สมาร์ท นิยมเดชา

มีคนถามอยู่บ่อยครั้งว่า ชิ้นงานนักข่าวพลเมืองที่ออกอากาศทางทีวีไทยนั้น เป็นฝีมือของนักข่าวพลเมืองจริงๆ หรือเป็นการปั้นแต่งของมืออาชีพแล้่วสร้างภาพว่ามันเป็นงานของชาวบ้าน…ฉันไม่แปลกใจกับคำถามนี้เท่าไหร่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาว่า เรากำลังอยู่ในสังคมการเมืองเช่นใดในทุกวันนี้

ฉันมีโอกาสเข้าไปคลุกวงในกับงานนักข่าวพลเมืองตั้งแต่ต้นๆ ในฐานะที่สำนักข่าวบ้านเป็น partner ร่วมกับทีวีไทย ในโครงการอบรมนักข่าวพลเมือง และได้ตระเวนไปทำ workshop การผลิตงานวิดีโอในพื้นที่ต่างๆ ฉันพูดได้เต็มปากว่า วันนี้…ชาวบ้านตัวเล็กๆ กำลังลุกขึ้นมา (ทำในสิ่งที่พี่แจง ฐิตินบ เรียกว่า) “เวนคืนอำนาจทางการสื่อสาร” ให้ตัวเองแล้ว และ “เทคโนโลยี” ก็ไม่ได้เป็นปัญหาสำหรับพวกเขา

นักข่าวพลเมือง..อำนาจการสื่อสารของ ‘สมาร์ท นิยมเดช’

“สมาร์ท นิยมเดชา” เยาวชนจากบ้านสะกอม อ.จะนะ จ.สงขลา เดินเข้ามาใน workshop ครั้งแรกที่เราจัดขึ้นที่ปัตตานี เขาไม่มีประสบการณ์การใช้เครื่องมือตัดต่อมา่ก่อน ไม่เคยเขียนข่าว ไม่เคยทำสื่อ และเขาไม่ได้เล่าเรียนหนังสือในระดับอุดมศึกษาตามวัย

หนุ่มน้อยตาคมผมยาว ผิวกรำแดด ซึ่งปกติหาเลี้ยงครอบครัวด้วยการจับปลาตามวิถีชาวประมงพื้นบ้าน เขาแบกคอมพิวเตอร์ desktop เข้ามาในงาน และไม่ว่าจะถูกถามอะไร เขาจะยิ้มอายๆ ตอบเสียงเบาๆ

เขาขอโทษเราที่ทำตัวติดต่อยาก เมื่อเราถามว่าไปทำอะไรมา ทำไมโทรหาไม่ค่อยติด สมาร์ทได้แต่ยิ้มและเงียบ จนในที่สุดเมื่อสนิทสนมกันในระดับหนึ่ง เขาจึงเล่าว่า เขาพาพรรคพวกไปปิดถนน ปิดสนามบินหาดใหญ่มา และได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่คุมเครื่องเสียง

“ผมลงทุนเดินเท้าเปล่าไปบนนถนนร้อนๆ ที่แดดเปรี้ยง ก็เพียงเพราะอยากจะขึ้นเวทีไปตะโกนคำว่า ‘เอาที่ดินวะกัฟของเราคืนมา’ แต่เมื่อเราไม่ได้ขึ้นเวที ผมก็ได้แต่ยืนตะโกนว่าเอาที่ดินวะกัฟของพวกผมคืนมาอยู่ข้างล่างๆ พร้อมๆ กับผู้ชุมนุมที่ร้องว่า ‘เอาเขาพระวิหารของเราคืนมา’ นั่นแหล่ะครับ”

สมาร์ทเคยเข้าร่วมกับขบวนการชาวบ้านเพื่อต่อสู้กับโครงการท่อก๊าซไทย-มาเลเซียและนิคมอุตสาหกรรมต่อเนื่อง และเป็นหนึ่งในวัยรุ่นชุดดำที่นำพรรคพวกออกไปสู่ท้องถนนเมื่อครั้งที่การต่อสู้ทางการเมืองไทยเดินทางมาถึงชุมชน เขาได้อธิบายถึงสิ่งที่ทำว่า “มันเป็นความใฝ่ฝันเล็กๆ ของผมที่ต้องการจะนำเสนอเรื่องราวของชุมชนและปัญหาที่เกิดขึ้นกับบ้านเกิดของผม”

