยก เขาถือว่าคนพวกนี้ตายในสงคราม เขาไม่อาบน้ำศพ แสดงว่าเขาแค้น แต่เขาไม่พูดให้รู้ ถ้าฝังศพเดียวนั่นคือการตายอย่างปกติ แต่ถ้าฝังรวมนี่คือสงครามศาสนาแล้ว สัญลักษณ์ตรงนี้อันตราย มันคือการประกาศสงครามศาสนา แต่เขาไม่พูดออกมาให้รู้

ปัญหาสังคมเกิดขึ้นในประเทศใหญ่ๆ เป็นเรื่องธรรมดา โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความแตกต่างทางวัฒนธรรม ประเพณี อย่างประเทศไทย ประกอบกับรัฐบาลไม่ได้ให้ความสนใจมาตั้งแต่แรก ปล่อยให้หมักหมม ถ้ารัฐบาลเข้าไปพัฒนาตั้งแต่ต้น ปัญหาเหล่านี้จะไม่เกิด คนเราถ้ามีการศึกษา มีอะไร มันพูดง่าย ที่พูดกันไม่รู้เรื่องทุกวันนี้เพราะทัศนคติ และการที่เรียนอยู่แต่เฉพาะเรื่องการศาสนาอย่างเดียวจึงมองโลกด้วยโลกทัศน์ แคบ เราละเลยเรื่องการศึกษา ไม่ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการศึกษาในแขนงต่างๆ มานาน เราต้องส่งเสริม อย่าปล่อยให้เขาดิ้นรนกันเอง คนที่โลกทัศน์แคบ ตามไม่ทัน จะเป็นปัญหากับเรา เราต้องพยายามให้เขาเจริญ อยู่ดีกินดีเข้าไว้ เขาจะได้ไม่มายุ่งกับเรา แต่เราไปกดให้เขาอยู่ในความล้าหลังมาโดยตลอด ยิ่งล้าหลังก็ยิ่งพูดไม่รู้เรื่อง

“ท่านนบีสอนให้เรายกย่องให้เกียรติมนุษย์ มนุษย์ล้วนเกิดมาจากพระเจ้าทั้งนั้น เพราะฉะนั้นเราต้องให้เกียรติเพื่อนมนุษย์ ท่านบอกว่าอย่าดูถูกคนศาสนาอื่น แล้วเขาจะดูถูกพระเจ้า มีโองการชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องนี้ จริงๆ แล้ว สังคมต้องยอมรับว่า คนมีการศึกษาจะมีความคิดที่กว้างใหญ่”.

สัมภาษณ์โดย คณะทำงานสื่อสารกับสังคม กอส.

ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม นำสันติสุขสู่ชายแดนใต้

หาก “ความยุติธรรม” คือหลักประกันของการอยู่ร่วมกันในสังคม เรื่องราว “ความไม่ยุติธรรม” ต่างๆ ที่ปรากฏออกมาตลอดระยะเวลา 2 ปี ท่ามกลางสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนใต้ คงจะทำให้คนทั่วไปตั้งข้อสงสัยว่า กระบวนการยุติธรรมกำลังทำงานของมันอยู่หรือไม่ และใครเป็นผู้ควบคุม?

“เมื่อพูดถึงเรื่องกระบวนการยุติธรรม ความเข้าใจของคนทั่วไปคือรัฐเป็นผู้กำหนดและผูกขาดความยุติธรรม จะถูกหรือผิด รัฐเป็นตัวสั่งหรือพิพากษา” นี่คือคำกล่าวของ อนุกูล อาแวปูเต๊ะ นักกฎหมายและนักวิชาการจากวิทยาลัยอิสลามยะลา ซึ่งทำงานด้านความยุติธรรมให้ชาวมุสลิมในจังหวัดชายแดนใต้มายาวนาน ในงานสัมมนา “การสร้างสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้” ที่โรงแรมไดอิชิ หาดใหญ่ จ.สงขลา เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2549

เขาอธิบายว่า กระบวนการยุติธรรมของไทยมีปัญหาในเชิงโครงสร้างหลายประการ เพราะความยุติธรรมถูกกำหนดโดยรัฐ ทุกวันนี้เรามองว่าสถาบันตุลาการและตำรวจเป็นสิ่งที่แตะต้องไม่ได้ ทั้งที่ความจริงเรื่องของความยุติธรรมเป็นสิ่งที่เราสัมผัสได้ในความรู้สึก

