political battle and peace talk

นปช.ชุมนุมใหญ่ในกรุงเทพฯ และขีดเส้นตายให้นายกรัฐมนตรียุบสภาภายใน 24 ชั่วโมง โดยบอกว่าจะเคลื่อนขบวนไปเรียกร้องที่กองพลทหารราบที่ 11 ในวันรุ่งขึ้น (15 มีนาคม 2553)

อาจารย์มารค ตามไท นักสันติวิธี ผู้อำนวยการสถาบันศาสนาวัฒนธรรมและสันติภาพ มหาวิทยาลัยพายัพ จังหวัดเชียงใหม่ ให้สัมภาษณ์พิเศษสถานีโทรทัศน์ทีวีไทยในรายการพิเศษ “ร่วมหาทางออก…ฝ่าวิกฤตการเมืองไทย” เมื่อวันอาทิตย์ที่ 14  มีนาคม  2553 เวลา 22.30 น. ดำเนินรายการโดย คุณณาตยา แวววีรคุปต์

มีเนื้อหาน่าสนใจอยากบันทึกไว้ให้อ่านกันนานๆ ค่ะ

“การเปิดโอกาสคุยเป็นทางออกและวัดเจตนาสันติวิธีของทุกฝ่าย”

* คุณณาตยา : หลังฟังว่าทั้งสองฝ่ายมีความพยายามที่ใช้สันติวิธี ในฐานะที่อาจารย์เป็นนักสันติวิธี อาจารย์มองอย่างไร
* อาจารย์มารค : สบายใจที่คนยึดหลักทำนองนี้ แต่สับสน ไม่เข้าใจในการใช้สันติวิธีจากภาคส่วนต่างๆ มันความหมาย ต่างกันทั้งภาคส่วนประชาชน และภาครัฐบาล ผมมองสถานการณ์ว่าด้านหนึ่งมีประชาชนกลุ่มหนึ่งกำลังชุมชนกันอยู่ เพราะเรียกร้องบางอย่าง อยากได้บางอย่างที่ไม่คิดว่าสามารถจะได้จากขั้นตอนปกติของการเปลี่ยนแปลงในสังคม ก็เลยคิดว่าต้องออกมาด้วยการชุมนุม เรียกร้อง กดดัน อีกด้านหนึ่งคือรัฐบาลที่บริหารประเทศ มีหน้าที่รักษาความสงบ เวลามีประชาชนมาชุมนุมเรียกร้องบางอย่าง สองหน้าที่นี้มันต่างกันมาก ทางด้านผู้ชุมนุมผมมองว่าไม่ใช่แค่การใช้สิทธิ แต่เป็นหน้าที่พลเมืองที่มาเรียกร้องบางอย่างถ้ามันตกหล่นจากระบอบปกติ ทางด้านรัฐบาลก็เป็นหน้าที่ผู้บริหารที่จะดูแลความสงบ ทั้งสองภาระนี้สามารถทำได้สองแบบ การชุมนุม สมมุติเลือกใช้วิธีโยนระเบิด เผาตึกก็เป็นวิธีหนึ่ง อีกวิธีหนึ่งคือเลือกที่จะเรียกร้องอย่างสันติ รัฐบาลเองก็สามารถรักษาความสงบได้สองแบบ เช่นเลือกใชการปราบปราม ใช้ปืนยิงผู้ชุมนุม และอีกแบบคือไม่ใช้ความรุนแรง

* คุณณาตยา : ทั้งสองฝ่ายบอกว่าใช้สันติ และไม่ใช้ความรุนแรง
*
อาจารย์มารค : ปรากฏการณ์ที่เรากำลังเห็นคือ ทั้งสองฝ่ายได้เลือกแล้ว ทางฝ่ายชุมนุมก็บอกว่าเราจะเรียกร้องโดยสันติ ทางฝ่ายที่ดูแลความสงบก็บอกว่าจะดูแลความสงบโดยไม่ใช้ความรุนแรง

* คุณณาตยา : ถ้าเป็นแบบนี้แล้วก็น่าจะสบายใจกันได้แล้ว หรือเปล่าคะ
*
อาจารย์มารค : การที่ทั้งสองฝ่ายเลือกใช้แนวสันติ ไม่ได้แปลว่ากำลังทำภารกิจเดียวกัน ถ้าไม่เข้าใจตรงนี้จะไปเรียกร้องสิ่งที่ไม่เป็นเหตุเป็นผลกัน ยกตัวอย่าง สมมุติว่ารัฐบาลบอกว่ากลุ่มผู้ชุมนุมจะเรียกร้องโดยสันติ แล้วสร้างความหมายบางอย่างว่าการเรียกร้องโดยสันติคืออะไร เช่นบอกว่าการเรียกร้องโดยสันติคือชุมนุมได้แต่ต้องไม่กดดันมากเกินไป ซึ่งมันไม่มีเหตุผล เพราะฝ่ายที่ชุมนุมมาเพื่อกดดัน อยากกดดันเพื่อให้เปลี่ยนบางอย่าง ไปเรียกร้องไม่ให้กดดันมันก็ไม่มีเหตุผล ขณะเดียวกัน ฝ่ายรัฐบาลเองก็ต้องรับมือ อยากดูแลความสงบ ฝ่ายผู้ชุมนุมก็ไปเรียกร้องว่าต้องปล่อยผู้ชุมนุมทำอะไรก็ได้ ซึ่งมันก็ไม่มีเหตุผล สองภารกิจนี้มันไม่ตรงกัน ถ้ามองอย่างนี้ก็จะเข้าใจ การชุมนุมโดยสันติก็จะกดดันในขอบเขตหนึ่ง ขอบเขตนั้นมักจะมากกว่าขอบเขตที่รัฐบาลอยากให้ใช้ เพราะภารกิจเขาเป็นอีกอย่างคือการรักษาความสงบ

* คุณณาตยา : หมายความว่าแม้จะใช้คำว่าสันติหรือไม่ใช้ความรุนแรง เหมือนกัน แต่ว่ามีบางส่วนซ้อนทับกัน บางส่วนอยู่นอกเหนือการซ้อนทับ  ต้องจัดการยังไงกับส่วนที่นอกเหนือเป้าหมายเดียวกัน อาจารย์มองประเด็นตรงนั้นเป็นปัญหาอยู่หรือเปล่าค่ะ
*
อาจารย์มารค : มีบางอย่างเห็นพ้องกัน เช่น ไม่โยนระเบิด ไม่เอาปืนมายิง แต่อาจมีบางอย่างไม่ค่อยตรงกัน เช่น รัฐบาลบอกว่ามีสิทธิชุมนุมได้แต่อย่าทำผิดกฎหมาย เขาต้องพูดอย่างนั้นเพราะเป็นฝ่ายบริหารประเทศรักษากฎหมาย แต่ฝ่ายชุมนุมก็บอกว่าบางครั้งในกดดดัน มันมีบางอย่างผิดกฎหมายบางอย่างที่ต้องทำ เช่น กฎหมายจราจร เพื่อกดดัน มันก็เป็นการเห็นต่างด้วยหน้าที่คนละอย่าง