ทว่า..บนเวทีการเมืองไหนๆ ก็ไม่มีพื้นที่ให้เขาพูด จนกระทั่งไม่นานมานี้ สมาร์ทได้รู้จักกับเครื่องมืิอใหม่ “สื่อพลเมือง” และในฐานะ “พลเมือง” สมาร์ทเรียนรู้กระบวนการสื่อสารและสร้างสื่อชุมชนด้วยความมุมานะอดทน จนในที่สุด สามารถส่งข่าวสั้นไปออกอากาศในรายการนักข่าวพลเมือง ของทีวีไทย

การได้ปรากฏตัวบนพื้นที่สาธารณะไม่เพียงแต่นำเรื่องราวจากชุมชนชายขอบไปสู่โลกภายนอกเท่านั้น หากมันยังกลับมาสร้างพลังใหุ้ชุมชนอีกด้วย (อ่านโพสที่แล้ว ‘ภารกิจดูแลบ้านของสื่อพลเมืองจะนะ’)

ทุกวันนี้ สมาร์ทยังคงออกเรือหาปลาเหมือนชาวประมงพื้นบ้านทั่วไป แต่ชีวิตเขาไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว เพราะอำนาจในการสื่อสาร กลับมาอยู่ในมือชาวบ้านตัวเล็กๆ!

ดูผลงานชิ้นที่ 3 ของสมาร์ท แล้วอ่านจดหมาย “สมาร์ท นิยมเดชา” นักข่าวพลเมืองจะนะ ถึง “แพ็บ” เพื่อนนักข่าวพลเมืองกลุ่มหมีดหม้อสีขาว หลังจากที่สมาร์ทได้รับจดหมายของแพ็บ ไถ่ตามทุกข์สุขและเล่าเรื่องราวการเป็นนักข่าวพลเมืองของตน

(ที่มา สารตั้นต้น – ฉบับที่ 2 ธันวาคม 2552)

ถึง แพ็บ (เพื่อนที่เคยร่วมอุดมการณ์เดียวกัน)

1 พฤศจิกายน  2551

อัสลามูอาลัยกุม (ขอความสันติสุขจงมีแด่เพื่อนพี่น้องทุกคน)

เริ่มแรกของการเป็นนักข่าวพลเมือง ผมและเพื่อนได้เข้าร่วมอบรมนักข่าวพลเมืองที่ จ. ปัตตานี เป็นเวลา 3 วัน ซึ่งตอนนั้นผมก็คิดเหมือนกันว่าจะได้อะไรจากการอบรมในครั้งนี้ แต่แล้วในที่สุด ผมก็ได้รู้ในสิ่งที่ผมไม่รู้ มันทำให้ผมรู้สึกตื่นเต้นมากกับการอบรม เพราะมันเป็นความใฝ่ฝันเล็กๆ ของผมที่ต้องการจะนำเสนอเรื่องราวของชุมชนและปัญหาที่เกิดขึ้นกับบ้านเกิดของผม

เนื่องจากว่าผมคือหนึ่งของผู้ร่วมต่อสู้กับพี่น้องในชุมชนที่คัดค้านโครงการท่อส่งก๊าซและโรงแยกก๊าซธรรมชาติไทย-มาเลย์และอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ซึ่งก็ถูกกระทำมาก็มากนัก แต่สิ่งที่พวกเราได้รับจากคนภายนอกที่ไม่ได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารคือ บางคนเขาจะมองว่าพวกเราเป็นพวกหัวรุนแรงและขัดขวางความเจริญ แต่ความเป็นจริงคือ พวกเราแค่ต้องการปกป้องบ้านเกิดและรักษาวิถีชีวิตของชุมชนและธรรมชาติเอาไว้เท่านั้นเอง และนี่คือเหตุผลสำคัญที่ต้องการจะสื่อให้พี่น้องทุกคนได้รับรู้ ส่วนพี่เองก็คงรู้ดีว่าการต่อสู้ของพวกเรากว่าจะมาถึงวันนี้ได้ก็แสนสาหัสเช่นกัน เพราะพี่ก็เคยยืนหยัดและร่วมต่อสู้กับพวกเรามาโดยตลอด

