“มุม”ประภาส ปิ่นตบแต่ง:เครื่องมือใหม่ของขบวนการคนจนไทย

ต่อเนื่องจากงานถอดประสบการณ์ในโพสที่แล้ว อาจารย์ประภาสได้ให้มุมมองเรื่อง ‘เครื่องมือใหม่ของขบวนการคนจนไทย’ แม้จะเป็นงานที่เผยแพร่ตั้งแต่ปีก่อน แต่มุมของอาจารย์ประภาสก็ยังทันสมัยสำหรับวันนี้ค่ะ

DSC_0364

“มุม” – ประภาส ปิ่นตบแต่ง : เครื่องมือใหม่ของขบวนการคนจนไทย

“ผมว่านักข่าวพลเมืองมีความสำคัญมาก ตอนนี้ชุมชนอยู่ไม่ได้ด้วยตัวเอง เพราะอยู่ท่ามกลางการปะทะประสานจากข้างนอกอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องฐานทรัพยากรหรือเรื่องอะไรก็ตาม นักการเมืองก็เข้ามา เพราะฉะนั้น นักข่าวพลเมืองก็คือคนที่อยู่บนฐานการต่อสู้ของชุมชน แต่การต่อสู้ท่ามกลางการปะทะประสานมันใหญ่ จึงต้องการสร้างพลังทั้งจากภายในซึ่งก็ต้องสร้างความเข้มแข็งกันเองก่อนด้วย และก็สื่อสารกับสังคมข้างนอกไปพร้อมกัน”

นี่คือความเห็นของ ‘ดร.ประภาส ปิ่นตบแต่ง’ นักวิชาการรัฐศาสตร์ติดดินที่คลุกคลีอยู่กับขบวนการคนยากจนมานาน คือตะกอนประสบการณ์ ตั้งแต่การต่อสู้ร่วมกับขบวนการคนจนระดับชาติอย่างสมัชชาคนจนในฐานะนักวิชาการ สู่การต่อสู้ร่วมกับ “ชาวนา ต.คลองโยง จ.นครปฐม” ชุมชนเกษตรกรรมของตัวเองในฐานะ “นักข่าวพลเมือง”

วันนี้ ประภาส บอกว่า เขาค้นพบ ‘เครื่องมือใหม่’ ในการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่ง “พื้นที่ทางสังคม” ของชาวบ้าน จากแต่เดิมที่ใช้การเดินขบวน-ปิดถนน-ล้อมทำเนียบ และอีกสารพัดวิธีการต่อสู้เชิงสัญลักษณ์

“พื้นที่การต่อสู้ของคนซึ่งไม่มีช่องทางหรือทรัพยากรในระบบการเมืองปกตินั้น แต่เดิม ชาวบ้านต้องทำแบบสมัชชาคนจน เช่น ปิดทำเนียบให้เป็นข่าว ยอมให้ตัวเองถูกจับ ยอมเสี่ยงอันตราย ยอมผิดกฎหมาย ต้องแลกเอาความทุกข์ความยาก ความเจ็บปวด เพื่อให้ได้พื้นที่เพื่อสื่อสารกับสังคม หรือที่เราเรียกกันว่า ‘การเมืองบนถนน’ แต่วันนี้ มีพื้นที่สื่อสาธารณะใหม่ๆ ทั้งเว็บไซต์จำนวนมากและทีวีไทย ทีวีสาธารณะ ความเป็นนักข่าวพลเมืองทำให้ชาวบ้านก้าวพ้นจากตรงนั้น”

“ก้าวพ้นจากความเสี่ยง ก้าวพ้นความทุกข์ความยาก ซึ่งผมคิดว่าไม่มีใครอยากทำ แต่มันไม่มีช่องทาง ตอนนี้เรามีช่องทางแล้ว เราต้องมาช่วยกันคิด มาพัฒนาพื้นที่ตรงนี้ เพราะเราใช้พื้นที่ข่าวพลเมืองได้โดยไม่ต้องลงทุนด้วยความทุกข์ความยากและความเสี่ยงทั้งหลาย”

ด้วยสายตาที่พินิจพิจารณา เขาบอกว่า พัฒนาการของการรายงานข่าวพลเมืองในช่วงหลังไปไกลมาก ทำให้ชาวบ้านแก้ปัญหาไปได้เยอะ แม้กระบวนการแก้ปัญหานั้นจะยังไปไม่สุดก็ตาม แต่กระบวนการต่อสู้ที่เริ่มด้วยการรายงานข่าวจากพลเมือง เป็นกลวิธีทำให้ชาวบ้านต้องนำข้อมูลข้อเท็จจริงคลี่ออกมาทีละประเด็นแล้วเลือกหยิบขึ้นมาสื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจ ทั้งในระดับสังคมวงกว้าง และในชุมชนด้วยกันเอง

“ประสบการณ์ทำข่าวพลเมืองในพื้นที่คลองโยงบ้านผม ทำให้เห็นว่า สื่อที่ใช้มีสองด้าน ผมอยากให้พื้นที่อื่นที่จะกำลังทำ ลองดูว่า การ ‘สื่อ’ กับคนข้างนอกก็เป็นเรื่องสำคัญ เวลาเรา ‘สื่อ’ ข้างนอกก็ต้องนึกถึงประเด็นที่เป็นสาธารณะ ประเด็นที่มีความคืบหน้าไปเรื่อยๆ กับอีกด้านหนึ่ง ‘สื่อ’ เหล่านี้ สามารถนำกลับมาใช้ในพื้นที่ได้ด้วย”

สื่อถูกนำกลับมาใช้ในพื้นที่ได้อย่างไร?

“ทั้งข่าวพลเมืองที่สื่อสารกับสาธารณะแล้ว และภาพวีดีโอที่ถ่ายเก็บไว้เวลาพวกผมไปเจรจาเรื่องที่ดินกับเจ้าหน้าที่รัฐ เราก็เอากลับมาฉายในพื้นที่อีกครั้ง คนที่อยู่ในพื้นที่ซึ่งไม่เคยต่อสู้มาก่อนอย่างชาวนาคลองโยง เดิมเขารู้สึกว่าเขาไม่มีตัวตนในสังคม แต่เวลาเขาเห็นปัญหาของเขาไปปรากฏในทีวี เขารู้สึกว่าไอ้คนที่จะสู้ร่วมกันกับพวกเขา กลุ่มเล็กๆ นี่ มันก็พอมีพลังนะ พูดง่ายๆ ก็คือ ตัวตนที่ปรากฏในพื้นที่สาธารณะได้กลับมาเสริมพลัง (ตัวตน) ชาวบ้านนอกจอทีวีด้วย ยิ่งเรื่องของเขาได้ถูกสื่อออกไปอยู่เป็นระยะ ช่วงหลังๆ คนก็เข้ามาร่วมกันต่อสู้มากขึ้น ต่างจากตอนแรกที่เขามีความกลัวอยู่ ผมคิดว่าเรื่องสำคัญก็คือ เขาเห็นตัวตนของตัวเอง เห็นตัวตนของชุมชนผ่านสื่อเหล่านี้  กลายเป็นว่า สื่อที่เราทำเองกลับไปหมุนชุมชนด้วย เราจึงได้รู้จักสื่อในอีกมิติในฐานะเครื่องมือขับเคลื่อนสังคม และกิจกรรมการเคลื่อนไหวด้วย”

“ช่วงหลังๆ ผมเริ่มเห็นพลังของสื่อแบบนี้มากขึ้น ตอนนี้เราต้องรู้จักเครื่องไม้เครื่องมือ ต้องเรียนรู้พื้นที่ด้วย คนที่จะเข้ามาจับเรื่องนี้ต้องรู้ว่าพื้นที่เราอยู่ตรงไหน หมายถึงทั้งพื้นที่ทางสังคมและพื้นที่สื่อ ซึ่งเป็นสื่ออีกแบบหนึ่งที่เราทำเองได้ เราต้องเห็นพลังของมันทั้ง 2 ด้าน ว่าจะเอามาใช้อย่างไร อัตลักษณ์ของตัวเองคืออะไร แต่ไม่ใช่ไปหาพลังชุมชนแบบหาว่าบ้านไหนสานตะกร้าสวยนะ (หัวเราะ)”

เขามองว่า ในอนาคต นักข่าวพลเมืองกับการสื่อสารสมัยใหม่ สื่ออิเล็กทรอนิกส์  สื่อออนไลน์ หรือสื่อทีวี จะมีความสำคัญมากขึ้น คนในกระบวนการต่อสู้ต้องมานั่งคิดกันใหม่

“ในสมัชชาคนจนเองก็คุยกันว่าการต่อสู้มี ‘พื้นที่ใหม่’ เกิดขึ้น เพราะสื่อกำลังปฏิวัติตัวเอง และประชาชนก็ต้องช่วยปฏิวัติสื่อด้วย อันนี้สำคัญ นักข่าวพลเมืองสำคัญในแง่ที่ว่า เราต้องช่วยปฏิวัติสื่อจากข้างล่างจริงๆ ซึ่งไม่ใช่แบบคำรณ หว่างหวังศรี ซึ่งก็สนุกดี (หัวเราะ) หรือว่า คนค้นคน ก็เป็นสารคดี ความรู้ที่ดีขึ้นมาในระดับหนึ่ง หรือข่าวปัญหาชาวบ้านของช่อง 7 นะ แต่จะต้องเป็นข่าวที่มาจากข้างล่างจริงๆ”

ถามว่าชาวบ้านทำข่าวพลเมืองเองได้ไหม? ดร.ประภาสตอบหนักแน่น “ทำด้ายยยยย!”