* คุณณาตยา : แล้วเกิดกรณีอย่างนี้แล้วจัดการอย่างไรคะ
*
อาจารย์มารค : บางคนคิดว่าถ้าเป็นอย่างนั้นจบไม่ได้ ยกเว้นต้องใช้ความรุนแรง เพราะมันมาปะทะกันตรงที่มันไม่ตรงกัน เรื่องการชุมนุมโดยสันติ ผมคิดว่า การชุมนุมเรียกร้องบางอย่างมันไม่ต้องได้ทันที บางครั้งอาจไม่ได้ในครั้งเดียว มันเป็นมาให้การการศึกษากับสังคม คราวนี้ไม่ได้ คราวหน้ามาใหม่มากกว่าเดิม เพราะเปลี่ยนแปลงความคิดของคนในสังคม มันเป็นกระบวนการเรียกร้อง มันไม่จำเป็นว่าการมาเรียกร้องถ้าไม่ได้ต้องทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ นี่คือวิธีมองแบบหนึ่ง

* คุณณาตยา : หมายความว่าอาจารย์พยายามบอกกับผู้ชุมนุมว่า ลองเปลี่ยนความคิด มาครั้งนี้ไม่ต้องสำเร็จไม่ต้องตามข้อเรียกร้อง ถ้าอย่างนั้นจะมาทำไมค่ะ
*
อาจารย์มารค : ไม่ใช่ว่าไม่ให้สำเร็จ ก็ต้องพยายามให้สำเร็จ แต่ในความเป็นจริงถ้ายังยึดแนวทางสันติการเปลี่ยนแปลงแบบนี้ บางมันต้องเลือกในที่สุดว่า ต้องมาใหม่ หรือแตกหัก อย่ามองว่าการต้องกลับมาอีกครั้งเป็นการแพ้ เป็นกระบวนการที่ใช้เวลานาน การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญหลายอย่างก็เป็นแบบนี้ ฝ่ายรัฐบาลเองก็มีทางเลือกหลายทางเมื่อมีคนมากดดันจำนวนมาก อย่างกดดันเป็นแสนๆ อย่างในครั้งนี้ก็คือการเรียกร้องยุบสภา ไม่ควรมองว่าการทำตามเป็นการแพ้ ผมไม่มองว่านายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้ารัฐบาล เป็นคู่ขัดแย้งกับผู้ชุมนุม มองให้เห็นว่านายกรัฐมนตรีเป็นผู้ดูแลทุกข์สุขของประเทศ มีอำนาจในการตัดสินใจเวลาไหนที่เหมาะที่สุดที่ทำให้ประเทศเดินต่อได้ ยุบหรือไม่ยุบสภา อำนาจนี้ควรเป็นของผู้บริหารประเทศ แต่ไม่ใช่ใช้อำนาจนี้เมื่อถูกกดดัน แต่เป็นการใช้เมื่อเห็นว่าเวลาที่เหมาะสม เมื่อเห็นว่าจะต้องตัดสินใจเพื่อบ้านเมือง และเป็นการตัดสินใจคนเดียว เป็นการตัดสินใจที่ยาก คืออำนาจและความรับผิดชอบเป็นของนายกรัฐมนตรี เป็นธรรมดาที่จะต้องมีคนมาให้คำแนะนำที่คิดว่าถูกต้องเป็นทางออก  ซึ่งอาจไม่ตรงกับนายกรัฐมนตรี แต่พออธิบายจุดยืนแล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดต้องปล่อยให้นายกรัฐมนตรีเป็นคนตัดสินใจ ไม่ควรมีการยึดอำนาจนี้ออกจากนายกรัฐมนตรี อำนาจในการตัดสินใจ เพราะมีอำนาจบริหารประเทศ ไม่น่าถูกริดรอนอำนาจจากเหตุผลอื่นๆ ด้วยวิธีการต่างๆ

* คุณณาตยา : ทำไมอาจารย์ถึงพูดถึงประเด็นนี้ มองบริบทรอบข้างตัวนายกท่านนี้แล้วมองเห็นปัญหาแบบนั้นอยู่หรือคะ
*
อาจารย์มารค : ผมพูดในสิ่งที่อาจเกิดขึ้นได้ และเคยเกิดในที่อื่นๆ

* คุณณาตยา : ถึงเวลาที่จะต้องพิจารณาประเด็นเรื่องนั้นแล้ว หรือยัง
*
อาจารย์มารค : อาจมีสถานการณ์บางอย่างที่ปกตินายกรัฐมนตรีต้องตัดสินใจและรับผิดชอบกับการตัดสินใจนั้น

* คุณณาตยา : พรุ่งนี้ (15 มีนาคม 2553) มุมนักสันติวิธีมีโอกาสที่จะเกิดอะไรขึ้นไหม แล้วเราต้องทำอะไร
*
อาจารย์มารค : ผมไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น มันขึ้นอยู่กับสองฝ่าย มุมสันติวิธี การเรียกร้องความชอบธรรมไม่ได้หายไปเพราะได้หรือไม่ได้ พรุ่งนี้ มะรืนนี้ มันไม่จำเป็นต้องได้ในทันที มันต้องใช้เวลาในการเปลี่ยนแปลง ถ้ามันชอบธรรม แม้ไปได้มันก็ยังชอบธรรมอยู่

* คุณณาตยา : อาจารย์บอกว่าอยากให้ทุกฝ่ายหยุดใช้คำว่าสันติวิธีสักสองสามวัน เพราะอะไรคะ
*
อาจารย์มารค : การใช้สันติวิธีเป็นเรื่องที่สวยงาม แต่ต้องชี้ให้เห็นความต่างของภารกิจ เพราะภารกิจต่างกัน ภารกิจของผู้บริหาร คือรักษาความสงบโดนไม่ใช้ความรุนแรง ผู้ชุมนุมมีภารกิจเรียกร้องโดยสันติวิธี ต้องย้ำให้เห็นภารกิจชัดเจนเพราะหน้าที่มันต่างกัน ถ้าเห็นความต่างก็ทำให้เข้าใจผิดว่าอีกฝ่ายไม่ใช้สันติ

* คุณณาตยา : นอกการใช้คำของทั้งสองฝ่ายที่นักสันติวิธีอย่างอาจารย์คิดว่าไม่สบายใจแล้ว วิธีการปฏิบัติของทั้งฝ่าย อาจารย์ไม่สบายใจด้วยหรือเปล่าค่ะ
*
อาจารย์มารค : นักสันติวิธีไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ บอกไม่ได้ว่า การเรียกร้องโดนสันติคืออะไร ความหมายมันจะถูกกำหนดโดยสังคม โดยใช้เวลานานของการใช้ บางสังคมยอมรับวิธีการบางอย่าง บางสังคมไม่ยอมรับ มันไม่มีความหมายสากลที่นักสันติวิธีจะมาบอกว่าวิธีนี้ใช่หรือไม่ใช่ สังคมเป็นตัวหาแนวทางหรือความหมายเอง

