นักข่าวพลเมือง : ปลาทู

ระหว่างที่นั่งทบทวนงาน workshop นักข่าวพลเมืองที่ผ่านมา

นอนพินิจพิจารณางานคล้ายๆ กันของเพื่อนๆ ในเครือข่าย IAC

ก็ให้รู้สึกว่า เราคงต้องออกแรงและลงขันจินตนาการกันอีกมาก

เอาล่ะ…จะยังไงก็ไม่ท้อ จะยังไงก็ไม่ถอย

และทุกครั้งที่ดูงานนักข่าวพลเมืองชิ้นนี้

เรารู้สึกมีพลังทุกครั้ง :)

ป.ล. “ปลาทู” เป็นงานนักข่าวพลเมืองชิ้นแรกๆ และเป็นงานชิ้นแรกที่ืทำให้รู้สึกว่า “พวกเราทำได้” แม้จะไม่มีอุปกรณ์และความพร้อมมากมาย

พื้นที่คนตัวเล็ก และแผนพัฒนาอ่าวภูเก็ต

(เขียนให้พี่ก้อง และโฟกัส ภาคใต้ ในช่วงเวลาสั้นๆ และความทรงจำระหว่างที่ผ่านไปแถวๆ นั้น)

พื้นที่คนตัวเล็ก และแผนพัฒนาอ่าวภูเก็ต

เบญจมาศ บุญฤทธิ์

ที่บ้านท่าเรือใหม่ ตำบลรัษฎา อำเภอเมือง ภูเก็ต ในพื้นที่อ่าวภูเก็ต…ศิริลักษณ์ ทิพย์วงศ์ หรือ แหม่ม นั่งมองทะเลจากบ้านหลังเล็กๆ ของเธอมากว่า 30 ปีแล้ว เพียงเดินออกไป 3-4 ก้าว เท้าของเธอก็จะแตะขอบอ่าวพอดี

ตั้งแต่เกิดจนกระทั่งเดี๋ยวนี้ที่แหม่มมีครอบครัวเล็กๆ ของตัวเอง ชุมชนที่เธออาศัย ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีน้ำประปา ราวกับว่าพื้นที่แห่งนี้ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของจังหวัดภูเก็ต จังหวัดที่ทั่วโลกรู้จักกันดีในฐานะเมืองท่องเที่ยวที่ทันสมัย

เลาะเลียบอ่าวภูเก็ตไป ที่หมู่บ้านราไวย์ ตำบลราไวย์ อำเภอเมือง ภูเก็ต…นิรันดร์ หยังปาน ชายหนุ่มวัย 34 บอกว่า บรรพบุรุษของเขาอพยพมาจากหมู่เกาะในอินโดนีเซียเมื่อราวร้อยปีก่อน เพื่อมาตั้งถิ่นฐานบริเวณหาดราไวย์ ซึ่งไม่มีน้ำ ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีถนน จนปัจจุบัน ที่นี่ก็ยังไม่มีน้ำ ไฟฟ้า และถนน เช่นเดียวกัน

แต่อีกไม่นานทั้งแหม่ม และนิรันดร์ บอกว่า พื้นที่ที่เธอและเขาอยู่ จะมีไฟฟ้า น้ำประชา และสาธารณูปโภคครบครัน

เหล่านั้น กำลังจะมาพร้อม โครงการพัฒนาอ่าวภูเก็ต

…………

ภูเก็ต ในปีแต่ละปี มีรายได้จากการท่องเที่ยวสูงถึงหมื่น-แสนล้าน โครงการพัฒนาอ่าวภูเก็ต เป็นอีกหนึ่งโครงการขนาดใหญ่ที่รัฐต้องการผลักดันให้เกิดขึ้นในจังหวัดภูเก็ต เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและเพิ่มขีดความสามารถในการสร้างรายได้ให้แก่ภูเก็ต ด้วยการพัฒนาพื้นที่บริเวณปลายแหลมสะพานหิน ซึ่งเป็นทะเลดินเลนที่เกิดจากการทำเหมืองแร่ให้เป็นเมืองใหม่ขึ้นมา โดยประกอบไปด้วยโครงการ MICE และ โครงการ MARINA

MICE หรือ Meeting Incentive Convention&Exhibition ประกอบไปด้วยด้วย ศูนย์ประชุม สัมมนา ศูนย์แสดงสินค้า อาคารสำนักงาน ศูนย์อาหาร ภัตตาคาร โรงแรม ย่านพาณิชยกรรม ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศ สถานบันเทิง ศูนย์กีฬา โรงพยาบาล

ส่วน MARINA นั้น ประกอบไปด้วย ท่าเทียบเรือยอร์ช ท่าเทียบเรือท่องเที่ยวเดินสมุทร อู่ซ่อมเรือยอร์ช ส่วนบริการ อพาร์ทเม้นท์ โรงแรม

