ถ่ายวิดีโอเองได้ ง่ายจัง

เพราะใช้เวลามากขึ้นไปกับการเรียนรู้วิชาถ่ายภาพนิ่ง และมีสิ่งใหม่ๆ มาให้เล่น ฉันจึงห่างหายจากการเขียนบล็อคไปนาน

ตอนนี้ ถึงเวลาที่ต้องพัฒนาเครื่องมือสำหรับงาน training นักข่าวพลเมือง เพื่อขนาดงานที่ใหญ่ขึ้น เพื่อกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลายขึ้น ฉันจึงนึกได้ว่า ยังไม่เีคยเอางานเก่าๆ มาแชร์ในบล็อคนี้เลย

เพื่อให้บล็อคไม่ว่างจนเกินไป ขอนำงานบางส่วนที่เขียนลงใน “สารตั้งต้น” ของสำนักข่าวชาวบ้าน มาแบ่งปันในพื้นที่แห่งนี้ค่ะ

ในขณะที่ฉันเองก็ต้องทบทวนและพัฒนาเครื่องมือต่างๆ ไปพร้อมๆ กันด้วย :)

ป.ล. เครื่องมือต่างๆ และงานถอดบทเรียนใน “สารตั้งต้น” เป็นการพัฒนาร่วมกันของทีมสำนักข่าวชาวบ้าน (พี่แจง ฐิตินบ, บอย ปิยะศักดิ์, พี่แพ็บ ภาวินี, พี่ภาสกร, ปอ)  และทีมข่าวพลเมือง ทีวีไทย (พี่เปี๊ยก สมเกียรติ, พี่โต้ง ภูมิพัฒน์, น้องจ๋า สุวัจนา, น้องเฮ็ม อิมรอฮิม, น้องอ้อม อ้อมจันทร์)

shooting

“ถ่ายวีดีโอเองได้ ง่ายจัง”

นักข่าวพลเมืองมือใหม่ที่ต้องการเรียนรู้การถ่ายภาพวีดีโอ เพือนำมาตัดต่อเป็นเืรื่องราวต่อไป ไม่จำเป็นต้องเข้าค่ายอบรมเทคนิคต่างๆ แบบมืออาชีพ เริ่มต้นทำได้เลย หากมี “เรื่องราว” ที่อยากบอกเล่า เพียงแค่ให้ภาพ “เล่าเรื่องได้” โดยไม่คลาดเคลื่อนกับความหมายที่ต้องการสื่อสารก็พอแล้ว

ต่อไปนี้คือ “คาถา” หลังจับกล้องก็ท่องไว้ให้ขึ้นใจ

1. รู้ว่าจะถ่ายอะไร

นี่คือสิ่งที่สำคัญที่สุด มือใหม่หลายคนเมื่อมีกล้องอยู่ในมือแล้วไม่รู้จะถ่ายอะไร หลักคิดง่ายๆ คือเราต้องถามตัวเองก่อนว่า จะนำเสนอเรื่องอะไรในวีดีโอที่กำลังทำ? เมื่อรู้แล้วว่าจะนำเสนอเรื่องอะไร เมื่อนั้นก็ไม่ยากที่เราจะตอบตัวเองว่า เราจะถ่ายอะไร

2. รู้ว่าอะไรที่ควรถ่าย

คิดง่ายๆ ว่า สิ่งที่ควรถ่าย คือสิ่งที่เราต้องการให้คนอื่นดู ทั้งนี้ มันต้องไปด้วยกันกับเรื่องราวเนื้อหาที่เราต้องการจะนำเสนอด้วย เช่น เรากำลังพูดถึงท่อก๊าซ แต่ไปถ่ายรูปท่อประปามาใช้ประกอบเรื่อง อย่างนี้เรียกว่า ภาพไม่ไปกับเรื่องราว, เราพูดถึงชาวปะด่องคอยาว แต่ไปถ่ายภาพพี่น้องชาติพันธุ์ม้งมาใช้ อันนี้ก็ไม่ใช่เช่นกัน

กรณีเมื่อเราพูดถึงสิ่งที่เป็นนามธรรม เช่น ความรัก ความสมบูรณ์ ความแห้งแล้ง ความยุติธรรม สิ่งที่เราควรถ่าย คือภาพที่จะมาสนับสนุนนามธรรมเหล่านั้นได้ เช่น ความรักอาจใช้ถ่ายแม่ลูกกอดกันมาแสดง ความสมบูรณ์อาจแทนด้วยภาพของต้นข้าวเขียวขจีในท้องนา ความแห้งแล้งอาจถูกตีความเป็นภาพผืนดินที่แตกระแหง ความยุติธรรมอาจสื่อได้ด้วยภาพของตาชั่ง เป็นต้น