* คุณณาตยา : เป้าหมายของคนที่พยายามใช้คำว่าสันติวิธีจนติดปาก เป้าหมายควรจะเป็นอะไรคะ
*
อาจารย์มารค : เป้าหมายคือหันออกจากความรุนแรง ขั้นแรกถูกต้องแล้ว พอใช้คำนี้เราก็หันออกจากความรุนแรง แต่ขั้นที่สองมันอาจไม่พื้นที่พอที่จะทำให้ละเอียดขึ้น พอหันออกจากความรุนแรงแล้ว อะไรที่รับได้ อันนี้ยังไม่ชัด พอใช้คำว่าวิธีมันก็ตายตัว มันไม่มีแค่หนึ่งวิธี มันมีหลายวิธี แต่ละวิธีไม่ตายตัว ขึ้นอยู่กับแต่ละสังคม บางสังคมบอกว่ารุนแรง บางสังคมอาจมองว่าไม่รุนแรง ต้องใช้เวลาทำบ่อยๆ แล้วเสียงสะท้อนสังคมจะเป็นตัวบอกว่าแบบไหนเป็นสันติวิธีของสังคมนั้นๆ คำตอบจะไม่มาจากนักสันติวิธีเป็นคนมาบอก

* คุณณาตยา : ถ้าอย่างนั้นลักษณะพิเศษของสังคมไทยในเวลานี้ที่จะเอื้อให้เกิดสันติวิธีที่งดงามได้ ถึงแม้จะมีความขัดแย้งทางการเมืองกัน ลักษณะพิเศษของสังคมไทยที่ควรหยิบมาใช้คืออะไรคะ
*
อาจารย์มารค : การให้โอกาส ที่จะเข้าใจคู่ที่เรากำลังมีปัญหาด้วยถือเป็นสิ่งสำคัญ อย่างเช่น เรียกร้องยุบสภา ฝ่ายรัฐบาลก่อนตอบว่าจะยุบหรือไม่ ควรอยากเข้าใจว่าเขาเรียกร้องให้ยุบ เขาเรียกร้องอะไร เพราะคำว่ายุบสภาเป็นเป็นคำเปล่าๆ ไม่ละเอียดพอ ก็ควรมีการหาวิธีคุยกัน

* คุณณาตยา : โต๊ะเจรจามีโอกาสเกิดขึ้นได้ไหมคะ
*
อาจารย์มารค : ผมไม่เรียกเจรจา เพราะเจรจาคนจะบอกว่ามันเป็นการหาคำตอบบางอย่าง แต่ควรจะมีการคุยของแต่ละฝ่ายทำความเข้าใจว่าเรียกร้องอะไรกันแน่ ก่อนที่ประเมินได้ว่าจะตอบสนองหรือไม่แค่ไหน ก็ต้องเข้าใจก่อนว่าเรียกร้องอะไร เดี๋ยวไปเข้าใจผิด มีแต่คำว่ายุบสภาแต่จริงๆ ไม่รู้แปลว่าอะไร ยุบสภามันมีได้หลายความหมาย จะทำให้การตอบไม่ค่อยมีคุณภาพเท่าไหร่

* คุณณาตยา : อาจารย์ชี้ทางได้ไหมว่าควรทำอย่างไรที่จะทำให้เกิดกระบวนการอย่างนั้นได้
*
อาจารย์มารค : รัฐบาลฝ่ายบริหารประเทศต้องเป็นฝ่ายหาวิธีไปคุยกับบางคนในกลุ่มผ้ชุมนุมที่สามารถบอกได้ว่าสิ่งที่ต้องการจริงๆ สิ่งที่เรียกร้องคืออะไร สามารถอธิบายออกมาอย่างเป็นรูปธรรม

* คุณณาตยา : อาจารย์มองประสบการณ์จากหลายๆ ที่ สิ่งนี้มีโอกาสที่จะเกิดขึ้นได้ไหมคะ
*
อาจารย์มารค : เกิดได้ ถ้าต้องการ มันก็ไม่ยาก

* คุณณาตยา : ความต้องการนี้ มันเป็นการวัดเจตนาของสันติวิธีในใจริงๆ ด้วยไหมคะของทั้งสองฝ่าย
*
อาจารย์มารค : วัดเจตนาที่จะทำภารหน้าที่ของตนเองโดยสันติ ถ้าหากว่ามีการเปิดทางให้มีการพูดคุยกันโดยสันติ นอกจากเป็นการหาทางออกแล้วยังเป็นการวัดเจตนาที่จริงใจในการใช้สันติวิธีของทุกฝ่ายด้วย.

งานภาคประชาสังคมในกระบวนการสันติภาพ (ต่อ)

นานหลายสัปดาห์กว่าจะกลับมาโพสต์เนื้อหาต่อจากโพสต์ที่แล้ว มาช้ายังดีกว่าไม่มานะจ๊ะ :D

โพสต์ก่อนหน้านี้ เจ้าของบล็อคเล่าว่าอาจาย์มารค ตามไท พูดถึงเรื่อง”กระบวนการสร้างสันติภาพ” ไว้ในปาฐกถาที่ชื่อว่า “ประชาสังคมกับกระบวนการสร้างสันติภาพ” วันนี้ขอเล่าต่อสั้นๆ ว่า ในทัศนะของอาจารย์มารคแล้ว “ลักษณะทั่วไปของานภาคประชาสังคมในกระบวนการสันติภาพ” คืออะไร และปัญหาที่คนทำงานเหล่านี้ต้องเผชิญคืออะไร

DSC-2729

“ลักษณะทั่วไปของงานภาคประชาสังคมในกระบวนการสันติภาพ”

อาจารย์มารคบอกว่า โดยทั่วไปๆ เห็นงานอยู่สองประเภท คือ

หนึ่ง งานประเภทที่มาจากการวางแผน คือภาคประชาสังคมกลุ่มต่างๆ วางแผนว่าจะทำงานบางอย่าง เป็นการคิดร่วมกัน วางแผนกันว่าจะทำงานแบบไหนดี

สอง งานประเภทที่ทำโดยไม่ได้วางแผน และเป็นปฏิกิริยาโดยตรงต่อเหตุการณ์ เป็นการที่เห็นเหตุการณ์บางอย่าง แล้วภาคประชาสังคม จะเป็นคนหรือกลุ่มคนก็ได้ ทำบางอย่างออกมากระทันหัน และเปลี่ยนทิศทางของการพยายามแก้ปัญหาความรุนแรง