เหล่านี้ต้องการพื้นที่ในการก่อสร้างขนาดใหญ่ อยู่ใกล้กับเมือง สาธารณูปโภคอุดมสมบูรณ์ แต่จากการสำรวจพบว่าไม่สามารถหาที่ดินขนาดใหญ่ได้ อีกทั้งที่ดินภูเก็ตก็มีราคาสูง ไม่คุ้มค่ากับการลงทุน จึงได้ทำการสำรวจเพิ่มเติม พบว่า ในพื้นที่อ่าวภูเก็ต มีขนาด 3 พันไร่ ซึ่งในปัจจุบันไม่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยว เนื่องจากได้กลายเป็นพื้นที่รกร้างเสื่อมโทรม หากสามารถออกแบบการก่อสร้างที่ประสิทธิภาพ จะสามารถประหยัดงบประมาณในการลงทุนได้มาก

ตามมาด้วยการกำหนดขอบเขตของการพัฒนา ให้พื้นที่ด้านตะวันตกของอ่าวภูเก็ต ซึ่งมีลักษณะเด่นและเป็นจุดที่อยู่ใกล้กับแผ่นดินใหญ่ เป็นจุดเชื่อมต่อและจัดตั้งองค์กรที่ต้องการเข้าถึงได้สะดวก สามารถเชื่อมต่อเข้ากับถนนสาย 407 ซึ่งเป็นถนนสายหลักของภูเก็ตได้

พื้นที่ด้านตะวันออกของอ่าว ต่อเนื่องกับร่องน้ำเดินเรือสากล กำหนดให้เป็นพื้นที่ท่าเรือและท่าเทียบเรือขนาดใหญ่

ส่วนกลางของอ่าว มีร่องระบายน้ำจากคลองบางใหญ่ มีการแบ่งพื้นที่เป็นสองส่วน พื้นที่ฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ เป็นพื้นที่ป่าชายเลน เขตอนุรักษ์ จึงกำหนดให้มีการเว้นระยะห่างอย่างน้อย 200 เมตรจากชายฝั่ง ส่วนพื้นที่ส่วนเหนือ เป็นของ MICE ส่วนด้านใต้เป็นของ MARINA

รวมพื้นที่ทั้งสิ้น 2,216 ไร่

ประมาณการว่า โครงการ MICE จะใช้เงินทั้งสิ้น 37,000 ล้านบาท ส่วนโครงการ MARINA ใช้เงิน 26,500 ล้านบาท รวมราคางานทั้งสองโครงการ 63,500 ล้านบาท โดยคาดว่าจะมีผลประกอบการปีละ 19,500 ล้านบาท

โครงการพัฒนาอ่าวภูเก็ตนั้น เกิดขึ้นและได้รับการผลักดันมานับกว่า 10 ปีแล้ว ทว่าไม่คืบหน้า แม้ว่ารัฐบาลจะให้ความสำคัญแก่โครงการนี้มาก เมื่อมีการเปลี่ยนรัฐบาล โครงการดังกล่าวก็หยุดชะงักไป

แต่เมื่อไม่นานมานี้ ราวต้นเดือนพฤษภาคม พล.อ.สุนทร ขำคมกุล ประธานคณะกรรมการองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวแบบยั่งยืน (อพท.) พร้อมด้วยคณะ และนายรัชทิน ศยามานนท์ ประธานคณะทำงานศึกษาวิเคราะห์การพัฒนาโครงการพัฒนาอ่าวภูเก็ต ได้เดินทางมาสำรวจพื้นที่พัฒนาอ่าวภูเก็ต บริเวณปลายแหลมสะพานหิน อำเภอเมือง ภูเก็ต และประชุมร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต และหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ที่โรงแรมในเมือง

นายรัชทิน บอกว่า โครงการพัฒนาอ่าวภูเก็ตเป็นโครงการที่จะสามารถเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศและภูเก็ตได้ดี โดยจะผลักดันให้โครงการพัฒนาอ่าวภูเก็ตเป็นพื้นที่พิเศษเพื่อการพัฒนาแบบยั่งยืน ซึ่งคาดว่าจะสามารถเสนอคณะรัฐมนตรีได้ในไม่ช้านี้ เมื่อผ่านการเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี ตามกรอบที่วางไว้ ก็จะประกาศดึงนักลงทุนชาวต่างชาติจากทั่วโลกเข้ามารับสัมปทานลงทุนพัฒนาทั้ง MICE และ MARINA

