“มุม”ประภาส ปิ่นตบแต่ง:เครื่องมือใหม่ของขบวนการคนจนไทย

ต่อเนื่องจากงานถอดประสบการณ์ในโพสที่แล้ว อาจารย์ประภาสได้ให้มุมมองเรื่อง ‘เครื่องมือใหม่ของขบวนการคนจนไทย’ แม้จะเป็นงานที่เผยแพร่ตั้งแต่ปีก่อน แต่มุมของอาจารย์ประภาสก็ยังทันสมัยสำหรับวันนี้ค่ะ

DSC_0364

“มุม” – ประภาส ปิ่นตบแต่ง : เครื่องมือใหม่ของขบวนการคนจนไทย

“ผมว่านักข่าวพลเมืองมีความสำคัญมาก ตอนนี้ชุมชนอยู่ไม่ได้ด้วยตัวเอง เพราะอยู่ท่ามกลางการปะทะประสานจากข้างนอกอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องฐานทรัพยากรหรือเรื่องอะไรก็ตาม นักการเมืองก็เข้ามา เพราะฉะนั้น นักข่าวพลเมืองก็คือคนที่อยู่บนฐานการต่อสู้ของชุมชน แต่การต่อสู้ท่ามกลางการปะทะประสานมันใหญ่ จึงต้องการสร้างพลังทั้งจากภายในซึ่งก็ต้องสร้างความเข้มแข็งกันเองก่อนด้วย และก็สื่อสารกับสังคมข้างนอกไปพร้อมกัน”

นี่คือความเห็นของ ‘ดร.ประภาส ปิ่นตบแต่ง’ นักวิชาการรัฐศาสตร์ติดดินที่คลุกคลีอยู่กับขบวนการคนยากจนมานาน คือตะกอนประสบการณ์ ตั้งแต่การต่อสู้ร่วมกับขบวนการคนจนระดับชาติอย่างสมัชชาคนจนในฐานะนักวิชาการ สู่การต่อสู้ร่วมกับ “ชาวนา ต.คลองโยง จ.นครปฐม” ชุมชนเกษตรกรรมของตัวเองในฐานะ “นักข่าวพลเมือง”

วันนี้ ประภาส บอกว่า เขาค้นพบ ‘เครื่องมือใหม่’ ในการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่ง “พื้นที่ทางสังคม” ของชาวบ้าน จากแต่เดิมที่ใช้การเดินขบวน-ปิดถนน-ล้อมทำเนียบ และอีกสารพัดวิธีการต่อสู้เชิงสัญลักษณ์

“พื้นที่การต่อสู้ของคนซึ่งไม่มีช่องทางหรือทรัพยากรในระบบการเมืองปกตินั้น แต่เดิม ชาวบ้านต้องทำแบบสมัชชาคนจน เช่น ปิดทำเนียบให้เป็นข่าว ยอมให้ตัวเองถูกจับ ยอมเสี่ยงอันตราย ยอมผิดกฎหมาย ต้องแลกเอาความทุกข์ความยาก ความเจ็บปวด เพื่อให้ได้พื้นที่เพื่อสื่อสารกับสังคม หรือที่เราเรียกกันว่า ‘การเมืองบนถนน’ แต่วันนี้ มีพื้นที่สื่อสาธารณะใหม่ๆ ทั้งเว็บไซต์จำนวนมากและทีวีไทย ทีวีสาธารณะ ความเป็นนักข่าวพลเมืองทำให้ชาวบ้านก้าวพ้นจากตรงนั้น”

“ก้าวพ้นจากความเสี่ยง ก้าวพ้นความทุกข์ความยาก ซึ่งผมคิดว่าไม่มีใครอยากทำ แต่มันไม่มีช่องทาง ตอนนี้เรามีช่องทางแล้ว เราต้องมาช่วยกันคิด มาพัฒนาพื้นที่ตรงนี้ เพราะเราใช้พื้นที่ข่าวพลเมืองได้โดยไม่ต้องลงทุนด้วยความทุกข์ความยากและความเสี่ยงทั้งหลาย”