“ตอนนี้ในเชิงเครื่องไม้เครื่องมือ มีคนในชุมชนทำได้เยอะ โดยเฉพาะเด็กรุ่นใหม่ๆ ผมเห็นเครือข่ายอีสานเขาทำได้เยอะ หรือในพื้นที่อื่นๆ ถ้าเป็นเครือข่ายที่ไม่ใหม่นัก กล้องวีดีโอ คอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ค เครื่องไม้เครื่องมือพวกนี้ในระดับเอ็นจีโอพี่เลี้ยงมีหมด ผมเชื่อว่าเราพัฒนากระบวนการสื่อสารได้ แต่ถามว่ายากไหม ยากครับ อย่างที่นครปฐมบ้านผม ทีมจากทีวีไทยก็ลงไปช่วยเป็นพี่เลี้ยงเยอะเหมือนกันนะ เราก็ได้แต่วางโครงใหญ่ๆ เขาไปช่วยดูเรื่องภาพ  มีที่ผมทำเองจริงๆ ตัดต่อเองมีแค่ 1-2 ตอนเท่านั้นเอง จากที่ออกไปทั้งหมด 6 ตอน”

“สรุปคือว่าในเชิงเทคนิค การทำข่าวพลเมืองมันลำบากนิดหน่อย แต่ผมคิดว่าเราฝึกได้ พัฒนาได้ และจริงๆ ผมเชื่อว่าชาวบ้านทำได้ แต่ต้องมีคนไปเป็นพี่เลี้ยงก่อนระยะแรก แล้วใช้ศักยภาพเครือข่ายเอ็นจีโอที่เขามีเป็นพี่เลี้ยงประคับประคองต่อไป และในที่สุดแล้ว เมื่อพวกเขาตั้งขบวนได้ เขาจะเติบโตโดยสื่อสารได้อย่างมีพลัง อันนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงสังคมในอนาคต”

ที่มา – สารตั้งต้น ฉบับที่ 1 : ตุลาคม 2551

“มอง”ลูกชาวนา นักข่าวพลเมืองคลองโยง

งานถอดบทเรียนของสำนักข่าวชาวบ้าน จากประสบการณ์นักวิชาการลูกชาวนา “ประภาส ปิ่นตบแต่ง” นักข่าวพลเมืองรุ่นแรกของโต๊ะข่าวพลเมือง ทีวีไทยค่ะ

DSC_3696

“มอง” ลูกชาวนา นักข่าวพลเมืองคลองโยง จ.นครปฐม

ชาวนาไทยไม่ได้สูญหายเพราะลูกหลานไปขายแรงงานเท่านั้น “กรรมสิทธิ์ที่ดิน” ก็เป็นเหตุสำคัญให้ละทิ้งถิ่นและอาชีพ ที่ ต.คลองโยง จ.นครปฐม นากว่าพันแปดร้อยไร่  ชาวบ้านส่วนใหญ่เป็นชาวนาดั้งเดิม เข้าใจมาตลอดว่าเป็นกรรมสิทธิ์ของสหกรณ์เช่านา ต.คลองโยง จึงผ่อนจ่ายค่าเช่าซื้อต่อเนื่องนานหลายสิบปี โดยหวังว่าวันหนึ่งจะกลายเป็นที่นาของตนเอง จู่ๆ ผืนนาดังกล่าวก็กลายเป็นที่ดินราชพัสดุ ภายใต้การดูแลของกรมธนารักษ์ เมื่อรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช มีมติครม.สั่งให้สหกรณ์คืนที่ดินมาสู่การดูแลของกรมธนารักษ์ ตามนโยบายขอคืนที่ดินราชพัสดุ 1 ล้านไร่ เพื่อนำมาให้เกษตรกรเช่าทำการเกษตรของนพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เจ้ากระทรวงการคลัง อันสืบเนื่องมาจากโครงการรัฐช่วยราษฎร์แก้ปัญหาความยากจน ที่มีรากการเวนคืนที่ดินทั่วประเทศมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร

กระทั่งกรมฯ เข้ามารังวัดและปรับค่าเช่าที่ดินใหม่ราคาสูงกว่าเดิมหลายเท่า ทำให้ชาวบ้าน ชุมชน ต้องหันหน้าปรึกษาหารือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน ไม่เพียงเพราะพวกเขาต้องจ่ายค่าเช่าแพงขึ้นเท่านั้น หากยังกังวลว่าวิถีเกษตรกรรมของพวกเขาจะล่มสลาย และท้ายที่สุดอาจต้องทิ้งถิ่นฐาน ด้วยรายได้ไม่พอกับรายจ่ายใหม่ที่เกิดขึ้น

การต่อสู้ของพวกเขา…ชาวนา ต.คลองโยง อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม จึงไม่ใช่เพื่อให้ได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์บนที่ดิน แต่เป็นการสู้เพื่อให้มีที่ยืนอยู่ได้ในสังคมเกษตรกรรมใกล้เมือง

“ประภาส ปิ่นตบแต่ง” ในฐานะลูกชาวนาคลองโยงคนหนึ่ง ได้เล่าเรื่องราวเหล่านี้ผ่านข่าวพลเมืองจำนวนหลายตอน โดยให้ข้อมูลว่า ประเทศไทยมีที่ดินราชพัสดุทั่วประเทศราว 13 ล้านไร่ บางส่วนเป็นพื้นที่ทำงานของหน่วยงานราชการ บางส่วนให้ชาวบ้านเช่าทำการเกษตรและอยู่อาศัย โดยกรมธนารักษ์มีอำนาจหน้าที่ในการดูแลเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ เดิมที่ดินใน ต.คลองโยง เป็นของขุนนางและเชื้อพระวงศ์ ทว่าเจตจำนงของเจ้าของที่ดินต้องการให้ชาวบ้านเช่าซื้อผ่านสหกรณ์ เพื่อว่าวันหนึ่งชาวบ้านจะได้มีที่ทำกินเป็นของตนเอง แต่เมื่อนโยบายรัฐเข้ามาพัฒนาโดยไม่เข้าใจที่มาที่ไปของท้องถิ่นและวิถีของสังคมเกษตรกรรม ทำให้เกษตรกรราว 200 ครอบครัว ที่มีสมาชิกรวมกันกว่า 1 พันคน ถูกแขวนชีวิตไว้บนความไม่แน่นอนในสิทธิการเช่าที่ดินที่เคยทำกินมาตั้งแต่บรรพบุรุษ

“ความเป็นอยู่ที่สงบสุขมาตลอดทำให้ชาวบ้านที่ไม่เคยคิดว่าจะต้องใช้สิทธิในการต่อรองกับหน่วยงานรัฐ ต้องลุกคนมาทำอะไรบางอย่าง และปัญหาที่เกิดขึ้นก็ทำให้ชาวบ้านเรียนรู้ เริ่มต้นจากการรวมตัวกันเข้าพบผู้ว่าฯ นครปฐม ซึ่งในวันนั้น มีลูกหลานในชุมชนทำหน้าที่นักข่าวพลเมืองส่งข่าวมาที่ทีวีไทย” ประภาส เล่ากระบวนการเคลื่อนไหว เคล้าเสียงหัวเราะ

“หลังจากนั้น ชาวบ้านก็มีความมั่นใจในการเคลื่อนไหวมากขึ้น ได้เข้าพบคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ในที่สุดกลไกการเจรจากับกรมธนารักษ์ก็เกิดขึ้น และนำไปสู่ขั้นตอนการตรวจสอบหลักฐาน เอกสารเกี่ยวกับการเช่าซื้อที่ดิน ขณะนี้กรมธนารักษ์ได้ชะลอการเก็บค่าเช่าที่ดินในอัตราใหม่ จนกว่าการพิจารณาอัตราค่าเช่าและสัญญาการเช่าที่ดินที่สอดคล้องกับความเป็นอยู่ของชาวบ้านจะแล้วเสร็จ เพราะเอกสารหลักฐาน ประวัติการตั้งถิ่นฐานของชาวคลองโยง ชี้ชัดว่าชาวบ้านอยู่ที่นี่มานาน ไม่ใช่เพิ่งเข้ามาอยู่ ชาวบ้านจึงค่อนข้างมั่นใจว่า จะสามารถกลับไปสู่ระบบการเช่าที่จากสหกรณ์เช่านาเช่นเดิมได้”

ส่วนที่มาของข่าวพลเมืองนั้น “ตอนเริ่มต่อสู้เรื่องนี้ ผมยังไม่รู้จักพื้นที่นักข่าวพลเมืองของทีวีไทย ทีวีสาธารณะ ไม่รู้ว่านักข่าวพลเมืองคืออะไร ความที่เคยดูทีวีเห็นชาวบ้านบางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เสนอเรื่องราวเกี่ยวกับปลาทูทั้งๆ ที่กำลังมีปัญหาต่อสู้กับโรงถลุงเหล็กสหวิริยา รู้สึกเข้าท่าดี ก็ถามน้องที่มาช่วยงานว่า รู้จักใครที่อยู่ข่าวพลเมืองไหม เพราะตัวเองรู้สึกเดือดร้อนมีปัญหา ปรากฏว่าเจอเปี๊ยก (สมเกียรติ จันทรสีมา บรรณาธิการโต๊ะข่าวพลเมือง) เฮ้ย ผมรู้จักเปี๊ยกนี่หว่า ก็เลยมานั่งคุยกัน แล้วทีมเขาก็ลงพื้นที่ มาสอนถ่ายวีดีโอ มาคุยเรื่องวิธีคิดกันอยู่นาน แล้วทิ้งกล้องวีดีโอไว้ให้ชาวบ้านใช้ด้วยตัวหนึ่ง”