จะมีการลงทุนเป็นแสนล้านบาท เพราะจากการที่ได้ศึกษาออกแบบเมื่อหลายปีก่อน โครงการนี้ต้องใช้เงินลงทุนประมาณ 60,000-70,000 ล้านบาท จึงจำเป็นที่จะต้องดึงนักลงทุนจากต่างชาติเข้ามาลงทุน และที่ผ่านมานักลงทุนต่างชาติหลายราย ให้ความสนใจการลงทุนในโครงการพัฒนาอ่าวภูเก็ต บางรายต้องการที่จะออกแบบโครงการใหม่ แต่ก็ต้องอยู่ในเงื่อนไขที่อยู่ในพื้นที่ประมาณ 3,000 ไร่ และพื้นที่ออกแบบเดิมอยู่ที่ 2,200 ไร่ ส่วนพื้นที่บนบกนั้นน่าจะเป็นการลงทุนโดยรัฐบาลในการจัดทำระบบผังเมืองและโครงสร้างพื้นฐาน รองรับการพัฒนาโครงการอ่าวภูเก็ต ทั้งเรื่อง ถนน น้ำ ขยะ ฯลฯประธานคณะทำงานศึกษาวิเคราะห์การพัฒนาโครงการพัฒนาอ่าวภูเก็ต กล่าว และย้ำว่า

การพัฒนาโครงการอ่าวภูเก็ตประชาชนในพื้นที่จะได้รับประโยชน์สูงสุด และมีชีวิตที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน

…………

ดวงใจ อุดมผล หญิงวัยกลางคน แกนนำชุมชนบ้านแหลมหลา ตำบลไม้ขาว อำเภอถลาง ภูเก็ต บอกว่า ชุมชนของเธอนั้นโชคดีกว่าชุมชนรอบอ่าวภูเก็ตอื่นๆ เพราะมีทั้งไฟฟ้า น้ำประปา และถนนหนทาง โดยเฉพาะหลังจากคลื่นยักษ์สึนามิซัดเข้าฝั่ง พังทำลายบ้านเรือนในชุมชน หลายหน่วยงานได้เข้ามาสร้างบ้านใหม่ให้ชาวบ้าน

แม้เธอจะไม่ได้บ้านหลังใหม่เหมือนเพื่อนบ้านรายอื่นๆ แต่เธอก็มีความสุขดีกับบ้านหลังเล็กๆ ที่มี โดยเฉพาะถ้าเทียบกับเพื่อนบ้านในอีก 30 ชุมชนในอำเภอถลาง อำเภอเมือง และอำเภอกระทู้ ที่กำลังต่อสู้กับปัญหาที่ดิน

คนเหล่านั้น กำลังต่อสู้ เพียงเพื่อให้ได้มีผืนดินเล็กๆ ในการสร้างบ้าน

ดวงใจบอกว่า ขณะนี้ เธอกำลังร่วมกับเพื่อนบ้านใน 30 ชุมชน ต่อสู้เพื่อให้ได้ผืนดินที่อาศัยมานาน ไม่ตกไปเป็นกรรมสิทธิ์ของรัฐหรือนายทุน ซึ่งกำลังพยายามกวาดชาวบ้านออกไปจากพื้นที่

…………

ปัญหาที่ดินในภูเก็ตมีมานานแล้ว แต่การรวมตัวกันของชาวบ้านเพื่อต่อสู้นั้น เดิมมีอยู่น้อย กระทั่งหลังคลื่นสึนามิถล่มชายฝั่ง จึงพบว่าจริงๆ แล้วปัญหาที่ดินมีอยู่เยอะมาก และพบว่ามากขึ้นๆ ทุกที

โชคดี สมพรหม ผู้ประสานงานพื้นที่จังหวัดภูเก็ต โครงการแก้ไขปัญหาที่ดินและที่อยู่อาศัยตามแนวทางโครงการบ้านมั่นคง บอกว่า พอเกิดสึนามี ทุกส่วนที่มีที่ดินก็พยายามเอาที่ดินกลับคืนจากชาวบ้านไป ไม่ว่าจะเป็นรัฐหรือเอกชน

เขาสะท้อนว่า ปัญหาที่ดินที่พบมีมากขึ้น ทำให้กลุ่มคนที่ปัญหาเรื่องที่ดินมารวมตัวกัน เพื่อขอให้จังหวัดช่วยเหลือ ในขณะที่เอกชนก็พยายามยืมมือเทศบาลมาไล่ที่ชาวบ้านที่ทำมาหากินในพื้นที่นั้นมานาน

ซึ่งประเภทที่ดินในพื้นที่ 30 ชุมชนที่มีปัญหานั้น มีทั้งที่ดินเอกชน 10 ที่ดินป่าชายเลน ที่ดินราชพัสดุ (กรมธนารักษ์) ที่ดินสาธารณประโยชน์ ที่ดินกรมเจ้าท่า และที่ดินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อบจ.)