ด้วยสายตาที่พินิจพิจารณา เขาบอกว่า พัฒนาการของการรายงานข่าวพลเมืองในช่วงหลังไปไกลมาก ทำให้ชาวบ้านแก้ปัญหาไปได้เยอะ แม้กระบวนการแก้ปัญหานั้นจะยังไปไม่สุดก็ตาม แต่กระบวนการต่อสู้ที่เริ่มด้วยการรายงานข่าวจากพลเมือง เป็นกลวิธีทำให้ชาวบ้านต้องนำข้อมูลข้อเท็จจริงคลี่ออกมาทีละประเด็นแล้วเลือกหยิบขึ้นมาสื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจ ทั้งในระดับสังคมวงกว้าง และในชุมชนด้วยกันเอง

“ประสบการณ์ทำข่าวพลเมืองในพื้นที่คลองโยงบ้านผม ทำให้เห็นว่า สื่อที่ใช้มีสองด้าน ผมอยากให้พื้นที่อื่นที่จะกำลังทำ ลองดูว่า การ ‘สื่อ’ กับคนข้างนอกก็เป็นเรื่องสำคัญ เวลาเรา ‘สื่อ’ ข้างนอกก็ต้องนึกถึงประเด็นที่เป็นสาธารณะ ประเด็นที่มีความคืบหน้าไปเรื่อยๆ กับอีกด้านหนึ่ง ‘สื่อ’ เหล่านี้ สามารถนำกลับมาใช้ในพื้นที่ได้ด้วย”

สื่อถูกนำกลับมาใช้ในพื้นที่ได้อย่างไร?

“ทั้งข่าวพลเมืองที่สื่อสารกับสาธารณะแล้ว และภาพวีดีโอที่ถ่ายเก็บไว้เวลาพวกผมไปเจรจาเรื่องที่ดินกับเจ้าหน้าที่รัฐ เราก็เอากลับมาฉายในพื้นที่อีกครั้ง คนที่อยู่ในพื้นที่ซึ่งไม่เคยต่อสู้มาก่อนอย่างชาวนาคลองโยง เดิมเขารู้สึกว่าเขาไม่มีตัวตนในสังคม แต่เวลาเขาเห็นปัญหาของเขาไปปรากฏในทีวี เขารู้สึกว่าไอ้คนที่จะสู้ร่วมกันกับพวกเขา กลุ่มเล็กๆ นี่ มันก็พอมีพลังนะ พูดง่ายๆ ก็คือ ตัวตนที่ปรากฏในพื้นที่สาธารณะได้กลับมาเสริมพลัง (ตัวตน) ชาวบ้านนอกจอทีวีด้วย ยิ่งเรื่องของเขาได้ถูกสื่อออกไปอยู่เป็นระยะ ช่วงหลังๆ คนก็เข้ามาร่วมกันต่อสู้มากขึ้น ต่างจากตอนแรกที่เขามีความกลัวอยู่ ผมคิดว่าเรื่องสำคัญก็คือ เขาเห็นตัวตนของตัวเอง เห็นตัวตนของชุมชนผ่านสื่อเหล่านี้  กลายเป็นว่า สื่อที่เราทำเองกลับไปหมุนชุมชนด้วย เราจึงได้รู้จักสื่อในอีกมิติในฐานะเครื่องมือขับเคลื่อนสังคม และกิจกรรมการเคลื่อนไหวด้วย”

“ช่วงหลังๆ ผมเริ่มเห็นพลังของสื่อแบบนี้มากขึ้น ตอนนี้เราต้องรู้จักเครื่องไม้เครื่องมือ ต้องเรียนรู้พื้นที่ด้วย คนที่จะเข้ามาจับเรื่องนี้ต้องรู้ว่าพื้นที่เราอยู่ตรงไหน หมายถึงทั้งพื้นที่ทางสังคมและพื้นที่สื่อ ซึ่งเป็นสื่ออีกแบบหนึ่งที่เราทำเองได้ เราต้องเห็นพลังของมันทั้ง 2 ด้าน ว่าจะเอามาใช้อย่างไร อัตลักษณ์ของตัวเองคืออะไร แต่ไม่ใช่ไปหาพลังชุมชนแบบหาว่าบ้านไหนสานตะกร้าสวยนะ (หัวเราะ)”