“ประเด็นคือ ชาวบ้านมีปัญหาแล้วไม่มีช่องทาง ถ้าเราไปเจอเจ้าหน้าที่หรือนักการเมือง เขาไม่สนใจเราหรอก ประเด็นของเราถ้าเทียบเคียงกับสมัชชาคนจน คือเราต้องเดินขบวนถึงจะมีพื้นที่สื่อสารกับสังคม  แต่ตอนนี้ดูเหมือนเรามีช่องที่จะสื่อออกไปให้คนอื่นได้เข้าใจ ได้รับรู้ปัญหา เพื่อจะได้สื่อสารไปถึงผู้ที่มีอำนาจตัดสินใจแก้ปัญหาได้โดยตรง”

เมื่อถอดประสบการณ์การทำข่าวของตัวเอง “ทำอย่างไรเพื่อที่จะสื่อสารกับคนได้อย่างมีพลัง?”

“คิดว่าเรื่องนั้นๆ ต้องไม่เป็นเรื่องเฉพาะที่ ไม่ใช่เรื่องประชาสัมพันธ์ การคิดประเด็นข่าวก็คิดจากว่าปัญหาชาวบ้านคืออะไร แล้วจะสื่อไปอย่างไรให้สังคมรู้ว่าเป็นปัญหาที่สาธารณะต้องฟัง”

“ผมคิดจากประเด็นปัญหาที่ดิน ที่ดินราชพัสดุเป็นเรื่องใหญ่ ตั้งแต่สมัยรัฐบาลทักษิณ พอต้องคิดประเด็นเพื่อให้เป็นข่าวได้ ก็ควรต้องแตะกับปัญหา จะเรียกว่าในระดับโครงสร้างหรือระดับนโยบายก็ตาม ต้องไม่ใช่ปัญหาเฉพาะตัวเรา และสังคม รัฐบาล คนที่มีอำนาจตัดสินใจต้องมาสนใจ นี่คือในเชิงเนื้อหา ยิ่งถ้าจะให้งานมีพลังด้วย ผมคิดว่าเรื่องนั้นต้องแตะกับเรื่องที่เป็นสาธารณะ สะท้อนผู้คนที่เกี่ยวข้องในเชิงของการแก้ปัญหา เสนอทางออกร่วมกัน คนที่มีอำนาจต้องมานั่งฟัง ต้องมานั่งดูด้วย”

ดังนั้น เรื่องราวของชาวคลองโยงจึงไม่ได้เป็นแค่เฉพาะเรื่องในคลองโยงอีกต่อไป ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาจึงหันมารับฟังชาวบ้านมากขึ้น

“ก่อนหน้านั้น เวลาเราไปเจรจากับเจ้าหน้าที่ระดับจังหวัด อำเภออะไรพวกนี้ แม้ว่าผมจะเป็นอาจารย์จุฬาฯ มันก็เพียงแต่ทำให้ผมไปเจอพวกเขาได้เท่านั้นเอง เพื่อนผมเป็นรองผู้ว่าฯ ที่จังหวัดอื่นโทรนัดให้ แต่ว่าเมื่อไปเจรจา ไม่เคยมีใครฟังเราจริงๆ เลย เขาก็ฟังแล้วเขาก็ด่าเราด้วยว่า คุณมีผลประโยชน์อะไรหรือเปล่า ฉะนั้นถ้าข้อมูล ข้อเท็จจริงไม่ได้ถูกเล่าออกไปสู่พื้นที่สาธารณะ ไอ้การรู้จักกับคนโน้นคนนี้มันไม่ได้ช่วยสักเท่าไหร่ แต่หลังจากที่ข่าวโดยนักข่าวพลเมืองออกไป 2-3 ตอน เสียงเขาเปลี่ยนไปเยอะเลย เหมือนว่าเรามีตัวตน มีพื้นที่ แล้วพอเราเสนอข่าวไป 6 ตอน หัวหน้าพัสดุก็บอกว่า ข้อร้องเถอะ อย่าออกอีกเลย ดูแล้วปวดหัวจริงๆ (หัวเราะ)”

เช่นนี้จึงกล่าวได้ว่า ข่าวพลเมืองได้เปิดพื้นที่สาธารณะให้ชาวบ้าน และทำให้ผู้มีอำนาจทั้งหลาย “ฟัง” เสียงคนตัวเล็กตัวน้อยมากขึ้น.

ที่มา – สารตั้งต้น ฉบับที่ 1 : ตุลาคม 2551

นักข่าวพลเมืองและความหมายใหม่ของสื่อสาธารณะ

ขออนุญาตหยิบบทสัมภาษณ์ “พี่เปี๊ยก” ‘สมเกียรติ จันทรสีมา’ หัวหน้าโต๊ะนักข่าวพลเมือง ทีวีไทย ทีวีสาธารณะ (ปัจจุบันเป็นผู้อำนวยการสำนักสื่อประชาสังคม) ซึ่งอยู่ใน report ของสำนักข่าวชาวบ้าน ตอนปิดโครงการ (เฟส 3 เดือน) เมื่อปี 2551 มาแบ่งปันกันค่ะ

ฐิตินบ โกมลนิมิ, เบญจมาศ บุญฤทธิ์ สำนักข่าวชาวบ้าน สัมภาษณ์และเรียบเรียง / ภาพประกอบโดย อิบรอฮิม มะโซ๊ะ

santungton

นักข่าวพลเมืองและความหมายใหม่ของสื่อสาธารณะ

“สื่อสาธารณะต้องเปิดพื้นที่เป็นกระบวนการประชาธิปไตยในการสื่อสาร กล่าวคือ ทุกคนมีสิทธิที่จะสื่อสารอย่างเท่าเทียม และมีสิทธิที่จะเลือกรับข้อมูลข่าวสารเพื่อตัดสินใจ…กระบวนการทำงานข่าวพลเมืองเป็นเรื่องการเสริมพลัง (empower) ชาวบ้านที่ต้องลุกขึ้นมาจัดการปัญหาตัวเอง”

ช่วงบ่ายแก่ๆ ของวันหยุดสุดสัปดาห์หนึ่ง ทีมงานสำนักข่าวชาวบ้านละทิ้งจากเทคโนโลยีการสื่อสารทั้งอินเตอร์เน็ต และโทรศัพท์มือถือชั่วคราว แวะไปจับเข่าคุยกับ สมเกียรติ จันทรสีมา หัวหน้าโต๊ะนักข่าวพลเมือง ทีวีไทย ทีวีสาธารณะ ณ ร้านกาแฟแห่งหนึ่งที่ปราศจากไวไฟ (wifi) เหลือช่องทางเพียงแค่ ‘การล้อมวงคุย’ การสื่อแนวราบรูปแบบหนึ่งซึ่งเป็นการสื่อสารสองทาง และหนทางที่ทำให้เราเข้าใจและสร้างจิตสำนึกร่วมกันได้

เหตุผลของการเริ่มต้นสนทนาระหว่าง ‘สำนักข่าวชาวบ้าน’ และตัวแทนของ ‘ทีวีไทย ทีวีสาธารณะ’ ก็เพราะความก้าวหน้าของเทคโนโลยีและการเข้าถึงการสื่อสารช่องทางต่างๆ ได้ทะลุทะลวงข้อจำกัดของสื่อเก่า (old media) ทำให้ ‘พื้นที่สาธารณะ’ เป็นพื้นที่กลางให้คนได้มาแสดงตัวตน ทั้งเว็บไซต์ต่างๆ จำนวนมากบนอินเตอร์เน็ต หรือแม้กระทั่งมือถือเหล่านี้คือสื่อใหม่ (new media) ดังนั้น นิยามและตัวตนของ ‘สื่อสาธารณะ’ (public space) ย่อมขยายความมากขึ้น

จึงไม่แปลกที่ สมเกียรติ จะเห็นว่า “สื่อสาธารณะมีคุณสมบัติอย่างหนึ่งคือเป็นสื่อใหม่ (new media) ด้วย”

“เราไม่ได้พูดถึงสื่อสาธารณะในนิยามแบบสื่อสารมวลชนแนวดิ่งหรือสื่อเก่าอีกต่อไปแล้ว เราพูดถึงสื่อใหม่ที่ต้องปรับตัวให้มีปฏิสัมพันธ์กับผู้ชม แม้ขณะนี้จะยังเป็นลักษณะของผู้ชม (audience) กับผู้สื่อสารอยู่ก็ตาม แต่สื่อสาธารณะพยายามที่จะไม่สื่อสารทางเดียว โดยเริ่มปรับตัวเท่าที่ขยับได้ เช่น มีข้อความสั้น sms มีโฟนอิน หรืออย่างหนังสือพิมพ์ก็เปิด ‘พื้นที่เฉพาะ’ ให้สำหรับกลุ่มคนที่หลากหลายมากขึ้น ไม่ได้มีแต่พื้นที่สำหรับมืออาชีพหรือนักข่าวในองค์กรเท่านั้น และจากเนื้อหาเดียวกันก็ยังขยับไปทำออนไลน์ ไปเปิดพื้นที่เสมือนจริงอยู่บนเว็บไซต์ ใช้พื้นที่โลกไซเบอร์ในการสื่อสารโดยให้ผู้ชมเข้ามาแลกเปลี่ยนแบบ real time ด้วย กลายเป็นการสื่อสารแบบโครงข่าย”