นักข่าวพลเมือง คือจุดเริ่มต้นของการสื่อเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นในชุมชนของผม ซึ่งทางทีวีไทยได้เปิดโอกาสให้นักข่าวพลเมืองกำหนดเรื่องราวที่จะนำเสนอด้วยตนเอง ซึ่งไม่เคยมีที่ไหนมาก่อน  หลังจากที่ผมได้ไปอบรมผมก็ได้กลับมาดำเนินการทันที เริ่มจากการเขียนสคริปต์หลังจากนั้นก็ได้ไปถ่ายภาพและสัมภาษณ์ ฟังดูแล้วน่าจะง่ายแต่แล้วมันก็ไม่ง่ายอย่างที่คิด กว่าจะเขียนสคริปต์เสร็จก็เล่นเอาเหนื่อยเหมือนกัน ต้องปรับปรุงแก้ไขกันพอสมควรถึงกับต้องขอพี่เลี้ยง โชคดีที่มีพี่ๆ จากทีวีไทย และพี่ที่ทำงานในพื้นที่ (พี่แก๊ส-ศุภวรรณ  ชนะสงคราม) คอยให้คำแนะนำ เพราะตอนแรกทำอยู่คนเดียว ส่วนภาพถ่ายก็ต้องถ่ายเพิ่มใหม่เป็น 10 รอบ ฟังดูอีกครั้งแล้วคงจะหมดแรง แต่ผมก็ไม่ท้อที่จะทำต่อ กลับตรงกันข้ามมันยิ่งทำให้ผมต้องฮึดสู้เพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม เพราะสิ่งที่ผมทำมันเป็นความตั้งใจของผมและคนในชุมชน

ความสำเร็จของผมก็ได้เกิดขึ้นเมื่อสิ่งที่ผมทำได้ออกอากาศเป็นครั้งแรก มันเป็นความภาคภูมิใจของตัวผมและครอบครัวมาก ไม่ใช่ภูมิใจที่งานสำเร็จ แต่ภูมิใจที่ได้ทำงานเพื่อชุมชนและบ้านเกิดต่างหาก เพราะมันคือชีวิตของผม เสร็จจากตอนที่ 1 แล้วก็จะทำเรื่องที่ 2 ที่ 3 ต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าจะไม่มีอะไรทำ

หวังว่าเพื่อนๆ พี่ๆ และนักข่าวพลเมืองทุกคนที่ได้อ่านเรื่องราวของผมแล้วคงจะมีแนวคิดคล้ายๆ กัน ขออย่างเดียวอย่าท้อแล้วกันเพราะเรากำลังทำเพื่อชุมชนและบ้านเกิดของเรา คิดเสียว่าถ้าเราไม่ทำแล้วใครจะทำ  อ๋อ ลืมบอกไปว่าเรื่องแรกที่ทำคือ เรื่องที่ดินวากัฟ  ส่วนเรื่องที่ 2 กำลังทำคือเรื่องปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง หวังว่าคงจะได้ออกอากาศเร็วๆ นี้ หลังจากนี้ต่อไปเราจะทำผลงานให้ดีขึ้นเรื่อยๆ จะไม่หยุดเพียงเท่านี้ พี่คอยดูแล้วกัน อุดมการณ์ของผมคือ ทำวันนี้ให้ดีกว่าเมื่อวาน แล้วมุ่งเดินต่อไปข้างหน้า สิ่งที่ทำให้เรามีความสุขได้คือ การได้ทำในสิ่งที่เราต้องการ