ยกตัวอย่าง ที่ซาราเจโว บอสเนีย ตอนที่ยูโกสลาเวียกำลังแตก มีวันหนึ่ง ประชาชน 22 คนถูกถูกสังหารกลางเมืองโดยทหารของรัฐ นักดนตรีคนหนึ่งซึ่งอาศัยอยู่ในบริเวณจุดที่ประชาชนถูกสังหาร เขาชื่อ “สเมโลวิช” เป็นนักดนตรีเชลโล เขาเห็นเหตุการณ์คน 22 คนถูกยิง รู้สึกทนไม่ไหว และโดยไม่ได้วางแผนหรืออะไรทั้งสิ้น และไม่มีกลุ่มที่สังกัดด้วย วันรุ่งขึ้นและอีก 22 วันถัดไป เท่ากับจำนวนคนที่ถูกยิง เขาจะถือเชลโลไปที่จุดสังหาร และเล่นมันอยู่ประมาณ 2 ชั่วโมงทุกวัน วันแรกที่ไป คนก็ไม่เข้าใจว่าทำอะไร ก็ถามเขา เขาตอบว่า เขาไม่อยากให้สิ่งที่เกิดขึ้นหายไปจากความจำของคน ก็เลยเล่น และเขาจะเล่นเท่ากับจำนวนคนที่ถูกสังหาร และ 22 วันนั้นมันเพียงพอที่เรื่องนี้จะกระจายไปทั่วประเทศ สื่อก็เสนอเรื่องราวนี้ไปทั่วโลก

มันทำให้คนหลายกลุ่มมองว่า เวลาเกิดเหตุการณ์ร้ายแรงแล้วกระทบความรู้สึกคน เราไม่จำเป็นที่จะ “แค่รับเฉยๆ” แล้วกลุ้มใจ เราสามารถทำอะไรบางอย่างได้โดยไม่ต้องคิดก่อนว่ามีประโยชน์ไหม นักเชลโลคนนั้นบอกว่าเขาไม่ได้คิดอะไร เขาเป็นนักดนตรี เขาทำอย่างอื่นไม่ได้ เขาจะไปเล่นดนตรีตรงนั้นแทนคน 22 คนที่ตายไป นี่คืองานในกระบวนการสันติภาพประเภทที่ไม่วางแผน

อาจารย์มารคเห็นว่า งานทั้งแบบวางแผนและไม่วางแผนมีความสำคัญทั้งคู่ เพราะฉะนั้นเวลาเราพูดถึงประชาสังคมกับกระบวนการสันติภาพ มันไม่จำเป็นเสมอไปที่ต้องเป็นการจัดกลุ่ม-วางแผน ซึ่งนั่นก็สำคัญ แต่บางครั้งมันคือคนในสังคมเองมีปฏิกิริยาต่อสิ่งที่เกิดขึ้น แล้วไม่ยอมให้มันผ่านไปเฉยๆ

นอกจากนี้แล้ว อาจารย์มารคก็บอกว่า ยังมีวิธีทำความเข้าใจงานของภาคประชาสังคมในกระบวนการสันติภาพอีกแบบหนึ่ง นั่นคือ

หนึ่ง ชนิดที่ไปร่วมกับโครงการของรัฐ และสอง การริเริ่มทำอะไรบางอย่างเอง โดยไม่สนใจโครงการของรัฐหรือนโยบายของรัฐ ซึ่งทั้งสองแบบนี้เป็นประโยชน์ทั้งคู่

ตัวอย่างงานประเภทที่ประชาสังคมที่ไปมีอิทธิพลต่อนโยบายบางอย่างของรัฐ เช่น พรบ.การบริหารราชการจังหวัดชายแดนใต้ (พรบ.ศอ.บต.) ที่กำลังเข้าสภา ซึ่งมีอะไรที่ต่างจากพระราชบัญญัติฉบับเดิม จริงอยู่ในสภาก็มีผู้แทนมาถกเถียงกัน แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าจะเป็นความเห็นที่เพียงพอจากในพื้นที่ภาคใต้โดยเฉพาะ วิธีของภาคประชาสังคมคือ การไปออกความเห็นในสภาหรือจัดวงคุยกันเรื่องนี้ก่อน เช่น จะมีการตั้งสภาเสริมสร้างสันติสุขในจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีสมาชิก 50 คน ในมาตราที่ 20 เป็นเรื่องอำนาจหน้าที่ในการเสนอแนะให้คำปรึกษา คำถามคือมันต่างอะไรจากที่เคยทำมา 20-30 ปี มันเพียงพอหรือเปล่า เรื่องนี้เป็นสิ่งผิดจังหวะเวลาหรือว่าย้อนยุคเหมือน10 ปีก่อนหรือไม่ ทุกคนต้องคิด คิดแล้วก็ต้องออกไปแสดงความเห็นต่อมาตราต่างๆ นี่คือตัวอย่างของการมีส่วนร่วมในโครงการของรัฐ

ถ้าเป็นลักษณะของงานที่คิดขึ้นเอง คือ การคิดหารูปแบบและดำเนินโครงการเอง ซึ่งเราก็เห็นตัวอย่างมากมาย

ทั้งนี้ อาจารย์มารค ได้ยกตัวอย่างงานในกระบวนการสันติภาพของกลุ่มภาคประชาสังคมต่างๆ จากหลายที่ทั่วโลก และตั้งข้อสังเกตว่า

มีคำถามยากประการหนึ่งในการทำงานเรื่องสันติภาพ คือ เราจะเรียนรู้จากที่อื่นได้อย่างไร ซึ่งเป็นคำถามที่ท้าทายมาก เพราะมันมีจุดยืนได้หลายจุดยืน หนึ่งบอกไม่ฟังใครเลย ไม่เรียนรู้จากใครทั้งสิ้น อีกแบบหนึ่งก็สุดขั้วคือฟังหมดแล้วพยายามทำตามหมดทุกอย่าง

อาจารย์มารคแสดงความเห็นว่า ทั้งสองทางอาจจะเป็นทางที่ไม่ค่อยเหมาะ ที่ทำตามน่ะไม่เหมาะแน่ เพราะบางครั้งมันทำไม่ได้ มันคนละเรื่องกัน บริบทก็ต่างกัน อยากทำก็ทำไม่ได้เพราะไม่มีบางอย่างอยู่ที่นั่น แต่ถ้าบอกไม่ฟังเลยมันก็เป็นคำถามเหมือนกันว่าแปลว่าอะไร

นอกจากนี้ อาจารย์มารคยังพูดถึง “ปัญหาที่ภาคประชาสังคมอาจเผชิญในการทำงานด้านสันติภาพ” ด้วย ซึ่งสรุปได้ย่อๆ ว่า ปัญหาที่ประชาสังคมอาจต้องเผชิญคือ

หนึ่ง การประสานงานระหว่างกลุ่มที่มีเป้าหมายระยะยาวเหมือนกัน แต่เป้าหมายระยะสั้นต่างกัน กล่าวคือ เป้าหมายระยะยาวคือการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข แต่เป้าหมายระยะสั้นอาจสวนทางกัน การทำงานของกลุ่มหนึ่งอาจไปลบความคืบหน้าของอีกกลุ่มหนึ่ง

สอง การประสานงานระหว่างกลุ่มที่มีเป้าหมายระยะยาวต่างกัน ปัญหาคือทำอย่างไรที่จะรวมคนที่ไม่อยากอยู่ร่วมกัน ให้เข้ามาอยู่ด้วยกันให้ครอบคลุมทุกกลุ่ม

สาม การประสานงานระหว่างภาคประชาสังคมในพื้นที่ กับภาคประชาสังคมที่มาจากนอกพื้นที่

สี่ อิทธิพลของแหล่งทุน

………………..