“คดีเจไอ หมอแวเป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุด สุดท้ายแล้วเราก็พบว่า หมอแวต้องถูกคุมขังฟรี ซึ่งไม่มีอะไรจะชดเชยความเสียหายนี้ได้ เพราะความเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นความเสียหายทางด้านจิตใจ และไม่ใช่เฉพาะหมอแวเท่านั้น แต่มันเป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นในจิตใจคนว่ากระบวนการยุติธรรมไทยมีปัญหา” อนุกูล กล่าว

กรณีหมอแวเป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนของปัญหาของกระบวนการยุติธรรมไทยในการพิจารณาคดีความมั่นคง โดยขณะนี้มีคดีความมั่นคงมากมายในจังหวัดชายแดนใต้ที่กำลังรอการสืบพยานและพิพากษาจากศาล อนุกูล ซึ่งมีบทบาทในฐานะทีมทนายความของผู้ถูกกล่าวหาในคดีความมั่นคงในจังหวัดชายแดนใต้ ได้บอกเล่าปัญหาว่า

“หลังจากที่ตำรวจทำสำนวนส่งให้อัยการ ความจริงตามหลักการแล้ว อัยการสามารถที่จะใช้ดุลพินิจพิจารณาว่าคดีอย่างนี้จะสั่งฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้องได้หรือไม่ แต่ในทางปฏิบัติเป็นไปไม่ได้ เพราะว่าพอติดคดีความมั่นคงแล้ว คนที่สั่งไม่ฟ้องต้องมาอธิบายเหตุผลว่าเพราะอะไร กลายเป็นภาระของเขา แล้วจะถูกผู้บังคับบัญชาตรวจสอบอีกทีว่าคดีใหญ่แบบนี้ปล่อยไปได้อย่างไร นี่เป็นปัญหาเชิงระบบ บางคนมาคุยกับผมตรงๆ เลยว่า รู้ว่าหลักฐานไม่มี แต่คดีแบบนี้ไม่สั่งฟ้องไม่ได้ เพราะเป็นคดีความมั่นคง พอสั่งฟ้องแล้วก็ต้องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดีของศาล ต้องสืบพยาน ซึ่งใช้เวลานาน”

ปัญหาอีกอย่างคือ เมื่อเป็นคดีความมั่นคง ศาลสั่งให้ประกันตัวไม่ได้ เพราะคดีความมั่นคงเป็นคดีโทษหนัก ซึ่งที่ผ่านมา คดีในลักษณะนี้พอพิจารณาเสร็จศาลพิพากษาส่วนใหญ่จะยกฟ้อง เพราะพยานหลักฐานอ่อน “แต่ว่าการที่ผู้ถูกกล่าวหาต้องถูกควบคุมในระหว่างการพิจารณาคดีในชั้นศาล โดยไม่มีโอกาสได้รับการประกันตัว มันเป็นธรรมหรือไม่?” นี่คือคำถามที่ผู้ถูกกล่าวหาสะท้อนผ่านทนายความของพวกเขา

อนุกูลสะท้อนถึงปัญหาของกระบวนการยุติธรรมต่อไปว่า “ปัจจุบันเราใช้วิธีการพิจารณาคดีต่อเนื่อง ซึ่งคดีพิจารณาต่อเนื่องต้องเป็นไปตามคิว ปัญหาที่เกิดขึ้นคือคิว เพราะคดีความเกิดขึ้นทุกวัน และคดีความมั่นคงก็ไม่ได้มีสิทธิพิเศษอะไร มันเหมือนคดีทั่วไป เดี๋ยวนี้คดีในสามจังหวัดไปถึงปี 51 แล้ว ข้ามปีกันไปเลย และผู้ถูกกล่าวหาในคดีความมั่นคงก็ถูกขัง ตรงนี้คือปัญหา พอเข้าสู่การพิจารณาคดีต่อเนื่องมันต้องนับไปข้ามปี พอไปถึงวันนัด บางทีพยานซึ่งเป็นทหารหรือตำรวจที่จับเขาก็ย้ายไปอยู่ในพื้นที่อื่นแล้ว มันก็กระทบหมดเลย จาก 1-2 ปี ก็อาจจะเป็น 3-4 ปี จะเห็นได้ว่าระบบทำให้ความไม่เป็นธรรมเกิดขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ ผมเชื่อว่าอัยการกับผู้พิพากษาก็ไม่ได้ตั้งใจ บางทีเขายังพิจารณาคดีไม่เสร็จ ต้องย้ายไปที่อื่น คนใหม่ต้องมาทำต่อ ทำให้การพิจารณาไม่ต่อเนื่อง และคนใหม่ต้องมาทำความเข้าใจเรื่องตั้งแต่ต้น”