สมเกียรติ ชวนให้เราสังเกตว่า ‘สื่อสาธารณะ’ เริ่มมีการผสมผสานสื่อ (mix media) “สื่อเก่าเองก็พยายามเข้าใจสถานการณ์การสื่อสารที่เปลี่ยนไป จึงค่อยๆ เริ่มปรับตัวเองโดยการพัฒนาให้มีช่องทาง มีสื่อใหม่เข้ามาเป็นตัวเชื่อมระหว่างสื่อเก่ากับสื่อสาธารณะ”

“บล็อก (blog) หรือเว็บไซต์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นมาในยุคสื่อใหม่ ก็เรียกได้ว่าเป็นสื่อสาธารณะเช่นกัน เพราะมันปรากฏตัวอยู่บนพื้นที่สาธารณะ มีการเข้าถึง มีการสื่อสาร มีการเปิดพื้นที่ให้คนเข้าไปปฏิสัมพันธ์และกำหนดวาระของตัวเองได้ นี่เป็นอัตลักษณ์ของความเป็นสื่อใหม่ที่ปรากฏตัวอยู่บนพื้นที่สาธารณะ”

สำหรับสมเกียรติแล้ว “ทั้งหมดก็คือการเมืองของการสื่อสาร เพราะว่าที่ผ่านมาการสื่อสารถูกยึดกุมด้วยคนจำนวนหนึ่ง พอถึงจุดหนึ่งที่มีการพัฒนามาเรื่อยๆ พื้นที่เริ่มเปิดกว้างขึ้น ผมมองว่าสื่อสาธารณะเป็นผลพวงของการพัฒนาของประชาธิปไตยด้วย ไม่ใช่แค่เทคโนโลยี เราไม่ใช่สิงคโปร์ที่เทคโนโลยีพัฒนาไปไกลมาก แต่ว่าไม่มีพื้นที่สื่อสาธารณะเพราะมันถูกปิดกั้น เพราะฉะนั้นแสดงว่าโดยวิธีคิดมันต้องควบคู่กันไปสองส่วน”

“ถ้ามองไปไกลๆ สื่อสาธารณะต้องเปิดพื้นที่เป็นกระบวนการประชาธิปไตยในการสื่อสาร (Democracy Process) กล่าวคือ ทุกคนมีสิทธิที่จะสื่อสารอย่างเท่าเทียม และมีสิทธิที่จะเลือกรับข้อมูลข่าวสารเพื่อตัดสินใจด้วย”

“ถ้าจะบอกว่าสื่อสาธารณะเป็นส่วนผสมระหว่างสื่อใหม่กับสื่อเก่า เอาอะไรมาบ้าง จากสื่อใหม่ก็คือเทคโนโลยี การเข้าถึง จากสื่อเก่าก็เอาเรื่องความถูกต้องทางกฎหมาย (legitimacy) หลักความรับผิดชอบ สองส่วนผสมกันเป็นสื่อสาธารณะ”

เมื่อชวนสมเกียรติวิเคราะห์ว่า “สถานการณ์ของสื่อใหม่ในประเทศไทยเป็นอย่างไร?” เราได้คำตอบที่กระชับและเห็นภาพว่า “ตอนนี้สื่อใหม่กลายเป็นกระแสหลักไปแล้ว สำหรับบางที่มันกลายเป็นสื่ออิสระไปเลยด้วยซ้ำ แถมกฎหมายก็ออกมาเริ่มไล่เก็บ เช่น หลังรัฐประหาร 19 กันยายน ก็มีพ.ร.บ.อาชญากรรมคอมพิวเตอร์ฯ เริ่มเข้ามาควบคุม แต่อีกไม่นานอาจจะเปลี่ยนจากรัฐมาเป็นทุนที่เข้ามาจัดการ ครอบครอง และใช้ประโยชน์ในพื้นที่นี้มากขึ้น ผมคาดการณ์อย่างนั้นนะ”

…………………………………….

จากนั้น ทีมสำนักข่าวชาวบ้านก็ชวนคุยถึงการงาน ‘นักข่าวพลเมือง’ พื้นที่เดียวในทีวีไทย ทีวีสาธารณะ ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ดูมีส่วนร่วมสูงสุด ตั้งแต่การกำหนดประเด็นของตนเอง กำหนดวาระหรือเวลาในการเสนอเรื่องราว รวมทั้งลุกขึ้นผลิตจากชาวบ้าน ชุมชนเอง เราถามถึงความสำคัญสูงสุดที่นักข่าวพลเมืองพยายามสร้าง ‘ความสัมพันธ์’ แบบใหม่กับคนดูหน้าจอ สมเกียรติ จึงเล่าว่า

“ตั้งแต่เราทำนักข่าวพลเมืองมา เราไม่ได้พูดแต่เรื่องปัญหาอย่างเดียว จริงๆ แล้ว การเป็นนักข่าวพลเมืองมีกลอุบายเหมือนกันนะ คือถ้าจะวัดว่าเป็นนักข่าวพลเมืองหรือเปล่า สำคัญคือคุณก้าวพ้นปัญหาของตัวคุณได้หรือเปล่า จริงๆ แล้วนักข่าวพลเมืองเป็นแค่เครื่องมือในการอธิบายว่าคุณก้าวพ้นจากปัญหาของคุณได้อย่างไร ให้คุณเข้าใจว่าปัญหาที่คุณมีอยู่ คุณก้าวพ้นได้ เพียงแต่ว่าคุณต้องคิดกับมัน”

“แต่วิธีการตั้งโจทย์ว่า คุณเชื่อว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับคุณเป็นสิ่งที่ต้องสื่อสารกับสังคม แล้วสังคมจะเรียนรู้อะไรจากสิ่งที่คุณต้องการสื่อสาร จะเข้าใจได้ จะเรียนรู้ได้ มันก็ต้องเป็นสิ่งที่ร่วมสมัย คือเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ อยู่ในภววิสัยที่คนเรียนรู้ร่วมกันได้ เช่น หนึ่ง มีความคิดเชิงบวก คนเรียนรู้ร่วมกันได้ สอง บทเรียนในแง่พื้นที่ ฉะนั้น เวลาคิดเรื่องนักข่าวพลเมือง จึงจำเป็นที่จะต้องให้คนทำ คนที่เป็นนักข่าวพลเมือง ถอยออกมาจากจุดที่ตัวเองยืนอยู่ก้าวหนึ่งเพื่อมองปัญหา จริงๆ แล้วนี่เป็นวิธีการที่ดีมาก เป็นกลอุบายหนึ่งที่จะทำให้คุณเข้าใจเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมด แล้วอธิบายออกมา แต่ที่ผ่านมา เราพบว่าข่าวของนักข่าวพลเมืองไม่ได้แค่อธิบายปัญหา แต่ทำให้เห็นด้วยว่าถ้าจะแก้ปัญหา อะไรคือหัวใจสำคัญ”

“ถ้าเป็นเช่นนั้น เวลางานนักข่าวพลเมืองออกอากาศแล้ว มีเสียงสะท้อนอย่างไรบ้าง”

“มีคนบอกว่า เขาดูข่าวพลเมืองแล้วขนลุก เช่น เรื่องโบสถ์คริสต์ (เล่าถึงการต่อสู้เพื่อรักษาประเพณีและความเชื่อดั้งเดิมของชาวอุลักลาโว้ย ผ่านการคัดค้านการสร้างโบสถ์คริสต์) เรื่องเด็กมอแกลน(เรื่องเล่าจากเด็กมอแกลน บ้านทับตะวัน ที่เรียนรู้วัฒนธรรมมอแกลนผ่านบทเพลงของย่า) เรื่องเพลงของย่า (เรื่องเล่าจากเด็กมอแกลน บ้านทับตะวัน ที่เรียนรู้วัฒนธรรมมอแกลนผ่านบทเพลงของย่า) หลายเรื่องที่ทำให้เขารู้สึกขนลุก คือเหมือนกับว่าคุณอ่านประวัติศาสตร์ มันมีสิ่งที่ก้าวข้ามพ้นตัวเองไปสู่สิ่งที่ใหญ่กว่า เรื่องที่ผมมักจะยกตัวอย่างก็คือเรื่องปลาทูของคนบางสะพาน (เล่าถึงความอุดมสมบูรณ์ของฝั่งทะเลบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งหลักฐานของความอุดมสมบูรณ์ คือปลาทูจำนวนมากที่ชาวบ้านสามารถหากินได้ที่ริมหาด ต่างจากพื้นที่อื่นๆ ซึ่งหากจะจับปลาทูก็ต้องออกทะเลไปในทะเลลึก นักข่าวพลเมืองบางสะพาน เลือกที่จะพูดถึงปลาทู ตัวแทนความอุดมสมบูรณ์ทางทรัพยากรของที่นี่ แทนที่จะพูดถึงโครงการโรงถลุงเหล็กที่กำลังเป็นชนวนเหตุความขัดแย้งในพื้นที่) คนมักจะคิดว่าเรามองแต่ปัญหาตัวเอง แต่เมื่อไหร่ที่ก้าวพ้นตัวเองได้ไปสู่สิ่งที่ใหญ่กว่า ชิ้นงานจะไปสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนอีกจำนวนมหาศาล”

“หรือเรื่องเพลงของย่า สำหรับผมแล้วมันเป็นเรื่องเล่าที่ดีมาก เด็กมอแกลนฟังย่าร้องเพลงรองเง็ง แล้วมีคำถามง่ายๆ ว่ามันคืออะไร ย่าไม่ตอบ แต่บอกว่า หลานต้องร้องเพลงนี้ให้ได้ หลานก็รู้เรียนรู้ในวันหนึ่งว่าเป็นเพลงมอแกลน เพราะเป็นมอแกลนก็ต้องร้องเพลงมอแกลน หลายเรื่องชวนให้คนดูหวนกลับไปสู่รากเหง้าของตนเอง ผมคิดว่างานนักข่าวพลเมืองเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างหน้าจอกับปฏิกิริยาในสมองคนดู คนดูอาจจะไม่มีประสบการณ์ร่วมกับงานหน้าจอ แต่สิ่งที่เขารับรู้มันไปทบทวนความทรงจำของตัวเอง ตรงนี้สำคัญมาก”

“ในแง่ของงานนักข่าวพลเมือง หนึ่ง นอกจากการเปิดประเด็นใหม่ๆ ซึ่งหลายๆ เรื่องเป็นเรื่องที่เราไม่ค่อยรู้แล้ว สอง มันทำให้เราทบทวนตัวเอง ซึ่งผมคิดว่าสำคัญมาก เพราะฉะนั้น มันจึงไม่ใช่วงเวียนชีวิต ไม่ใช่ทุกข์ชาวบ้าน คนที่ทำเองก็บอกว่าพื้นที่นี้มันไม่ใช่ ดูแล้วหดหู่ก็ไม่ใช่ แม้กระทั่งชาวบ้านบางขุนเทียนซึ่งต้องการร้องเรียนเรื่องถนนก็ยังต้องคิดว่าจะเล่าอย่างไรดี ไม่ใช่แค่บอกว่าได้โปรดมาซ่อมถนนเถอะ เพราะโดยกระบวนการแล้ว การทำข่าวพลเมืองไม่ใช่เรื่องการร้องทุกข์ เพราะว่าถ้าอยากจะร้องทุกข์ คุณไปร้องเลยก็ได้ ไม่ต้องมาทำผ่านกระบวนการข่าวพลเมือง”

“ส่วนที่ว่า คนดูงานหน้าจอนั้นจะเข้าใจในสารที่คนทำต้องการส่งทั้งหมดไหม อันนี้คาดเดายาก มันเป็นเรื่องอัตวิสัยของคนด้วย แต่เราเดาได้ การมีภววิสัยร่วมกัน ภายใต้ประเด็นแบบนี้ คนน่าจะมีการรับรู้ไม่ต่างกันมากนะ แต่ถามว่ามีไหม มันก็มีบ้าง เช่น คนดูเรื่องโบสถ์คริสต์แล้วบอกว่าทำไมไม่ไปสัมภาษณ์ชาวบ้านฝ่ายคริสต์บ้าง มีคนบอกว่าทำไมไม่หา third party มาทำงานเรื่องนี้ แทนที่จะเป็นเจ้าของเรื่องเองมาทำ ซึ่งสำหรับผม นี่คือข้อดี ชิ้นงานของนักข่าวพลเมืองได้ทำให้เกิดประเด็นในการแลกเปลี่ยน ไม่ว่าบวกหรือลบก็ตาม การมีข้อมูลใส่ลงไปปุ๊บ แล้วมีปฏิสัมพันธ์ขึ้น นี่เป็นกระบวนการหนึ่งในการพัฒนาประชาธิปไตยในเชิงวิธีคิด การมีส่วนร่วม มันทำให้คุณต้องมาคิดเรื่องที่คุณไม่เคยสนใจเลย คนสังข์กะอู้อยู่ที่ไหน เกาะลันตาอยู่ที่ไหน อ๋อ นี่หรือหน้าตาของคนอุลักลาโว้ย คุณรับรู้แล้วว่าเขามีตัวตนอยู่ รู้แล้วว่าเขาอยู่บนเกาะลันตา นี่คือกระบวนการที่สัมพันธ์กับคนดูหน้าจอ”

“ประเด็นของนักข่าวพลเมืองได้ไปเปลี่ยนแปลงวิธีคิดของนักข่าวทีวีไทยบ้างไหม?”

เราพยายามอธิบายคำถามเพิ่มเติม “คือมีคนดูหลายๆ คนที่ดูแล้วรู้สึกว่า งานของนักข่าวพลเมืองประเด็นดีมาก ประเด็นแบบนี้ไม่เคยปรากฏอยู่บนหน้าจอ แล้วทำไมนักข่าวมืออาชีพไม่ตามต่อ ทำให้คำถามกลับไปที่ทีวีไทยว่า ในเมื่อข่าวดังกล่าวได้ไปทำปฏิกิริยากับคนดูจำนวนมาก แล้วในองค์กรข่าวที่เปิดพื้นที่ เปิดประเด็นนี้ล่ะ มีบทบาทอย่างไรต่อข่าวพลเมือง”

“ก็มีสื่อตามต่อนะ มีประเด็นตามต่อ แต่อธิบายในมุมของทีวีไทยเอง มันจะกลายเป็นเรื่องของเทคนิคภายใน เพราะจริงๆ แล้วประเด็นที่ผ่านหน้าจอ ไม่ว่าจะเป็นทีวีไทยหรือสื่อใดก็ตาม ถ้าเป็นประเด็น ก็ต้องตามต่อ ในส่วนของทีวีไทย จริงๆ แล้วก็มีหลายเรื่องที่เราตามต่อ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคลองโยง (การต่อสู้ของชาวนา ต.คลองโยง อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม เพื่อให้ได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์บนที่ดินราชพัสดุ ซึ่งเป็นการสู้เพื่อให้มีที่ยืนอยู่ได้ในสังคมเกษตรกรรมใกล้เมือง) เรื่องสัญชาติ (ให้คนเสมือนไร้สัญชาติไปลงรายการสัญชาติไทย ตามม.23 พ.ร.บ.สัญชาติฉบับใหม่) ควายทะเล (การสะท้อนปรากฏการณ์พื้นที่ชุ่มน้ำทะเลน้อย จ.พัทลุง เสื่อมโทรมโดย สะท้อนผ่านควายที่ต้องไปกินบัว เพราะปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง การตื้นเขินของพื้นที่ชุ่มน้ำ ทำให้ควายเองก็หมดอาหาร พร้อมกันนั้นชาวบ้านก็ได้เสนอทางแก้ปัญหาด้วย) ก็มีนักข่าวตามทำต่อ”

สมเกียรติ พยายามทำความเข้าใจ “แต่ทีวีไทยเป็นโครงสร้างซึ่งเพิ่งจะก่อร่าง (set up) ขึ้นมา ยังหลอมองค์กรได้ไม่เนียนเป็นเนื้อเดียวกัน นี่คือปัญหาใหญ่ โดยวัฒนธรรมองค์กร ในลักษณะการทำงานก็ยังเป็นทีมเฉพาะกิจอยู่ ซึ่งในเบื้องต้นผมว่าเป็นข้อดีว่ายังทำให้เราไม่ใหญ่เกินไป มีคนบอกว่างานนักข่าวพลเมืองบางชิ้นยังดีกว่างานของสติงเกอร์ (นักข่าวภูมิภาค) เสียอีก ทั้งที่โดยกระบวนการในพื้นที่แล้ว ต้องทำความเข้าใจกับนักข่าวภูมิภาคว่า นี่คือเพื่อนร่วมงานของคุณนะ แต่ตอนนี้ยังไม่ได้เข้าใจกัน เป็นประเด็นที่ยังไม่ได้จัดการ”

“สอง ผมคิดว่าภาพของงานข่าวพลเมืองที่ออกทุกวัน วันละ 3 นาที ยังเป็นพื้นที่เฉพาะอยู่และยังไม่ได้แทรกอยู่ในพื้นที่ข่าวหลักของแต่ละวัน ซึ่งผมยังคิดอยู่ว่าการเอาไปแทรกในช่วงข่าวนั้น ต้องทำให้ชัดหรือเปล่า เพราะว่าลักษณะมันไม่ใช่ข่าวแบบมืออาชีพโดยทั่วไป นี่เป็นเรื่องที่ยังต้องคุยกันอีกสักพัก”

