political battle and peace talk

นปช.ชุมนุมใหญ่ในกรุงเทพฯ และขีดเส้นตายให้นายกรัฐมนตรียุบสภาภายใน 24 ชั่วโมง โดยบอกว่าจะเคลื่อนขบวนไปเรียกร้องที่กองพลทหารราบที่ 11 ในวันรุ่งขึ้น (15 มีนาคม 2553)

อาจารย์มารค ตามไท นักสันติวิธี ผู้อำนวยการสถาบันศาสนาวัฒนธรรมและสันติภาพ มหาวิทยาลัยพายัพ จังหวัดเชียงใหม่ ให้สัมภาษณ์พิเศษสถานีโทรทัศน์ทีวีไทยในรายการพิเศษ “ร่วมหาทางออก…ฝ่าวิกฤตการเมืองไทย” เมื่อวันอาทิตย์ที่ 14  มีนาคม  2553 เวลา 22.30 น. ดำเนินรายการโดย คุณณาตยา แวววีรคุปต์

มีเนื้อหาน่าสนใจอยากบันทึกไว้ให้อ่านกันนานๆ ค่ะ

“การเปิดโอกาสคุยเป็นทางออกและวัดเจตนาสันติวิธีของทุกฝ่าย”

* คุณณาตยา : หลังฟังว่าทั้งสองฝ่ายมีความพยายามที่ใช้สันติวิธี ในฐานะที่อาจารย์เป็นนักสันติวิธี อาจารย์มองอย่างไร
* อาจารย์มารค : สบายใจที่คนยึดหลักทำนองนี้ แต่สับสน ไม่เข้าใจในการใช้สันติวิธีจากภาคส่วนต่างๆ มันความหมาย ต่างกันทั้งภาคส่วนประชาชน และภาครัฐบาล ผมมองสถานการณ์ว่าด้านหนึ่งมีประชาชนกลุ่มหนึ่งกำลังชุมชนกันอยู่ เพราะเรียกร้องบางอย่าง อยากได้บางอย่างที่ไม่คิดว่าสามารถจะได้จากขั้นตอนปกติของการเปลี่ยนแปลงในสังคม ก็เลยคิดว่าต้องออกมาด้วยการชุมนุม เรียกร้อง กดดัน อีกด้านหนึ่งคือรัฐบาลที่บริหารประเทศ มีหน้าที่รักษาความสงบ เวลามีประชาชนมาชุมนุมเรียกร้องบางอย่าง สองหน้าที่นี้มันต่างกันมาก ทางด้านผู้ชุมนุมผมมองว่าไม่ใช่แค่การใช้สิทธิ แต่เป็นหน้าที่พลเมืองที่มาเรียกร้องบางอย่างถ้ามันตกหล่นจากระบอบปกติ ทางด้านรัฐบาลก็เป็นหน้าที่ผู้บริหารที่จะดูแลความสงบ ทั้งสองภาระนี้สามารถทำได้สองแบบ การชุมนุม สมมุติเลือกใช้วิธีโยนระเบิด เผาตึกก็เป็นวิธีหนึ่ง อีกวิธีหนึ่งคือเลือกที่จะเรียกร้องอย่างสันติ รัฐบาลเองก็สามารถรักษาความสงบได้สองแบบ เช่นเลือกใชการปราบปราม ใช้ปืนยิงผู้ชุมนุม และอีกแบบคือไม่ใช้ความรุนแรง

* คุณณาตยา : ทั้งสองฝ่ายบอกว่าใช้สันติ และไม่ใช้ความรุนแรง
*
อาจารย์มารค : ปรากฏการณ์ที่เรากำลังเห็นคือ ทั้งสองฝ่ายได้เลือกแล้ว ทางฝ่ายชุมนุมก็บอกว่าเราจะเรียกร้องโดยสันติ ทางฝ่ายที่ดูแลความสงบก็บอกว่าจะดูแลความสงบโดยไม่ใช้ความรุนแรง

* คุณณาตยา : ถ้าเป็นแบบนี้แล้วก็น่าจะสบายใจกันได้แล้ว หรือเปล่าคะ
*
อาจารย์มารค : การที่ทั้งสองฝ่ายเลือกใช้แนวสันติ ไม่ได้แปลว่ากำลังทำภารกิจเดียวกัน ถ้าไม่เข้าใจตรงนี้จะไปเรียกร้องสิ่งที่ไม่เป็นเหตุเป็นผลกัน ยกตัวอย่าง สมมุติว่ารัฐบาลบอกว่ากลุ่มผู้ชุมนุมจะเรียกร้องโดยสันติ แล้วสร้างความหมายบางอย่างว่าการเรียกร้องโดยสันติคืออะไร เช่นบอกว่าการเรียกร้องโดยสันติคือชุมนุมได้แต่ต้องไม่กดดันมากเกินไป ซึ่งมันไม่มีเหตุผล เพราะฝ่ายที่ชุมนุมมาเพื่อกดดัน อยากกดดันเพื่อให้เปลี่ยนบางอย่าง ไปเรียกร้องไม่ให้กดดันมันก็ไม่มีเหตุผล ขณะเดียวกัน ฝ่ายรัฐบาลเองก็ต้องรับมือ อยากดูแลความสงบ ฝ่ายผู้ชุมนุมก็ไปเรียกร้องว่าต้องปล่อยผู้ชุมนุมทำอะไรก็ได้ ซึ่งมันก็ไม่มีเหตุผล สองภารกิจนี้มันไม่ตรงกัน ถ้ามองอย่างนี้ก็จะเข้าใจ การชุมนุมโดยสันติก็จะกดดันในขอบเขตหนึ่ง ขอบเขตนั้นมักจะมากกว่าขอบเขตที่รัฐบาลอยากให้ใช้ เพราะภารกิจเขาเป็นอีกอย่างคือการรักษาความสงบ