เขามองว่า ในอนาคต นักข่าวพลเมืองกับการสื่อสารสมัยใหม่ สื่ออิเล็กทรอนิกส์  สื่อออนไลน์ หรือสื่อทีวี จะมีความสำคัญมากขึ้น คนในกระบวนการต่อสู้ต้องมานั่งคิดกันใหม่

“ในสมัชชาคนจนเองก็คุยกันว่าการต่อสู้มี ‘พื้นที่ใหม่’ เกิดขึ้น เพราะสื่อกำลังปฏิวัติตัวเอง และประชาชนก็ต้องช่วยปฏิวัติสื่อด้วย อันนี้สำคัญ นักข่าวพลเมืองสำคัญในแง่ที่ว่า เราต้องช่วยปฏิวัติสื่อจากข้างล่างจริงๆ ซึ่งไม่ใช่แบบคำรณ หว่างหวังศรี ซึ่งก็สนุกดี (หัวเราะ) หรือว่า คนค้นคน ก็เป็นสารคดี ความรู้ที่ดีขึ้นมาในระดับหนึ่ง หรือข่าวปัญหาชาวบ้านของช่อง 7 นะ แต่จะต้องเป็นข่าวที่มาจากข้างล่างจริงๆ”

ถามว่าชาวบ้านทำข่าวพลเมืองเองได้ไหม? ดร.ประภาสตอบหนักแน่น “ทำด้ายยยยย!”

“ตอนนี้ในเชิงเครื่องไม้เครื่องมือ มีคนในชุมชนทำได้เยอะ โดยเฉพาะเด็กรุ่นใหม่ๆ ผมเห็นเครือข่ายอีสานเขาทำได้เยอะ หรือในพื้นที่อื่นๆ ถ้าเป็นเครือข่ายที่ไม่ใหม่นัก กล้องวีดีโอ คอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ค เครื่องไม้เครื่องมือพวกนี้ในระดับเอ็นจีโอพี่เลี้ยงมีหมด ผมเชื่อว่าเราพัฒนากระบวนการสื่อสารได้ แต่ถามว่ายากไหม ยากครับ อย่างที่นครปฐมบ้านผม ทีมจากทีวีไทยก็ลงไปช่วยเป็นพี่เลี้ยงเยอะเหมือนกันนะ เราก็ได้แต่วางโครงใหญ่ๆ เขาไปช่วยดูเรื่องภาพ  มีที่ผมทำเองจริงๆ ตัดต่อเองมีแค่ 1-2 ตอนเท่านั้นเอง จากที่ออกไปทั้งหมด 6 ตอน”

“สรุปคือว่าในเชิงเทคนิค การทำข่าวพลเมืองมันลำบากนิดหน่อย แต่ผมคิดว่าเราฝึกได้ พัฒนาได้ และจริงๆ ผมเชื่อว่าชาวบ้านทำได้ แต่ต้องมีคนไปเป็นพี่เลี้ยงก่อนระยะแรก แล้วใช้ศักยภาพเครือข่ายเอ็นจีโอที่เขามีเป็นพี่เลี้ยงประคับประคองต่อไป และในที่สุดแล้ว เมื่อพวกเขาตั้งขบวนได้ เขาจะเติบโตโดยสื่อสารได้อย่างมีพลัง อันนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงสังคมในอนาคต”

ที่มา – สารตั้งต้น ฉบับที่ 1 : ตุลาคม 2551

“มอง”ลูกชาวนา นักข่าวพลเมืองคลองโยง

งานถอดบทเรียนของสำนักข่าวชาวบ้าน จากประสบการณ์นักวิชาการลูกชาวนา “ประภาส ปิ่นตบแต่ง” นักข่าวพลเมืองรุ่นแรกของโต๊ะข่าวพลเมือง ทีวีไทยค่ะ