ทั้งนี้ ในช่วงท้าย ผู้เข้าร่วมการประชุมได้ตั้งคำถามไว้อย่างน่าสนใจ และอาจารย์มารคก็ได้ตอบคำถามผู้เข้าร่วมการประชุมไว้น่าสนใจมากเช่นกันค่ะ

หมายเหตุ : ปอหยิบส่่วนท้ายนี้มาจากเอกสารเผยแพร่ที่แขวนอยู่ในเว็บไซด์ DSW ค่ะ :)

คุณราณี หัสรังสี

น่าสนใจในเรื่องกระบวนการสันติภาพ ถ้าคิดกันว่าอยากสร้างประตูใหญ่ ก็ต้องคิดว่าจะออกแบบประตูใหญ่อย่างไร และการจะสร้างฐานรองรับประตูใหญ่เพื่อให้หลายๆ คนได้ใช้ประตูใหญ่นี้ ควรคิดถึงอะไรบ้าง จึงอยากถามอาจารย์ให้เห็นเป็นแนวทางกว้างๆ

คุณพุทธณี กางกั้น

จากที่ฟังมามีคำถามสำคัญ 2 ประการ คำถามแรก คือ โดยส่วนตัวแล้วสงสัยว่าภาคประชาสังคมในส่วนอื่นต้องการสันติภาพจริงหรือไม่ เพราะภาคประชาสังคมมีสองกลุ่มซึ่งไม่แน่ใจว่าเขาต้องการสันติภาพหรือไม่ กลุ่มแรก คือ กลุ่มของรัฐ ตัวอย่างที่อาจารย์ยกเรื่องไอปาแย จะเห็นว่าผู้กระทำเป็นเจ้าหน้าที่รัฐและการนำเจ้าหน้าที่รัฐเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมทำได้ยากมาก อย่างไรก็ตาม อาจมีกลุ่มรัฐที่ต้องการสันติภาพเช่นกัน กลุ่มที่สอง คือ กลุ่มผู้ใช้ความรุนแรงในพื้นที่ต้องการสันติภาพหรือไม่ หรือเขาอาจต้องการแต่ไม่แน่ใจว่าจะเป็นเวลานี้หรือไม่ อย่างที่อาจารย์บอกว่ารัฐใช้ความรุนแรง ทำให้ผู้ก่อความรุนแรงใช้ความรุนแรง แล้วรัฐก็ใช้ความรุนแรงตอบโต้เป็นวงเวียนอย่างนี้ เราอยู่ตรงนี้เราบอกว่าเราต้องการสันติภาพ แต่ภาคประชาสังคมอื่นอาจไม่อยากได้สันติภาพ แล้วเราจะทำอย่างไร

คำถามที่สอง จากการทำงานและได้สัมผัสกับคนทำงานในภาคประชาสังคม แต่อาจน้อยกว่าคนอื่นๆ ในที่นี้ จริงๆ แล้วภาคประชาสังคมเองคิดเหมือนกันหรือไม่ คล้ายกับที่อาจารย์บอกว่าภาคประชาสังคมอาจมีความต่าง เท่าที่ทำงานมา การมองปัญหาของภาคประชาสังคมเองมีความแตกต่างกันมาก ถ้าจะทำงานในเรื่องสามจังหวัด เราละเลยไม่ได้ในการมองมิติทางสังคมวิทยาของพื้นที่ เพื่อทำความเข้าใจเรื่องวัฒนธรรมและศาสนา แต่ก็รู้สึกได้ว่าวัฒนธรรมและศาสนาของคนในพื้นที่ก่อให้เกิดการชนกันทางวัฒนธรรมการทำงานของคนนอกพื้นที่ด้วยเช่นกัน และไม่แน่ใจว่าองค์กรภาคประชาสังคมที่ทำงานในพื้นที่มองคนมลายูมุสลิมหรือ ชาวบ้านในสายตาแบบเดียวกันหรือไม่ บางกลุ่มอาจมองด้วยความเห็นใจเพราะเขาเป็นเหยื่อ หรืออีกกลุ่มอาจมองว่าคนมลายูมุสลิมเป็นผู้ก่อความรุนแรง ความคิดแบบนี้ยังมีอยู่ในคนทำงานภาคประชาสังคมหลายๆ กลุ่ม ซึ่งการมองแบบนี้นำไปสู่วิธีการแก้ปัญหาที่ต่างกัน ปรากฏการณ์ที่สังเกตได้ คือ มีบางกลุ่มที่เข้าข้างคนมลายูมุสลิมมากๆ ในขณะที่บางกลุ่มไม่ชอบและต่อต้านไปเลย ถ้าเป็นแบบนี้จะเห็นได้ว่าในภาคประชาสังคมเองก็มีความคิดที่แตกต่างกันค่อน ข้างมาก แล้วการสร้างกระบวนการสันติภาพไปด้วยกันจะเป็นไปได้จริงหรือไม่

อาจารย์มารค ตามไท

เราลองมาแลกเปลี่ยนความเห็นในประเด็นสุดท้ายก่อน อย่างที่ผมบอกไปว่ามีกลุ่มที่เห็นไม่เหมือนกันได้ มีคนไม่อยากมีสันติภาพแล้วยุ มีกลุ่มต่างๆ ที่หยิบอาวุธไปปฏิบัติการเองในภาคประชาสังคม นั่นก็คือความยากของภาคประชาสังคม ภาคประชาสังคมไม่ได้มีความหมายโรแมนติกว่าเป็นกลุ่มที่ปรารถนาความดี แต่ในความเป็นจริงหมายถึงคนที่อยู่ในพื้นที่ มีเป้าหมายต่างกัน บางเป้าหมายอาจไม่สนับสนุนการอยู่กันอย่างสันติก็มี เพราะไม่อยากจ่ายราคาของมัน