“ผมยังมองกระบวนการทำงานข่าวพลเมืองว่าเป็นเรื่องการเสริมพลัง (empower) ชาวบ้านที่ต้องลุกขึ้นมาจัดการปัญหาตัวเอง นี่ยังเป็นประเด็นหลักอยู่ ส่วนในบางประเด็นที่อ่อนไหว เราก็มีทีมข่าวมืออาชีพลงไปตามข่าวต่อ แต่แม้แต่ในทีมรายการที่นี่ทีวีไทย พื้นที่ของข่าวพลเมืองเอง ก็ยังใช้มุมแบบนักข่าวมอง บางเรื่องที่เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน เรื่องที่เป็นการเรียนรู้ใหม่ เช่น เรื่องโบสถ์คริสต์ ทำยากมาก เราส่งทีมไปอยู่เป็นอาทิตย์ก็ยังทำได้ไม่ลึก ก็ต้องกลับไปทำใหม่ นี่แค่หนึ่งกรณีเองนะ กระบวนการทั้งหมดนี้เลยย้อนกลับไปที่แนวคิด ว่าทำไมถึงต้องมีนักข่าวพลเมือง เพราะว่านักข่าวอาชีพไม่สามารถตามทุกเรื่องย่อยๆ ได้ แต่อาจจะทำให้เป็นประเด็นรวมหรือประเด็นสาธารณะได้ เช่น ที่ดิน ทำหนึ่งกรณีให้เป็นเรื่องใหญ่ ที่เหลือก็เป็นกระบวนการในพื้นที่แล้วที่จะหยิบไปใช้ต่อ”

ถึงจังหวะนี้เราก็ถามต่อเนื่อง “มีนักวิชาการจำนวนหนึ่ง ตั้งข้อสังเกตว่าทำไมทีวีไทย จับกลุ่มชาวบ้านที่เป็นรากหญ้ามาก ซึ่งเป็นข้อที่แตกต่างอย่างสำคัญกับแนวคิดนักข่าวพลเมืองในหลายๆ ประเทศ ที่มักเป็นชนชั้นกลาง และเข้าถึงเทคโนโลยีการสื่อสารได้ง่ายกว่านี้” ซึ่งสมเกียรติ บอกกับเราว่า

“การอบรมนักข่าวพลเมืองของทีวีไทย เรามักจะบอกว่าคุณต้องมี A B C มีประเด็น มีเครื่องมือ มีใจ ขาดแต่โอกาส, มีประเด็น มีเครื่องมือ แต่ขาดทักษะ โอกาสก็ไม่มี คือเราจะคิดไปเรื่อยๆ โดยวิธีคิดแล้ว เรื่องนี้อาจจะเป็นเรื่องยุทธวิธี เพราะว่าจะถ้าทำงานให้เกิดขึ้นเพื่อไปเสริมพลังคน (empower) เราต้องทำให้เห็นก่อน เพราะฉะนั้น จึงต้องเลือกยุทธวิธี”

“ดังนั้น วิธีการเลือกของเราก็คือเลือกคนที่อ่อนแอที่สุด ดีที่สุด แล้วก็ทำให้เห็น แต่แบบนี้มันก็ยาก เพราะเราประเมินคนยาก หรือเป็นเรื่องในพื้นที่ที่ทำงานที่คิดว่าทำได้ยาก แล้วก็ทำให้เห็นว่าไอ้สิ่งที่คิดว่ายาก มันทำได้ เช่น การทำงานร่วมกับชาวเล ทำกับกลุ่มชาติพันธุ์ แต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมดนะ สำหรับผมแล้ว มันอยู่ที่ประเด็น ถ้าคุณมีประเด็นแล้วคุณต้องการสื่อสาร นี่คือหัวใจสำคัญที่สุด และประเด็นในที่นี้ก็ต้องมีนัยยะทางสังคมด้วย เหล่านี้จะเติมเต็มข้อมูลบางส่วนให้สังคม นี่อาจจะเป็นคำอธิบายว่าทำไมเรายังใช้วิธีการมอง ‘ข่าวพลเมือง’ แบบนักข่าวเหมือนกันนะ คือมองว่าเป็นประเด็น มองสิ่งที่ไม่เป็นข่าว สิ่งที่หายไป มันยังเป็นประเด็นนะ เพียงแต่ว่าไม่มีคนมอง นักข่าวไม่มอง และประเด็นแบบนี้ เราไม่เลือกวิธีการที่จะให้นักข่าวไปทำทั้งหมด แต่เริ่มต้นด้วยให้เจ้าของประเด็นทำเอง สื่อสารเอง”

………………………………….

“ผมคิดว่าเรื่องต่างๆ ที่หยิบขึ้นมาก็สะท้อนหลายๆ เรื่อง อาทิ สื่อใหญ่เล่นเรื่องเสื้อแดงเสื้อเหลืองจับมือกันที่โคราช ซึ่งดูจัดฉากมาก แต่สื่อก็ยังเอามาเล่น แต่ทีมงานเราลงไปทำงานมาที่จังหวัดน่าน พบยิ่งกว่านั้น คือในชุมชนคนคละสีกันไปหมดเลย ชาวบ้านบอกว่าก็นี่คือความจริงของเมือง คนต้องอยู่ด้วยกันทั้งเสื้อแดงเสื้อเหลือง มันเป็นบ้านของเขา เขาจะตัดคนใดคนหนึ่งออกไปไม่ได้ ผมคิดว่านี่คือสิ่งที่ตรงไปตรงมา นี่คือการสื่อสาร คือการแลกเปลี่ยนเรียนรู้”

ย้อนกลับมาอธิบายวิธีคิดการทำงานของสำนักข่าวชาวบ้าน เป็นพื้นที่สื่อสาธารณะแห่งใหม่ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับกลไกและกระบวนการการสื่อสารของชาวบ้าน โดยมีภารกิจหลัก 3 ประการ ได้แก่ 1.เสริมสร้างศักยภาพการสื่อสารให้ชาวบ้านเพื่อขับเคลื่อนประเด็นปัญหาและเรื่องราวของแต่ละชุมชนไปสู่สาธารณะ 2.เป็นตัวกลางเชื่อมโยงข้อมูลทั้งในแนวราบระหว่างชาวบ้านกับชาวบ้าน และในแนวดิ่งระหว่างสื่อท้องถิ่นกับสื่อกระแสหลัก 3.ทำหน้าที่ถ่วงดุลข้อมูลข่าวสาร กระทั่งผลักดันจนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไข ทั้งในระดับปฏิบัติการและในเชิงนโยบาย เราหวังไว้อย่างนั้น

ซึ่งสมเกียรติ ร่วมแลกเปลี่ยนโดยเห็นว่า “สื่อแนวราบ ก็คือการสื่อสารทั่วไปที่เราใช้กันอยู่ แต่เมื่อไหร่ที่มีการใส่พลังเข้ามา มีเทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้อง เริ่มมี agent หรือตัวกลาง เป็นตัวเชื่อมข้อมูล เช่น หนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ ที่ลงมาสู่ชุมชน โดยที่สื่อเหล่านี้มีพื้นที่ทั่วประเทศ และมีช่องทาง มีประเพณี มีชุดความคิดของมันอยู่ แล้วมันก็เข้ามากระแทกหรือเข้ามาแทรก เช่น การเข้ามาตัดสินชุมชนว่า อันนี้ผิดนะ ถ้าคุณจะถ่าย คุณต้องเข้าห้องน้ำ ชุดข้อมูลที่มากระแทกชุมชนก็คือชุดข้อมูลที่มาจากสื่อแนวดิ่ง”

“สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ เราพบว่า มันไม่จริงทั้งหมด ว่าคนที่เราเคยคิดว่าเขารู้น่ะ รู้ทั้งหมด ไม่จริงหรอก ความรู้มันไม่ได้มีเฉพาะแค่คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ไม่ได้มีแค่ผู้เชี่ยวชาญ ฉะนั้น ผมคิดว่าการเกิดขึ้นของสื่อสาธารณะที่เราบอกว่าพยายามจะเชื่อมแนวดิ่งแนวราบนั้นก็เพื่อให้ความรู้ไหวเวียนไปทั่ว ก็จะทำให้เกิดการพัฒนาไป พอคนเริ่มเรียนรู้ เพราะความรู้เรียนรู้กันได้ ชาวบ้านเริ่มตระหนักรู้ว่าตัวเองไม่ได้โง่หรอก และบางทีอาจจะมีอะไรดีกว่าที่กำลังเกิดขึ้นหรือที่กำลังทำกันอยู่ก็ได้ นี่เป็นแรงผลักอย่างหนึ่งให้คนรู้สึกว่าอยากจะสื่อสาร แล้วพอมีเครื่องมือก็ยิ่งอยากจะสื่อสารมากขึ้น พอช่องทางและโอกาสเปิด เครื่องมือมี คนก็เลยสื่อสารกันยกใหญ่ แล้วคนกลุ่มแรกๆ ที่ลุกขึ้นมาสื่อสารก็คือกลุ่มคนที่ถูกกด ส่วนกลุ่มคนที่มีพื้นที่อยู่แล้ว ทีแรกเขาอาจจะเฉยๆ แต่พอถึงสถานการณ์จำเป็น เขาก็จะไม่เพิกเฉย เพราะไม่อยากสูญเสียพื้นที่เดิม และอยากจะขยายเพิ่ม ก็ลุกขึ้นมาทำบ้าง เราจึงเห็นได้ว่ามีคนมาเปิดเว็บไซต์ เปิดเว็บบล็อกกันมากขึ้น ทั้งคนดัง หรือคนธรรมดา”