ขอบคุณที่เขียนเรื่องราวมาฝากทำให้เรามีความคิดใหม่ๆ ในการทำงาน สุดท้ายก็ไม่มีอะไรจะฝากงั้นฝากความคิดถึงและเป็นกำลังใจให้ในการทำงาน แล้วกัน เดี๋ยวถ้ามีโอกาสหน้าจะเขียนมาเล่าตอนต่อไปอีกน่ะ  (วัสลามูอาลัยกุม)

รักษาสุขภาพเช่นกัน

สมาร์ท  นิยมเดชา
นักข่าวพลเมืองจะนะ

ในตอนที่แกนนำบอกให้ผู้ชุมนุมร้องว่า ‘เอาเขาพระวิหารของเราคืนมา’
Advertisements

ภารกิจดูแลบ้านของสื่อพลเมืองจะนะ

นอกจากจะเป็นการเชื่อมพื้นที่คนตัวเล็กตัวน้อยกับพื้นที่สาธารณะแล้ว อีกคุณค่าหนึ่งของสื่อพลเมือง คือการทำหน้าที่ในฐานะ “สื่อแนวราบ”

งานนักข่าวพลเมืองชิ้นแรกจากสมาร์ท นิยมเดชา นักข่าวพลเมืองจะนะ ที่ออกอากาศทางวีทีไทย จึงมิได้มีคุณค่าเพียงแค่ 3 นาทีบนหน้าจอโทรทัศน์เท่านั้น หากมันยังทำหน้าที่กลับไปหมุนกระบวนการต่อสู้ของชุมชนที่ฟุบไป ให้ฟูขึ้นมาใหม่อีกหน และนำให้คนกลับมามีบทสนทนาร่วมกัน

พี่แก๊ส…ศุภวรรณ ชนะสงคราม ได้เล่าเรื่องราวนี้ไว้ใน “สารตั้งต้น” เล่มที่ 2 ของสำนักข่าวชาวบ้านค่ะ

สื่อสารในความเคลื่อนไหว
ไม้ต่อภารกิจดูแล ‘บ้าน’ ของชาวจะนะ จ.สงขลา

โดย ศุภวรรณ ชนะสงคราม

“ตีเก้าครึ่ง อย่าลืมแลนักข่าวพลเมืองช่องทีวีไทย  ออกเรื่องดินวะกัฟ !”

เสียงร้องบอกต่อๆ กันอย่างตื่นเต้นดังกลับมาตามสาย หลังจากฉันโทรศัพท์แจ้งไปตามหมู่บ้านต่างๆ ในเครือข่ายครอบคลุมพื้นที่สามตำบลของอำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ที่ร่วมกันคัดค้านโครงการท่อก๊าซไทย-มาเลเซียและนิคมอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ว่างานข่าวที่วัยรุ่นบ้านเราพยายามเล่าเรื่องราวการต่อสู้ของพี่น้องผ่านการ ถ่ายทำ-ตัดต่อภาพกันเอง แก้แล้ว แก้อีก จนได้ฤกษ์ออกอากาศ

เสียงโทรศัพท์ กริ๊ง กร๊าง กลับมาสอบถามอย่างไม่ขาดสาย เมื่อเวลาล่วงเลยผ่านสามทุ่มไปแล้ว แต่เรื่องราวที่รอคอยยังมาไม่ถึง

“ออกแน่หรือเปล่า?  คืนนี้แน่นะ..”

ในที่สุดเสียงโทรศัพท์ก็เงียบลง เมื่อได้ยินเสียงรายงานข่าวของนักข่าวพลเมืองอำเภอจะนะดังขึ้น

ฉันอดยิ้มคนเดียวไม่ได้  เมื่อนึกภาพถึงความกระตือรือร้นของแต่ละคน แต่ละกลุ่ม ที่ยังคงนั่งลุ้นกันอย่างใจจดใจจ่ออยู่เต็มหน้าจอโทรทัศน์  ไม่ยอมเปลี่ยนช่องไปไหน ดังเช่นทุกครั้งที่มีเรื่องราวการคัดค้านโครงการท่อก๊าซฯ ออกอากาศผ่านสื่อไปถึงคนข้างนอก