DSC_3696

“มอง” ลูกชาวนา นักข่าวพลเมืองคลองโยง จ.นครปฐม

ชาวนาไทยไม่ได้สูญหายเพราะลูกหลานไปขายแรงงานเท่านั้น “กรรมสิทธิ์ที่ดิน” ก็เป็นเหตุสำคัญให้ละทิ้งถิ่นและอาชีพ ที่ ต.คลองโยง จ.นครปฐม นากว่าพันแปดร้อยไร่  ชาวบ้านส่วนใหญ่เป็นชาวนาดั้งเดิม เข้าใจมาตลอดว่าเป็นกรรมสิทธิ์ของสหกรณ์เช่านา ต.คลองโยง จึงผ่อนจ่ายค่าเช่าซื้อต่อเนื่องนานหลายสิบปี โดยหวังว่าวันหนึ่งจะกลายเป็นที่นาของตนเอง จู่ๆ ผืนนาดังกล่าวก็กลายเป็นที่ดินราชพัสดุ ภายใต้การดูแลของกรมธนารักษ์ เมื่อรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช มีมติครม.สั่งให้สหกรณ์คืนที่ดินมาสู่การดูแลของกรมธนารักษ์ ตามนโยบายขอคืนที่ดินราชพัสดุ 1 ล้านไร่ เพื่อนำมาให้เกษตรกรเช่าทำการเกษตรของนพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เจ้ากระทรวงการคลัง อันสืบเนื่องมาจากโครงการรัฐช่วยราษฎร์แก้ปัญหาความยากจน ที่มีรากการเวนคืนที่ดินทั่วประเทศมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร

กระทั่งกรมฯ เข้ามารังวัดและปรับค่าเช่าที่ดินใหม่ราคาสูงกว่าเดิมหลายเท่า ทำให้ชาวบ้าน ชุมชน ต้องหันหน้าปรึกษาหารือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน ไม่เพียงเพราะพวกเขาต้องจ่ายค่าเช่าแพงขึ้นเท่านั้น หากยังกังวลว่าวิถีเกษตรกรรมของพวกเขาจะล่มสลาย และท้ายที่สุดอาจต้องทิ้งถิ่นฐาน ด้วยรายได้ไม่พอกับรายจ่ายใหม่ที่เกิดขึ้น

การต่อสู้ของพวกเขา…ชาวนา ต.คลองโยง อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม จึงไม่ใช่เพื่อให้ได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์บนที่ดิน แต่เป็นการสู้เพื่อให้มีที่ยืนอยู่ได้ในสังคมเกษตรกรรมใกล้เมือง

“ประภาส ปิ่นตบแต่ง” ในฐานะลูกชาวนาคลองโยงคนหนึ่ง ได้เล่าเรื่องราวเหล่านี้ผ่านข่าวพลเมืองจำนวนหลายตอน โดยให้ข้อมูลว่า ประเทศไทยมีที่ดินราชพัสดุทั่วประเทศราว 13 ล้านไร่ บางส่วนเป็นพื้นที่ทำงานของหน่วยงานราชการ บางส่วนให้ชาวบ้านเช่าทำการเกษตรและอยู่อาศัย โดยกรมธนารักษ์มีอำนาจหน้าที่ในการดูแลเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ เดิมที่ดินใน ต.คลองโยง เป็นของขุนนางและเชื้อพระวงศ์ ทว่าเจตจำนงของเจ้าของที่ดินต้องการให้ชาวบ้านเช่าซื้อผ่านสหกรณ์ เพื่อว่าวันหนึ่งชาวบ้านจะได้มีที่ทำกินเป็นของตนเอง แต่เมื่อนโยบายรัฐเข้ามาพัฒนาโดยไม่เข้าใจที่มาที่ไปของท้องถิ่นและวิถีของสังคมเกษตรกรรม ทำให้เกษตรกรราว 200 ครอบครัว ที่มีสมาชิกรวมกันกว่า 1 พันคน ถูกแขวนชีวิตไว้บนความไม่แน่นอนในสิทธิการเช่าที่ดินที่เคยทำกินมาตั้งแต่บรรพบุรุษ