* คุณณาตยา : หมายความว่าแม้จะใช้คำว่าสันติหรือไม่ใช้ความรุนแรง เหมือนกัน แต่ว่ามีบางส่วนซ้อนทับกัน บางส่วนอยู่นอกเหนือการซ้อนทับ  ต้องจัดการยังไงกับส่วนที่นอกเหนือเป้าหมายเดียวกัน อาจารย์มองประเด็นตรงนั้นเป็นปัญหาอยู่หรือเปล่าค่ะ
*
อาจารย์มารค : มีบางอย่างเห็นพ้องกัน เช่น ไม่โยนระเบิด ไม่เอาปืนมายิง แต่อาจมีบางอย่างไม่ค่อยตรงกัน เช่น รัฐบาลบอกว่ามีสิทธิชุมนุมได้แต่อย่าทำผิดกฎหมาย เขาต้องพูดอย่างนั้นเพราะเป็นฝ่ายบริหารประเทศรักษากฎหมาย แต่ฝ่ายชุมนุมก็บอกว่าบางครั้งในกดดดัน มันมีบางอย่างผิดกฎหมายบางอย่างที่ต้องทำ เช่น กฎหมายจราจร เพื่อกดดัน มันก็เป็นการเห็นต่างด้วยหน้าที่คนละอย่าง

* คุณณาตยา : แล้วเกิดกรณีอย่างนี้แล้วจัดการอย่างไรคะ
*
อาจารย์มารค : บางคนคิดว่าถ้าเป็นอย่างนั้นจบไม่ได้ ยกเว้นต้องใช้ความรุนแรง เพราะมันมาปะทะกันตรงที่มันไม่ตรงกัน เรื่องการชุมนุมโดยสันติ ผมคิดว่า การชุมนุมเรียกร้องบางอย่างมันไม่ต้องได้ทันที บางครั้งอาจไม่ได้ในครั้งเดียว มันเป็นมาให้การการศึกษากับสังคม คราวนี้ไม่ได้ คราวหน้ามาใหม่มากกว่าเดิม เพราะเปลี่ยนแปลงความคิดของคนในสังคม มันเป็นกระบวนการเรียกร้อง มันไม่จำเป็นว่าการมาเรียกร้องถ้าไม่ได้ต้องทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ นี่คือวิธีมองแบบหนึ่ง

* คุณณาตยา : หมายความว่าอาจารย์พยายามบอกกับผู้ชุมนุมว่า ลองเปลี่ยนความคิด มาครั้งนี้ไม่ต้องสำเร็จไม่ต้องตามข้อเรียกร้อง ถ้าอย่างนั้นจะมาทำไมค่ะ
*
อาจารย์มารค : ไม่ใช่ว่าไม่ให้สำเร็จ ก็ต้องพยายามให้สำเร็จ แต่ในความเป็นจริงถ้ายังยึดแนวทางสันติการเปลี่ยนแปลงแบบนี้ บางมันต้องเลือกในที่สุดว่า ต้องมาใหม่ หรือแตกหัก อย่ามองว่าการต้องกลับมาอีกครั้งเป็นการแพ้ เป็นกระบวนการที่ใช้เวลานาน การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญหลายอย่างก็เป็นแบบนี้ ฝ่ายรัฐบาลเองก็มีทางเลือกหลายทางเมื่อมีคนมากดดันจำนวนมาก อย่างกดดันเป็นแสนๆ อย่างในครั้งนี้ก็คือการเรียกร้องยุบสภา ไม่ควรมองว่าการทำตามเป็นการแพ้ ผมไม่มองว่านายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้ารัฐบาล เป็นคู่ขัดแย้งกับผู้ชุมนุม มองให้เห็นว่านายกรัฐมนตรีเป็นผู้ดูแลทุกข์สุขของประเทศ มีอำนาจในการตัดสินใจเวลาไหนที่เหมาะที่สุดที่ทำให้ประเทศเดินต่อได้ ยุบหรือไม่ยุบสภา อำนาจนี้ควรเป็นของผู้บริหารประเทศ แต่ไม่ใช่ใช้อำนาจนี้เมื่อถูกกดดัน แต่เป็นการใช้เมื่อเห็นว่าเวลาที่เหมาะสม เมื่อเห็นว่าจะต้องตัดสินใจเพื่อบ้านเมือง และเป็นการตัดสินใจคนเดียว เป็นการตัดสินใจที่ยาก คืออำนาจและความรับผิดชอบเป็นของนายกรัฐมนตรี เป็นธรรมดาที่จะต้องมีคนมาให้คำแนะนำที่คิดว่าถูกต้องเป็นทางออก  ซึ่งอาจไม่ตรงกับนายกรัฐมนตรี แต่พออธิบายจุดยืนแล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดต้องปล่อยให้นายกรัฐมนตรีเป็นคนตัดสินใจ ไม่ควรมีการยึดอำนาจนี้ออกจากนายกรัฐมนตรี อำนาจในการตัดสินใจ เพราะมีอำนาจบริหารประเทศ ไม่น่าถูกริดรอนอำนาจจากเหตุผลอื่นๆ ด้วยวิธีการต่างๆ

* คุณณาตยา : ทำไมอาจารย์ถึงพูดถึงประเด็นนี้ มองบริบทรอบข้างตัวนายกท่านนี้แล้วมองเห็นปัญหาแบบนั้นอยู่หรือคะ
*
อาจารย์มารค : ผมพูดในสิ่งที่อาจเกิดขึ้นได้ และเคยเกิดในที่อื่นๆ

* คุณณาตยา : ถึงเวลาที่จะต้องพิจารณาประเด็นเรื่องนั้นแล้ว หรือยัง
*
อาจารย์มารค : อาจมีสถานการณ์บางอย่างที่ปกตินายกรัฐมนตรีต้องตัดสินใจและรับผิดชอบกับการตัดสินใจนั้น

* คุณณาตยา : พรุ่งนี้ (15 มีนาคม 2553) มุมนักสันติวิธีมีโอกาสที่จะเกิดอะไรขึ้นไหม แล้วเราต้องทำอะไร
*
อาจารย์มารค : ผมไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น มันขึ้นอยู่กับสองฝ่าย มุมสันติวิธี การเรียกร้องความชอบธรรมไม่ได้หายไปเพราะได้หรือไม่ได้ พรุ่งนี้ มะรืนนี้ มันไม่จำเป็นต้องได้ในทันที มันต้องใช้เวลาในการเปลี่ยนแปลง ถ้ามันชอบธรรม แม้ไปได้มันก็ยังชอบธรรมอยู่