พอชาวบ้านรวมกลุ่มกันได้มากๆ รัฐก็เริ่มมอง และช่วยแก้ปัญหา ตั้งกรรมการระดับจังหวัดขึ้นมา แต่เมื่อแก้แล้วจริงๆ มันไม่เคลื่อน ก็เลยมีการตั้งคณะกรรมการระดับท้องถิ่น ซึ่งเชื่อว่ามีอำนาจมากขึ้นในการเสนอเรื่อง เช่น อบต. เทศบาล ให้สิทธิชาวบ้านในการประสาน โดยแต่งตั้งในทุกตำบลให้มีคณะกรรมการแก้ไขปัญหา ให้ตัวแทนชาวบ้านชุมชนละ 5 คนเข้าไปเป็นกรรมการ

โชคดี บอกว่า ปัญหาที่ดินนี้ คงจะต้องใช้เวลาอีกนานในการแก้ไข โดยในขณะนี้นั้น มีการฟ้องร้องชาวบ้านโดยทั้งรัฐและเอกชน มีการยื่นโนติส เรียกให้มาทำสัญญาเช่า และการกดดันด้วยวิธีต่างๆ นานา เพื่อให้ชาวบ้านออกไปจากพื้นที่

ในชุมชนเมืองที่มีปัญหา ชาวบ้านมาเช่าที่นานแล้ว โดยมาจากหลายแห่ง มารวมกัน อาจจะบุกรุกที่ป่าชายเลน ที่เอกชนบ้าง เขาไม่รู้หรอกว่าที่ใคร มันมีการขายต่อๆ กันในราคาถูก ไม่มีเอกสารรับรอง พวกเขาก็เข้ามาอยู่จนกลายเป็นชุมชนใหญ่โต ส่วนชุมชนกึ่งเมืองกึ่งชนบท เช่น กลุ่มชาวเล ซึ่งยังมีวิถีชีวิตอย่างดั้งเดิม แบบพอเพียง ในกลุ่มนี้ คนทั้งภูเก็ตรู้ว่าอยู่มานานเป็นร้อยปี แต่สุดท้ายแล้ว ที่ดินที่พวกเขาอยู่กลับถูกครอบครองโฉนดโดยนายทุน

โชคดี วิเคราะห์ว่า ปฏิบัติการ เคลียร์พื้นที่ ดึงที่ดินกลับมา ทั้งของรัฐและเอกชนนั้น เป็นเพราะโครงการใหญ่อย่าง โครงการพัฒนาอ่าวภูเก็ต กำลังเริ่มเดินหน้าอีกครั้ง

ถ้าโครงการมันลงมาจริง มูลค่าโครงการแสนล้าน ที่ดินบริเวณนี้จะมีมูลค่าเพิ่มมหาศาลโชคดีตั้งข้อสังเกต

…………

ศิริลักษณ์ ทิพย์วงศ์ แห่งบ้านท่าเรือใหม่ นิรันดร์ หยังปาน จากหมู่บ้านราไวย์ และดวงใจ อุดมผล แห่งชุมชนแหลมหลา ยืนยันว่า พวกเธอและเขาไม่ต้องการโครงการพัฒนาอ่าวภูเก็ต เพราะไม่เชื่อว่าโครงการนี้จะส่งผลดีต่อชาวภูเก็ต หากแต่มันจะเอื้อประโยชน์ต่อนายทุนใหญ่ให้เข้ามาแย่งชิงทรัพยากรจากชาวบ้านมากกว่า ไม่นับว่า วิถีเรียบง่ายงดงามของชุมชนริมทะเลที่พวกเธอและเขารัก จะถูกการพัฒนากระแสหลักพัดพาหายไปจนกลายเป็นเพียงเรื่องเล่าสู่คนรุ่นหลัง

พวกเธอและเขาขอเพียงไฟฟ้าและน้ำประปา เนื่องจากทุกวันนี้ แต่ละครัวเรือนต้องจ่ายเงินเพื่อซื้อน้ำประมาณ 800 บาทต่อเดือน และจ่ายค่าไฟฟ้าที่พ่วงมาจากที่อื่นราวเดือนละ 800

ขณะที่ สะอาด นาลักษณ์ หรือ บังสะอาด แห่งหมู่บ้านพระบารมี8 ตำบลป่าตอง อำเภอกะทู้ บอกว่า เขาขอเพียงสิทธิในการอยู่ในพื้นที่ที่อยู่มานับ 10 ปี

บังสะอาดกำลังถูกฟ้องร้องจากนายทุน ซึ่งมีเอกสารครอบครองที่ดินอย่างเป็นทางการ ในข้อหาบุกรุกพื้นที่

บังสะอาดเล่าว่า ตอนที่ย้ายมาอยู่ในที่ดินรกร้างว่างเปล่าผืนนี้ มันเป็นพื้นที่ที่ขายทอดกันมา เขาทำมาหากินโดยที่ไม่คิดว่าจะมีปัญหา กระทั่งมีนายทุนมาแสดงตนว่า ได้ซื้อที่ดินแห่งนี้จากเจ้าของที่ดินเดิมแล้ว

เขาบอกว่า ขณะนี้ บ้านของเขาตั้งอยู่บนพื้นที่เล็กๆ ขนาบข้างด้วยพื้นที่ผืนใหญ่สองผืนของนักการเมืองระดับชาติชื่อดัง

โดยไม่รู้ว่าคำพิพากษาศาลจะออกมาเช่นไร บังสะอาดเริ่มถอดใจ เขาบอกว่ายอมรับได้ ถ้าต้องออกไปจากที่ดินแห่งนี้ หากรัฐจัดหาพื้นที่ผืนใหม่ที่ไม่ไกลจากชุมชนและครอบครัวที่เขารัก

บังขอแค่ที่ดินผืนเล็กๆ ไว้ปลูกบ้าน”….