3. รู้ว่าอะไรไม่ควรถ่าย

ภาพที่ไม่ควรถ่าย คือภาพที่คนดูไม่ควรเห็น นอกจากภาพโป๊เปลือย ภาพความรุนแรง ภาพอบายมุขต่างๆ แล้ว ภาพอีกแบบที่ไม่ควรถ่าย คือภาพพระบรมฉายาลักษณ์ที่ไม่ครบถ้วน

ไม่ครบถ้วนอย่างไร?

ลองนึกถึงภาพคนนั่งอยู่ในห้องรับแขก เบื้องหลังมีพระบรมฉายาลักษณ์ในหลวงติดบนข้างฝา แต่ภาพที่ปรากฏออกมาบนหน้าจอกล้องวีดีโอ เห็นภาพพระรมฉายาลักษณ์แค่ครึ่งเดียว แบบนี้ ไม่ควรถ่ายอย่างยิ่ง เพราะจะกลายเป็นการ “หมิ่น” พระองค์ท่านโดยไม่ได้ตั้งใจ และหากภาพแบบนี้ติดอยู่ในเรื่องของเรา ทีวีหรือเว็บไซต์ไหนก็ไม่กล้านำเสนอ เพราะอาจต้องโทษไปด้วยในฐานะ “ผู้เผยแพร่”

4. รู้จักการเคลื่อนไหว

สิ่งที่นักถ่ายภาพวิดีโอมือใหม่มักจะทำ คือถือกล้อง กดบันทึกภาพ แล้วเคลื่อนไหว (แพน) กล้องไปเรื่อยๆ ทำให้ภาพที่ออกมาสั่นไหว ไหลไป ไม่นิ่ง เวลานำมาตัดต่อแล้วทำให้ทำงานยาก คนดูภาพ-คนดูทีวี เวียนหัว

จริงๆ แล้วการถ่ายภาพแบบที่ผู้ถ่ายเคลื่อนย้ายตัวเองไปเรื่อยๆ สามารถทำได้ และในการถ่ายภาพบางชนิด สำหรับงานบางแบบ การเคลื่อนไหวกล้องระหว่างบันทึกภาพก็ทำให้ภาพสื่อเรื่องราวและอารมณ์ได้ดี ขึ้น แต่สำหรับงานโดยทั่วไป เราแนะนำให้นักข่าวพลเมือง “พยายาม” ถ่ายภาพแบบกล้องอยู่นิ่ง ผู้ถ่ายไม่เคลื่อนไหวตัว ไม่เคลื่อนไหวกล้องไปมา และถือกล้องให้มั่น ให้มีความสั่นน้อยที่สุด

เพื่อความเข้าใจที่ตรงกัน – เรากำลังพูดว่า “พยายามนิ่ง” แต่ไม่จำเป็น “ต้องนิ่ง” เหมือนเช่นที่นักข่าวมืออาชีพ “ต้องทำ” ค่ะ

และเพราะความนิ่งไม่ใช่สูตรตายตัว บางสถานการณ์ ผู้ถ่ายถูกบังคับให้ต้องเคลื่อนไหว เช่น เวลาที่น้ำป่ามา เราต้องวิ่งหนีไปและถ่ายไป หรือในสถานการณ์ที่เราอยู่ในฝูงชนใหญ่แล้วต้องตามหาอะไรสักอย่าง กรณีเช่นนั้นกล้องไม่สามารถอยู่นิ่งได้ เช่นนี้ แม้ภาพที่ได้มาจะสั่นไหว แต่จะมี “เรื่องเล่าที่ไม่ได้ปรากฏอยู่ในภาพ” ให้คนดูใช้ตัวตนและจินตนาการเข้าไปสัมผัสกับบริบทหรือสถานการณ์ที่ผู้ถ่าย กำลังเผชิญอยู่

5. รู้จักช็อต (shot)

อธิบายแบบง่ายๆ เลย 1 ช็อต คือภาพวิดีโอ 1 คลิป เรานับช็อตตั้งแต่เมื่อเริ่มกดปุ่มถ่ายหรือบันทึกภาพจนกระทั่งการบันทึกนั้น สิ้นสุดลง นี่คือ 1 ช็อต

แล้ว 1 ช็อตควรจะมีความยาวขนาดไหน?