คำถามสำคัญ คือ ภาคประชาสังคมที่มีความเห็นต่างกันจะทำอย่างไร การแก้ไขความต่างนี้อาจจะเป็นว่าไม่ทำอะไร ให้รัฐเข้ามาพยายามทำ หรือภาคประชาสังคมทำเอง และถ้าทำก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องคิด แต่มันก็มีขั้นตอนและองค์ความรู้ที่สามารถศึกษาได้ ถ้ากลุ่มหนึ่งซึ่งไม่ค่อยอยากอยู่อย่างสันติมีคุณค่าบางอย่างร่วมกับกลุ่มเล็กที่อยากอยู่อย่างสันติ เราก็นำกลุ่มเล็กมาคุยกันก่อน มันมีวิธีที่จะจัดการกับกลุ่มที่เห็นต่างในประชาสังคมโดยการหาจุดร่วมของ กลุ่มเล็ก แล้วจากนั้นจึงดึงกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยเข้ามา เรียกว่า การพูดคุยแบบ Single Identity

คำถามเรื่องพื้นฐานการสร้างประตูไปสู่สันติภาพ จากประสบการณ์ที่ผมทำมา คือ เราแก้ปัญหาทั้งหมดไม่ได้ แต่เราวาดฝันว่าสังคมจะเป็นอย่างไรได้ แต่จะเริ่มทำโดยไม่พูดถึงความฝันเลยไม่ได้ เพราะมันจะไปคนละทาง อาจต้องทำคู่กัน ในขณะที่ทำงานด้านรูปธรรม ก็ต้องคุยกันไปด้วยว่าเราจะอยู่ร่วมกันในสังคมที่ปรารถนาอย่างไร มันจะได้เห็นว่ากำลังปรับทิศทางกันไป เพราะผมห่วงว่าถ้าต่างคนต่างทำตามเป้าหมายของตัวเองโดยที่ตอนต้นร่วมกัน เพราะคิดว่ามีเป้าหมายเดียวกัน เมื่อถึงจุดหนึ่ง มันจะมีปัญหาว่าอยากอยู่กันอย่างไร

ขอยกตัวอย่างเพื่อให้เห็นลักษณะที่ต่างมาก ซึ่งคนทำงานภาคประชาสังคมในภาคใต้ต้องข้ามผ่านไปให้ได้ ในอาร์เจนติน่า มีคนถูกรัฐอุ้มไปเยอะมากเมื่อ 30 ปีก่อน ส่วนมากเป็นคนที่อายุน้อยและตั้งท้องอยู่ เมื่อลูกเกิดมาจะถูกนำไปขาย ปัญหาที่เจ็บปวดคือ ปู่ยาตายายเจ็บปวดว่าหลานไม่อยู่ นี่เป็นปัญหาเฉพาะที่บางแห่งไม่มี การที่ประชาชนถูกรัฐอุ้มไปกักขังไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร เด็กที่ถูกส่งออกไปขายได้มีการทวงคืน ซึ่งมีโครงการที่ทำเรื่องนี้สะท้อนความยากลำบากในการทำงานอย่างเช่นเรื่องเด็กที่ทั่วโลกก็มีปัญหาเด็กแตกต่างกัน

คุณมันโซร์ สาและ

ผมอยากให้อาจารย์ช่วยอธิบาย Concept เรื่อง Peace ในสายตาของอาจารย์ เพราะมันอาจไม่ตรงกับความต้องการของชาวบ้าน เช่น รัฐบอกว่าอยากให้ความสันติสุขกลับมาเหมือนอย่างเก่า แต่คนที่นั่นจะถามว่าอยู่อย่างเก่านั้น เราอยู่อย่างถูกกดหรือไม่ หรือเราจะอยู่แบบสัญญาประชาคมไหม คำว่า “สันติภาพ” ของคนในพื้นที่อาจเกี่ยวข้องกับศาสนาและไม่เกี่ยวกับรัฐ แต่คนอยู่ดีกินดี ผมคิดว่าสันติภาพเป็นคำที่ละเอียดอ่อนและมีหลายเวอร์ชั่น ผมจึงอยากถามอาจารย์ในเรื่องนี้

อาจารย์มารค ตามไท

คำถามนี้เป็นคำถามที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่ง แต่ความเห็นของผมไม่ได้สำคัญเลยว่าผมเข้าใจสันติภาพอย่างไร ไม่สำคัญว่าผมจะอธิบายอย่างไร สิ่งสำคัญอยู่ตรงภาคประชาสังคมที่จะเป็น ผู้บอกให้รัฐเข้าใจว่าคนคิดอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องการอยู่อย่างสันติสุข เรื่องนี้เราต้องบอก ผมไม่มีความสำคัญที่จะเล่าความคิดของผมให้ทั้งที่นี้หรือรัฐฟัง

แต่มีประเด็นเดียวที่อยากตั้งเวลาตอบคำถามนี้ คือ ต้องเข้าใจว่าประชาสังคมจังหวัดชายแดนภาคใต้กว้างมาก ความหลากหลายอาจมากกว่าที่เราอยากยอมรับกัน อย่างน้อยไทยพุทธก็มีกลุ่มหนึ่ง การอยู่อย่างสันติสุขบนพื้นฐานศาสนาก็จะมีสองกลุ่ม คือ ไทยพุทธกับมุสลิม ภาพที่จะสร้างต้องเป็นเรื่องที่คุยกัน แต่ไม่ใช่คุยกันเองในประชาสังคมเท่านั้น ต้องสื่อให้รัฐเข้าใจด้วย เพราะรัฐมีบทบาทเยอะและมีงบประมาณที่ลงไปมาก เราต้องบอกเพื่อสร้างความเข้าใจให้เกิดขึ้น

สำหรับกลุ่มตัวอย่างที่ต้องการให้ยกขึ้นมานั้น อย่าคิดถึงตัวอย่างพวกนี้เพื่อที่จะทำตาม แต่ให้เป็นตัวอย่างของการจะแก้อุปสรรค ให้เห็นการจัดลำดับความคิดในการแก้อุปสรรค และคิดให้เป็นระบบ

ยกตัวอย่างกลุ่มทำงานด้านเยาวชน เช่น สภาเยาวชนโคโซวา เป็นการรวมตัวกันเฉยๆ ของเยาวชนเอง และพยายามหาวิธีง่ายๆ เข้าไปในค่ายผู้ลี้ภัยแล้วทำกิจกรรมต่างๆ เช่น กีฬา ดนตรี กิจกรรมรักษาความสะอาด ให้ความรู้วิธีป้องกันกับระเบิด กลุ่มเยาวชนพูดคุยกันเองรู้เรื่องและก่อให้เกิดกำลังในสภาพแวดล้อมที่รุนแรง ในขณะที่ผู้ใหญ่ทำงานกับเยาวชนแล้วกลับไม่ได้ผล

ตัวอย่างกลุ่มทำงาน ด้านศาสนา เช่น กลุ่มนากาแลนด์ เป็นกลุ่มชาวคริสต์ ขณะที่คนส่วนใหญ่ในประเทศอินเดียเป็นฮินดู ตลอดเวลารัฐบาลอินเดียพยายามชักชวนกลุ่มกองกำลังของนากาแลนด์ 2-3 กลุ่ม มาพูดคุยกันเพื่อเข้ากระบวนการสันติภาพ แต่ไม่สำเร็จ เพราะว่ากลุ่มกองกำลังไม่ไว้ใจรัฐบาล ผู้นำศาสนาจึงเป็นคนไปคุยกับกลุ่มที่ใช้อาวุธซึ่งเป็นสมาชิกในคริสตจักรนากาแลนด์ อีกทั้งผู้นำศาสนาเป็นคนกลางที่พูดคุยกับรัฐบาลอินเดียเกี่ยวกับวิธีการแก้ ปัญหาลดความรุนแรง

………………..