สมเกียรติ ขยายความมากขึ้นว่า “จริงๆ แล้วกระบวนการสื่อสารก็เป็นกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ที่หนึ่งเริ่ม ที่อื่นก็เริ่มมองเช่นกันว่าเขาทำอะไรกันอยู่ ทำแล้วได้ผลอย่างไร หมายความว่ายิ่งข้อมูลมีการไหลเวียนมากเท่าไหร่ ชาวบ้าน ชุมชน ก็ยิ่งเรียนรู้มากขึ้น เรียนรู้จากบทเรียนของที่อื่น อย่างเช่น ชาวบ้านจะนะ ประทิว บางสะพาน บ่อนอก หินกรูด ราชบุรี แก่งคอย ไปเรียนรู้เรื่องผลกระทบจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน แม่เมาะ การสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ การศึกษาดูงานต่างชุมชน ก็เป็นการเปลี่ยนศักยภาพการสื่อสารของชุมชน ที่เคยเป็นการสื่อสารทางเดียวเป็นการสื่อสารสองทาง หรือถ้าจะมองว่าเป็นสื่อสาธารณะก็ได้นะ เขานั่งรถกันไปเลย ไปดูว่าหมู่บ้านที่แม่เมาะเป็นอย่างไร กลับมาก็มาคุยกันในชุมชน แล้วค่อยเอาประเด็นมาพัฒนากับประเด็นของตัวเอง แล้วค่อยสื่อสารออกไปทางหนึ่ง จริงๆ ชาวบ้านก็เลือกใช้สื่อนะ ไม่ได้มองว่าสื่อตายตัว เขาจะออกแบบการสื่อสารเรียนรู้จากสิ่งที่เขามีอยู่”

“เอาเข้าจริงชุมชนมีการใช้พื้นที่แบบนี้มานานแล้ว หรืออย่างช่วงหนึ่งที่เราพูดว่า หลังเศรษฐกิจฟองสบู่แตกปี 2540 ชาวบ้านค้าขายกันเองเลย ชาวบ้านเหนือ กลาง ใต้ อีสาน แลกข้าวแลกปลากัน ถ้ามองจากชาวบ้าน คือเริ่มมีการข้ามคน (กลาง) ข้ามวัฒนธรรม นี่ก็ถือว่าเป็นการสื่อสารนะ เขาก็พัฒนามาจากแนวคิดที่ว่า ทำไมต้องผ่านคนกลางด้วยในเมื่อสินค้ามี demand กับ supply อยู่ แต่การดำเนินการก็ยังเป็นแบบบ้านๆ อยู่” สมเกียรติ กล่าวทิ้งท้าย

เป็นความหมายใหม่ของ “สื่อสาธารณะ” ให้เราสำนักข่าวชาวบ้านคิดต่อไปว่า วิธีแบบ “บ้านๆ” ของชาวบ้านนั้น เราจะช่วยกันพัฒนาให้เป็นเครื่องมือสื่อสารอันทรงประสิทธิภาพต่อไปได้อย่างไร ในขณะที่ชุมชนต่างๆ ทั่วประเทศไทยกำลังลุกขึ้นมาเวนคืนอำนาจทางการสื่อสารให้กลับมาสู่มือชาวบ้านและคนตัวเล็กตัวน้อย.

ถ่ายวิดีโอเองได้ ง่ายจัง

เพราะใช้เวลามากขึ้นไปกับการเรียนรู้วิชาถ่ายภาพนิ่ง และมีสิ่งใหม่ๆ มาให้เล่น ฉันจึงห่างหายจากการเขียนบล็อคไปนาน

ตอนนี้ ถึงเวลาที่ต้องพัฒนาเครื่องมือสำหรับงาน training นักข่าวพลเมือง เพื่อขนาดงานที่ใหญ่ขึ้น เพื่อกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลายขึ้น ฉันจึงนึกได้ว่า ยังไม่เีคยเอางานเก่าๆ มาแชร์ในบล็อคนี้เลย

เพื่อให้บล็อคไม่ว่างจนเกินไป ขอนำงานบางส่วนที่เขียนลงใน “สารตั้งต้น” ของสำนักข่าวชาวบ้าน มาแบ่งปันในพื้นที่แห่งนี้ค่ะ

ในขณะที่ฉันเองก็ต้องทบทวนและพัฒนาเครื่องมือต่างๆ ไปพร้อมๆ กันด้วย :)

ป.ล. เครื่องมือต่างๆ และงานถอดบทเรียนใน “สารตั้งต้น” เป็นการพัฒนาร่วมกันของทีมสำนักข่าวชาวบ้าน (พี่แจง ฐิตินบ, บอย ปิยะศักดิ์, พี่แพ็บ ภาวินี, พี่ภาสกร, ปอ)  และทีมข่าวพลเมือง ทีวีไทย (พี่เปี๊ยก สมเกียรติ, พี่โต้ง ภูมิพัฒน์, น้องจ๋า สุวัจนา, น้องเฮ็ม อิมรอฮิม, น้องอ้อม อ้อมจันทร์)

shooting

“ถ่ายวีดีโอเองได้ ง่ายจัง”

นักข่าวพลเมืองมือใหม่ที่ต้องการเรียนรู้การถ่ายภาพวีดีโอ เพือนำมาตัดต่อเป็นเืรื่องราวต่อไป ไม่จำเป็นต้องเข้าค่ายอบรมเทคนิคต่างๆ แบบมืออาชีพ เริ่มต้นทำได้เลย หากมี “เรื่องราว” ที่อยากบอกเล่า เพียงแค่ให้ภาพ “เล่าเรื่องได้” โดยไม่คลาดเคลื่อนกับความหมายที่ต้องการสื่อสารก็พอแล้ว

ต่อไปนี้คือ “คาถา” หลังจับกล้องก็ท่องไว้ให้ขึ้นใจ

1. รู้ว่าจะถ่ายอะไร

นี่คือสิ่งที่สำคัญที่สุด มือใหม่หลายคนเมื่อมีกล้องอยู่ในมือแล้วไม่รู้จะถ่ายอะไร หลักคิดง่ายๆ คือเราต้องถามตัวเองก่อนว่า จะนำเสนอเรื่องอะไรในวีดีโอที่กำลังทำ? เมื่อรู้แล้วว่าจะนำเสนอเรื่องอะไร เมื่อนั้นก็ไม่ยากที่เราจะตอบตัวเองว่า เราจะถ่ายอะไร

2. รู้ว่าอะไรที่ควรถ่าย

คิดง่ายๆ ว่า สิ่งที่ควรถ่าย คือสิ่งที่เราต้องการให้คนอื่นดู ทั้งนี้ มันต้องไปด้วยกันกับเรื่องราวเนื้อหาที่เราต้องการจะนำเสนอด้วย เช่น เรากำลังพูดถึงท่อก๊าซ แต่ไปถ่ายรูปท่อประปามาใช้ประกอบเรื่อง อย่างนี้เรียกว่า ภาพไม่ไปกับเรื่องราว, เราพูดถึงชาวปะด่องคอยาว แต่ไปถ่ายภาพพี่น้องชาติพันธุ์ม้งมาใช้ อันนี้ก็ไม่ใช่เช่นกัน

กรณีเมื่อเราพูดถึงสิ่งที่เป็นนามธรรม เช่น ความรัก ความสมบูรณ์ ความแห้งแล้ง ความยุติธรรม สิ่งที่เราควรถ่าย คือภาพที่จะมาสนับสนุนนามธรรมเหล่านั้นได้ เช่น ความรักอาจใช้ถ่ายแม่ลูกกอดกันมาแสดง ความสมบูรณ์อาจแทนด้วยภาพของต้นข้าวเขียวขจีในท้องนา ความแห้งแล้งอาจถูกตีความเป็นภาพผืนดินที่แตกระแหง ความยุติธรรมอาจสื่อได้ด้วยภาพของตาชั่ง เป็นต้น

3. รู้ว่าอะไรไม่ควรถ่าย

ภาพที่ไม่ควรถ่าย คือภาพที่คนดูไม่ควรเห็น นอกจากภาพโป๊เปลือย ภาพความรุนแรง ภาพอบายมุขต่างๆ แล้ว ภาพอีกแบบที่ไม่ควรถ่าย คือภาพพระบรมฉายาลักษณ์ที่ไม่ครบถ้วน

ไม่ครบถ้วนอย่างไร?