* คุณณาตยา : อาจารย์บอกว่าอยากให้ทุกฝ่ายหยุดใช้คำว่าสันติวิธีสักสองสามวัน เพราะอะไรคะ
*
อาจารย์มารค : การใช้สันติวิธีเป็นเรื่องที่สวยงาม แต่ต้องชี้ให้เห็นความต่างของภารกิจ เพราะภารกิจต่างกัน ภารกิจของผู้บริหาร คือรักษาความสงบโดนไม่ใช้ความรุนแรง ผู้ชุมนุมมีภารกิจเรียกร้องโดยสันติวิธี ต้องย้ำให้เห็นภารกิจชัดเจนเพราะหน้าที่มันต่างกัน ถ้าเห็นความต่างก็ทำให้เข้าใจผิดว่าอีกฝ่ายไม่ใช้สันติ

* คุณณาตยา : นอกการใช้คำของทั้งสองฝ่ายที่นักสันติวิธีอย่างอาจารย์คิดว่าไม่สบายใจแล้ว วิธีการปฏิบัติของทั้งฝ่าย อาจารย์ไม่สบายใจด้วยหรือเปล่าค่ะ
*
อาจารย์มารค : นักสันติวิธีไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ บอกไม่ได้ว่า การเรียกร้องโดนสันติคืออะไร ความหมายมันจะถูกกำหนดโดยสังคม โดยใช้เวลานานของการใช้ บางสังคมยอมรับวิธีการบางอย่าง บางสังคมไม่ยอมรับ มันไม่มีความหมายสากลที่นักสันติวิธีจะมาบอกว่าวิธีนี้ใช่หรือไม่ใช่ สังคมเป็นตัวหาแนวทางหรือความหมายเอง

* คุณณาตยา : เป้าหมายของคนที่พยายามใช้คำว่าสันติวิธีจนติดปาก เป้าหมายควรจะเป็นอะไรคะ
*
อาจารย์มารค : เป้าหมายคือหันออกจากความรุนแรง ขั้นแรกถูกต้องแล้ว พอใช้คำนี้เราก็หันออกจากความรุนแรง แต่ขั้นที่สองมันอาจไม่พื้นที่พอที่จะทำให้ละเอียดขึ้น พอหันออกจากความรุนแรงแล้ว อะไรที่รับได้ อันนี้ยังไม่ชัด พอใช้คำว่าวิธีมันก็ตายตัว มันไม่มีแค่หนึ่งวิธี มันมีหลายวิธี แต่ละวิธีไม่ตายตัว ขึ้นอยู่กับแต่ละสังคม บางสังคมบอกว่ารุนแรง บางสังคมอาจมองว่าไม่รุนแรง ต้องใช้เวลาทำบ่อยๆ แล้วเสียงสะท้อนสังคมจะเป็นตัวบอกว่าแบบไหนเป็นสันติวิธีของสังคมนั้นๆ คำตอบจะไม่มาจากนักสันติวิธีเป็นคนมาบอก

* คุณณาตยา : ถ้าอย่างนั้นลักษณะพิเศษของสังคมไทยในเวลานี้ที่จะเอื้อให้เกิดสันติวิธีที่งดงามได้ ถึงแม้จะมีความขัดแย้งทางการเมืองกัน ลักษณะพิเศษของสังคมไทยที่ควรหยิบมาใช้คืออะไรคะ
*
อาจารย์มารค : การให้โอกาส ที่จะเข้าใจคู่ที่เรากำลังมีปัญหาด้วยถือเป็นสิ่งสำคัญ อย่างเช่น เรียกร้องยุบสภา ฝ่ายรัฐบาลก่อนตอบว่าจะยุบหรือไม่ ควรอยากเข้าใจว่าเขาเรียกร้องให้ยุบ เขาเรียกร้องอะไร เพราะคำว่ายุบสภาเป็นเป็นคำเปล่าๆ ไม่ละเอียดพอ ก็ควรมีการหาวิธีคุยกัน

* คุณณาตยา : โต๊ะเจรจามีโอกาสเกิดขึ้นได้ไหมคะ
*
อาจารย์มารค : ผมไม่เรียกเจรจา เพราะเจรจาคนจะบอกว่ามันเป็นการหาคำตอบบางอย่าง แต่ควรจะมีการคุยของแต่ละฝ่ายทำความเข้าใจว่าเรียกร้องอะไรกันแน่ ก่อนที่ประเมินได้ว่าจะตอบสนองหรือไม่แค่ไหน ก็ต้องเข้าใจก่อนว่าเรียกร้องอะไร เดี๋ยวไปเข้าใจผิด มีแต่คำว่ายุบสภาแต่จริงๆ ไม่รู้แปลว่าอะไร ยุบสภามันมีได้หลายความหมาย จะทำให้การตอบไม่ค่อยมีคุณภาพเท่าไหร่

* คุณณาตยา : อาจารย์ชี้ทางได้ไหมว่าควรทำอย่างไรที่จะทำให้เกิดกระบวนการอย่างนั้นได้
*
อาจารย์มารค : รัฐบาลฝ่ายบริหารประเทศต้องเป็นฝ่ายหาวิธีไปคุยกับบางคนในกลุ่มผ้ชุมนุมที่สามารถบอกได้ว่าสิ่งที่ต้องการจริงๆ สิ่งที่เรียกร้องคืออะไร สามารถอธิบายออกมาอย่างเป็นรูปธรรม

* คุณณาตยา : อาจารย์มองประสบการณ์จากหลายๆ ที่ สิ่งนี้มีโอกาสที่จะเกิดขึ้นได้ไหมคะ
*
อาจารย์มารค : เกิดได้ ถ้าต้องการ มันก็ไม่ยาก

* คุณณาตยา : ความต้องการนี้ มันเป็นการวัดเจตนาของสันติวิธีในใจริงๆ ด้วยไหมคะของทั้งสองฝ่าย
*
อาจารย์มารค : วัดเจตนาที่จะทำภารหน้าที่ของตนเองโดยสันติ ถ้าหากว่ามีการเปิดทางให้มีการพูดคุยกันโดยสันติ นอกจากเป็นการหาทางออกแล้วยังเป็นการวัดเจตนาที่จริงใจในการใช้สันติวิธีของทุกฝ่ายด้วย.