มันทำให้ฉันนึกย้อนไปถึงเมื่อสองปีก่อน ที่บรรยากาศการรวมกลุ่มเริ่มแผ่วลงเนื่องจากปัจจัยภายนอกที่รุมเร้าเข้ามา มากมาย แต่เมื่อรายการโทรทัศน์ช่องหนึ่งสัมภาษณ์ทนายความและเอ็นจีโอถึงการประกาศ ใช้พระราชกฤษฎีกาของรัฐบาลทักษิณ  ชินวัตร เพื่อลบล้างความผิดย้อนหลังให้กับการก่อสร้างโครงการท่อก๊าซฯ  กำลังใจ ความมั่นใจที่จะทวงคืนที่ดินวะกัฟก็กลับคืนมา

ยิ่งเมื่อนำวีซีดีชุดนั้นไปเปิดรณรงค์กันตามกลุ่มต่างๆ ความสดชื่น แจ่มใส ของพี่น้องก็ฟื้นกลับคืนมาอีกครั้ง

‘สื่อ’ ช่างมีพลังจริงๆ

วีซีดีของนักข่าวพลเมืองจะนะชุดนี้ก็เช่นกัน จะพลาดได้อย่างไร?

วีซีดีชุดนี้จะต้องถูกเอาไปเผยแพร่  เวียนกันดูในชุมชนอีกครั้ง

แม้หลายคนจะดูแล้วก็ตาม แต่เขามีความสุขที่จะดูกันอีกครั้ง

มันเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างบรรยากาศ สร้างพลัง !  ก่อนจะประชุมวางแผนการทำงานกันต่อไป

นอกจากวีซีดีชุดนี้แล้ว เมื่อครั้งไปอบรมนักข่าวพลเมืองที่จังหวัดปัตตานี หลังจากกลับมาคุยสรุปกันในหมู่บ้าน ก็มีข้อเสนอจากผู้เข้าอบรมว่า ‘หนังสือพิมพ์กำแพง’ เป็นกิจกรรมที่ดึงดูดใจมิใช่น้อย น่าจะเอามาใช้ประโยชน์ต่อในชุมชน

ก่อนหน้านี้ พวกเราใช้ ‘จดหมายข่าว เรื่องเล่าจากลานหอยเสียบ’ ไปแปะกันหลายๆ ที่ในหมู่บ้าน ถึงขั้นแข่งกันว่า สถานที่ที่ไปแปะของใครเจ๋งกว่ากัน และท้ากันว่าใครไปติดที่ ‘ร้านน้ำชาของฝ่ายสนับสนุน’ ได้ถือว่าแน่จริง!

ดูเหมือนข้อเสนอนี้เรียกจะเรียกเสียงเฮ จากพวกเราได้มาก เพราะความพยายามเผยแพร่ข้อมูลไปยังกลุ่มที่สนับสนุนโครงการท่อก๊าซฯ นั้นถือว่าเป็นภารกิจหลักของกลุ่มคัดค้านฯ ที่ตกลงกันมานานหลายปี ซึ่งทุกปีเราก็พยายามหารูปแบบใหม่ๆ เข้ามาเพื่อเก็บคะแนนสะสมกัน  เช่นเดียวกับการทำจดหมายข่าว เรื่องเล่าจากลานหอยเสียบ

พวกเราเริ่มต้นจากการระดมความเห็นกันว่า จะกระจายข้อมูล สร้างความเข้าใจกับพี่น้องในพื้นที่โครงการท่อก๊าซฯ เรื่องที่ดินวะกัฟด้วยวิธีไหนดี

ตอนนั้น มีการเล่าสู่กันฟังว่า มีคำถามจากฝ่ายสนับสนุนโครงการฯ ว่า เรื่องที่ดินวะกัฟไม่เป็นความจริง ที่สำคัญคือ มีการท้าทายกันว่า ไม่มีพยานและทายาท (วะเระ) ที่จะยืนยันว่าเป็นที่ดินวะกัฟ ซึ่งถ้าปล่อยไว้นานอาจมีผลให้พี่น้องประชาชนทั่วไปขาดความมั่นใจไปตามข่าว ลือนั้น