ขอบคุณอาจารย์มารคค่ะ สำหรับสาระดีๆ ในวันที่งานของขบวนการประชาสังคมชายแดนใต้ดูเหมือนกำลังจะตีบตันหาทางไปต่อไม่ถูก :)

การสร้างกระบวนการสันติภาพ ในทัศนะอาจารย์มารค ตามไท

ได้มีโอกาสไปรวมพลประชาสังคมชายแดนใต้กับเขามา ในงานสัมมนา “ประชาสังคมกับกระบวนการสันติภาพ : การขยายพื้นที่ภาคประชาชนเพื่อการแก้ปัญหาความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้” ที่หาดใหญ่ เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2552 ค่ะ

กลับจากงานอย่างมี “ความหวัง” โดยหนึ่งในผู้ที่ทำให้ปอรู้สึกเช่นนั้น คือ “อาจารย์มารค ตามไท” จากปาฐกถานำก่อนที่เราจะเริ่มตั้งวงคุยกัน ในหัวข้อ “ประชาสังคมกับกระบวนการสร้างสันติภาพ”

ปาฐกถานี้แบ่งเนื้อหาออกเป็น 3-4 หัวข้อ คือ การสร้างกระบวนการสันติภาพ, ลักษณะทั่วไปของงานที่ประชาสังคมทำได้ในกระบวนการสันติภาพ, ตัวอย่างงานสันติภาพของประชาสังคม, ปัญหาบางอย่างที่ภาคประชาสังคมอาจเผชิญในการเข้าร่วมขบวนการสันติภาพ

วันนี้ขอนำเนื้อหาในส่วนที่ชื่อว่า “การสร้างกระบวนการสันติภาพ” มาเล่าสู่กันอ่านค่ะ

MTDSC-2163

“การสร้างกระบวนการสันติภาพ”

อาจารย์มารคเริ่มต้นด้วยการตั้งคำถามว่า “กระบวนการสันติภาพที่ว่านี้ต่างยังไงกับการเสนอมาตรการต่างๆ ที่คนทำกันอยู่เรื่อย?” ซึ่งที่ผ่านมาพบว่ามีหลายคนอยากจะช่วย หาวิธีเข้ามา แล้วก็มีคณะต่างๆ เข้ามา มีข้อเสนอมาตรการต่างๆ ออกมา “การเสนอมาตรการคือการเริ่มสร้างสันติภาพหรือเปล่า?”

ในความคิดของอาจารย์มารคนั้น “มันต่างกันมาก” คนส่วนใหญ่ไม่ได้เข้าใจกระบวนการสันติภาพว่าโยงอย่างไรกับมาตรการ กล่าวคือ การเสนอมาตรการเป็นแค่การรวมหัวกันคิดว่าขาดอะไรแค่นั้นเอง มันเป็นจุดเริ่มต้นนิดเดียวของกระบวนการสันติภาพ

แล้วถ้าเป็นกระบวนการสันติภาพ ต้องทำอะไรที่สำคัญ? อาจาย์มารคคิดว่ามีสองสิ่งสำคัญที่ต้องทำ คือ

หนึ่ง “การแสดงความสัมพันธ์ระหว่างมาตรการต่างๆ” กล่าวคือ มาตรการอาจจะมีเยอะ ทั้งเศรษฐกิจ การศึกษา พัฒนา สันติภาพ ฯลฯ แต่ไม่มีการแสดงว่ามาตรการทั้งหลายสัมพันธ์กันอย่างไร พอไม่แสดง ก็ไม่เกิดอะไรซักที บางหน่วยงานบอกว่าชอบข้อนี้ก็จะทำข้อนี้ อีกหน่วยจะทำข้อโน้นก็ทำข้อโน้น สะเปะสะปะ ไม่มีความเกี่ยวโยงกัน

ยกตัวอย่าง “มาตรการลดความรุนแรงที่กำลังเกิดขึ้นตรงหน้าซึ่งเป็นมาตรการระยะสั้นมีความสัมพันธ์อย่างไรกับยุทธศาสตร์การพัฒนา?” ตัวอย่างข้อนี้สำคัญเพราะว่ารัฐบาลเรายึดยุทธศาสตร์การพัฒนา ประเด็นก็คือว่า “ยุทธศาสตร์การพัฒนาทำได้หรือเปล่าถ้ายังไม่ลดความรุนแรง?” ถ้าทำไม่ได้ ก็แปลว่ามาตรการลดความรุนแรงต้องมาก่อน

ทำไมงานพัฒนาเดินไปไม่ได้ถ้าไม่ลดความรุนแรงก่อน? มีการพูดกันเยอะว่า การพัฒนาที่จะเป็นประโยนช์จริงๆ คือการพัฒนาจาก bottom-up ซึ่งแนวความคิด ทิศทางการพัฒนาที่มีส่วนในการแก้ปัญหาก็ต้องมาจากพื้นที่ และต้องมาจากหลายส่วนของพื้นที่ แต่ส่วนที่สำคัญส่วนหนึ่งก็คือผู้นำต่างๆ ของชุมชนในพื้นที่

แล้วผู้นำสามารถมี input เกี่ยวกับทิศทางการพัฒนาได้หรือเปล่าขณะที่ยังมีความรุนแรง? อาจารย์มารคพบว่าผู้นำในพื้นที่ไม่ได้รับโอกาส เพราะเกิดความไม่ไว้ใจ (รัฐ)กลัวว่าเขาจะมีส่วนในการสร้างความรุนแรง จึงไม่ให้โอกาส ไม่อยากให้ผู้นำในพื้นที่มีสิทธิตัดสินใช้งบประมาณบางอย่างในการพัฒนา เพราะยังระแวงอยู่ว่าอาจจะมีส่วนไปช่วยสร้างความรุนแรงมากขึ้น

ฉะนั้น ตราบใดที่บรรรยากาศยังมีความรุนแรงอยู่ การพัฒนาจากฐานรากก็ไม่สามารถเกิดได้ มาตรการการพัฒนาก็ถูกวางแผนมาจากที่อื่น คนก็จะบอกว่าทำไมไม่มาฟังเรา ซึ่งทางนั้น (หมายถึงรัฐ) ไม่พูดตรงๆ หรอก เขาจะบอกว่า ฟังได้แต่ห้ามให้อำนาจตัดสินหรือถืองบประมาณ ฟังอย่างเดียว เพราะเดี๋ยวจะเอางบประมาณไปใช้อย่างอื่น