คิดถึงอาสาสมัคร นปก.

จู่ๆ ก็คิดถึงพวกเขาขึ้นมา เหล่าอาสาสมัครสันติวิธีของ นปก. ยุคต้านรัฐประหารกลางสนามหลวง ไม่รู้ว่าพวกเขาอยู่ที่ไหน…เป็นอย่างไรกันบ้างตอนนี้…

รายงานพิเศษชิ้นนี้ เรากับน้องซ้งเขียนขึ้นมา หลังจากเหตุการณ์หน้าบ้านสี่เสาเทเวศน์ (งานนั้นเราโดนแก๊สน้ำตากับแก๊สพริกไทยเล่นงานจนสะบักสะบอมไปพอสมควร) พี่แจง ฐิตินบ กับพี่โม่ง ภัทระ คุยกันว่า มันมีเสียงที่หายไปนะ แล้วมันก็มีแง่มุมมากมายในขบวน นปก. ที่สังคมไม่เคยได้ีัรับรู้

เรากับน้องซ้งจึงรับไม้ต่อ มาเป็นรายงานเรื่องชิ้นนี้ที่เผยแพร่ในหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ (ฉบับวันที่เท่าไหร่จำไม่ได้) และแขวนอยู่ในเว็บสำนักข่าวชาวบ้าน

บางเสียงที่หายไป จากหัวใจอาสาสมัคร นปก.

1-

ที่โรงแรมรัตนโกสินทร์…ยามบ่าย

ห้องประชุมขนาดกลางตั้งอยู่ชั้นล่างตรงปลายสุดของปีกด้านซ้าย คนหลายวัย-หลากที่มา สาละวนอยู่กับการตัดกระดาษ ทำป้ายผ้า พิมพ์งาน ถ่ายเอกสาร บ้างก็นั่งสนทนากันอย่างออกรส ที่อกเสื้อของหลายคน ปรากฏข้อความอาทิ “ไม่เอา ไม่รับ ไม่ปลื้ม รัฐธรรมนูญฉบับรัฐประหาร” “ต่อต้านเผด็จการทุกรูปแบบ”

พวกเขาคือ อาสาสมัครแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) หรือ อาสาสมัครสันติวิธี ภายในห้องที่ชื่อว่า “สีดา 4” แห่งนี้ พวกเขาทำกิจกรรมร่วมกันมาเกือบ 3 เดือน แล้ว ทว่าเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังเหตุปะทะกันที่หน้าบ้านสี่เสาเทเวศน์ ทางโรงแรมได้แจ้งกับแกนนำ นปก. ว่า เจ้าหน้าที่มีคำสั่งให้โรงแรมไม่ให้ นปก. ใช้ห้องอีกต่อไป โดยอนุญาตให้ใช้ห้องที่เช่าไว้จนถึงสิ้นเดือนนี้ ถ้ายังไม่ย้ายออก ทางโรงแรมจะถูกข้อหาให้ที่ซ่องสุมโจร

“อาสาสมัคร” กับ “โจร” สองคำนี้มีความหมายต่างกันราวขาวกับดำ ความจริงแล้ว สิ่งที่พวกเขาทำคืออะไร?

ความเคลื่อนไหวของอาสาสมัครนปก. เริ่มต้นในตอนสายของทุกวัน พวกเขาจะเข้ามายังห้องประชุมสีดา และลงมือทำ “งานอาสา” ต่างๆ หากวันใด นปก. มีแผนเคลื่อนไหวม็อบแบบดาวกระจาย พวกเขาก็จะออกไปตระเวนกับหมอเหวง โตจิราการ และสมบัติ บุญงามอนงค์ ถ้าไม่ได้ออกไปไหน ก็จะอยู่ที่ห้องนี้ จนเย็นย่ำจึงพากันออกไปที่ท้องสนามหลวง ประจำอยู่ตามซุ้มรณรงค์ต้านรัฐประหาร ทำกิจกรรมสร้างสีสันให้การชุมนุม ช่วยกันสอดส่องดูแลความเรียบร้อยไม่ให้บุคคลที่ 3 เข้ามาก่อเหตุที่นำไปสู่ความรุนแรงหรือความเข้าใจผิด รวมทั้งเตรียมพร้อมดูแลผู้ชุมนุมยามเจ็บป่วย

วันใดมีการเคลื่อนย้ายขบวน นปก. จากท้องสนามหลวงไปยังสถานที่ต่างๆ พวกเขาคือผู้ยืนอยู่แถวหน้า เป็นหน่วยสันติวิธี

สมบัติ บุญงามอนงค์ แห่งกลุ่มพลเมืองภิวัฒน์ หนึ่งในแกนนำ นปก. ผู้ดูแลฝึกอบรมอาสาสมัครสันติวิธี เล่าถึงที่มาของอาสาสมัครเหล่านี้ว่า ในการเดินขบวนไปที่หน้ากองบัญชาการทหารบกของ นปก. ครั้งแรกนั้น มีการกระทบกระทั่งกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งแกนนำเองก็ไม่ได้เตรียมตัวหรือวางกำลังไว้สอดส่องดูแลผู้ชุมนุมอย่าง ทั่วถึง จึงเป็นที่มาของหน่วยสันติวิธี เพื่อยกระดับการชุมนุมให้หลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรง โดยเปิดโต๊ะรับอาสาสมัครสันติวิธีที่สนามหลวง

“อาสาสมัครทุกคนที่เข้ามาจะต้องได้รับการอบรมและปรับทัศนคติในการต่อสู้เรียกร้อง ด้วยสันติวิธี รวมทั้งแนะนำวิธีการรับมือเหตุการณ์ต่างๆ โดยหลักสำคัญคือต้องมีความอดทนต่อสถานการณ์การยั่วยุจากฝ่ายตรงข้าม และต้องดูแลผู้ชุมนุมไม่ให้ใช้ความรุนแรง”