“ความเป็นอยู่ที่สงบสุขมาตลอดทำให้ชาวบ้านที่ไม่เคยคิดว่าจะต้องใช้สิทธิในการต่อรองกับหน่วยงานรัฐ ต้องลุกคนมาทำอะไรบางอย่าง และปัญหาที่เกิดขึ้นก็ทำให้ชาวบ้านเรียนรู้ เริ่มต้นจากการรวมตัวกันเข้าพบผู้ว่าฯ นครปฐม ซึ่งในวันนั้น มีลูกหลานในชุมชนทำหน้าที่นักข่าวพลเมืองส่งข่าวมาที่ทีวีไทย” ประภาส เล่ากระบวนการเคลื่อนไหว เคล้าเสียงหัวเราะ

“หลังจากนั้น ชาวบ้านก็มีความมั่นใจในการเคลื่อนไหวมากขึ้น ได้เข้าพบคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ในที่สุดกลไกการเจรจากับกรมธนารักษ์ก็เกิดขึ้น และนำไปสู่ขั้นตอนการตรวจสอบหลักฐาน เอกสารเกี่ยวกับการเช่าซื้อที่ดิน ขณะนี้กรมธนารักษ์ได้ชะลอการเก็บค่าเช่าที่ดินในอัตราใหม่ จนกว่าการพิจารณาอัตราค่าเช่าและสัญญาการเช่าที่ดินที่สอดคล้องกับความเป็นอยู่ของชาวบ้านจะแล้วเสร็จ เพราะเอกสารหลักฐาน ประวัติการตั้งถิ่นฐานของชาวคลองโยง ชี้ชัดว่าชาวบ้านอยู่ที่นี่มานาน ไม่ใช่เพิ่งเข้ามาอยู่ ชาวบ้านจึงค่อนข้างมั่นใจว่า จะสามารถกลับไปสู่ระบบการเช่าที่จากสหกรณ์เช่านาเช่นเดิมได้”

ส่วนที่มาของข่าวพลเมืองนั้น “ตอนเริ่มต่อสู้เรื่องนี้ ผมยังไม่รู้จักพื้นที่นักข่าวพลเมืองของทีวีไทย ทีวีสาธารณะ ไม่รู้ว่านักข่าวพลเมืองคืออะไร ความที่เคยดูทีวีเห็นชาวบ้านบางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เสนอเรื่องราวเกี่ยวกับปลาทูทั้งๆ ที่กำลังมีปัญหาต่อสู้กับโรงถลุงเหล็กสหวิริยา รู้สึกเข้าท่าดี ก็ถามน้องที่มาช่วยงานว่า รู้จักใครที่อยู่ข่าวพลเมืองไหม เพราะตัวเองรู้สึกเดือดร้อนมีปัญหา ปรากฏว่าเจอเปี๊ยก (สมเกียรติ จันทรสีมา บรรณาธิการโต๊ะข่าวพลเมือง) เฮ้ย ผมรู้จักเปี๊ยกนี่หว่า ก็เลยมานั่งคุยกัน แล้วทีมเขาก็ลงพื้นที่ มาสอนถ่ายวีดีโอ มาคุยเรื่องวิธีคิดกันอยู่นาน แล้วทิ้งกล้องวีดีโอไว้ให้ชาวบ้านใช้ด้วยตัวหนึ่ง”

“ประเด็นคือ ชาวบ้านมีปัญหาแล้วไม่มีช่องทาง ถ้าเราไปเจอเจ้าหน้าที่หรือนักการเมือง เขาไม่สนใจเราหรอก ประเด็นของเราถ้าเทียบเคียงกับสมัชชาคนจน คือเราต้องเดินขบวนถึงจะมีพื้นที่สื่อสารกับสังคม  แต่ตอนนี้ดูเหมือนเรามีช่องที่จะสื่อออกไปให้คนอื่นได้เข้าใจ ได้รับรู้ปัญหา เพื่อจะได้สื่อสารไปถึงผู้ที่มีอำนาจตัดสินใจแก้ปัญหาได้โดยตรง”

เมื่อถอดประสบการณ์การทำข่าวของตัวเอง “ทำอย่างไรเพื่อที่จะสื่อสารกับคนได้อย่างมีพลัง?”