อาจารย์มารคบอกว่า สองมาตรการนี้ต้องมาจูนกัน ว่าเมื่อไหร่ทำอะไรได้ ถ้าลดความรุนแรงไม่ได้ การพัฒนาเกือบจะเดินไม่ได้ ไม่ใช่แค่ทิศทางจะผิด เพราะไม่ไว้ใจผู้นำ แต่มีปัญหาอื่นๆ อีกมากมาย เช่น บริษัทประกันก็จะไม่รับประกันธุรกิจต่างๆ ที่จะมาลงทุนพัฒนา มันมีประเด็นอื่นๆ ตามมาเยอะ

อีกตัวอย่างหนึ่งคือ “การบังคับใช้กฎหมายกับการลดความรุนแรง” ถ้าส่วนหนึ่งของการลดความรุนแรงคือการพูดคุยกับผู้ใช้ความรุนแรงหรือผู้ก่อการ สิ่งที่ยากที่สุดเวลาคุยกับผู้ใช้ความรุนแรงและชักชวนเขาเข้ามาในกระบวนการสันติภาพ ก็คือการที่เหตุการณ์ต่างๆ (เช่นที่ไอร์ปาแย) ไม่สามารถจัดการได้ด้วยกระบวนการกฎหมาย (รู้ว่าใครทำก็จับไม่ได้ อันนี้ก็แปลว่าบังคับใช้กฎหมายไม่ได้) การบังคับใช้กฎหมายไม่ได้ทำให้การลดความรุนแรงยากมาก คนก็จะบอกว่ามันไม่มีประโยชน์หรอก เข้ามาก็เจอปัญหาเดิมอีก

มาตรการเหล่านี้ ทั้งการลดความรุนแรง การบังคับใช้กฎหมาย และยุทธศาสตร์การพัฒนา เหล่านี้จะอยู่ในลิสต์หมดเวลาคนเสนอมาตรการต่างๆ แต่ไม่มีลำดับขั้นว่าต้องทำอะไรก่อนหลัง

อาจารย์มารคจึงฝากให้คิดว่า “เวลาสร้างกระบวนการสร้างสันติภาพต้องมีลำดับของการทำมาตรการต่างๆ ด้วยว่ามันโยงกันยังไง ไม่เช่นนั้นมันก็ไม่สำเร็จ”

ประเด็นที่สอง คือเรื่อง “การออกแบบกระบวนการสันติภาพ” ซึ่งเป็นเรื่องค่อนข้างลึกซึ้ง เพราะมันไม่ใช่แค่ว่าออกแบบยังไงให้ลดความรุนแรง จริงๆ แล้วมันคือการออกแบบว่าเราอยากอยู่กันอย่างไรในสังคม ในที่สุดแล้วกระบวนการสันติภาพมันมีเป้าหมายสุดท้ายว่าเราอยากอยู่กันอย่างไรในสังคม

ทีนี้มันก็ต้องเป็นรูปร่างของสังคมที่เราอยากให้เกิดขึ้น มาตรการต่างๆ ในที่สุดต้องมีภาพให้เห็นว่า ถ้าทำสำเร็จตามลำดับขั้นตอน เราจะเห็นอะไรในสังคม และสังคมนั้นต้องเป็นสังคมที่เรากำลังต้องการให้เกิดขึ้น เพราะฉะนั้น กระบวนการสันติภาพแยกไม่ออกจากของซึ่งปกติเป็นนามธรรมแต่สำคัญ คือ “เราอยากเห็นสังคมเป็นยังไง” และในพื้นที่อาจจะอยากเห็นสังคมที่ไม่ตรงกับที่อื่นอยากเห็น เพราะฉะนั้นเราจะทำยังไงดี?

พอเราบอกว่าอยากเห็นสังคมเป็นอย่างไร ก็เกิดคำถามอีกส่วนหนึ่งว่า พร้อมที่จะจ่ายเท่าไหร่? สำหรับการเห็นสังคมนั้น “จ่าย” ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงเงิน แต่เราพร้อมที่จะจ่ายคอร์สอย่างอื่นเท่าไหร่เพื่อที่จะได้เห็นสังคมที่เราต้องการ

ยกตัวอย่างเรื่องการออกแบบบ้าน ถ้าเราอยากมีประตูที่ใหญ่ ก็ต้องการฐานที่แข็งแรง ฐานที่แข็งแรงก็คือเสาเข็มต้องเพิ่ม ทุกอย่างมันโยงกันหมด ถ้าต้องการประตูใหญ่เราก็ต้องมีคอร์สเพิ่มขึ้น นั่นคือพร้อมที่จะลงเสาเข็ม ถ้าต้องการสังคมบางอย่าง คอร์สอาจจะเป็นอย่างอื่น คือการปรับทัศนคติบางอย่าง วิธีการ ภาพบางอย่างเกี่ยวกับการเมืองการปกครอง สังคมที่พึงปรารถนา นั่นคือฐาน คือคอร์สที่เราต้องพร้อมจ่ายก่อน

อาจารย์มารคแสดงความเห็นว่า ความลำบากมากของงานที่พวกเรา (ภาคประชาสังคม) ทำคือ เราคิดถึงสิ่งที่ควรทำบนฐานว่าตัวเราเองอยากเห็น

มันต้องคิดบนฐานอะไร? อาจารย์มารคบอกว่า มาตรการและกระบวนการสันติภาพ ต้องคิดบนฐานของการ “อยากเห็นสังคมเป็นอย่างไร”

อาจารย์มารคบอกว่า เพราะฉะนั้น สองประเด็นนี้ คือเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างมาตรการกับการออกแบบกระบวนการ ในแง่คอร์ส ถึงแม้มันจะเป็นนามธรรม ถ้าไม่ทำ มันก็จะไม่มีพลังที่จะเสียสละเดินต่อ การทำงานในเรื่องพวกนี้ยากมาก มันยาก (เน้นเสียง) ถ้าเรามั่นใจว่าเรากำลังทำเพื่อสิ่งซึ่งเราปรารถนา เราก็พร้อมที่จะเสียสละ แต่ถ้าทำโดยไม่เห็นปลายทาง มีแต่ขั้นถัดไปเฉยๆ ทำงานชิ้นนี้แล้วไม่รู้ว่ามันนำไปสู่อะไร บางทีก็ท้อได้.

…ในโพสต์ถัดไป ปอจะมาเล่าต่อว่า ในทัศนะของอาจารย์มารคนั้น ลักษณะทั่วไปของงานที่ประชาสังคมทำได้ในกระบวนการสันติภาพ คืออะไรค่ะ…

หมายเหตุ : อ่านฉบับเต็มๆ ได้ที่นี่ค่ะ DSW เอาฉบับ PDF มาแขวนให้แล้ว :)