ทูล เวชกลาง หรือ เภา หนึ่งในแนวหน้าอาสาสมัครสันติวิธี ให้ข้อมูลว่า อาสาสมัครที่เป็นขาประจำห้องสีดามีราว 30-40 คน ส่วนสมาชิกอาสาสมัครสันติวิธีที่มาลงชื่อมีประมาณ 6-7 พันคน และสามารถติดต่อให้มารวมตัวได้ทันทีประมาณ 6-7 ร้อยคนผ่านโทรศัพท์มือถือและเอสเอ็มเอส ในกรณีที่จะมีการเคลื่อนขบวนของกลุ่มผู้ชุมนุม โดยอาสาสมัครจะแบ่งกำลังเป็นแนว 5 แถว มีผ้าโพกหัวสีเหลืองระบุตำแหน่งแถว แต่ละแถวจะมีหัวหน้าควบคุมดูแล เพื่อกั้นผู้ชุมนุมให้อยู่ในแนวของอาสาสมัคร ทำให้สะดวกในการควบคุมดูแล ซึ่งแถวหน้าสุดจะเป็นหน่วยเจรจากับเจ้าหน้าที่ตำรวจในการเปิดทาง และต่อมาจะเป็นขบวนรถเครื่องขยายเสียง และผู้ชุมนุม ก่อนปิดท้ายขบวนด้วยหน่วยสันติวิธีอีกครั้งหนึ่ง

การเคลื่อนขบวนแต่ละครั้งจะต้องมีการวางแผนอย่างรอบคอบ เพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะและให้การชุมนุมอยู่ในกรอบของสันติวิธี โดยผู้ชุมนุมจะอยู่ในกรอบสี่เหลี่ยมของแนวอาสาสมัคร

เขาบอกว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือการสอดส่องดูแลและควบคุมผู้ชุมนุมให้อยู่ในกรอบของสันติวิธี โดยเฉพาะเมื่อมีการเคลื่อนขบวนของกลุ่มผู้ชุมนุม จะมีการประชุมวางแผนก่อน เพื่อจัดแบ่งกำลังและหน้าที่ของอาสาสมัคร รวมทั้งจัดทำอุปกรณ์รณรงค์ ข้าวปลาอาหาร และเครื่องมือปฐมพยาบาล

“เราต้องพยายามทำทุกอย่างไม่ให้มีการปะทะกับตำรวจ คอยเตือนผู้ชุมนุมที่ไม่อยู่ในกรอบ และจับตาไม่ให้มือที่สามเข้ามาป่วน โดยหากเตือนแล้วไม่ฟังก็จะคุมตัวส่งตำรวจ” ทูล อธิบาย

“แต่ในคืนวันนั้น เรายอมรับว่า มันหนักหนาจนเรารับมือไม่ไหวจริงๆ…”

เขาหมายถึงเหตุการณ์ปะทะที่หน้าบ้านสี่เสาเทเวศน์

2 –

ที่หน้าบ้านสี่เสาเทเวศน์…ยามค่ำ

ย้อนกลับไปในคืนวันที่ 21 กรกฎาคมที่ผ่านมา ศุภณัฐ ไวเลิศ หรือ ดา อาสาสมัครสาววัย 29 ปี เล่าว่า เหตุการณ์ที่หน้าบ้านพักของพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ นั้น อาสาสมัครสันติวิธีไม่สามารถควบคุมผู้ชุมนุมได้ อาสาสมัครทุกคนซึ่งได้รับการอบรมให้เข้าไปขัดขวางการกระทำทุกอย่างที่จะก่อ ให้เกิดความรุนแรง จึงต้องเปลี่ยนบทบาทมาช่วยเหลือผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์แทน ซึ่งก็ช่วยเหลือผู้ชุมนุมได้ไม่เต็มที่ เนื่องจากไม่ได้คาดว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจะใช้วิธีการรุนแรงในการสลายการ ชุมนุม

“ผู้ชุมนุมไม่ได้เตรียมตัวมาปะทะกับตำรวจ ทำให้ไม่มีอุปกรณ์ป้องกันหรืออาวุธ และเมื่อตำรวจสลายการชุมนุมด้วยการใช้แก๊สน้ำตา และสเปรย์พริกไทย ทำให้เกิดการหยิบจับสิ่งของใกล้ตัวตอบโต้ เราเชื่อว่าน่าจะมีการผสมโรงของมือที่สามที่เข้ามายั่วยุให้ใช้ความรุนแรง ด้วย อาสาสมัครสันติวิธีจึงไม่สามารถควบคุมอารมณ์ของผู้ชุมนุมได้ ทำให้เกิดเหตุการณ์บานปลายขึ้น”

ดายอมรับว่า ในกลุ่มผู้ชุมนุมของ นปก. ซึ่งมีที่มาหลากหลาย อาสาสมัครไม่สามารถสอดส่องดูแลได้ทั่วถึง แม้กระทั่งการรับสมัครอาสาสมัครสันติวิธีของ นปก. เอง ก็ไม่สามารถคัดกรองคนได้ จึงต้องอาศัยการจัดการทางสังคมในกลุ่มกันเอง เช่น เมื่อเห็นว่าอาสาสมัครคนใดมีท่าทีก้าวร้าวรุนแรง ก็จะกันไม่ให้อยู่ในแถวหน้า หรือหากว่าคนไหนมีลักษณะเหมือนเข้ามาก่อกวน ก็จะให้ออกจากกลุ่มไป

“ในสถานการณ์ที่มีความขัดแย้งทางความคิดเช่นนี้ เราแบ่งสีขาวสีดำในหมู่คนไม่ได้ ดาเองไม่เคยคิดว่าตำรวจที่ทำการสลายการชุมนุมดีหรือเลวทั้งหมด ดาเข้าใจว่าเขาทำตามหน้าที่ และเชื่อว่าตำรวจหลายคนก็เข้าใจผู้ชุมนุม” เธอยิ้ม ก่อนจะพูดต่อไปว่า