จากชาวปากบาราถึงคนตัวใหญ่

ทริปแรกหลังจากกลับบ้านมาหนนี้ ปอนั่งรถไฟลงใต้ไปช่วยพี่ก้อง บก.โฟกัส ปิดเล่มแทนบังหมัด หลงรักหาดใหญ่และชาวใต้ไปเลย (ก่อนหน้านี้ เคยแต่รักหนุ่มใต้ ฮ่าฮ่า)

ไปพูดคุยกับชาวบ้านและกลุ่มคนทำงานภาคประชาสังคมที่ปากบารามาด้วย เขียนรายงานพิเศษชิ้นเล็กๆ นี้ให้โฟกัส ก่อนจะกลับมานอนก่ายหน้าผากที่เมืองหลวง ตั้งคำถามซ้ำซากว่า เราทำอะไรได้บ้างหนอ…

จากชาวปากบาราถึงคนตัวใหญ่ “คนไทยต้องการท่าเรือยักษ์จริงหรือเปล่า?”

เบญจมาศ บุญฤทธิ์

ผมเกิดที่ปากบารา ทำอาชีพประมงมาตลอดชีวิต มีความสุขครับ ถึงเงินจะไม่มากมาย แต่ก็อยู่ได้อย่างมีความสุข เพราะว่าความสุขของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ผมเป็นชาวประมง รักในอาชีพประมง มีความสุขทุกช่วงที่ออกทะเล ตะวันขึ้นผมก็ได้เห็น ตะวันตกผมก็ได้เห็น นี่คือความสุข


ยาหยา ตรุรักษ์ หรือ บังหยา ของพี่น้องชุมชนปากบารา มองท้องทะเลเบื้องหน้าด้วยนัยน์ตาเป็นประกาย ภาพของเด็กๆ ลากเรือจำลองลำน้อยไปรอบๆ เรือประมงที่จอดลอยอยู่ริมหาดปากบาราอย่างสนุกสนาน ยิ่งแต้มรอยยิ้มบนใบหน้าเกรียนแดดของบังหยาให้แจ่มใส ในวัย 50 ของชาวประมงหมู่บ้านปากบารา ต.ปากน้ำ อ.ละงู จ.สตูล ผู้นี้ ดูเหมือนทะเลจะเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของเขา


ผมก็ไม่รู้ว่าความสุขนี้จะอยู่อีกนานแค่ไหน หากมีการสร้างท่าเรือน้ำลึกปากบาราขึ้นมาจริงๆ ผมไม่คิดหรอกว่าพวกเราจะได้อยู่ในพื้นที่ คงต้องย้ายไปอยู่ที่อื่น แต่ผมก็ไม่รู้ว่าจะย้ายไปอยู่ที่ไหน ไม่รู้ว่าจะทำอะไรต่อไปในวันข้างหน้า


บังหยาถอนหายใจ พลันความสุขในแววตาเขาก็หล่นหายไป ตอนนี้ผมยังไม่เห็นอนาคตของปากบารา ไม่เห็นอนาคตของพี่น้องชาวประมงที่นี่ เพราะไม่เคยมีเจ้าหน้าที่คนไหนลงมาหาชุมชน มาบอกว่าจะทำอะไรกับอ่าวของพวกเรา


ท่าเรือน้ำลึกปากบารา โครงการ “ใหญ่ ในบ้านคน ตัวเล็ก


บังหยาบอกว่า แม้จะไม่เคยมีเจ้าหน้าที่รัฐลงมาให้ข้อมูลในชุมชน แต่เครือข่ายชาวประมงพื้นบ้านของเขา ก็นำข้อมูลมาบอกเล่าจนรู้กันว่า กรมขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวี กระทรวงคมนาคม กำลังวางแผนสร้าง ท่าเรือปากบารา โครงการท่าเรือน้ำลึกขนาดใหญ่ อันมีวงเงินลงทุนถึง 3 หมื่นล้านบาท


มันถูกคาดหวังว่า จะเป็นท่าเรือขนส่งสินค้าทางทะเลด้านตะวันตกของประเทศ เพื่อรองรับการขนส่งสินค้าไปยังทวีปยุโรป ตะวันออกกลาง อัฟริกา กอปรกับการเตรียมตัวรองรับโครงการเซาเทิร์น ซีบอร์ด ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต


มีการใช้งบประมาณ 38 ล้านบาท เพื่อศึกษาแผนแม่บท โดยสรุปได้ว่าจะใช้พื้นที่ของอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตรา จ.สตูล เพื่อถมทะเลและสร้างสะพานเชื่อมจากท่าเรือสู่ฝั่ง ซึ่งรัฐได้กำหนดจุดก่อสร้างท่าเรือไว้ที่บริเวณตะวันตกของเกาะเขาใหญ่ ภายในอ่าวปากบารา ต.ปากน้ำอ.ละงู จ.สตูล ห่างจากชายฝั่งบ้านปากบารา 4.3 กิโลเมตร


การก่อสร้างในระยะแรก จะมีการถมทะเลเพื่อสร้างเกาะทำท่าเรือ หน้าท่ายาว 750 เมตร สำหรับเทียบเรือบรรทุกขนาดใหญ่ รองรับตู้คอนเทนเนอร์ได้ประมาณ 1.5 ล้านตู้ เชื่อมสู่ชายฝั่งด้วยสะพานขนาด 4 ช่องจราจร


จากนั้น จะมีการถมทะเลเพื่อสร้างท่าเทียบเรือเพิ่มเติมในระยะที่ 2 และระยะที่ 3 รวมเวลาก่อสร้างทั้ง 3 ระยะ 25 ปี


นอกจากนี้ จะมีการสร้างเขื่อนกันคลื่นแบบหินทิ้งด้านทิศตะวันตะวันตกเฉียงใต้และทิศใต้ ยาว 1,700 เมตร และขุดร่องน้ำลึก 14 เมตร ต่อจากท่าเรือออกไปนอกชายฝั่งยาว 4 กิโลเมตร พร้อมกับสร้างถนนเชื่อมระหว่างท่าเรือน้ำลึกปากบารากับท่าเรือน้ำลึกสงขลา เพื่อการขนส่งสินค้าทางบก และสร้างทางรถไฟจากอำเภอควนเนียง จังหวัดสงขลา มาเชื่อมกับท่าเรือน้ำลึกปากบารา เพื่อขนส่งสินค้าทางราง


บังหยาบอกว่า เท่าที่เขารู้มา สถานะล่าสุดของโครงการคือ แม้ยังไม่มีงบประมาณในการก่อสร้าง แต่ก็อยู่ในระหว่างการขออนุญาตใช้พื้นที่อุทยานหมู่เกาะเภตราแล้ว ส่วนแบบและเอกสารประกวดราคาก็เสร็จไปมากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์


สำหรับรายงานผลการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (EIA) นั้น บังหยาได้ยินมาว่า เสร็จเรียบร้อยแล้ว แต่อยู่ในระหว่างการพิจารณาของใครหรือองค์กรใด…เขาไม่รู้


รายงานการศึกษาผลกระทบ ของใคร เพื่อใคร?


ประเด็นปัญหาของรายงานผลการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม หรืออีไอเอ นั้น ถูกหยิบมาพูดคุย ในวงสัมมนาเล็กๆ ระหว่างชาวบ้าน นักวิชาการ นักพัฒนาเอกชน และผู้สนใจ ณ เทศบาลตำบลกำแพง อ.ละงู เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน ที่ผ่านมา


สมพร เพ็งคำ จากสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ได้สะท้อนปัญหารายงานอีไอเอในประเทศไทยว่า ที่ผ่านมานั้น ผู้ประกอบการจะเป็นผู้จ้างบริษัททำอีไอเอเอง ซึ่งก็ไม่เคยมีบริษัทไหนทำรายงานให้ผู้ประกอบการต้องล้มโครงการ ในขณะที่การกำหนดประเด็นการศึกษา เจ้าของพื้นที่ก็ไม่เคยมีส่วนในการกำหนด คำถามที่ชาวบ้านเจ้าของพื้นที่อยากรู้ รายงานอีไอเอจึงไม่เคยตอบ ส่วนการได้มาซึ่งข้อมูลของบริษัทผู้ทำรายงานก็มีปัญหา ประสบการณ์ที่ผ่านมานั้นทำให้ชาวบ้านไม่เชื่อถือ ครั้นเมื่อรายงานเสร็จแล้ว คนที่ตัดสินใจว่าให้ผ่านไหมก็ไม่ใช่ชาวบ้าน พวกเขาไม่เคยมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ


สมพร ยังเล่าว่า จากการเดินสายจัดเวทีพูดคุยเรื่องสุขภาวะทั่วประเทศของเธอนั้น พบว่า ภาวะทุกข์ของคนไทยไม่ได้มาจากพฤติกรรมส่วนบุคคลเพียงอย่างเดียว แต่มาจากโครงการของรัฐเยอะมาก เช่น ชาวบ้านในพื้นที่แม่เมาะ โปรแตซ คลิตี้ แม่ตาว มาบตาพุด ฉะนั้น ก่อนที่จะมีโครงการพัฒนาต่างๆ เกิดขึ้น จึงต้องมีการศึกษาผลกระทบทางสุขภาพด้วย เพราะการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม หรือ อีไอเอ อย่างเดียวนั้นไม่พอ ต้องมีเครื่องมือใหม่ ก็คือ การศึกษาผลกระทบทางสุขภาพ หรือ เอชไอเอซึ่งในวันนี้ มีกฎหมายสำคัญรองรับแล้ว นั่นคือ พรบ.สุขภาพแห่งชาติ