พวกเราจึงทำแผ่นพับนี้ขึ้นมา โดยเนื้อหามีทั้งรูป ทั้งชื่อที่ชัดเจนของพยานและทายาท

นั่นคือ ‘ยีรอกิเยาะ’ เป็นทายาท และ โต๊ะชาย (ตา/ปู่) ที่ยืนยันการวะกัฟให้เห็นว่า มีตัวตนจริง พร้อมทั้งถ้อยคำให้สัมภาษณ์ครูสอนศาสนา ‘บาบอนาซอรี’ ที่ชี้แจงหลักการศาสนาอิสลามที่เกี่ยวข้องกับการวะกัฟประกอบ ให้ผู้อ่านมั่นใจ นอกจากนี้ เยาวชนในหมู่บ้านยังไปสัมภาษณ์และถ่ายวิดีโอพยานและทายาทคนอื่นๆ แล้วถอดออกมาเป็นข้อความใช้ยืนยัน

กิจกรรมนี้สนุกมากขึ้นเมื่อมีการระดมความเห็นกันอีกว่า นอกจากเอาแผ่นพับไปแจกตามปรกติทั่วไปแล้ว สามารถทำอย่างไรกับข้อมูลได้อีกบ้าง จนมีข้อเสนอจากเพื่อนๆ ให้ไปติดที่นั่นที่นี่เกิดขึ้น

“ติดที่บ้านที่มีคนผ่านไปผ่านมา มองเห็น หรือมีคนมานั่งคุยบ่อย  หรือจะติดที่บอร์ดข้อมูลข่าวสารของมัสยิดซิ”  ก็มีข้อถกเถียงกันอยู่เช่นกันว่า เหมาะสมหรือเปล่า

ส่วนที่ที่ฮิตที่สุดจะเป็นร้านน้ำชา ที่มีคนจำนวนมากในหมู่บ้านทั้งคนที่สนับสนุน และคัดค้านโครงการฯ นั่งกินน้ำชา มีโอกาสที่เขาจะอ่านสารตัวนี้  เมื่อเห็นโอกาสที่จะเข้าถึงผู้รับสารมากที่สุดน่าจะเป็นร้านน้ำชาพวกเราก็ไป ติดกัน แต่ละบ้านก็แบ่งแผ่นพับไป อย่างเช่น ‘ยิรอกิเยาะ’ ติดที่ร้านน้ำชาบ้านในไร่ ‘นิมัยมูเนาะ’ ติดที่ร้านน้ำชาปากบาง และในอีกหลายๆ ที่ ในหลายหมู่บ้าน

ครั้นพอเจอหน้าเจอตากัน คำแรกในการทักทายคือ คำถามว่า ไปติดหรือยัง ติดที่ไหนบ้าง ติดร้านไหนแล้ว  ตอนนั้นหลายคนคิดต่อด้วยซ้ำว่า จะไปถ่ายรูป ‘แผ่นพับที่ติดอยู่พร้อมคนอ่านหรือคนที่นำไปติด’ เพื่อมาเผยแพร่เป็นแผ่นพับฉบับต่อไป แต่มีข้อจำกัดบางอย่างจึงหยุดชะงัก

หลังจากติดไประยะหนึ่งแล้วก็มานั่งประเมินกันได้ข้อสรุปว่า คำถามที่ว่า ไม่มีวะเระ ไม่มีพยาน ไม่มีการวะกัฟ ของคนในพื้นที่นั้นจางลง  เบาบางลง  ถึงจะไม่หมดไปเสียทีเดียว แต่ก็ไม่เป็นประเด็นปัญหาสำคัญถึงขั้นที่เราต้องตามแก้ เพราะพี่น้องทั่วไปมั่นใจแล้วว่า เป็นที่ดินวะกัฟจริงๆ จากนั้นก็ขยับจากประเด็นพี่น้องในพื้นที่ไปแก้ปัญหาความเห็นที่มีมาจากทาง สำนักจุฬาราชมนตรี  และก็เป็นประเด็นที่พี่น้องมุสลิมที่นี่ยังคงเรียกร้องกันอยู่จนถึงทุก วันนี้