“มันมีหลายภาพเหตุการณ์ในคืนนั้นที่สังคมไม่ได้รับรู้ ดาอยากให้ทุกคนเห็น โดยเฉพาะตำรวจที่ช่วยเหลือผู้ชุมนุม และภาพผู้ชุมนุมที่ช่วยเหลือตำรวจ แม้ว่าสุดท้ายการเคลื่อนไหวในคืนนั้นจะจบลงด้วยความรุนแรง การบาดเจ็บ และความรู้สึกแตกแยกกันยิ่งขึ้นในสังคมที่เราเหมือนถูกบังคับให้ต้องเลือกข้าง แต่หลายคนที่อยู่ในพื้นที่ตรงนั้นก็น่าจะได้เรียนรู้ถึงความซับซ้อนต่างๆ ในความขัดแย้ง เรียนรู้ที่จะคิดถึงผู้อื่นในสถานการณ์ที่ยากลำบาก และเรียนรู้ว่าความรุนแรงไม่ได้แก้ปัญหา แต่ต้องใช้สันติวิธี” เธอกล่าวด้วยนำเสียงหนักแน่น

ขณะที่ สมบัติ บุญงามองค์ เชื่อว่าเหตุการณ์ในคืนวันนั้นไม่ได้เป็นความล้มเหลวของสันติวิธี และประสบการณ์ในการเดินขบวนที่ผ่านมาทำให้เรียนรู้ยิ่งขึ้นไปว่าความรุนแรง จากประชาชนนั้นใช้ต่อสู้กับรัฐไม่ได้ เพราะว่ารัฐมีอำนาจและมีความสามารถในการใช้ความรุนแรงที่สูงกว่า มีอาวุธ มีกองกำลัง มีความชอบธรรมทางกฎหมาย แต่ประชาชนมีสิ่งเดียวคือ การต่อสู้โดยตัวเขาจริงๆ

“สันติวิธีเป็นส่วนหนึ่งของอหิงสานะ มันยากขึ้นไปอีก เขาบอกว่าอหิงสาเป็นความรุนแรงประเภทหนึ่งเหมือนกัน เพราะว่าคุณต้องยอมให้เกิดความรุนแรงในตัวคุณเอง ใครจะพูด จะทำความรุนแรงในตัวคุณ ก็ยอม ถ้าเขาตี คุณก็จะอยู่กับที่ คุณจะต่อสู้ในหลักการโดยที่คุณไม่กระทำความรุนแรงต่อเขา แต่คุณได้กระทำความรุนแรงต่อตัวเอง ยอมให้เขากระทำต่อเรา แต่คนที่จะทำเช่นนี้ได้ ต้องอาศัยการฝึกฝนทั้งร่างกายและจิตวิญญาณสูงมาก”

“หากจะถามว่าสันติวิธีที่เรามีอยู่ในขบวนการของเราตอนนี้เพียงพอหรือไม่ ผมเห็นว่ามันมีพัฒนาการนะ ปกติแล้วการตอบสนองของธรรมชาติของมนุษย์ก็คือว่า เมื่อคุณรุนแรงมา เรารุนแรงคืนตอบโต้กลับไป นี่คือธรรมชาติของคน ถ้ามีคนมาตอบหน้า มาด่าคุณ คุณจะตบหน้าคืน จะด่าคืน แต่นักต่อสู้ที่ผ่านการฝึกฝน และได้ผ่านการขบคิดต่อเหตุการณ์ที่อาจจะมีการใช้ความรุนแรง คนที่ต่อสู้จะต้องเรียนรู้ว่า การตอบโต้ด้วยความรุนแรงกลับไป สิ่งที่จะได้รับกลับคืนมาคือความรุนแรง ถ้าคุณจะลดความรุนแรง คุณต้องไม่รุนแรงกับเขา แต่ต้องใช้ความเป็นมนุษย์”

สมบัติ บอกว่า จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่หน้าบ้านสี่เสาร์ฯ สิ่งที่เขาค้นพบก็คือว่า ในตัวมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นประชาชนหรือตำรวจ จะมีจุดที่สัญชาติญาณทำงานเหนือความคิดสันติวิธี เมื่อเห็นอีกฝ่ายหนึ่งคุกคามชีวิต การตอบโต้ด้วยความรุนแรงจะเกิดขึ้นจากสัญชาติญาณที่ทำงานเร็วเกินกว่าความ คิดสันติวิธี

“สำหรับผู้ชุมนุมนั้น ภาพที่พวกเขาเห็นคือตำรวจปราบจลาจลจำนวนมากเดินเข้ามา ฉุดกระชากผู้นำการชุมนุม ใช้แก๊สน้ำตาซึ่งทำให้หายใจไม่ออก ทุรนทุราย เหล่านี้เป็นการคุกคามชีวิตชีวิตนะครับ แล้วสิ่งที่ผู้ชุมนุมเห็นต่อไปก็คือการเข้ามาตีคนโดยไม่ส่งสัญญาณ คนแก่ที่ถูกเหยียบ ถ้าเขาไม่ทำอะไรอย่างหนึ่ง ชีวิตพวกเขาจะได้รับอันตราย สัญชาติญาณจึงบังคับให้เขาแสดงออกด้วยการตอบโต้”

ทั้งนี้ สมบัติเชื่อมั่นว่า การผ่านเหตุการณ์ที่ยากลำบากมาด้วยกัน จะยิ่งทำให้อาสาสมัครสันติวิธีของ นปก. มีความเป็นหนึ่งเดียวบนเส้นทางสายสันติวิธีที่พวกเขาเชื่อมั่นต่อไป

“จิตอาสาและการคิดถึงคนอื่นที่มีในตัวอาสาสมัคร นปก. เหล่านี้คือความงดงามที่เราพบในสถานการณ์ความขัดแย้ง”

3 –

ที่ท้องสนามหลวง…ยามเย็น

เหล่าอาสาสมัคร นปก. ออกจากห้องประชุมสีดา ของโรงแรมรัตนโกสินทร์ มาเดินแจกใบปลิว ขายเสื้อ แจกน้ำ แจกยาดมให้ผู้ชุมนุมกลางสนามหลวง บ่อยครั้งที่รอยยิ้มและเสียงหัวเราะปรากฏบนสีหน้าพวกเขา