สมพร เชื่อว่า รายงานการศึกษาผลกระทบทางสุขภาพจะเป็นเครื่องมือหนึ่งซึ่งชาวบ้านเอาไปต่อสู้กับโครงการใหญ่ๆ ได้ ซึ่งต้องสู้กันด้วยข้อมูลจริงๆ หากรัฐจะสร้างโครงการใหญ่ ก็ต้องมีมาตรการป้องกันผลกระทบทางสุขภาพที่จะเกิดขึ้น และคำว่า สุขภาพ นั้น ก็ต้องถูกทบทวนและนิยามใหม่ ให้หมายรวมทั้งกาย จิต และวิญญาณ


ขณะที่ ศยามล ไกรยูรวงศ์ โครงการเสริมสร้างจิตสำนึกนิเวศวิทยา เห็นว่า สิ่งที่บริษัททำรายงานอีไอเอไม่สนใจ คือมิติสุขภาพ สังคม และสิ่งแวดล้อม เมื่อการศึกษาละเลยมิติดังกล่าว โครงการก่อสร้างจึงมีช่องว่างมากมาย และเหล่านั้นก็ไปสร้างความทุกข์ให้เจ้าของพื้นที่ จึงต้องช่วยกันผลักดันให้การกำหนดประเด็นในการทำอีไอเอที่จะเกิดขึ้นนั้น ไปไกลกว่ามิติทางเศรษฐกิจ


สำหรับโครงการท่าเรือปากบารานั้น ชุมชนปากบาราต้องเริ่มกำหนดประเด็นศึกษาเองด้วย อย่ารอให้คนข้างนอกเข้ามาช่วยเหลืออย่างเดียว เป็นไปได้ไหม ที่ชุมชนจะร่วมกันทำอีไอเอ ฉบับชุมชน ศยามล ตั้งคำถาม


อีไอเอฉบับชุมชน หนทางสู่การมีส่วนร่วม


แล้วอีไอเอฉบับชุมชนจะมีความน่าเชื่อถือได้อย่างไร?” สมพร เพ็งคำ เห็นว่า ผลการศึกษาของชุมชนจะได้รับการยอมรับแค่ไหน ขึ้นอยู่กับการออกแบบว่ามีความน่าเชื่อถือมากน้อยเพียงไร ซึ่งคงไม่มีสูตรตายตัว


เราคงต้องเปิดใจ ให้ฝ่ายต่างๆ มานั่งคุยกันด้วย และร่วมเปิดใจรับฟังข้อมูลจากทุกฝ่าย โดยไม่ปักธงไว้ก่อน เพราะทัศนคติที่ถูกปักธงไว้แล้ว แม้จะใช้กระบวนการยังไง ผลที่ได้ก็คงไม่น่าเชื่อถือ


ยืนยันจาก บังหยา ว่า ตอนนี้ชุมชนไม่ได้ตั้งธงปฏิเสธโครงการท่าเรือน้ำลึกปากบารา และก็ไม่ได้ตั้งธงที่จะรับ หากกำลังรอผลการศึกษาจากหน่วยงานที่รับผิดชอบ และรอที่จะปรึกษาหารือร่วมกัน


ถ้าเป็นไปได้ ผมอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาศึกษาร่วมกันกับชุมชน ศึกษาดูว่าอะไรที่ทำได้ อะไรที่ทำไม่ได้ ประเด็นหลักคือชุมชนต้องเข้าไปมีส่วนร่วม เรื่องการทำรายงานอีไอเอฉบับประชาชน ถ้ามีหน่วยงานที่มาให้ความรู้สนับสนุน ผมคิดว่าชุมชนช่วยกันทำได้แน่นอน เพราะเราก็มีความรู้สะสมไว้อยู่แล้ว บังหยาพูดอย่างเชื่อมั่น


ส่วน สมบูรณ์ พรพิเนศพงศ์ นักวิชาการคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ หาดใหญ่ ให้ความเห็นว่า ปัญหาจากการพัฒนาที่คนไทยเห็นตัวอย่างอยู่ในวันนี้ อาทิ โครงการนิคมอุตสาหกรรมที่มาบตาพุด โครงการโรงไฟฟ้าที่แม่เมาะ และล่าสุด การพังทลายของชายฝั่งทะเลอ่าวไทยนั้น เกิดขึ้นเนื่องจากวิธีคิดที่ปักธงไว้ล่วงหน้าของรัฐ ทำให้โครงการต่างๆ เกิดขึ้นในลักษณะการพัฒนาที่ถูกสั่งมาจากข้างบน โดยที่ชุมชนไม่ได้มีส่วนร่วม