นอกจากปัญหาของระบบแล้ว การเข้าไม่ถึงกระบวนการยุติธรรมของประชาชนก็เป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้คนตั้งข้อสงสัยถึงประสิทธิภาพของระบบยุติธรรมไทย นิตยา หว่างไพบูลย์ นักกฎหมายจากสภาทนายความ คือผู้บอกเล่าประสบการณ์ดังกล่าว ในเวทีรับฟังความคิดเห็นต่อรายงานคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่ง ชาติ (กอส.) : ภาคเหนือ ณ บ้านธารแก้ว อ.เมือง จ.เชียงใหม่ วันที่ 29 กรกฎาคม 2549

นิตยาเล่าว่า จากประสบการณ์ 2 ปีของการทำงานในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ เธอพบว่า ชาวมุสลิมในพื้นที่มักเข้าไม่ถึงกระบวนการยุติธรรม อีกทั้งยังขาดประสบการณ์ในเรื่องการไขว่คว้าหาความยุติธรรมจากกระบวนการยุติธรรม

“พอเขาไม่ได้ความเป็นธรรมจากรัฐ เขาสรุปเลยว่านี่คือการกระทำที่เลวร้ายจากรัฐ พอเขาสรุปว่าเป็นฝีมือเจ้าหน้าที่รัฐ ทำให้ห่างเหินจากรัฐมากขึ้น ดิฉันเคยทำงานด้านกฎหมายให้กับชนเผ่าทางภาคเหนือในคดีข่มขืน พวกเขาไม่มีรู้หนังสือ พูดไทยไม่ได้ ไม่ได้เรียนจบชั้นอะไรมาเลย แต่มีความกล้าที่จะมาหาสภาทนายความ กล้าที่จะไปพบผู้บัญชาการภาคห้าเพื่อขอความเป็นธรรม แล้วผู้บัญชาการก็นั่ง ฮ. ไปขุดศพเลย แล้วหาตัวผู้กระทำผิดได้ กรณีนี้คู่พิพาทไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐ แต่ในสามจังหวัดชายแดนใต้ ถามว่าชาวบ้านจะไปขอความเป็นธรรมจากใคร ศูนย์ดำรงธรรม ศูนย์นิติธรรม ศูนย์ต่างๆ ที่ตั้งขึ้นมาช่วยอะไรได้ในกรณีอุ้มฆ่า?

เรื่องความยุติธรรม 2 ปีที่ผ่านมาไม่มีอะไรดีขึ้น ถึงจะตั้งศูนย์อะไรขึ้นมา ถึงสภาทนายจะส่งทนายความลงไปช่วยก็ตาม เราทราบดีว่ากระบวนการพิจารณาของศาลไม่ต่ำกว่า 7 ปี 8 ปี ผู้หญิงที่สามีถูกอุ้มฆ่า นั่งร้องห่มร้องไห้ เขาทนได้ เพราะศาสนาบอกให้เขาอดทน ให้นึกถึงโลกหน้า แต่ว่าลูกหลานเขา คนในหมู่บ้านเขาทนได้ไหมกับที่เห็นคนในหมู่บ้านถูกอุ้มฆ่า ในเมื่อทนไม่ได้ พอเขาเห็นเจ้าหน้าที่รัฐ เขารู้สึกอย่างไร เมื่อเขาไม่รู้กฎหมาย เขาหาทางออกไม่ได้ ก็มุ่งไปหาอีกวิธีหนึ่ง เพราะมันไม่มีหวังแล้วว่าจะได้ความการยุติธรรมจากทางรัฐ”

แล้วเราจะแก้ไขปัญหาของกระบวนการยุติธรรมซึ่งทำให้ประชาชนไม่ได้รับความเป็นธรรมได้อย่างไร? อานันท์ กาญจนพันธ์ นักวิชาการจากคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้เสนอทางออกไว้อย่างน่าสนใจในเวทีเดียวกันนี้ว่า การแก้ไขปัญหาในสามจังหวัดชายแดนใต้ต้องอาศัยหลักคิดเชิงซ้อน ที่สำคัญที่สุดคือต้องเข้าไปแก้ในระบบกฎหมายเพื่อให้มีการตรวจสอบถ่วงดุลย์