ศุภณัฐ ไวเลิศ หรือดา เล่าว่าเธอเดินทางจากต่างจังหวัดมากรุงเทพฯ เมื่อ 3 เดือนที่แล้ว ตามคำชวนของพี่ชาย ดาซึ่งเป็นอดีตนักศึกษาสาขาสื่อสารมวลชน บอกว่าก่อนหน้านั้นข้อมูลที่รับรู้จากสื่อต่างๆ ทำให้รู้สึกว่าม็อบสนามหลวงไม่ดี จนวันที่พี่ชายชวนให้ลองไปฟังการปราศรัยที่ท้องสนามหลวง จึงรู้ว่ามีข้อมูลมากมายที่สื่อไม่ได้รายงาน หลังใช้เวลาอยู่ที่ท้องสนามหลวง 5-6 วัน เธอจึงตัดสินใจสมัครเป็นอาสาสมัครสันติวิธีของ นปก.

“เรารู้สึกว่าสื่อไม่ยุติธรรม จึงอยากเข้ามาช่วย นปก. พอได้เข้ามาช่วยงานตรงนี้ก็ได้รู้ว่า สังคมไม่ใช่แค่เราคนเดียว แต่มันมีส่วนรวมและการทำงานเพื่อส่วนรวมอยู่ด้วย การได้ทำอะไรเพื่อส่วนรวมทำให้เรามีความสุข คนส่วนใหญ่ที่อยู่ตรงนี้มาทำงานด้วยใจ”

ทุกๆ วัน ดาจะมาที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ในตอนสาย ใช้เวลาอยู่ในห้องสีดาทำงานร่วมกับอาสาสมัครสันติวิธีทั้งวัน จนเย็นย่ำเมื่อเวทีที่ท้องสนามหลวงเริ่มขึ้น ดาจะออกไปประจำอยู่ตามซุ้มนิทรรศการข้างสนามหลวงกับเพื่อนๆ

ดาบอกว่า แม้จะต้องหยุดงานมาทำกิจกรรมร่วมกับ นปก. โดยไม่รู้ว่าจะจบลงเมื่อไหร่-อย่างไร แต่เธอก็ไม่ย่อท้อ และขออยู่กับ นปก. จนกว่าสถานการณ์บ้านเมืองจะคลี่คลาย หลังจากนั้นจะไปสมัครเป็นอาสาสมัครของมูลนิธิกระจกเงา ทำงานอาสาอย่างจริงจังต่อไป

“หัวใจของประชาธิปไตย คือการแบ่งปันให้กันและกัน ไม่ว่าจะเป็นอำนาจ หรือทรัพยากรต่างๆ เราจะอยู่ที่สนามหลวงต่อไป เพื่อเรียกร้องให้ทหารคืนทุกอย่างของพวกเรามา ประชาชนจะต้องเป็นผู้ตกลงในการแบ่งปันกันเอง” เธอเชื่ออย่างนั้น

เพราะเชื่อเช่นกันว่า ประชาชนตัวเล็กๆ สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ด้วยการแสดงออกตามสิทธิเสรีภาพที่พลเมืองพึงมี สุธี วงศ์พรม ชายวัย 40 ต้นๆ จึงดั้นด้นเดินทางจากบ้านที่นครสวรรค์มาเพื่อร่วมทัพกับ นปก. หลังจากที่คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญพิพากษาให้พรรคไทยรักไทยปิดฉากลง

สุธี ซึ่งเพิ่งผ่านการหย่าร้างกับภรรยา บอกว่า การมาเป็นอาสาสมัคร นปก. ทำให้รู้สึกว่าชีวิตมีคุณค่า ทุกวันนี้เขาใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ที่ห้องประชุมสีดา อาสาทำงานทุกอย่างที่วางอยู่ตรงหน้า และด้วยฝีมือการเขียนป้ายผ้าทีประณีตสวยงาม ทำให้เขาเป็นมือวางอันดับต้นๆ ในการสร้างสีสันลงบนแผ่นผ้ารณรงค์ต้านรัฐประหาร

“คนที่นี่เห็นว่าผมไม่มีรายได้อะไร จึงช่วยกันออกเงินเล็กๆ น้อยๆ ให้เป็นค่าจ้างเขียนป้ายผ้า ตกเย็นผมก็ออกมาสอดส่องดูแลความเรียบร้อยรอบๆ สนามหลวง การได้ใช้เวลาอยู่กับเพื่อนๆ ที่มีความตั้งใจเดียวกัน ช่วยเหลือกันและกัน ทำให้ผมรู้สึกว่า จะแยกจากขบวนไปไม่ได้”

“ผมตั้งใจว่าจะอยู่ที่นี่ให้ถึงที่สุด ได้ประชาธิปไตยคืนมาเมื่อไหร่ ผมจะเดินทางกลับบ้านเกิดไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ เปิดร้านเบเกอรี่ตามความฝัน” สุธี เล่าด้วยแววตาเปี่ยมความหวัง

แม้จะไม่ใช่อาสาสมัคร นปก. ที่ผ่านการอบรมสันติวิธี แต่ วรนารี จันอ้น หรือ “คุณอ๋อยไฮโซ” และ แอ๊ด ณ อยุธยา หรือ “คุณแอ๊ด ราชนิกุล” สองเพื่อนซี้รุ่นคุณป้า ก็นับได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของห้องสีดาและเวทีสนามหลวง

คุณแอ๊ด ในวัย 50 กว่าๆ ซึ่งเล่าว่าสมาชิกในครอบครัวใหญ่ของเธอเป็นตำรวจ-ทหาร บอกว่า ความรู้สึกหวงแหนประชาธิปไตยที่เธอมีส่วนร่วมเพื่อสู้ให้ได้มาเมื่อครั้ง 14 ตุลา ทำให้เธอออกจากบ้านมาร่วมกิจกรรมต้านรัฐประหารทันที่ที่เหตุการณ์ 19 กันยา เกิดขึ้น