ลองนึกถึงภาพคนนั่งอยู่ในห้องรับแขก เบื้องหลังมีพระบรมฉายาลักษณ์ในหลวงติดบนข้างฝา แต่ภาพที่ปรากฏออกมาบนหน้าจอกล้องวีดีโอ เห็นภาพพระรมฉายาลักษณ์แค่ครึ่งเดียว แบบนี้ ไม่ควรถ่ายอย่างยิ่ง เพราะจะกลายเป็นการ “หมิ่น” พระองค์ท่านโดยไม่ได้ตั้งใจ และหากภาพแบบนี้ติดอยู่ในเรื่องของเรา ทีวีหรือเว็บไซต์ไหนก็ไม่กล้านำเสนอ เพราะอาจต้องโทษไปด้วยในฐานะ “ผู้เผยแพร่”

4. รู้จักการเคลื่อนไหว

สิ่งที่นักถ่ายภาพวิดีโอมือใหม่มักจะทำ คือถือกล้อง กดบันทึกภาพ แล้วเคลื่อนไหว (แพน) กล้องไปเรื่อยๆ ทำให้ภาพที่ออกมาสั่นไหว ไหลไป ไม่นิ่ง เวลานำมาตัดต่อแล้วทำให้ทำงานยาก คนดูภาพ-คนดูทีวี เวียนหัว

จริงๆ แล้วการถ่ายภาพแบบที่ผู้ถ่ายเคลื่อนย้ายตัวเองไปเรื่อยๆ สามารถทำได้ และในการถ่ายภาพบางชนิด สำหรับงานบางแบบ การเคลื่อนไหวกล้องระหว่างบันทึกภาพก็ทำให้ภาพสื่อเรื่องราวและอารมณ์ได้ดี ขึ้น แต่สำหรับงานโดยทั่วไป เราแนะนำให้นักข่าวพลเมือง “พยายาม” ถ่ายภาพแบบกล้องอยู่นิ่ง ผู้ถ่ายไม่เคลื่อนไหวตัว ไม่เคลื่อนไหวกล้องไปมา และถือกล้องให้มั่น ให้มีความสั่นน้อยที่สุด

เพื่อความเข้าใจที่ตรงกัน – เรากำลังพูดว่า “พยายามนิ่ง” แต่ไม่จำเป็น “ต้องนิ่ง” เหมือนเช่นที่นักข่าวมืออาชีพ “ต้องทำ” ค่ะ

และเพราะความนิ่งไม่ใช่สูตรตายตัว บางสถานการณ์ ผู้ถ่ายถูกบังคับให้ต้องเคลื่อนไหว เช่น เวลาที่น้ำป่ามา เราต้องวิ่งหนีไปและถ่ายไป หรือในสถานการณ์ที่เราอยู่ในฝูงชนใหญ่แล้วต้องตามหาอะไรสักอย่าง กรณีเช่นนั้นกล้องไม่สามารถอยู่นิ่งได้ เช่นนี้ แม้ภาพที่ได้มาจะสั่นไหว แต่จะมี “เรื่องเล่าที่ไม่ได้ปรากฏอยู่ในภาพ” ให้คนดูใช้ตัวตนและจินตนาการเข้าไปสัมผัสกับบริบทหรือสถานการณ์ที่ผู้ถ่าย กำลังเผชิญอยู่

5. รู้จักช็อต (shot)

อธิบายแบบง่ายๆ เลย 1 ช็อต คือภาพวิดีโอ 1 คลิป เรานับช็อตตั้งแต่เมื่อเริ่มกดปุ่มถ่ายหรือบันทึกภาพจนกระทั่งการบันทึกนั้น สิ้นสุดลง นี่คือ 1 ช็อต

แล้ว 1 ช็อตควรจะมีความยาวขนาดไหน?

“ก็ขึ้นอยู่กับว่าเรากำลังถ่ายอะไร หากเป็นเหตุการณ์เฉพาะที่กำลังดำเนินอยู่ เช่น ช้างกำลังคลอดลูก เราควรบันทึกภาพยาว จนกว่าเหตุการณ์นั้นจะสิ้นสุดลง แต่หากเป็นภาพนิ่งๆ ทั่วไป การบันทึกภาพ 1 ช็อต ไม่ควรยาวมากนัก อาจเป็นสัก 7-10 วินาที แล้วเปลี่ยนไปถ่ายภาพอื่นๆ ต่อไป”

จำไว้ว่า ช็อตที่มีขนาดยาวไม่ช่วยให้เรานำภาพไปใช้ได้ดีขึ้น ช็อตที่หลากหลายต่างหาก จะช่วยให้เรานำภาพไปตัดต่อได้ดี

6. รู้จักขนาดภาพ

ขนาดภาพโดยทั่วไป แบ่งได้เป็น 3 แบบ (หยาบๆ) คือ

–       ภาพขนาดกว้าง (Long Shot)

–       ภาพขนาดกลาง (Medium Shot) และ

–       ภาพขนาดใกล้ (Close Up Shot)

ภาพขนาดกว้าง เป็นภาพที่จำเป็นในงานทุกประเภท หน้าที่ของมันคือแสดงอาณาเขตบริเวณของเรื่องราว บ่งบอกว่าเรากำลังพูดถึงอะไร เหตุเกิดที่ไหน โดยงานส่วนใหญ่จะใช้ภาพขนาดกว้างเปิดเรื่อง และใช้สำหรับเปลี่ยนฉากของเรื่อง เช่น เมื่อเราเล่าถึงฉากที่บ้านกำนันจบแล้วจะเล่าต่อถึงเรื่องราวที่โรงเรียน เป็นต้น

ภาพขาดกลาง เป็นภาพที่บอกเล่าเรื่องราวเข้าไปข้างในได้มากขึ้น จินตนาการว่า ถ้าจะเล่าเรื่องเกี่ยวกับเหตุการณ์ในโรงเรียนแห่งหนึ่ง หลังจากเปิดฉากโรงเรียนด้วยภาพมุมกว้างแล้ว ภาพต่อไปที่คนดูควรจะเห็นคือภาพขนาดกลางของอาคารเรียน ห้องเรียน ภาพนักเรียน คุณครู ที่ยืนอยู่หน้าเสาธง ใช่หรือไม่ ซึ่งเราสามารถ “แตกช็อต” ลงในรายละเอียดสิ่งที่เราอยากนำเสนอได้ด้วยภาพขนาดนี้ ที่หลากหลายอย่างต่อเนื่องกันไป

ภาพขนาดใกล้ ใช้แสดงรายละเอียดเฉพาะส่วน รวมทั้งอารมณ์ ความรู้สึก เช่น ภาพไม้เรียวในมือครู ภาพธงชาติที่ปลิวไสว หรือภาพสีหน้าง่วงนอนของนักเรียนที่ยืนอยู่ อันนี้ก็เป็นการแตกช็อตลงลึกเพื่อ “ขับเน้น” สาระสำคัญที่อยากสื่อสารนั่นเอง

ภาพทั้งสามขนาดนี้ ควรจะมีในทุกๆ สิ่งที่เราถ่าย จะทำให้การตัดต่อภาพข่าวเป็นไปได้ง่าย ที่สำคัญ ภาพทั้งสามแบบนั้นจะช่วยสนับสนุนการเล่าเรื่องราวของนักข่าวพลเมืองได้อย่างมีพลัง

ข้อสำคัญประการหนึ่งในการถ่ายภาพทั้งสามขนาด คือก่อนลงมือบันทึกภาพ เมื่อมองผ่านช่องมองภาพหรือจอมองภาพบนกล้องแล้ว ต้องตอบตัวเองให้ได้ว่า จุดสนใจของภาพอยู่ตรงไหน?

จุดสนใจของภาพก็คือสิ่งที่เราต้องการให้คนดูเห็นนั่นเอง เมื่อตอบได้ว่าจุดสนใจของภาพอยู่ตรงไหน ก็นำจุดสนใจของภาพนั้นเข้ามาอยู่ข้างใน (ภาพ) อย่าให้หลุดกรอบภาพไป

บางครั้งบางที เราอาจเสียดายว่าในพื้นที่ข้างเคียงกันมีสิ่งอื่นอยู่ด้วย เราอยากให้มันเข้ามาข้างในภาพ

“อย่าเสียดาย” อย่าให้มันเข้ามาอยู่ในภาพแบบครึ่งๆ กลางๆ หรือพูดง่ายๆ ว่า “จะเอาอะไรก็เอาสักอย่าง” หรือถ้าอยากได้หลายอย่าง ก็ถ่ายให้จบช็อตหนึ่งแล้วค่อยเปลี่ยนไปจับภาพนั้นๆ

เมื่อก่อนเราอาจไม่สนใจว่าภาพแบบไหนที่เรียกว่าสวยและสื่อสารได้ ดังนั้น วิธีฝึกมุมมอง คือการ “ดู” งานข่าว-สกู๊ป-สารคดี ทั่วๆ ไปในทีวี โดยการ “ดู” ครั้งนี้ ต้องให้ต่างจากทุกครั้งที่ผ่านมา นั่นคือ “ดู” ว่าเขาใช้ภาพแบบไหน และเรียงร้อยต่อภาพยังไง แต่อย่างไรก็ดี อย่าลืมที่จะย้ำกับตัวเองด้วยว่า เราดูเพื่อศึกษา ไม่ใช่ดูเพื่อลอกแบบ

ดูบ่อยๆ ฝึกถ่ายบ่อยๆ เราก็จะพัฒนาจากมือใหม่ เป็นมือสมัครเล่น และมืออาชีพได้ค่ะ :)

นักข่าวพลเมือง สู้ สู้

จบข่าว.

ที่มา – สารตั้งต้น ฉบับที่ 1 : ตุลาคม 2551

นักข่าวพลเมือง : ปลาทู

ระหว่างที่นั่งทบทวนงาน workshop นักข่าวพลเมืองที่ผ่านมา

นอนพินิจพิจารณางานคล้ายๆ กันของเพื่อนๆ ในเครือข่าย IAC

ก็ให้รู้สึกว่า เราคงต้องออกแรงและลงขันจินตนาการกันอีกมาก

เอาล่ะ…จะยังไงก็ไม่ท้อ จะยังไงก็ไม่ถอย

และทุกครั้งที่ดูงานนักข่าวพลเมืองชิ้นนี้

เรารู้สึกมีพลังทุกครั้ง :)

ป.ล. “ปลาทู” เป็นงานนักข่าวพลเมืองชิ้นแรกๆ และเป็นงานชิ้นแรกที่ืทำให้รู้สึกว่า “พวกเราทำได้” แม้จะไม่มีอุปกรณ์และความพร้อมมากมาย