“ก็ขึ้นอยู่กับว่าเรากำลังถ่ายอะไร หากเป็นเหตุการณ์เฉพาะที่กำลังดำเนินอยู่ เช่น ช้างกำลังคลอดลูก เราควรบันทึกภาพยาว จนกว่าเหตุการณ์นั้นจะสิ้นสุดลง แต่หากเป็นภาพนิ่งๆ ทั่วไป การบันทึกภาพ 1 ช็อต ไม่ควรยาวมากนัก อาจเป็นสัก 7-10 วินาที แล้วเปลี่ยนไปถ่ายภาพอื่นๆ ต่อไป”

จำไว้ว่า ช็อตที่มีขนาดยาวไม่ช่วยให้เรานำภาพไปใช้ได้ดีขึ้น ช็อตที่หลากหลายต่างหาก จะช่วยให้เรานำภาพไปตัดต่อได้ดี

6. รู้จักขนาดภาพ

ขนาดภาพโดยทั่วไป แบ่งได้เป็น 3 แบบ (หยาบๆ) คือ

–       ภาพขนาดกว้าง (Long Shot)

–       ภาพขนาดกลาง (Medium Shot) และ

–       ภาพขนาดใกล้ (Close Up Shot)

ภาพขนาดกว้าง เป็นภาพที่จำเป็นในงานทุกประเภท หน้าที่ของมันคือแสดงอาณาเขตบริเวณของเรื่องราว บ่งบอกว่าเรากำลังพูดถึงอะไร เหตุเกิดที่ไหน โดยงานส่วนใหญ่จะใช้ภาพขนาดกว้างเปิดเรื่อง และใช้สำหรับเปลี่ยนฉากของเรื่อง เช่น เมื่อเราเล่าถึงฉากที่บ้านกำนันจบแล้วจะเล่าต่อถึงเรื่องราวที่โรงเรียน เป็นต้น

ภาพขาดกลาง เป็นภาพที่บอกเล่าเรื่องราวเข้าไปข้างในได้มากขึ้น จินตนาการว่า ถ้าจะเล่าเรื่องเกี่ยวกับเหตุการณ์ในโรงเรียนแห่งหนึ่ง หลังจากเปิดฉากโรงเรียนด้วยภาพมุมกว้างแล้ว ภาพต่อไปที่คนดูควรจะเห็นคือภาพขนาดกลางของอาคารเรียน ห้องเรียน ภาพนักเรียน คุณครู ที่ยืนอยู่หน้าเสาธง ใช่หรือไม่ ซึ่งเราสามารถ “แตกช็อต” ลงในรายละเอียดสิ่งที่เราอยากนำเสนอได้ด้วยภาพขนาดนี้ ที่หลากหลายอย่างต่อเนื่องกันไป

ภาพขนาดใกล้ ใช้แสดงรายละเอียดเฉพาะส่วน รวมทั้งอารมณ์ ความรู้สึก เช่น ภาพไม้เรียวในมือครู ภาพธงชาติที่ปลิวไสว หรือภาพสีหน้าง่วงนอนของนักเรียนที่ยืนอยู่ อันนี้ก็เป็นการแตกช็อตลงลึกเพื่อ “ขับเน้น” สาระสำคัญที่อยากสื่อสารนั่นเอง

ภาพทั้งสามขนาดนี้ ควรจะมีในทุกๆ สิ่งที่เราถ่าย จะทำให้การตัดต่อภาพข่าวเป็นไปได้ง่าย ที่สำคัญ ภาพทั้งสามแบบนั้นจะช่วยสนับสนุนการเล่าเรื่องราวของนักข่าวพลเมืองได้อย่างมีพลัง

ข้อสำคัญประการหนึ่งในการถ่ายภาพทั้งสามขนาด คือก่อนลงมือบันทึกภาพ เมื่อมองผ่านช่องมองภาพหรือจอมองภาพบนกล้องแล้ว ต้องตอบตัวเองให้ได้ว่า จุดสนใจของภาพอยู่ตรงไหน?