“เกิดเรื่องอย่างนี้ขึ้น ถ้าเราไม่ออกมาช่วยกันแล้วใครจะช่วย ป้าคิดอย่างนี้ จึงออกมาช่วยๆ กัน ถามว่ามีท่อน้ำเลี้ยงไหม ไม่มี ป้าพอมีกินมีใช้ จึงเอามาช่วยๆ กัน อาสาสมัครบางคนที่นี่ บางวันไม่มีข้าวจะกินด้วยซ้ำ กิจกรรมที่เราทำด้วยกัน มันเป็นค่าใช้จ่ายที่เราต้องควักเนื้อ เพราะไปตั้งโต๊ะบริจาคก็ได้เงินไม่มาก เพราะฉะนั้น ใครที่เข้ามาตรงนี้ เราก็ช่วยๆ กัน แบ่งกันกิน แบ่งกันใช้”

“ป้ามาที่นี่ทุกวัน จนรู้สึกเหมือนมันเป็นบ้าน คนที่สนามหลวงอยู่ด้วยกันอย่างนับเป็นเพื่อน เป็นพี่เป็นน้องกันหมด ไม่ว่าคุณจะมาจากไหน รากหญ้าหรือราชนิกูลเหมือนป้า มันก็เป็นคนเท่ากัน เรากินข้าวกล่องริมสนามหลวงด้วยกัน หวังร่วมกันว่าประชาธิปไตยจะกลับคืนมาในเร็ววัน” คุณแอ๊ด บอก

ส่วนคุณอ๋อย ซึ่งยังคงมีรอยฟกช้ำปรากฏที่ขา จากเหตุการณ์หน้าบ้านสี่เสาเทเวศน์ บอกว่า “รู้ ว่าทหารเรียกพวกเราว่าเป็น หมาสนามหลวง หรือเป็นพวกถ่อย ถามหน่อย พวกป้าเป็นย่าเป็นยายกันแล้ว มีชีวิตที่สุขสบาย จะออกมาเดินตากแดดตากฝนทำไม ป้าคิดอย่างเดียวว่าเราต้องได้ประชาธิปไตยคืนมา”

“เวลาเดินขบวนกัน ป้าขออาสาไปอยู่แถวหน้า เพราะว่าป้าเป็นผู้ใหญ่แล้ว คิดว่าจะเจรจา จะควบคุมอารมณ์กันได้ แต่เขาบอกว่าแถวหน้ารับเงินมา 3 พัน บ้างก็ว่าม็อบ นปก. เอาคนแก่มาปะทะตำรวจเพื่อเรียกร้องความชอบธรรม ป้าไม่โกรธหรอกนะ แต่น้อยใจ โดยเฉพาะตอนที่ตำรวจเอากระบองมาฟาดขาป้าในคืนนั้น ป้าน้อยใจมาก เรามีแค่ร่มคันเดียว ไม่มีอาวุธอะไร ทำไมต้องมีตีกันด้วย ป้าร้องออกไปว่า พอได้แล้ว เขาจึงผ่านป้าไป” คุณอ๋อยรำลึกถึงเหตุการณ์คืนนั้นก่อนจะกล่าวต่อไปว่า

“บอกตรงๆ ว่าเราชอบคุณทักษิณ แต่การมาเรียกร้องที่ท้องสนามหลวงของพวกเรา ไม่ใช่เพื่อคุณทักษิณ แต่เพื่อประชาธิปไตย สื่อชอบเขียนว่าเราทำเพื่อคุณทักษิณ ที่จริงไม่ใช่ เราแค่บอกว่า ระหว่าง คมช. กับคุณทักษิณ เราเลือกคุณทักษิณ เพราะคุณทักษิณมาจากกระบวนการประชาธิปไตย หมอเหวงก็พูดแทบทุกครั้งที่ขึ้นเวทีเหมือนกัน แต่สื่อเอาไปตัดต่อคำพูดจนกลายเป็นว่า หมอเหวงมาเรียกร้องให้คุณทักษิณ”

ขณะที่ ภานุวัฒน์ แก้วมาลัย หรือ เหน่ง อายุ 32 ปี อาสาสมัครสันติวิธี ชาวเชียงใหม่ เล่าว่า เขาตัดสินใจหยุดงานประจำ ซึ่งเป็นงานขนส่งสินค้าที่เชียงใหม่ เอาเงินเก็บที่มี สะพายเป้ใบเดียวเข้ามาที่กรุงเทพฯ อาศัยเช่าห้องกับเพื่อนๆ อยู่แถวคลองหลอด เพื่อปักหลักทำงานอาสาให้ นปก.

“ผมเชื่ออยู่เสมอว่าประชาธิปไตยต้องมาจากประชาชนไม่ใช่เผด็จการ กระทั่งเกิดเหตุการณ์รัฐประหาร เมื่อวันที่ 19 กันยายน ที่ผ่านมา ยิ่งตอกย้ำความรู้สึก และไม่อยากเชื่อว่าจะเกิดเหตุเช่นนี้ในยุคปัจจุบันได้ รัฐประหารแล้วเศรษฐกิจแย่อย่างนี้ คนหาเช้ากินค่ำอย่างผมอยู่ไม่ได้ งานมีเข้ามาน้อยมาก ผมอยู่ทางเหนือ จะขับรถไปส่งของที่ไหนก็ลำบาก ถูกทหารบล็อกไว้ ตรวจค้นตลอด ทำแบบนี้ไม่ถูกต้อง ทำไมประชาชนต้องไร้เสรีภาพแม้แต่ในบ้านเกิดของตัวเอง”

เขาออกตัวว่า ไม่ใช่คนเรียนสูง แต่หากจะมีใครถามว่า หัวใจของประชาธิปไตยอยู่ตรงไหน เขามั่นใจที่จะตอบว่า…

“ในระบอบประชาธิปไตย อำนาจสูงสุดต้องเป็นของประชาชน”

โดย เบญจมาศ บุญฤทธิ์, ชัยรัตน์ จิโรจน์มนตรี : สำนักข่าวชาวบ้าน (30/07/2550)