ปัญหาจะหมดไป ถ้าเป็นการพัฒนาจากล่างสู่บน คือจากชุมชนขึ้นไป รัฐต้องถามชุมชนว่าอยากได้อะไร ไม่ใช่โยนโครงการลงมาแล้วมานั่งศึกษาแบบไม่ให้ชุมชนมีส่วนร่วม แล้วบอกว่าชุมชนต้องเสียสละเพื่อชาติ บทเรียนหลายๆ ที่ที่เกิดขึ้น บอกเราว่ามันเป็นการสร้างความแตกแยกให้สังคมด้วย


สมบูรณ์ กล่าวว่า รัฐมักยกตัวอย่างการพัฒนาของประเทศญี่ปุ่น เพื่อนำมาใช้ในประเทศไทย ซึ่งจริงๆ แล้วเปรียบเทียบกันไม่ได้ เพราะญี่ปุ่นนั้นชัดเจนว่าเขาเลือกที่จะเป็นประเทศอุตสาหกรรม


ทะเลของเรา ประเทศของเรา


ถ้าให้เลือกได้ ก๊ะจะขอเป็นชาวประมงตลอดไป ถึงแม้ว่าการเป็นเมืองอุตสาหกรรมจะทำให้เรามีรายได้เพิ่มขึ้น แต่จะมีเงินมากๆ ไปทำไม ขอแค่พอกินพอ มีทะเลสวยๆ มีวัฒนธรรม มีชุมชนที่อบอุ่น ก็เพียงพอแล้ว


เสียงของ เสาวนี สำลี หรือ ก๊ะนี หนึ่งในชาวประมงชายฝั่งปากบารา ยืนยันว่า ชาวบ้านตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ยังมีความสุขกับวิถีแบบดั้งเดิมของคนใต้


ก๊ะนี อายุ 48 ปี แล้ว ตลอดชีวิตของก๊ะนี มีชายฝั่งปากบารา เป็นทั้งบ้าน เป็นทั้งซุปเปอร์มาเกต เป็นทั้งโรงเรียนชีวิต และเป็นโลกในอนาคตสำหรับลูกๆ ทุกๆ เช้า ก๊ะนีจะออกทะเลไปหาปลา กลับมาเอาปลาไปขาย รายได้ไม่มากนักในยามที่ราคาน้ำมันแพง แถมยังต้องต่อสู้กับประมงพาณิชย์ที่ทุนใหญ่กว่า ขณะที่ปริมาณปลาในน้ำก็ลดน้อยลง แต่ก๊ะนีก็ไม่เคยคิดที่จะไปเป็นแรงงานรับจ้างในอุตสาหกรรมใดๆ


ก๊ะนี บอกว่า บทเรียนจากพื้นที่ต่างๆ อย่าง มาบตาพุด แม่เมาะ หรือการพังของชายฝั่งแถบอ่าวไทย ทำให้กลัวว่า โครงการท่าเรือปากบาราจะสร้างความเสียหาย ได้ไม่คุ้มเสีย ไม่ต่างจากโครงการที่ผ่านมา


แต่ก๊ะตอบแทนชาวบ้านคนอื่นไม่ได้ รัฐต้องไปถามชุมชน ถามให้ทั่วทั้งหกพันกว่าครอบครัวที่หากินในอ่าวละงูนี้ ไม่ใช่ถามแค่ผู้นำชุมชนไม่กี่คน รัฐต้องบอกข้อมูลให้ครบถ้วนก่อน แล้วถามว่าชุมชนจะเอายังไง


นอกจากนี้ ก๊ะนียังได้ยินมาว่า จากแผนพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทย ท่าเรือน้ำลึกปากบาราเป็นเพียงหนึ่งในโครงการมากมายที่จะมาลงหลักปักฐานในภาคใต้ อาทิ นิคมอุตสาหกรรมยางพารา นิคมอุตสาหกรรมอาหาร นิคมอุตสาหกรรมเคมี โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ สนามบิน ท่าเรือน้ำลึกอีกหลายแห่ง เพื่อนำประเทศเดินไปสู่ความเป็นอุตสาหกรรมในอีก 50 ปีข้างหน้า


ถ้าจะบอกว่า เราต้องยอมให้สร้างท่าเรือ เพราะเราต้องเสียสละชุมชนเพื่อสังคมที่ใหญ่กว่า ก๊ะก็อยากรู้ว่า คนไทยต้องการท่าเรือยักษ์จริงหรือเปล่า จริงๆ แล้วคนไทยต้องการเป็นประเทศอุตสาหกรรมเหมือนญี่ปุ่นที่ตอนนี้ไม่มีทะเลสวยๆ เหลือแล้ว หรือคนไทยยังต้องการเป็นประเทศที่มีธรรมชาติสวยงาม ก๊ะยังไม่เคยได้ยินคำตอบตรงนี้ รัฐต้องไปถามคนทั้งประเทศเสียก่อน