“คิดว่าเรื่องนั้นๆ ต้องไม่เป็นเรื่องเฉพาะที่ ไม่ใช่เรื่องประชาสัมพันธ์ การคิดประเด็นข่าวก็คิดจากว่าปัญหาชาวบ้านคืออะไร แล้วจะสื่อไปอย่างไรให้สังคมรู้ว่าเป็นปัญหาที่สาธารณะต้องฟัง”

“ผมคิดจากประเด็นปัญหาที่ดิน ที่ดินราชพัสดุเป็นเรื่องใหญ่ ตั้งแต่สมัยรัฐบาลทักษิณ พอต้องคิดประเด็นเพื่อให้เป็นข่าวได้ ก็ควรต้องแตะกับปัญหา จะเรียกว่าในระดับโครงสร้างหรือระดับนโยบายก็ตาม ต้องไม่ใช่ปัญหาเฉพาะตัวเรา และสังคม รัฐบาล คนที่มีอำนาจตัดสินใจต้องมาสนใจ นี่คือในเชิงเนื้อหา ยิ่งถ้าจะให้งานมีพลังด้วย ผมคิดว่าเรื่องนั้นต้องแตะกับเรื่องที่เป็นสาธารณะ สะท้อนผู้คนที่เกี่ยวข้องในเชิงของการแก้ปัญหา เสนอทางออกร่วมกัน คนที่มีอำนาจต้องมานั่งฟัง ต้องมานั่งดูด้วย”

ดังนั้น เรื่องราวของชาวคลองโยงจึงไม่ได้เป็นแค่เฉพาะเรื่องในคลองโยงอีกต่อไป ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาจึงหันมารับฟังชาวบ้านมากขึ้น

“ก่อนหน้านั้น เวลาเราไปเจรจากับเจ้าหน้าที่ระดับจังหวัด อำเภออะไรพวกนี้ แม้ว่าผมจะเป็นอาจารย์จุฬาฯ มันก็เพียงแต่ทำให้ผมไปเจอพวกเขาได้เท่านั้นเอง เพื่อนผมเป็นรองผู้ว่าฯ ที่จังหวัดอื่นโทรนัดให้ แต่ว่าเมื่อไปเจรจา ไม่เคยมีใครฟังเราจริงๆ เลย เขาก็ฟังแล้วเขาก็ด่าเราด้วยว่า คุณมีผลประโยชน์อะไรหรือเปล่า ฉะนั้นถ้าข้อมูล ข้อเท็จจริงไม่ได้ถูกเล่าออกไปสู่พื้นที่สาธารณะ ไอ้การรู้จักกับคนโน้นคนนี้มันไม่ได้ช่วยสักเท่าไหร่ แต่หลังจากที่ข่าวโดยนักข่าวพลเมืองออกไป 2-3 ตอน เสียงเขาเปลี่ยนไปเยอะเลย เหมือนว่าเรามีตัวตน มีพื้นที่ แล้วพอเราเสนอข่าวไป 6 ตอน หัวหน้าพัสดุก็บอกว่า ข้อร้องเถอะ อย่าออกอีกเลย ดูแล้วปวดหัวจริงๆ (หัวเราะ)”

เช่นนี้จึงกล่าวได้ว่า ข่าวพลเมืองได้เปิดพื้นที่สาธารณะให้ชาวบ้าน และทำให้ผู้มีอำนาจทั้งหลาย “ฟัง” เสียงคนตัวเล็กตัวน้อยมากขึ้น.

ที่มา – สารตั้งต้น ฉบับที่ 1 : ตุลาคม 2551