“จริงๆ แล้วภาคใต้เป็นพื้นที่แรกที่เมืองไทยยอมรับให้มีกฎหมายสองอันซ้อนกัน นั่นคือใช้กฎหมายไทยและกฎหมายมุสลิมในส่วนที่เกี่ยวกับครอบครัวและศาสนา ซึ่งการที่มีระบบกฎหมายซ้อนกัน เราเรียกว่า พหุลักษณ์ทางกฎหมาย เราน่าจะเอาสิ่งที่มีอยู่แล้วมาเสริมให้ดีขึ้น ทุกวันนี้ในระบบศาลบ้านเราก็ไม่ใช้ศาลเดียว เราใช้ศาลหลายเส้น หลายแนว ทั้งแนวศาลปกครอง แนวศาลรัฐธรรมนูญ และยังมีศาลชนิดอื่นอีก เพราะถ้าเป็นศาลเดียว คุณไม่สามารถตรวจสอบความยุติธรรมได้ เส้นเดียวไปไม่ได้ มันจะต้องมีการตรวจสอบถ่วงดุลย์”

นักวิชาการผู้นี้เสนอให้ภาคใต้เป็นพื้นที่นำร่องในการนำเอากระบวนการของกฎหมายเชิงซ้อนไปใช้ โดยการผลักดันให้ใช้ระบบศาลซ้อนศาลเพื่อให้มีการถ่วงดุลย์กัน เพราะศาลอาญา-ศาลอุธรณ์-ศาลฎีกา สุดท้ายแล้วก็ถูกคุมโดยศาลฎีกา นอกจากนี้ เนื่องจากคนมีความแตกต่างทางวัฒนธรรมและชาติพันธุ์ รัฐจำเป็นต้องนำเอาหลักกฎหมายจารีตและกฎหมายที่แตกต่างกันในพื้นที่มาประมวลใช้ในการตัดสิน ไม่ใช่นำเอาหลักกฎหมายส่วนกลางหรือกฎหมายเชิงเดี่ยวไปยัดเยียดใส่ ซึ่งไม่สามารถประกันความยุติธรรมให้ประชาชนได้ ทั้งนี้ เรื่องของหลักประกันโครงสร้างของกระบวนการยุติธรรมทั้งหมดต้องมีการปฏิรูป ต้องเสนออย่างจริงจัง หลักคิดนี้เป็นสิ่งที่ทั่วโลกกำลังพูดถึง ขณะที่วิธีคิดในเรื่องกฎหมายของประเทศไทยยังล้าหลังมหาศาล

“เรื่องความยุติธรรมคือหัวใจ ถ้าเราแก้ตรงนี้ได้ เรื่องอื่น ความตึงเครียด ความรู้สึกเดียดฉันท์ ความรู้สึกที่เป็นการกักขังอัตลักษณ์มันคลี่คลายได้ ทั่วโลกเขาทำมาแล้วทั้งนั้น” อานันท์ กล่าวอย่างมั่นใจ

ในขณะที่อนุกูลก็ได้ร่วมเสนอทางออกในการแก้ไขปัญหาของกระบวนการยุติธรรมที่เกิดขึ้นว่า เพื่อเป็นมาตรการเฉพาะหน้า ควรนำคดีความมั่นคงไปอยู่ในช่องทางพิเศษ โดยแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ยุติธรรมจากส่วนกลางให้เป็นคณะพิเศษขึ้นมาเหมือนคดียาเสพติด

“เราน่าจะมีแผนกของคดีความมั่นคง โดยตั้งชุดพิเศษขึ้นมาในสามจังหวัด ควรจะจัดอัยการพิเศษ ศาลชุดพิเศษ มาดูแล ไม่ควรนำคดีประเภทนี้ไปปะปนกับคดีอื่นๆ ซึ่งจะทำให้การพิจารณาคดีช้าและบางทีบุคลากรที่มาดูแลก็ไม่มีความรู้ความ เข้าใจที่เพียงพอ”

นอกจากนี้ เขายังเห็นว่าประชาชนเองก็สามารถสร้างความยุติธรรมในชุมชนได้ ถ้ามีกระบวนการและวิธีการ รัฐเพียงแต่กำกับดูแลโดยใช้กลไกของชุมชน สิ่งนี้เป็นกระแสหลักในปัจจุบันเพราะอำนาจของรัฐซึ่งเป็นโครงสร้างในเชิงดิ่งจะถูกลดทอนลงไปตามลำดับ ที่เห็นได้ชัดคือ เมื่อก่อนตำรวจออกหมายจับหมายค้นได้ แต่ปัจจุบัน รัฐธรรมนูญปี 40 ลดอำนาจนั้นลง ต้องให้ศาลต้องออกให้ นี่เป็นวิธีการถ่วงดุลย์