หลังจากนี้ พวกเราเห็นร่วมกันว่า จะมาประชุมวางแผนงานเพื่อตกลงกันเรื่องหนังสือพิมพ์กำแพงที่ได้เรียนรู้กัน มาจากการอบรมนักข่าวพลเมืองอย่างจริงจังอีกครั้ง ว่าจะเอามาใช้ให้คุ้มค่าด้วยวิธีไหนดี ถึงจะสะสมคะแนนให้พี่น้องของเราได้อีกครั้ง เพื่อที่พี่น้องลูกหลานจะได้ร่วมกันดูแลบ้านเกิดของตัวเอง

ชัยชนะครั้งนี้แม้จะไม่ได้มาภายในคนรุ่นเรา แต่การสื่อสารของเราก็ได้ส่งต่อไปยังคนอีกรุ่นหนึ่งแล้ว

……

หมายเหตุ1 : ‘ที่ดินวะกัฟ’ หมายถึง ที่ดินที่ประชาชนชาวมุสลิมบริจาค อันเป็นการอุทิศเพื่อพระผู้เป็นเจ้า ให้ประชาชนทั่วไปได้ใช้ประโยชน์ร่วมกันตามหลักการทางศาสนาอิสลาม ไม่อาจขาย แลกเปลี่ยน หรือโอน ให้แก่กันได้

หมายเหตุ 2 : ข้อความบางส่วนจากความเห็นของสำนักจุฬาราชมนตรี

“…ทางคณะผู้ทรงคุณวุฒิ มีความเห็นว่า ไม่มีหลักฐานชัดเจนที่แสดงว่า ทางสาธารณะดังกล่าวได้มาโดยการวะกัฟ ของชาวมุสลิม…

…หากการแลกเปลี่ยนไม่ทำให้เกิดความเดือดร้อนแก่ชุมชนที่ใช้สัญจรและทำ ให้เกิดประโยชน์เพิ่มขึ้นแก่ชุมชนที่ใช้สัญจร อีกทั้งยังเกิดประโยชน์แก่สาธารณะ ก็สามารถแลกเปลี่ยนได้…”

ความเห็นนี้ส่งผลให้รัฐบาลสมัย พ.ต.ท.ทักษิณ  ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีประกาศ ‘พระราชกฤษฎีกาถอนสภาพที่ดินสาธารณะ’ ในปี 2549 อันเป็นการออกกฎหมายย้อนหลังทับที่ดินวะกัฟของชาวจะนะ เพื่อยกประโยชน์ให้กับบริษัทแห่งหนึ่งซึ่งเข้าไปเปลี่ยนแปลงสภาพที่ดินดัง กล่าวตั้งแต่ปี 2546

ทั้งนี้ สำนักจุฬาราชมนตรีได้พิจารณาเรื่องดังกล่าวด้วยการรับฟังข้อมูลและความเห็น จากตัวแทนบริษัทเพียงฝ่ายเดียว โดยไม่เปิดโอกาสให้ ‘วะเระ’ หรือทายาทของผู้ที่อุทิศที่ดินได้แสดงตัวเพื่อยืนยันการวะกัฟ แม้ว่าจะมีการยื่นหนังสือร้องเรียน รวมถึงเดินทางมายังสำนักจุฬาราชมนตรีเพื่อขอชี้แจงหลายครั้งแล้วก็ตาม

กระบวนการตรวจสอบและวินิจฉัยกรณีปัญหาดังกล่าว จึงไม่สามารถดำเนินไปได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ตามหลักศาสนาอิสลาม และยังคงเป็นประเด็นข้อขัดแย้งที่ค้างคามาถึงปัจจุบัน

ที่มา – สารตั้งต้น ฉบับที่ 2 : ธันวาคม 2551