จุดสนใจของภาพก็คือสิ่งที่เราต้องการให้คนดูเห็นนั่นเอง เมื่อตอบได้ว่าจุดสนใจของภาพอยู่ตรงไหน ก็นำจุดสนใจของภาพนั้นเข้ามาอยู่ข้างใน (ภาพ) อย่าให้หลุดกรอบภาพไป

บางครั้งบางที เราอาจเสียดายว่าในพื้นที่ข้างเคียงกันมีสิ่งอื่นอยู่ด้วย เราอยากให้มันเข้ามาข้างในภาพ

“อย่าเสียดาย” อย่าให้มันเข้ามาอยู่ในภาพแบบครึ่งๆ กลางๆ หรือพูดง่ายๆ ว่า “จะเอาอะไรก็เอาสักอย่าง” หรือถ้าอยากได้หลายอย่าง ก็ถ่ายให้จบช็อตหนึ่งแล้วค่อยเปลี่ยนไปจับภาพนั้นๆ

เมื่อก่อนเราอาจไม่สนใจว่าภาพแบบไหนที่เรียกว่าสวยและสื่อสารได้ ดังนั้น วิธีฝึกมุมมอง คือการ “ดู” งานข่าว-สกู๊ป-สารคดี ทั่วๆ ไปในทีวี โดยการ “ดู” ครั้งนี้ ต้องให้ต่างจากทุกครั้งที่ผ่านมา นั่นคือ “ดู” ว่าเขาใช้ภาพแบบไหน และเรียงร้อยต่อภาพยังไง แต่อย่างไรก็ดี อย่าลืมที่จะย้ำกับตัวเองด้วยว่า เราดูเพื่อศึกษา ไม่ใช่ดูเพื่อลอกแบบ

ดูบ่อยๆ ฝึกถ่ายบ่อยๆ เราก็จะพัฒนาจากมือใหม่ เป็นมือสมัครเล่น และมืออาชีพได้ค่ะ :)

นักข่าวพลเมือง สู้ สู้

จบข่าว.

ที่มา – สารตั้งต้น ฉบับที่ 1 : ตุลาคม 2551

Advertisements

นักข่าวพลเมือง : ปลาทู

ระหว่างที่นั่งทบทวนงาน workshop นักข่าวพลเมืองที่ผ่านมา

นอนพินิจพิจารณางานคล้ายๆ กันของเพื่อนๆ ในเครือข่าย IAC

ก็ให้รู้สึกว่า เราคงต้องออกแรงและลงขันจินตนาการกันอีกมาก

เอาล่ะ…จะยังไงก็ไม่ท้อ จะยังไงก็ไม่ถอย

และทุกครั้งที่ดูงานนักข่าวพลเมืองชิ้นนี้

เรารู้สึกมีพลังทุกครั้ง :)

ป.ล. “ปลาทู” เป็นงานนักข่าวพลเมืองชิ้นแรกๆ และเป็นงานชิ้นแรกที่ืทำให้รู้สึกว่า “พวกเราทำได้” แม้จะไม่มีอุปกรณ์และความพร้อมมากมาย

นับหนึ่งกับ “สำนักข่าวชาวบ้าน”

น้องๆ ในกองบรรณาธิการ ถามว่า “สำนักข่าวชาวบ้าน” ที่เรากำลังเริ่มต้นทำด้วยกันเป็นสื่อประเภทไหน? คำตอบจากพี่เปี๊ยก พี่แจง พี่แวว คือ เราเป็น public media

คนทั่วไปนั้นคุ้นเคยกับสื่อเก่า (old media) ซึ่งก็คือสื่อทีวี วิทยุ หนังสือพิมพ์ แล้วเทคโนโลยีของโลกวันนี้ก็ได้ทลายกำแพงของสื่อเก่า นำไปสู่การเกิดของสื่อใหม่ (new media) ในโลกอินเตอร์เนต ที่ดูเหมือนจะมีจุดยืนอยู่บนขั้วตรงข้ามกับสื่อเก่าอย่างย้อนแย้งกัน

new media เปิดโลกแห่งการเรียนรู้ให้มนุษยชาติชนิดที่คนในยุคก่อนๆ ไม่อาจจินตนาการได้ หากสิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นข้อด้อยของสื่อใหม่ก็คือ information ซึ่งเป็นขยะจำนวนมาก สิ่งที่เราต้องทำก็คือ สังเคราะห์และพัฒนา information เหล่านั้นให้เป็น data base และ knowledge เผยแพร่สู่สาธารณะ โดยหัวใจของเราคือการใช้ “ความรู้” เป็นตัวขับเคลื่อนสังคม

อาจพูดได้ว่า public media ของเรานั้นยืนอยู่ตรงกลางระหว่าง old media และ new media เราใช้ความได้เปรียบของเทคโนโลยีสื่อใหม่ ขณะที่ใช้จริยธรรมแบบสื่อเก่ามากำกับ

แล้วพี่ๆ ก็เป็นฝ่ายตั้งคำถามกับเราว่า หน้าที่ของสำนักข่าวชาวบ้านคืออะไร?

ตลอดเวลาที่ผ่านมา ฉันพูดได้ไม่เต็มปากว่าตัวเองเป็นสื่อมวลชนหรือนักข่าว เนื่องจากฉันไม่แน่ใจว่าคนทั่วไปให้ความหมายของคำสองคำนี้อย่างไร และฉันบอกไม่ได้ว่าหน้าที่ของสื่อมวลชนที่ดีอย่างที่วิชาชีพวารสารศาสตร์กำหนดไว้เป็นอย่างไร แต่แน่นอนว่า ในนามของคนธรรมดาคนหนึ่ง ฉันบอกได้ว่าฉันต้องการทำอะไร…

ฉันมีความเชื่อว่า แม้เราจะไม่มีทั้งอำนาจการเมือง อำนาจทหาร อำนาจการเงิน หรืออำนาจใดๆ ที่จะไปรื้อโครงสร้างที่โค-ตรไม่เป็นธรรมของโลกใบนี้ที่เราอยู่ แต่ “อำนาจความรู้” นั้นสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นได้…โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ใน “หัวใจ” ของมนุษย์

เราอยู่ร่วมกันในโลกใบนี้อย่างซับซ้อนมากขึ้นทุกวัน เราแปลกแยก เราโดดเดี่ยว เราทำร้ายกันและกันอย่างไม่ตั้งใจ เราหลายคนไม่รู้ว่า แรงงานราคาถูกผู้สร้างโลกที่หากินไปวันๆ นั้นเป็นฐานที่มั่นคงให้ชีวิตเรายังไง เพื่อนรักของฉันคนหนึ่งไม่รู้ว่า การตั้งราคาเพื่อค้ากำไรมหาศาลของผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ที่เธอนำเข้าจากต่างประเทศนั้นเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ระบบสาธารณสุขไทยล้มเหลว ทำให้คนจนจำนวนมากก็ไม่มีโอกาสที่จะเลือกรักษาลมหายใจของตัวเอง เช่นเดียวกับเพื่อนที่แสนดีของฉันอีกหนึ่งคนที่ไม่รู้ว่า กิจการปุ๋ยที่ทำกำไรมากมายให้ครอบครัวเธอได้มีชีวิตที่เพียบพร้อมนั้น ได้ฆ่าเกษตรกรไทยทางอ้อมไปแล้วกี่ราย คล้ายๆ กับที่คนมากมายไม่รู้ไม่เข้าใจว่า เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว ได้อย่างไร

ฉันมีความเชื่ออีกอย่างว่า มนุษย์เรานั้นเกิดมาพร้อมหัวใจที่งดงาม หากรู้ว่าสิ่งที่เราทำเกี่ยวพันและส่งผลต่ออื่นๆ อีกมากมายอย่างไร เราจะคิดถึงคนอื่นมากขึ้น ทำร้ายกันน้อยลง ฉันเชื่อถึงขนาดว่า การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่ทำให้มนุษย์เรามีขนาดหัวใจที่ใหญ่ขึ้นนั้น เป็นพลังสำคัญในการสร้างสังคมใหม่ที่เท่าเทียม

นั่นคือหน้าที่ของสำนักข่าวชาวบ้าน เราจะสื่อสารความรู้เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง เราจะค่อยๆ วางจิ๊กซอว์ชิ้นเล็กๆ ลงไป เพื่อเชื่อมโยงโลกทั้งใบเข้าด้วยกัน จนกระทั่งวันหนึ่งเราจะเห็นภาพของโลกที่เราอยู่ชัดเจนขึ้น

เราบางคนอาจเดินทางมาไกลถึงคำตอบที่ว่า เราเกิดมาเพื่ออะไรในโลกใบนี้

ไม่รู้ว่ามันจะเป็นเพียงแค่ความฝันหรือเปล่า…แต่ฉันกำลังนับหนึ่งกับสำนักข่าวชาวบ้านแล้วนะ

พร้อมจะไปด้วยกันไหม?