“กระบวนการตรงนี้ต้องมีการศึกษาหาจุดที่เหมาะกับสังคมไทย โดยเฉพาะในสามจังหวัดภาคใต้ซึ่งมีความแตกต่างทางศาสนาและวัฒนธรรม เรื่องของกระบวนการยุติธรรมไม่ว่าจะเป็นชั้นของพนักงานสอบสวน อัยการ หรือศาล ต้องทำงานอย่างมีเอกภาพในสถานการณ์ของจังหวัดชายแดนใต้ และอย่ามองแต่ความยุติธรรมตามกฎหมาย เพราะมันไม่ใช่ปัญหาเรื่องความยุติธรรม มันเรื่องความเป็นธรรมทางสังคม มันไม่เหมือนกัน คนที่มาทำงานที่นี่ แม้แต่ศาลหรืออัยการก็ต้องเข้าใจสภาพปัญหาของที่นี่” อนุกูล กล่าว

ทว่าการปฏิรูปโครงสร้างหรือเปลี่ยนแปลงระบบยุติธรรมไทยอาจต้องใช้เวลาเนิ่นนาน การผลักดันให้มีการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ซึ่งต้องอาศัยรัฐเป็นฟันเฟืองใหญ่ เป็นสิ่งที่ใครหลายคนมองว่าแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยในอนาคตอันใกล้ ข้อจำกัดนี้ทำให้ผู้ที่คลุกคลีอยู่กับงานภาคประชาสังคมเสนอวิธีการที่อาจ เรียกได้ว่า “การมีส่วนร่วมในกระบวนการยุติธรรมโดยภาคประชาชน”

หนึ่งในนั้นคือ งามศุกร์ รัตนเสถียร อดีตเจ้าหน้าที่สังเกตการณ์การพิจารณาคดีของ ICJ ซึ่งเคยมีโอกาสเข้าร่วมสังเกตการณ์การพิจารณาคดีในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ เธอให้ข้อคิดว่า

“เราตั้งคำถามว่าทำไมกระบวนการยุติธรรมถึงไม่ทำงาน ส่วนหนึ่งนั้นเป็นเพราะพวกเราก็ละเลย ไม่ได้สนใจกระบวนการยุติธรรมมานาน จากประสบการณ์ที่ได้ไปสังเกตการณ์ในการพิจารณาคดีในศาล ทำให้เห็นข้อจำกัดบางอย่างในกระบวนการพิจารณาคดี ซึ่งการที่คนจากข้างนอกเข้าไปร่วมสังเกตการณ์จะเป็นกลไกการตรวจสอบไปด้วยในอัตโนมัติ ที่ผ่านมาศาลก็จะทำงานของศาลเองและไม่มีแรงกระตุ้นอะไร การที่เราไปจับตาอาจจะทำให้ศาลต้องระมัดระวังมากขึ้น”

นักสังเกตการณ์ผู้นี้เห็นว่า ในขณะที่เรายังไม่สามารถไปแก้โครงสร้างได้ ภาคประชาชนมาร่วมกันทำงานตรวจสอบกันเองก่อนดีไหม ซึ่งนอกจากจะเป็นการตรวจสอบถ่วงดุลย์ระบบยุติธรรมในระดับหนึ่งแล้ว ประชาชนยังจะได้เรียนรู้เรื่องข้อกฎหมายและกระบวนการต่างๆ ของระบบยุติธรรมด้วย

“ความรู้ในเรื่องกฎหมายและกระบวนการทางด้านยุติธรรมเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะในปัจจุบันที่ประชาชนถูกละเมิดสิทธิกันมาก เมื่อเราไม่อาจพึ่งพาเจ้าหน้ารัฐได้ อย่างน้อยเราก็รู้ว่าเราจะปกป้องตัวเองได้อย่างไร” งามศุกร์ กล่าวทิ้งท้าย

ปัญหาของกระบวนการยุติธรรมเกิดขึ้นจริง ทว่ามีสิ่งหนึ่งที่ยังคงดำรงอยู่ในความเชื่อของพวกเรา นั่นคือ “ความยุติธรรม” เราจะช่วยกันเติมเต็มให้ “ระบบยุติธรรม” ของสังคมไทยในวันนี้ทำงาน “อย่างยุติธรรม” ได้อย่างไร เป็นสิ่งที่คนทุกฝ่ายในสังคมไทยต้องช่วยกันผลักดันขับเคลื่อนต่อไป.

เบญจมาศ บุญฤทธิ์
ศูนย์ข่าวอิศรา สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย