งานภาคประชาสังคมในกระบวนการสันติภาพ (ต่อ)

นานหลายสัปดาห์กว่าจะกลับมาโพสต์เนื้อหาต่อจากโพสต์ที่แล้ว มาช้ายังดีกว่าไม่มานะจ๊ะ :D

โพสต์ก่อนหน้านี้ เจ้าของบล็อคเล่าว่าอาจาย์มารค ตามไท พูดถึงเรื่อง”กระบวนการสร้างสันติภาพ” ไว้ในปาฐกถาที่ชื่อว่า “ประชาสังคมกับกระบวนการสร้างสันติภาพ” วันนี้ขอเล่าต่อสั้นๆ ว่า ในทัศนะของอาจารย์มารคแล้ว “ลักษณะทั่วไปของานภาคประชาสังคมในกระบวนการสันติภาพ” คืออะไร และปัญหาที่คนทำงานเหล่านี้ต้องเผชิญคืออะไร

DSC-2729

“ลักษณะทั่วไปของงานภาคประชาสังคมในกระบวนการสันติภาพ”

อาจารย์มารคบอกว่า โดยทั่วไปๆ เห็นงานอยู่สองประเภท คือ

หนึ่ง งานประเภทที่มาจากการวางแผน คือภาคประชาสังคมกลุ่มต่างๆ วางแผนว่าจะทำงานบางอย่าง เป็นการคิดร่วมกัน วางแผนกันว่าจะทำงานแบบไหนดี

สอง งานประเภทที่ทำโดยไม่ได้วางแผน และเป็นปฏิกิริยาโดยตรงต่อเหตุการณ์ เป็นการที่เห็นเหตุการณ์บางอย่าง แล้วภาคประชาสังคม จะเป็นคนหรือกลุ่มคนก็ได้ ทำบางอย่างออกมากระทันหัน และเปลี่ยนทิศทางของการพยายามแก้ปัญหาความรุนแรง

ยกตัวอย่าง ที่ซาราเจโว บอสเนีย ตอนที่ยูโกสลาเวียกำลังแตก มีวันหนึ่ง ประชาชน 22 คนถูกถูกสังหารกลางเมืองโดยทหารของรัฐ นักดนตรีคนหนึ่งซึ่งอาศัยอยู่ในบริเวณจุดที่ประชาชนถูกสังหาร เขาชื่อ “สเมโลวิช” เป็นนักดนตรีเชลโล เขาเห็นเหตุการณ์คน 22 คนถูกยิง รู้สึกทนไม่ไหว และโดยไม่ได้วางแผนหรืออะไรทั้งสิ้น และไม่มีกลุ่มที่สังกัดด้วย วันรุ่งขึ้นและอีก 22 วันถัดไป เท่ากับจำนวนคนที่ถูกยิง เขาจะถือเชลโลไปที่จุดสังหาร และเล่นมันอยู่ประมาณ 2 ชั่วโมงทุกวัน วันแรกที่ไป คนก็ไม่เข้าใจว่าทำอะไร ก็ถามเขา เขาตอบว่า เขาไม่อยากให้สิ่งที่เกิดขึ้นหายไปจากความจำของคน ก็เลยเล่น และเขาจะเล่นเท่ากับจำนวนคนที่ถูกสังหาร และ 22 วันนั้นมันเพียงพอที่เรื่องนี้จะกระจายไปทั่วประเทศ สื่อก็เสนอเรื่องราวนี้ไปทั่วโลก

มันทำให้คนหลายกลุ่มมองว่า เวลาเกิดเหตุการณ์ร้ายแรงแล้วกระทบความรู้สึกคน เราไม่จำเป็นที่จะ “แค่รับเฉยๆ” แล้วกลุ้มใจ เราสามารถทำอะไรบางอย่างได้โดยไม่ต้องคิดก่อนว่ามีประโยชน์ไหม นักเชลโลคนนั้นบอกว่าเขาไม่ได้คิดอะไร เขาเป็นนักดนตรี เขาทำอย่างอื่นไม่ได้ เขาจะไปเล่นดนตรีตรงนั้นแทนคน 22 คนที่ตายไป นี่คืองานในกระบวนการสันติภาพประเภทที่ไม่วางแผน

อาจารย์มารคเห็นว่า งานทั้งแบบวางแผนและไม่วางแผนมีความสำคัญทั้งคู่ เพราะฉะนั้นเวลาเราพูดถึงประชาสังคมกับกระบวนการสันติภาพ มันไม่จำเป็นเสมอไปที่ต้องเป็นการจัดกลุ่ม-วางแผน ซึ่งนั่นก็สำคัญ แต่บางครั้งมันคือคนในสังคมเองมีปฏิกิริยาต่อสิ่งที่เกิดขึ้น แล้วไม่ยอมให้มันผ่านไปเฉยๆ

นอกจากนี้แล้ว อาจารย์มารคก็บอกว่า ยังมีวิธีทำความเข้าใจงานของภาคประชาสังคมในกระบวนการสันติภาพอีกแบบหนึ่ง นั่นคือ

หนึ่ง ชนิดที่ไปร่วมกับโครงการของรัฐ และสอง การริเริ่มทำอะไรบางอย่างเอง โดยไม่สนใจโครงการของรัฐหรือนโยบายของรัฐ ซึ่งทั้งสองแบบนี้เป็นประโยชน์ทั้งคู่

ตัวอย่างงานประเภทที่ประชาสังคมที่ไปมีอิทธิพลต่อนโยบายบางอย่างของรัฐ เช่น พรบ.การบริหารราชการจังหวัดชายแดนใต้ (พรบ.ศอ.บต.) ที่กำลังเข้าสภา ซึ่งมีอะไรที่ต่างจากพระราชบัญญัติฉบับเดิม จริงอยู่ในสภาก็มีผู้แทนมาถกเถียงกัน แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าจะเป็นความเห็นที่เพียงพอจากในพื้นที่ภาคใต้โดยเฉพาะ วิธีของภาคประชาสังคมคือ การไปออกความเห็นในสภาหรือจัดวงคุยกันเรื่องนี้ก่อน เช่น จะมีการตั้งสภาเสริมสร้างสันติสุขในจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีสมาชิก 50 คน ในมาตราที่ 20 เป็นเรื่องอำนาจหน้าที่ในการเสนอแนะให้คำปรึกษา คำถามคือมันต่างอะไรจากที่เคยทำมา 20-30 ปี มันเพียงพอหรือเปล่า เรื่องนี้เป็นสิ่งผิดจังหวะเวลาหรือว่าย้อนยุคเหมือน10 ปีก่อนหรือไม่ ทุกคนต้องคิด คิดแล้วก็ต้องออกไปแสดงความเห็นต่อมาตราต่างๆ นี่คือตัวอย่างของการมีส่วนร่วมในโครงการของรัฐ

ถ้าเป็นลักษณะของงานที่คิดขึ้นเอง คือ การคิดหารูปแบบและดำเนินโครงการเอง ซึ่งเราก็เห็นตัวอย่างมากมาย

ทั้งนี้ อาจารย์มารค ได้ยกตัวอย่างงานในกระบวนการสันติภาพของกลุ่มภาคประชาสังคมต่างๆ จากหลายที่ทั่วโลก และตั้งข้อสังเกตว่า

มีคำถามยากประการหนึ่งในการทำงานเรื่องสันติภาพ คือ เราจะเรียนรู้จากที่อื่นได้อย่างไร ซึ่งเป็นคำถามที่ท้าทายมาก เพราะมันมีจุดยืนได้หลายจุดยืน หนึ่งบอกไม่ฟังใครเลย ไม่เรียนรู้จากใครทั้งสิ้น อีกแบบหนึ่งก็สุดขั้วคือฟังหมดแล้วพยายามทำตามหมดทุกอย่าง

อาจารย์มารคแสดงความเห็นว่า ทั้งสองทางอาจจะเป็นทางที่ไม่ค่อยเหมาะ ที่ทำตามน่ะไม่เหมาะแน่ เพราะบางครั้งมันทำไม่ได้ มันคนละเรื่องกัน บริบทก็ต่างกัน อยากทำก็ทำไม่ได้เพราะไม่มีบางอย่างอยู่ที่นั่น แต่ถ้าบอกไม่ฟังเลยมันก็เป็นคำถามเหมือนกันว่าแปลว่าอะไร

นอกจากนี้ อาจารย์มารคยังพูดถึง “ปัญหาที่ภาคประชาสังคมอาจเผชิญในการทำงานด้านสันติภาพ” ด้วย ซึ่งสรุปได้ย่อๆ ว่า ปัญหาที่ประชาสังคมอาจต้องเผชิญคือ

หนึ่ง การประสานงานระหว่างกลุ่มที่มีเป้าหมายระยะยาวเหมือนกัน แต่เป้าหมายระยะสั้นต่างกัน กล่าวคือ เป้าหมายระยะยาวคือการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข แต่เป้าหมายระยะสั้นอาจสวนทางกัน การทำงานของกลุ่มหนึ่งอาจไปลบความคืบหน้าของอีกกลุ่มหนึ่ง

สอง การประสานงานระหว่างกลุ่มที่มีเป้าหมายระยะยาวต่างกัน ปัญหาคือทำอย่างไรที่จะรวมคนที่ไม่อยากอยู่ร่วมกัน ให้เข้ามาอยู่ด้วยกันให้ครอบคลุมทุกกลุ่ม

สาม การประสานงานระหว่างภาคประชาสังคมในพื้นที่ กับภาคประชาสังคมที่มาจากนอกพื้นที่

สี่ อิทธิพลของแหล่งทุน

………………..

ทั้งนี้ ในช่วงท้าย ผู้เข้าร่วมการประชุมได้ตั้งคำถามไว้อย่างน่าสนใจ และอาจารย์มารคก็ได้ตอบคำถามผู้เข้าร่วมการประชุมไว้น่าสนใจมากเช่นกันค่ะ

หมายเหตุ : ปอหยิบส่่วนท้ายนี้มาจากเอกสารเผยแพร่ที่แขวนอยู่ในเว็บไซด์ DSW ค่ะ :)

คุณราณี หัสรังสี

น่าสนใจในเรื่องกระบวนการสันติภาพ ถ้าคิดกันว่าอยากสร้างประตูใหญ่ ก็ต้องคิดว่าจะออกแบบประตูใหญ่อย่างไร และการจะสร้างฐานรองรับประตูใหญ่เพื่อให้หลายๆ คนได้ใช้ประตูใหญ่นี้ ควรคิดถึงอะไรบ้าง จึงอยากถามอาจารย์ให้เห็นเป็นแนวทางกว้างๆ

คุณพุทธณี กางกั้น

จากที่ฟังมามีคำถามสำคัญ 2 ประการ คำถามแรก คือ โดยส่วนตัวแล้วสงสัยว่าภาคประชาสังคมในส่วนอื่นต้องการสันติภาพจริงหรือไม่ เพราะภาคประชาสังคมมีสองกลุ่มซึ่งไม่แน่ใจว่าเขาต้องการสันติภาพหรือไม่ กลุ่มแรก คือ กลุ่มของรัฐ ตัวอย่างที่อาจารย์ยกเรื่องไอปาแย จะเห็นว่าผู้กระทำเป็นเจ้าหน้าที่รัฐและการนำเจ้าหน้าที่รัฐเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมทำได้ยากมาก อย่างไรก็ตาม อาจมีกลุ่มรัฐที่ต้องการสันติภาพเช่นกัน กลุ่มที่สอง คือ กลุ่มผู้ใช้ความรุนแรงในพื้นที่ต้องการสันติภาพหรือไม่ หรือเขาอาจต้องการแต่ไม่แน่ใจว่าจะเป็นเวลานี้หรือไม่ อย่างที่อาจารย์บอกว่ารัฐใช้ความรุนแรง ทำให้ผู้ก่อความรุนแรงใช้ความรุนแรง แล้วรัฐก็ใช้ความรุนแรงตอบโต้เป็นวงเวียนอย่างนี้ เราอยู่ตรงนี้เราบอกว่าเราต้องการสันติภาพ แต่ภาคประชาสังคมอื่นอาจไม่อยากได้สันติภาพ แล้วเราจะทำอย่างไร

คำถามที่สอง จากการทำงานและได้สัมผัสกับคนทำงานในภาคประชาสังคม แต่อาจน้อยกว่าคนอื่นๆ ในที่นี้ จริงๆ แล้วภาคประชาสังคมเองคิดเหมือนกันหรือไม่ คล้ายกับที่อาจารย์บอกว่าภาคประชาสังคมอาจมีความต่าง เท่าที่ทำงานมา การมองปัญหาของภาคประชาสังคมเองมีความแตกต่างกันมาก ถ้าจะทำงานในเรื่องสามจังหวัด เราละเลยไม่ได้ในการมองมิติทางสังคมวิทยาของพื้นที่ เพื่อทำความเข้าใจเรื่องวัฒนธรรมและศาสนา แต่ก็รู้สึกได้ว่าวัฒนธรรมและศาสนาของคนในพื้นที่ก่อให้เกิดการชนกันทางวัฒนธรรมการทำงานของคนนอกพื้นที่ด้วยเช่นกัน และไม่แน่ใจว่าองค์กรภาคประชาสังคมที่ทำงานในพื้นที่มองคนมลายูมุสลิมหรือ ชาวบ้านในสายตาแบบเดียวกันหรือไม่ บางกลุ่มอาจมองด้วยความเห็นใจเพราะเขาเป็นเหยื่อ หรืออีกกลุ่มอาจมองว่าคนมลายูมุสลิมเป็นผู้ก่อความรุนแรง ความคิดแบบนี้ยังมีอยู่ในคนทำงานภาคประชาสังคมหลายๆ กลุ่ม ซึ่งการมองแบบนี้นำไปสู่วิธีการแก้ปัญหาที่ต่างกัน ปรากฏการณ์ที่สังเกตได้ คือ มีบางกลุ่มที่เข้าข้างคนมลายูมุสลิมมากๆ ในขณะที่บางกลุ่มไม่ชอบและต่อต้านไปเลย ถ้าเป็นแบบนี้จะเห็นได้ว่าในภาคประชาสังคมเองก็มีความคิดที่แตกต่างกันค่อน ข้างมาก แล้วการสร้างกระบวนการสันติภาพไปด้วยกันจะเป็นไปได้จริงหรือไม่

อาจารย์มารค ตามไท

เราลองมาแลกเปลี่ยนความเห็นในประเด็นสุดท้ายก่อน อย่างที่ผมบอกไปว่ามีกลุ่มที่เห็นไม่เหมือนกันได้ มีคนไม่อยากมีสันติภาพแล้วยุ มีกลุ่มต่างๆ ที่หยิบอาวุธไปปฏิบัติการเองในภาคประชาสังคม นั่นก็คือความยากของภาคประชาสังคม ภาคประชาสังคมไม่ได้มีความหมายโรแมนติกว่าเป็นกลุ่มที่ปรารถนาความดี แต่ในความเป็นจริงหมายถึงคนที่อยู่ในพื้นที่ มีเป้าหมายต่างกัน บางเป้าหมายอาจไม่สนับสนุนการอยู่กันอย่างสันติก็มี เพราะไม่อยากจ่ายราคาของมัน

คำถามสำคัญ คือ ภาคประชาสังคมที่มีความเห็นต่างกันจะทำอย่างไร การแก้ไขความต่างนี้อาจจะเป็นว่าไม่ทำอะไร ให้รัฐเข้ามาพยายามทำ หรือภาคประชาสังคมทำเอง และถ้าทำก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องคิด แต่มันก็มีขั้นตอนและองค์ความรู้ที่สามารถศึกษาได้ ถ้ากลุ่มหนึ่งซึ่งไม่ค่อยอยากอยู่อย่างสันติมีคุณค่าบางอย่างร่วมกับกลุ่มเล็กที่อยากอยู่อย่างสันติ เราก็นำกลุ่มเล็กมาคุยกันก่อน มันมีวิธีที่จะจัดการกับกลุ่มที่เห็นต่างในประชาสังคมโดยการหาจุดร่วมของ กลุ่มเล็ก แล้วจากนั้นจึงดึงกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยเข้ามา เรียกว่า การพูดคุยแบบ Single Identity

คำถามเรื่องพื้นฐานการสร้างประตูไปสู่สันติภาพ จากประสบการณ์ที่ผมทำมา คือ เราแก้ปัญหาทั้งหมดไม่ได้ แต่เราวาดฝันว่าสังคมจะเป็นอย่างไรได้ แต่จะเริ่มทำโดยไม่พูดถึงความฝันเลยไม่ได้ เพราะมันจะไปคนละทาง อาจต้องทำคู่กัน ในขณะที่ทำงานด้านรูปธรรม ก็ต้องคุยกันไปด้วยว่าเราจะอยู่ร่วมกันในสังคมที่ปรารถนาอย่างไร มันจะได้เห็นว่ากำลังปรับทิศทางกันไป เพราะผมห่วงว่าถ้าต่างคนต่างทำตามเป้าหมายของตัวเองโดยที่ตอนต้นร่วมกัน เพราะคิดว่ามีเป้าหมายเดียวกัน เมื่อถึงจุดหนึ่ง มันจะมีปัญหาว่าอยากอยู่กันอย่างไร

ขอยกตัวอย่างเพื่อให้เห็นลักษณะที่ต่างมาก ซึ่งคนทำงานภาคประชาสังคมในภาคใต้ต้องข้ามผ่านไปให้ได้ ในอาร์เจนติน่า มีคนถูกรัฐอุ้มไปเยอะมากเมื่อ 30 ปีก่อน ส่วนมากเป็นคนที่อายุน้อยและตั้งท้องอยู่ เมื่อลูกเกิดมาจะถูกนำไปขาย ปัญหาที่เจ็บปวดคือ ปู่ยาตายายเจ็บปวดว่าหลานไม่อยู่ นี่เป็นปัญหาเฉพาะที่บางแห่งไม่มี การที่ประชาชนถูกรัฐอุ้มไปกักขังไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร เด็กที่ถูกส่งออกไปขายได้มีการทวงคืน ซึ่งมีโครงการที่ทำเรื่องนี้สะท้อนความยากลำบากในการทำงานอย่างเช่นเรื่องเด็กที่ทั่วโลกก็มีปัญหาเด็กแตกต่างกัน

คุณมันโซร์ สาและ

ผมอยากให้อาจารย์ช่วยอธิบาย Concept เรื่อง Peace ในสายตาของอาจารย์ เพราะมันอาจไม่ตรงกับความต้องการของชาวบ้าน เช่น รัฐบอกว่าอยากให้ความสันติสุขกลับมาเหมือนอย่างเก่า แต่คนที่นั่นจะถามว่าอยู่อย่างเก่านั้น เราอยู่อย่างถูกกดหรือไม่ หรือเราจะอยู่แบบสัญญาประชาคมไหม คำว่า “สันติภาพ” ของคนในพื้นที่อาจเกี่ยวข้องกับศาสนาและไม่เกี่ยวกับรัฐ แต่คนอยู่ดีกินดี ผมคิดว่าสันติภาพเป็นคำที่ละเอียดอ่อนและมีหลายเวอร์ชั่น ผมจึงอยากถามอาจารย์ในเรื่องนี้

อาจารย์มารค ตามไท

คำถามนี้เป็นคำถามที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่ง แต่ความเห็นของผมไม่ได้สำคัญเลยว่าผมเข้าใจสันติภาพอย่างไร ไม่สำคัญว่าผมจะอธิบายอย่างไร สิ่งสำคัญอยู่ตรงภาคประชาสังคมที่จะเป็น ผู้บอกให้รัฐเข้าใจว่าคนคิดอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องการอยู่อย่างสันติสุข เรื่องนี้เราต้องบอก ผมไม่มีความสำคัญที่จะเล่าความคิดของผมให้ทั้งที่นี้หรือรัฐฟัง

แต่มีประเด็นเดียวที่อยากตั้งเวลาตอบคำถามนี้ คือ ต้องเข้าใจว่าประชาสังคมจังหวัดชายแดนภาคใต้กว้างมาก ความหลากหลายอาจมากกว่าที่เราอยากยอมรับกัน อย่างน้อยไทยพุทธก็มีกลุ่มหนึ่ง การอยู่อย่างสันติสุขบนพื้นฐานศาสนาก็จะมีสองกลุ่ม คือ ไทยพุทธกับมุสลิม ภาพที่จะสร้างต้องเป็นเรื่องที่คุยกัน แต่ไม่ใช่คุยกันเองในประชาสังคมเท่านั้น ต้องสื่อให้รัฐเข้าใจด้วย เพราะรัฐมีบทบาทเยอะและมีงบประมาณที่ลงไปมาก เราต้องบอกเพื่อสร้างความเข้าใจให้เกิดขึ้น

สำหรับกลุ่มตัวอย่างที่ต้องการให้ยกขึ้นมานั้น อย่าคิดถึงตัวอย่างพวกนี้เพื่อที่จะทำตาม แต่ให้เป็นตัวอย่างของการจะแก้อุปสรรค ให้เห็นการจัดลำดับความคิดในการแก้อุปสรรค และคิดให้เป็นระบบ

ยกตัวอย่างกลุ่มทำงานด้านเยาวชน เช่น สภาเยาวชนโคโซวา เป็นการรวมตัวกันเฉยๆ ของเยาวชนเอง และพยายามหาวิธีง่ายๆ เข้าไปในค่ายผู้ลี้ภัยแล้วทำกิจกรรมต่างๆ เช่น กีฬา ดนตรี กิจกรรมรักษาความสะอาด ให้ความรู้วิธีป้องกันกับระเบิด กลุ่มเยาวชนพูดคุยกันเองรู้เรื่องและก่อให้เกิดกำลังในสภาพแวดล้อมที่รุนแรง ในขณะที่ผู้ใหญ่ทำงานกับเยาวชนแล้วกลับไม่ได้ผล

ตัวอย่างกลุ่มทำงาน ด้านศาสนา เช่น กลุ่มนากาแลนด์ เป็นกลุ่มชาวคริสต์ ขณะที่คนส่วนใหญ่ในประเทศอินเดียเป็นฮินดู ตลอดเวลารัฐบาลอินเดียพยายามชักชวนกลุ่มกองกำลังของนากาแลนด์ 2-3 กลุ่ม มาพูดคุยกันเพื่อเข้ากระบวนการสันติภาพ แต่ไม่สำเร็จ เพราะว่ากลุ่มกองกำลังไม่ไว้ใจรัฐบาล ผู้นำศาสนาจึงเป็นคนไปคุยกับกลุ่มที่ใช้อาวุธซึ่งเป็นสมาชิกในคริสตจักรนากาแลนด์ อีกทั้งผู้นำศาสนาเป็นคนกลางที่พูดคุยกับรัฐบาลอินเดียเกี่ยวกับวิธีการแก้ ปัญหาลดความรุนแรง

………………..

ขอบคุณอาจารย์มารคค่ะ สำหรับสาระดีๆ ในวันที่งานของขบวนการประชาสังคมชายแดนใต้ดูเหมือนกำลังจะตีบตันหาทางไปต่อไม่ถูก :)

การสร้างกระบวนการสันติภาพ ในทัศนะอาจารย์มารค ตามไท

ได้มีโอกาสไปรวมพลประชาสังคมชายแดนใต้กับเขามา ในงานสัมมนา “ประชาสังคมกับกระบวนการสันติภาพ : การขยายพื้นที่ภาคประชาชนเพื่อการแก้ปัญหาความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้” ที่หาดใหญ่ เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2552 ค่ะ

กลับจากงานอย่างมี “ความหวัง” โดยหนึ่งในผู้ที่ทำให้ปอรู้สึกเช่นนั้น คือ “อาจารย์มารค ตามไท” จากปาฐกถานำก่อนที่เราจะเริ่มตั้งวงคุยกัน ในหัวข้อ “ประชาสังคมกับกระบวนการสร้างสันติภาพ”

ปาฐกถานี้แบ่งเนื้อหาออกเป็น 3-4 หัวข้อ คือ การสร้างกระบวนการสันติภาพ, ลักษณะทั่วไปของงานที่ประชาสังคมทำได้ในกระบวนการสันติภาพ, ตัวอย่างงานสันติภาพของประชาสังคม, ปัญหาบางอย่างที่ภาคประชาสังคมอาจเผชิญในการเข้าร่วมขบวนการสันติภาพ

วันนี้ขอนำเนื้อหาในส่วนที่ชื่อว่า “การสร้างกระบวนการสันติภาพ” มาเล่าสู่กันอ่านค่ะ

MTDSC-2163

“การสร้างกระบวนการสันติภาพ”

อาจารย์มารคเริ่มต้นด้วยการตั้งคำถามว่า “กระบวนการสันติภาพที่ว่านี้ต่างยังไงกับการเสนอมาตรการต่างๆ ที่คนทำกันอยู่เรื่อย?” ซึ่งที่ผ่านมาพบว่ามีหลายคนอยากจะช่วย หาวิธีเข้ามา แล้วก็มีคณะต่างๆ เข้ามา มีข้อเสนอมาตรการต่างๆ ออกมา “การเสนอมาตรการคือการเริ่มสร้างสันติภาพหรือเปล่า?”

ในความคิดของอาจารย์มารคนั้น “มันต่างกันมาก” คนส่วนใหญ่ไม่ได้เข้าใจกระบวนการสันติภาพว่าโยงอย่างไรกับมาตรการ กล่าวคือ การเสนอมาตรการเป็นแค่การรวมหัวกันคิดว่าขาดอะไรแค่นั้นเอง มันเป็นจุดเริ่มต้นนิดเดียวของกระบวนการสันติภาพ

แล้วถ้าเป็นกระบวนการสันติภาพ ต้องทำอะไรที่สำคัญ? อาจาย์มารคคิดว่ามีสองสิ่งสำคัญที่ต้องทำ คือ

หนึ่ง “การแสดงความสัมพันธ์ระหว่างมาตรการต่างๆ” กล่าวคือ มาตรการอาจจะมีเยอะ ทั้งเศรษฐกิจ การศึกษา พัฒนา สันติภาพ ฯลฯ แต่ไม่มีการแสดงว่ามาตรการทั้งหลายสัมพันธ์กันอย่างไร พอไม่แสดง ก็ไม่เกิดอะไรซักที บางหน่วยงานบอกว่าชอบข้อนี้ก็จะทำข้อนี้ อีกหน่วยจะทำข้อโน้นก็ทำข้อโน้น สะเปะสะปะ ไม่มีความเกี่ยวโยงกัน

ยกตัวอย่าง “มาตรการลดความรุนแรงที่กำลังเกิดขึ้นตรงหน้าซึ่งเป็นมาตรการระยะสั้นมีความสัมพันธ์อย่างไรกับยุทธศาสตร์การพัฒนา?” ตัวอย่างข้อนี้สำคัญเพราะว่ารัฐบาลเรายึดยุทธศาสตร์การพัฒนา ประเด็นก็คือว่า “ยุทธศาสตร์การพัฒนาทำได้หรือเปล่าถ้ายังไม่ลดความรุนแรง?” ถ้าทำไม่ได้ ก็แปลว่ามาตรการลดความรุนแรงต้องมาก่อน

ทำไมงานพัฒนาเดินไปไม่ได้ถ้าไม่ลดความรุนแรงก่อน? มีการพูดกันเยอะว่า การพัฒนาที่จะเป็นประโยนช์จริงๆ คือการพัฒนาจาก bottom-up ซึ่งแนวความคิด ทิศทางการพัฒนาที่มีส่วนในการแก้ปัญหาก็ต้องมาจากพื้นที่ และต้องมาจากหลายส่วนของพื้นที่ แต่ส่วนที่สำคัญส่วนหนึ่งก็คือผู้นำต่างๆ ของชุมชนในพื้นที่

แล้วผู้นำสามารถมี input เกี่ยวกับทิศทางการพัฒนาได้หรือเปล่าขณะที่ยังมีความรุนแรง? อาจารย์มารคพบว่าผู้นำในพื้นที่ไม่ได้รับโอกาส เพราะเกิดความไม่ไว้ใจ (รัฐ)กลัวว่าเขาจะมีส่วนในการสร้างความรุนแรง จึงไม่ให้โอกาส ไม่อยากให้ผู้นำในพื้นที่มีสิทธิตัดสินใช้งบประมาณบางอย่างในการพัฒนา เพราะยังระแวงอยู่ว่าอาจจะมีส่วนไปช่วยสร้างความรุนแรงมากขึ้น

ฉะนั้น ตราบใดที่บรรรยากาศยังมีความรุนแรงอยู่ การพัฒนาจากฐานรากก็ไม่สามารถเกิดได้ มาตรการการพัฒนาก็ถูกวางแผนมาจากที่อื่น คนก็จะบอกว่าทำไมไม่มาฟังเรา ซึ่งทางนั้น (หมายถึงรัฐ) ไม่พูดตรงๆ หรอก เขาจะบอกว่า ฟังได้แต่ห้ามให้อำนาจตัดสินหรือถืองบประมาณ ฟังอย่างเดียว เพราะเดี๋ยวจะเอางบประมาณไปใช้อย่างอื่น

อาจารย์มารคบอกว่า สองมาตรการนี้ต้องมาจูนกัน ว่าเมื่อไหร่ทำอะไรได้ ถ้าลดความรุนแรงไม่ได้ การพัฒนาเกือบจะเดินไม่ได้ ไม่ใช่แค่ทิศทางจะผิด เพราะไม่ไว้ใจผู้นำ แต่มีปัญหาอื่นๆ อีกมากมาย เช่น บริษัทประกันก็จะไม่รับประกันธุรกิจต่างๆ ที่จะมาลงทุนพัฒนา มันมีประเด็นอื่นๆ ตามมาเยอะ

อีกตัวอย่างหนึ่งคือ “การบังคับใช้กฎหมายกับการลดความรุนแรง” ถ้าส่วนหนึ่งของการลดความรุนแรงคือการพูดคุยกับผู้ใช้ความรุนแรงหรือผู้ก่อการ สิ่งที่ยากที่สุดเวลาคุยกับผู้ใช้ความรุนแรงและชักชวนเขาเข้ามาในกระบวนการสันติภาพ ก็คือการที่เหตุการณ์ต่างๆ (เช่นที่ไอร์ปาแย) ไม่สามารถจัดการได้ด้วยกระบวนการกฎหมาย (รู้ว่าใครทำก็จับไม่ได้ อันนี้ก็แปลว่าบังคับใช้กฎหมายไม่ได้) การบังคับใช้กฎหมายไม่ได้ทำให้การลดความรุนแรงยากมาก คนก็จะบอกว่ามันไม่มีประโยชน์หรอก เข้ามาก็เจอปัญหาเดิมอีก

มาตรการเหล่านี้ ทั้งการลดความรุนแรง การบังคับใช้กฎหมาย และยุทธศาสตร์การพัฒนา เหล่านี้จะอยู่ในลิสต์หมดเวลาคนเสนอมาตรการต่างๆ แต่ไม่มีลำดับขั้นว่าต้องทำอะไรก่อนหลัง

อาจารย์มารคจึงฝากให้คิดว่า “เวลาสร้างกระบวนการสร้างสันติภาพต้องมีลำดับของการทำมาตรการต่างๆ ด้วยว่ามันโยงกันยังไง ไม่เช่นนั้นมันก็ไม่สำเร็จ”

ประเด็นที่สอง คือเรื่อง “การออกแบบกระบวนการสันติภาพ” ซึ่งเป็นเรื่องค่อนข้างลึกซึ้ง เพราะมันไม่ใช่แค่ว่าออกแบบยังไงให้ลดความรุนแรง จริงๆ แล้วมันคือการออกแบบว่าเราอยากอยู่กันอย่างไรในสังคม ในที่สุดแล้วกระบวนการสันติภาพมันมีเป้าหมายสุดท้ายว่าเราอยากอยู่กันอย่างไรในสังคม

ทีนี้มันก็ต้องเป็นรูปร่างของสังคมที่เราอยากให้เกิดขึ้น มาตรการต่างๆ ในที่สุดต้องมีภาพให้เห็นว่า ถ้าทำสำเร็จตามลำดับขั้นตอน เราจะเห็นอะไรในสังคม และสังคมนั้นต้องเป็นสังคมที่เรากำลังต้องการให้เกิดขึ้น เพราะฉะนั้น กระบวนการสันติภาพแยกไม่ออกจากของซึ่งปกติเป็นนามธรรมแต่สำคัญ คือ “เราอยากเห็นสังคมเป็นยังไง” และในพื้นที่อาจจะอยากเห็นสังคมที่ไม่ตรงกับที่อื่นอยากเห็น เพราะฉะนั้นเราจะทำยังไงดี?

พอเราบอกว่าอยากเห็นสังคมเป็นอย่างไร ก็เกิดคำถามอีกส่วนหนึ่งว่า พร้อมที่จะจ่ายเท่าไหร่? สำหรับการเห็นสังคมนั้น “จ่าย” ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงเงิน แต่เราพร้อมที่จะจ่ายคอร์สอย่างอื่นเท่าไหร่เพื่อที่จะได้เห็นสังคมที่เราต้องการ

ยกตัวอย่างเรื่องการออกแบบบ้าน ถ้าเราอยากมีประตูที่ใหญ่ ก็ต้องการฐานที่แข็งแรง ฐานที่แข็งแรงก็คือเสาเข็มต้องเพิ่ม ทุกอย่างมันโยงกันหมด ถ้าต้องการประตูใหญ่เราก็ต้องมีคอร์สเพิ่มขึ้น นั่นคือพร้อมที่จะลงเสาเข็ม ถ้าต้องการสังคมบางอย่าง คอร์สอาจจะเป็นอย่างอื่น คือการปรับทัศนคติบางอย่าง วิธีการ ภาพบางอย่างเกี่ยวกับการเมืองการปกครอง สังคมที่พึงปรารถนา นั่นคือฐาน คือคอร์สที่เราต้องพร้อมจ่ายก่อน

อาจารย์มารคแสดงความเห็นว่า ความลำบากมากของงานที่พวกเรา (ภาคประชาสังคม) ทำคือ เราคิดถึงสิ่งที่ควรทำบนฐานว่าตัวเราเองอยากเห็น

มันต้องคิดบนฐานอะไร? อาจารย์มารคบอกว่า มาตรการและกระบวนการสันติภาพ ต้องคิดบนฐานของการ “อยากเห็นสังคมเป็นอย่างไร”

อาจารย์มารคบอกว่า เพราะฉะนั้น สองประเด็นนี้ คือเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างมาตรการกับการออกแบบกระบวนการ ในแง่คอร์ส ถึงแม้มันจะเป็นนามธรรม ถ้าไม่ทำ มันก็จะไม่มีพลังที่จะเสียสละเดินต่อ การทำงานในเรื่องพวกนี้ยากมาก มันยาก (เน้นเสียง) ถ้าเรามั่นใจว่าเรากำลังทำเพื่อสิ่งซึ่งเราปรารถนา เราก็พร้อมที่จะเสียสละ แต่ถ้าทำโดยไม่เห็นปลายทาง มีแต่ขั้นถัดไปเฉยๆ ทำงานชิ้นนี้แล้วไม่รู้ว่ามันนำไปสู่อะไร บางทีก็ท้อได้.

…ในโพสต์ถัดไป ปอจะมาเล่าต่อว่า ในทัศนะของอาจารย์มารคนั้น ลักษณะทั่วไปของงานที่ประชาสังคมทำได้ในกระบวนการสันติภาพ คืออะไรค่ะ…

หมายเหตุ : อ่านฉบับเต็มๆ ได้ที่นี่ค่ะ DSW เอาฉบับ PDF มาแขวนให้แล้ว :)

“มุม”ประภาส ปิ่นตบแต่ง:เครื่องมือใหม่ของขบวนการคนจนไทย

ต่อเนื่องจากงานถอดประสบการณ์ในโพสที่แล้ว อาจารย์ประภาสได้ให้มุมมองเรื่อง ‘เครื่องมือใหม่ของขบวนการคนจนไทย’ แม้จะเป็นงานที่เผยแพร่ตั้งแต่ปีก่อน แต่มุมของอาจารย์ประภาสก็ยังทันสมัยสำหรับวันนี้ค่ะ

DSC_0364

“มุม” – ประภาส ปิ่นตบแต่ง : เครื่องมือใหม่ของขบวนการคนจนไทย

“ผมว่านักข่าวพลเมืองมีความสำคัญมาก ตอนนี้ชุมชนอยู่ไม่ได้ด้วยตัวเอง เพราะอยู่ท่ามกลางการปะทะประสานจากข้างนอกอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องฐานทรัพยากรหรือเรื่องอะไรก็ตาม นักการเมืองก็เข้ามา เพราะฉะนั้น นักข่าวพลเมืองก็คือคนที่อยู่บนฐานการต่อสู้ของชุมชน แต่การต่อสู้ท่ามกลางการปะทะประสานมันใหญ่ จึงต้องการสร้างพลังทั้งจากภายในซึ่งก็ต้องสร้างความเข้มแข็งกันเองก่อนด้วย และก็สื่อสารกับสังคมข้างนอกไปพร้อมกัน”

นี่คือความเห็นของ ‘ดร.ประภาส ปิ่นตบแต่ง’ นักวิชาการรัฐศาสตร์ติดดินที่คลุกคลีอยู่กับขบวนการคนยากจนมานาน คือตะกอนประสบการณ์ ตั้งแต่การต่อสู้ร่วมกับขบวนการคนจนระดับชาติอย่างสมัชชาคนจนในฐานะนักวิชาการ สู่การต่อสู้ร่วมกับ “ชาวนา ต.คลองโยง จ.นครปฐม” ชุมชนเกษตรกรรมของตัวเองในฐานะ “นักข่าวพลเมือง”

วันนี้ ประภาส บอกว่า เขาค้นพบ ‘เครื่องมือใหม่’ ในการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่ง “พื้นที่ทางสังคม” ของชาวบ้าน จากแต่เดิมที่ใช้การเดินขบวน-ปิดถนน-ล้อมทำเนียบ และอีกสารพัดวิธีการต่อสู้เชิงสัญลักษณ์

“พื้นที่การต่อสู้ของคนซึ่งไม่มีช่องทางหรือทรัพยากรในระบบการเมืองปกตินั้น แต่เดิม ชาวบ้านต้องทำแบบสมัชชาคนจน เช่น ปิดทำเนียบให้เป็นข่าว ยอมให้ตัวเองถูกจับ ยอมเสี่ยงอันตราย ยอมผิดกฎหมาย ต้องแลกเอาความทุกข์ความยาก ความเจ็บปวด เพื่อให้ได้พื้นที่เพื่อสื่อสารกับสังคม หรือที่เราเรียกกันว่า ‘การเมืองบนถนน’ แต่วันนี้ มีพื้นที่สื่อสาธารณะใหม่ๆ ทั้งเว็บไซต์จำนวนมากและทีวีไทย ทีวีสาธารณะ ความเป็นนักข่าวพลเมืองทำให้ชาวบ้านก้าวพ้นจากตรงนั้น”

“ก้าวพ้นจากความเสี่ยง ก้าวพ้นความทุกข์ความยาก ซึ่งผมคิดว่าไม่มีใครอยากทำ แต่มันไม่มีช่องทาง ตอนนี้เรามีช่องทางแล้ว เราต้องมาช่วยกันคิด มาพัฒนาพื้นที่ตรงนี้ เพราะเราใช้พื้นที่ข่าวพลเมืองได้โดยไม่ต้องลงทุนด้วยความทุกข์ความยากและความเสี่ยงทั้งหลาย”

ด้วยสายตาที่พินิจพิจารณา เขาบอกว่า พัฒนาการของการรายงานข่าวพลเมืองในช่วงหลังไปไกลมาก ทำให้ชาวบ้านแก้ปัญหาไปได้เยอะ แม้กระบวนการแก้ปัญหานั้นจะยังไปไม่สุดก็ตาม แต่กระบวนการต่อสู้ที่เริ่มด้วยการรายงานข่าวจากพลเมือง เป็นกลวิธีทำให้ชาวบ้านต้องนำข้อมูลข้อเท็จจริงคลี่ออกมาทีละประเด็นแล้วเลือกหยิบขึ้นมาสื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจ ทั้งในระดับสังคมวงกว้าง และในชุมชนด้วยกันเอง

“ประสบการณ์ทำข่าวพลเมืองในพื้นที่คลองโยงบ้านผม ทำให้เห็นว่า สื่อที่ใช้มีสองด้าน ผมอยากให้พื้นที่อื่นที่จะกำลังทำ ลองดูว่า การ ‘สื่อ’ กับคนข้างนอกก็เป็นเรื่องสำคัญ เวลาเรา ‘สื่อ’ ข้างนอกก็ต้องนึกถึงประเด็นที่เป็นสาธารณะ ประเด็นที่มีความคืบหน้าไปเรื่อยๆ กับอีกด้านหนึ่ง ‘สื่อ’ เหล่านี้ สามารถนำกลับมาใช้ในพื้นที่ได้ด้วย”

สื่อถูกนำกลับมาใช้ในพื้นที่ได้อย่างไร?

“ทั้งข่าวพลเมืองที่สื่อสารกับสาธารณะแล้ว และภาพวีดีโอที่ถ่ายเก็บไว้เวลาพวกผมไปเจรจาเรื่องที่ดินกับเจ้าหน้าที่รัฐ เราก็เอากลับมาฉายในพื้นที่อีกครั้ง คนที่อยู่ในพื้นที่ซึ่งไม่เคยต่อสู้มาก่อนอย่างชาวนาคลองโยง เดิมเขารู้สึกว่าเขาไม่มีตัวตนในสังคม แต่เวลาเขาเห็นปัญหาของเขาไปปรากฏในทีวี เขารู้สึกว่าไอ้คนที่จะสู้ร่วมกันกับพวกเขา กลุ่มเล็กๆ นี่ มันก็พอมีพลังนะ พูดง่ายๆ ก็คือ ตัวตนที่ปรากฏในพื้นที่สาธารณะได้กลับมาเสริมพลัง (ตัวตน) ชาวบ้านนอกจอทีวีด้วย ยิ่งเรื่องของเขาได้ถูกสื่อออกไปอยู่เป็นระยะ ช่วงหลังๆ คนก็เข้ามาร่วมกันต่อสู้มากขึ้น ต่างจากตอนแรกที่เขามีความกลัวอยู่ ผมคิดว่าเรื่องสำคัญก็คือ เขาเห็นตัวตนของตัวเอง เห็นตัวตนของชุมชนผ่านสื่อเหล่านี้  กลายเป็นว่า สื่อที่เราทำเองกลับไปหมุนชุมชนด้วย เราจึงได้รู้จักสื่อในอีกมิติในฐานะเครื่องมือขับเคลื่อนสังคม และกิจกรรมการเคลื่อนไหวด้วย”

“ช่วงหลังๆ ผมเริ่มเห็นพลังของสื่อแบบนี้มากขึ้น ตอนนี้เราต้องรู้จักเครื่องไม้เครื่องมือ ต้องเรียนรู้พื้นที่ด้วย คนที่จะเข้ามาจับเรื่องนี้ต้องรู้ว่าพื้นที่เราอยู่ตรงไหน หมายถึงทั้งพื้นที่ทางสังคมและพื้นที่สื่อ ซึ่งเป็นสื่ออีกแบบหนึ่งที่เราทำเองได้ เราต้องเห็นพลังของมันทั้ง 2 ด้าน ว่าจะเอามาใช้อย่างไร อัตลักษณ์ของตัวเองคืออะไร แต่ไม่ใช่ไปหาพลังชุมชนแบบหาว่าบ้านไหนสานตะกร้าสวยนะ (หัวเราะ)”

เขามองว่า ในอนาคต นักข่าวพลเมืองกับการสื่อสารสมัยใหม่ สื่ออิเล็กทรอนิกส์  สื่อออนไลน์ หรือสื่อทีวี จะมีความสำคัญมากขึ้น คนในกระบวนการต่อสู้ต้องมานั่งคิดกันใหม่

“ในสมัชชาคนจนเองก็คุยกันว่าการต่อสู้มี ‘พื้นที่ใหม่’ เกิดขึ้น เพราะสื่อกำลังปฏิวัติตัวเอง และประชาชนก็ต้องช่วยปฏิวัติสื่อด้วย อันนี้สำคัญ นักข่าวพลเมืองสำคัญในแง่ที่ว่า เราต้องช่วยปฏิวัติสื่อจากข้างล่างจริงๆ ซึ่งไม่ใช่แบบคำรณ หว่างหวังศรี ซึ่งก็สนุกดี (หัวเราะ) หรือว่า คนค้นคน ก็เป็นสารคดี ความรู้ที่ดีขึ้นมาในระดับหนึ่ง หรือข่าวปัญหาชาวบ้านของช่อง 7 นะ แต่จะต้องเป็นข่าวที่มาจากข้างล่างจริงๆ”

ถามว่าชาวบ้านทำข่าวพลเมืองเองได้ไหม? ดร.ประภาสตอบหนักแน่น “ทำด้ายยยยย!”

“ตอนนี้ในเชิงเครื่องไม้เครื่องมือ มีคนในชุมชนทำได้เยอะ โดยเฉพาะเด็กรุ่นใหม่ๆ ผมเห็นเครือข่ายอีสานเขาทำได้เยอะ หรือในพื้นที่อื่นๆ ถ้าเป็นเครือข่ายที่ไม่ใหม่นัก กล้องวีดีโอ คอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ค เครื่องไม้เครื่องมือพวกนี้ในระดับเอ็นจีโอพี่เลี้ยงมีหมด ผมเชื่อว่าเราพัฒนากระบวนการสื่อสารได้ แต่ถามว่ายากไหม ยากครับ อย่างที่นครปฐมบ้านผม ทีมจากทีวีไทยก็ลงไปช่วยเป็นพี่เลี้ยงเยอะเหมือนกันนะ เราก็ได้แต่วางโครงใหญ่ๆ เขาไปช่วยดูเรื่องภาพ  มีที่ผมทำเองจริงๆ ตัดต่อเองมีแค่ 1-2 ตอนเท่านั้นเอง จากที่ออกไปทั้งหมด 6 ตอน”

“สรุปคือว่าในเชิงเทคนิค การทำข่าวพลเมืองมันลำบากนิดหน่อย แต่ผมคิดว่าเราฝึกได้ พัฒนาได้ และจริงๆ ผมเชื่อว่าชาวบ้านทำได้ แต่ต้องมีคนไปเป็นพี่เลี้ยงก่อนระยะแรก แล้วใช้ศักยภาพเครือข่ายเอ็นจีโอที่เขามีเป็นพี่เลี้ยงประคับประคองต่อไป และในที่สุดแล้ว เมื่อพวกเขาตั้งขบวนได้ เขาจะเติบโตโดยสื่อสารได้อย่างมีพลัง อันนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงสังคมในอนาคต”

ที่มา – สารตั้งต้น ฉบับที่ 1 : ตุลาคม 2551

“มอง”ลูกชาวนา นักข่าวพลเมืองคลองโยง

งานถอดบทเรียนของสำนักข่าวชาวบ้าน จากประสบการณ์นักวิชาการลูกชาวนา “ประภาส ปิ่นตบแต่ง” นักข่าวพลเมืองรุ่นแรกของโต๊ะข่าวพลเมือง ทีวีไทยค่ะ

DSC_3696

“มอง” ลูกชาวนา นักข่าวพลเมืองคลองโยง จ.นครปฐม

ชาวนาไทยไม่ได้สูญหายเพราะลูกหลานไปขายแรงงานเท่านั้น “กรรมสิทธิ์ที่ดิน” ก็เป็นเหตุสำคัญให้ละทิ้งถิ่นและอาชีพ ที่ ต.คลองโยง จ.นครปฐม นากว่าพันแปดร้อยไร่  ชาวบ้านส่วนใหญ่เป็นชาวนาดั้งเดิม เข้าใจมาตลอดว่าเป็นกรรมสิทธิ์ของสหกรณ์เช่านา ต.คลองโยง จึงผ่อนจ่ายค่าเช่าซื้อต่อเนื่องนานหลายสิบปี โดยหวังว่าวันหนึ่งจะกลายเป็นที่นาของตนเอง จู่ๆ ผืนนาดังกล่าวก็กลายเป็นที่ดินราชพัสดุ ภายใต้การดูแลของกรมธนารักษ์ เมื่อรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช มีมติครม.สั่งให้สหกรณ์คืนที่ดินมาสู่การดูแลของกรมธนารักษ์ ตามนโยบายขอคืนที่ดินราชพัสดุ 1 ล้านไร่ เพื่อนำมาให้เกษตรกรเช่าทำการเกษตรของนพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เจ้ากระทรวงการคลัง อันสืบเนื่องมาจากโครงการรัฐช่วยราษฎร์แก้ปัญหาความยากจน ที่มีรากการเวนคืนที่ดินทั่วประเทศมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร

กระทั่งกรมฯ เข้ามารังวัดและปรับค่าเช่าที่ดินใหม่ราคาสูงกว่าเดิมหลายเท่า ทำให้ชาวบ้าน ชุมชน ต้องหันหน้าปรึกษาหารือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน ไม่เพียงเพราะพวกเขาต้องจ่ายค่าเช่าแพงขึ้นเท่านั้น หากยังกังวลว่าวิถีเกษตรกรรมของพวกเขาจะล่มสลาย และท้ายที่สุดอาจต้องทิ้งถิ่นฐาน ด้วยรายได้ไม่พอกับรายจ่ายใหม่ที่เกิดขึ้น

การต่อสู้ของพวกเขา…ชาวนา ต.คลองโยง อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม จึงไม่ใช่เพื่อให้ได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์บนที่ดิน แต่เป็นการสู้เพื่อให้มีที่ยืนอยู่ได้ในสังคมเกษตรกรรมใกล้เมือง

“ประภาส ปิ่นตบแต่ง” ในฐานะลูกชาวนาคลองโยงคนหนึ่ง ได้เล่าเรื่องราวเหล่านี้ผ่านข่าวพลเมืองจำนวนหลายตอน โดยให้ข้อมูลว่า ประเทศไทยมีที่ดินราชพัสดุทั่วประเทศราว 13 ล้านไร่ บางส่วนเป็นพื้นที่ทำงานของหน่วยงานราชการ บางส่วนให้ชาวบ้านเช่าทำการเกษตรและอยู่อาศัย โดยกรมธนารักษ์มีอำนาจหน้าที่ในการดูแลเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ เดิมที่ดินใน ต.คลองโยง เป็นของขุนนางและเชื้อพระวงศ์ ทว่าเจตจำนงของเจ้าของที่ดินต้องการให้ชาวบ้านเช่าซื้อผ่านสหกรณ์ เพื่อว่าวันหนึ่งชาวบ้านจะได้มีที่ทำกินเป็นของตนเอง แต่เมื่อนโยบายรัฐเข้ามาพัฒนาโดยไม่เข้าใจที่มาที่ไปของท้องถิ่นและวิถีของสังคมเกษตรกรรม ทำให้เกษตรกรราว 200 ครอบครัว ที่มีสมาชิกรวมกันกว่า 1 พันคน ถูกแขวนชีวิตไว้บนความไม่แน่นอนในสิทธิการเช่าที่ดินที่เคยทำกินมาตั้งแต่บรรพบุรุษ

“ความเป็นอยู่ที่สงบสุขมาตลอดทำให้ชาวบ้านที่ไม่เคยคิดว่าจะต้องใช้สิทธิในการต่อรองกับหน่วยงานรัฐ ต้องลุกคนมาทำอะไรบางอย่าง และปัญหาที่เกิดขึ้นก็ทำให้ชาวบ้านเรียนรู้ เริ่มต้นจากการรวมตัวกันเข้าพบผู้ว่าฯ นครปฐม ซึ่งในวันนั้น มีลูกหลานในชุมชนทำหน้าที่นักข่าวพลเมืองส่งข่าวมาที่ทีวีไทย” ประภาส เล่ากระบวนการเคลื่อนไหว เคล้าเสียงหัวเราะ

“หลังจากนั้น ชาวบ้านก็มีความมั่นใจในการเคลื่อนไหวมากขึ้น ได้เข้าพบคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ในที่สุดกลไกการเจรจากับกรมธนารักษ์ก็เกิดขึ้น และนำไปสู่ขั้นตอนการตรวจสอบหลักฐาน เอกสารเกี่ยวกับการเช่าซื้อที่ดิน ขณะนี้กรมธนารักษ์ได้ชะลอการเก็บค่าเช่าที่ดินในอัตราใหม่ จนกว่าการพิจารณาอัตราค่าเช่าและสัญญาการเช่าที่ดินที่สอดคล้องกับความเป็นอยู่ของชาวบ้านจะแล้วเสร็จ เพราะเอกสารหลักฐาน ประวัติการตั้งถิ่นฐานของชาวคลองโยง ชี้ชัดว่าชาวบ้านอยู่ที่นี่มานาน ไม่ใช่เพิ่งเข้ามาอยู่ ชาวบ้านจึงค่อนข้างมั่นใจว่า จะสามารถกลับไปสู่ระบบการเช่าที่จากสหกรณ์เช่านาเช่นเดิมได้”

ส่วนที่มาของข่าวพลเมืองนั้น “ตอนเริ่มต่อสู้เรื่องนี้ ผมยังไม่รู้จักพื้นที่นักข่าวพลเมืองของทีวีไทย ทีวีสาธารณะ ไม่รู้ว่านักข่าวพลเมืองคืออะไร ความที่เคยดูทีวีเห็นชาวบ้านบางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เสนอเรื่องราวเกี่ยวกับปลาทูทั้งๆ ที่กำลังมีปัญหาต่อสู้กับโรงถลุงเหล็กสหวิริยา รู้สึกเข้าท่าดี ก็ถามน้องที่มาช่วยงานว่า รู้จักใครที่อยู่ข่าวพลเมืองไหม เพราะตัวเองรู้สึกเดือดร้อนมีปัญหา ปรากฏว่าเจอเปี๊ยก (สมเกียรติ จันทรสีมา บรรณาธิการโต๊ะข่าวพลเมือง) เฮ้ย ผมรู้จักเปี๊ยกนี่หว่า ก็เลยมานั่งคุยกัน แล้วทีมเขาก็ลงพื้นที่ มาสอนถ่ายวีดีโอ มาคุยเรื่องวิธีคิดกันอยู่นาน แล้วทิ้งกล้องวีดีโอไว้ให้ชาวบ้านใช้ด้วยตัวหนึ่ง”

“ประเด็นคือ ชาวบ้านมีปัญหาแล้วไม่มีช่องทาง ถ้าเราไปเจอเจ้าหน้าที่หรือนักการเมือง เขาไม่สนใจเราหรอก ประเด็นของเราถ้าเทียบเคียงกับสมัชชาคนจน คือเราต้องเดินขบวนถึงจะมีพื้นที่สื่อสารกับสังคม  แต่ตอนนี้ดูเหมือนเรามีช่องที่จะสื่อออกไปให้คนอื่นได้เข้าใจ ได้รับรู้ปัญหา เพื่อจะได้สื่อสารไปถึงผู้ที่มีอำนาจตัดสินใจแก้ปัญหาได้โดยตรง”

เมื่อถอดประสบการณ์การทำข่าวของตัวเอง “ทำอย่างไรเพื่อที่จะสื่อสารกับคนได้อย่างมีพลัง?”

“คิดว่าเรื่องนั้นๆ ต้องไม่เป็นเรื่องเฉพาะที่ ไม่ใช่เรื่องประชาสัมพันธ์ การคิดประเด็นข่าวก็คิดจากว่าปัญหาชาวบ้านคืออะไร แล้วจะสื่อไปอย่างไรให้สังคมรู้ว่าเป็นปัญหาที่สาธารณะต้องฟัง”

“ผมคิดจากประเด็นปัญหาที่ดิน ที่ดินราชพัสดุเป็นเรื่องใหญ่ ตั้งแต่สมัยรัฐบาลทักษิณ พอต้องคิดประเด็นเพื่อให้เป็นข่าวได้ ก็ควรต้องแตะกับปัญหา จะเรียกว่าในระดับโครงสร้างหรือระดับนโยบายก็ตาม ต้องไม่ใช่ปัญหาเฉพาะตัวเรา และสังคม รัฐบาล คนที่มีอำนาจตัดสินใจต้องมาสนใจ นี่คือในเชิงเนื้อหา ยิ่งถ้าจะให้งานมีพลังด้วย ผมคิดว่าเรื่องนั้นต้องแตะกับเรื่องที่เป็นสาธารณะ สะท้อนผู้คนที่เกี่ยวข้องในเชิงของการแก้ปัญหา เสนอทางออกร่วมกัน คนที่มีอำนาจต้องมานั่งฟัง ต้องมานั่งดูด้วย”

ดังนั้น เรื่องราวของชาวคลองโยงจึงไม่ได้เป็นแค่เฉพาะเรื่องในคลองโยงอีกต่อไป ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาจึงหันมารับฟังชาวบ้านมากขึ้น

“ก่อนหน้านั้น เวลาเราไปเจรจากับเจ้าหน้าที่ระดับจังหวัด อำเภออะไรพวกนี้ แม้ว่าผมจะเป็นอาจารย์จุฬาฯ มันก็เพียงแต่ทำให้ผมไปเจอพวกเขาได้เท่านั้นเอง เพื่อนผมเป็นรองผู้ว่าฯ ที่จังหวัดอื่นโทรนัดให้ แต่ว่าเมื่อไปเจรจา ไม่เคยมีใครฟังเราจริงๆ เลย เขาก็ฟังแล้วเขาก็ด่าเราด้วยว่า คุณมีผลประโยชน์อะไรหรือเปล่า ฉะนั้นถ้าข้อมูล ข้อเท็จจริงไม่ได้ถูกเล่าออกไปสู่พื้นที่สาธารณะ ไอ้การรู้จักกับคนโน้นคนนี้มันไม่ได้ช่วยสักเท่าไหร่ แต่หลังจากที่ข่าวโดยนักข่าวพลเมืองออกไป 2-3 ตอน เสียงเขาเปลี่ยนไปเยอะเลย เหมือนว่าเรามีตัวตน มีพื้นที่ แล้วพอเราเสนอข่าวไป 6 ตอน หัวหน้าพัสดุก็บอกว่า ข้อร้องเถอะ อย่าออกอีกเลย ดูแล้วปวดหัวจริงๆ (หัวเราะ)”

เช่นนี้จึงกล่าวได้ว่า ข่าวพลเมืองได้เปิดพื้นที่สาธารณะให้ชาวบ้าน และทำให้ผู้มีอำนาจทั้งหลาย “ฟัง” เสียงคนตัวเล็กตัวน้อยมากขึ้น.

ที่มา – สารตั้งต้น ฉบับที่ 1 : ตุลาคม 2551

นักข่าวพลเมืองและความหมายใหม่ของสื่อสาธารณะ

ขออนุญาตหยิบบทสัมภาษณ์ “พี่เปี๊ยก” ‘สมเกียรติ จันทรสีมา’ หัวหน้าโต๊ะนักข่าวพลเมือง ทีวีไทย ทีวีสาธารณะ (ปัจจุบันเป็นผู้อำนวยการสำนักสื่อประชาสังคม) ซึ่งอยู่ใน report ของสำนักข่าวชาวบ้าน ตอนปิดโครงการ (เฟส 3 เดือน) เมื่อปี 2551 มาแบ่งปันกันค่ะ

ฐิตินบ โกมลนิมิ, เบญจมาศ บุญฤทธิ์ สำนักข่าวชาวบ้าน สัมภาษณ์และเรียบเรียง / ภาพประกอบโดย อิบรอฮิม มะโซ๊ะ

santungton

นักข่าวพลเมืองและความหมายใหม่ของสื่อสาธารณะ

“สื่อสาธารณะต้องเปิดพื้นที่เป็นกระบวนการประชาธิปไตยในการสื่อสาร กล่าวคือ ทุกคนมีสิทธิที่จะสื่อสารอย่างเท่าเทียม และมีสิทธิที่จะเลือกรับข้อมูลข่าวสารเพื่อตัดสินใจ…กระบวนการทำงานข่าวพลเมืองเป็นเรื่องการเสริมพลัง (empower) ชาวบ้านที่ต้องลุกขึ้นมาจัดการปัญหาตัวเอง”

ช่วงบ่ายแก่ๆ ของวันหยุดสุดสัปดาห์หนึ่ง ทีมงานสำนักข่าวชาวบ้านละทิ้งจากเทคโนโลยีการสื่อสารทั้งอินเตอร์เน็ต และโทรศัพท์มือถือชั่วคราว แวะไปจับเข่าคุยกับ สมเกียรติ จันทรสีมา หัวหน้าโต๊ะนักข่าวพลเมือง ทีวีไทย ทีวีสาธารณะ ณ ร้านกาแฟแห่งหนึ่งที่ปราศจากไวไฟ (wifi) เหลือช่องทางเพียงแค่ ‘การล้อมวงคุย’ การสื่อแนวราบรูปแบบหนึ่งซึ่งเป็นการสื่อสารสองทาง และหนทางที่ทำให้เราเข้าใจและสร้างจิตสำนึกร่วมกันได้

เหตุผลของการเริ่มต้นสนทนาระหว่าง ‘สำนักข่าวชาวบ้าน’ และตัวแทนของ ‘ทีวีไทย ทีวีสาธารณะ’ ก็เพราะความก้าวหน้าของเทคโนโลยีและการเข้าถึงการสื่อสารช่องทางต่างๆ ได้ทะลุทะลวงข้อจำกัดของสื่อเก่า (old media) ทำให้ ‘พื้นที่สาธารณะ’ เป็นพื้นที่กลางให้คนได้มาแสดงตัวตน ทั้งเว็บไซต์ต่างๆ จำนวนมากบนอินเตอร์เน็ต หรือแม้กระทั่งมือถือเหล่านี้คือสื่อใหม่ (new media) ดังนั้น นิยามและตัวตนของ ‘สื่อสาธารณะ’ (public space) ย่อมขยายความมากขึ้น

จึงไม่แปลกที่ สมเกียรติ จะเห็นว่า “สื่อสาธารณะมีคุณสมบัติอย่างหนึ่งคือเป็นสื่อใหม่ (new media) ด้วย”

“เราไม่ได้พูดถึงสื่อสาธารณะในนิยามแบบสื่อสารมวลชนแนวดิ่งหรือสื่อเก่าอีกต่อไปแล้ว เราพูดถึงสื่อใหม่ที่ต้องปรับตัวให้มีปฏิสัมพันธ์กับผู้ชม แม้ขณะนี้จะยังเป็นลักษณะของผู้ชม (audience) กับผู้สื่อสารอยู่ก็ตาม แต่สื่อสาธารณะพยายามที่จะไม่สื่อสารทางเดียว โดยเริ่มปรับตัวเท่าที่ขยับได้ เช่น มีข้อความสั้น sms มีโฟนอิน หรืออย่างหนังสือพิมพ์ก็เปิด ‘พื้นที่เฉพาะ’ ให้สำหรับกลุ่มคนที่หลากหลายมากขึ้น ไม่ได้มีแต่พื้นที่สำหรับมืออาชีพหรือนักข่าวในองค์กรเท่านั้น และจากเนื้อหาเดียวกันก็ยังขยับไปทำออนไลน์ ไปเปิดพื้นที่เสมือนจริงอยู่บนเว็บไซต์ ใช้พื้นที่โลกไซเบอร์ในการสื่อสารโดยให้ผู้ชมเข้ามาแลกเปลี่ยนแบบ real time ด้วย กลายเป็นการสื่อสารแบบโครงข่าย”

สมเกียรติ ชวนให้เราสังเกตว่า ‘สื่อสาธารณะ’ เริ่มมีการผสมผสานสื่อ (mix media) “สื่อเก่าเองก็พยายามเข้าใจสถานการณ์การสื่อสารที่เปลี่ยนไป จึงค่อยๆ เริ่มปรับตัวเองโดยการพัฒนาให้มีช่องทาง มีสื่อใหม่เข้ามาเป็นตัวเชื่อมระหว่างสื่อเก่ากับสื่อสาธารณะ”

“บล็อก (blog) หรือเว็บไซต์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นมาในยุคสื่อใหม่ ก็เรียกได้ว่าเป็นสื่อสาธารณะเช่นกัน เพราะมันปรากฏตัวอยู่บนพื้นที่สาธารณะ มีการเข้าถึง มีการสื่อสาร มีการเปิดพื้นที่ให้คนเข้าไปปฏิสัมพันธ์และกำหนดวาระของตัวเองได้ นี่เป็นอัตลักษณ์ของความเป็นสื่อใหม่ที่ปรากฏตัวอยู่บนพื้นที่สาธารณะ”

สำหรับสมเกียรติแล้ว “ทั้งหมดก็คือการเมืองของการสื่อสาร เพราะว่าที่ผ่านมาการสื่อสารถูกยึดกุมด้วยคนจำนวนหนึ่ง พอถึงจุดหนึ่งที่มีการพัฒนามาเรื่อยๆ พื้นที่เริ่มเปิดกว้างขึ้น ผมมองว่าสื่อสาธารณะเป็นผลพวงของการพัฒนาของประชาธิปไตยด้วย ไม่ใช่แค่เทคโนโลยี เราไม่ใช่สิงคโปร์ที่เทคโนโลยีพัฒนาไปไกลมาก แต่ว่าไม่มีพื้นที่สื่อสาธารณะเพราะมันถูกปิดกั้น เพราะฉะนั้นแสดงว่าโดยวิธีคิดมันต้องควบคู่กันไปสองส่วน”

“ถ้ามองไปไกลๆ สื่อสาธารณะต้องเปิดพื้นที่เป็นกระบวนการประชาธิปไตยในการสื่อสาร (Democracy Process) กล่าวคือ ทุกคนมีสิทธิที่จะสื่อสารอย่างเท่าเทียม และมีสิทธิที่จะเลือกรับข้อมูลข่าวสารเพื่อตัดสินใจด้วย”

“ถ้าจะบอกว่าสื่อสาธารณะเป็นส่วนผสมระหว่างสื่อใหม่กับสื่อเก่า เอาอะไรมาบ้าง จากสื่อใหม่ก็คือเทคโนโลยี การเข้าถึง จากสื่อเก่าก็เอาเรื่องความถูกต้องทางกฎหมาย (legitimacy) หลักความรับผิดชอบ สองส่วนผสมกันเป็นสื่อสาธารณะ”

เมื่อชวนสมเกียรติวิเคราะห์ว่า “สถานการณ์ของสื่อใหม่ในประเทศไทยเป็นอย่างไร?” เราได้คำตอบที่กระชับและเห็นภาพว่า “ตอนนี้สื่อใหม่กลายเป็นกระแสหลักไปแล้ว สำหรับบางที่มันกลายเป็นสื่ออิสระไปเลยด้วยซ้ำ แถมกฎหมายก็ออกมาเริ่มไล่เก็บ เช่น หลังรัฐประหาร 19 กันยายน ก็มีพ.ร.บ.อาชญากรรมคอมพิวเตอร์ฯ เริ่มเข้ามาควบคุม แต่อีกไม่นานอาจจะเปลี่ยนจากรัฐมาเป็นทุนที่เข้ามาจัดการ ครอบครอง และใช้ประโยชน์ในพื้นที่นี้มากขึ้น ผมคาดการณ์อย่างนั้นนะ”

…………………………………….

จากนั้น ทีมสำนักข่าวชาวบ้านก็ชวนคุยถึงการงาน ‘นักข่าวพลเมือง’ พื้นที่เดียวในทีวีไทย ทีวีสาธารณะ ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ดูมีส่วนร่วมสูงสุด ตั้งแต่การกำหนดประเด็นของตนเอง กำหนดวาระหรือเวลาในการเสนอเรื่องราว รวมทั้งลุกขึ้นผลิตจากชาวบ้าน ชุมชนเอง เราถามถึงความสำคัญสูงสุดที่นักข่าวพลเมืองพยายามสร้าง ‘ความสัมพันธ์’ แบบใหม่กับคนดูหน้าจอ สมเกียรติ จึงเล่าว่า

“ตั้งแต่เราทำนักข่าวพลเมืองมา เราไม่ได้พูดแต่เรื่องปัญหาอย่างเดียว จริงๆ แล้ว การเป็นนักข่าวพลเมืองมีกลอุบายเหมือนกันนะ คือถ้าจะวัดว่าเป็นนักข่าวพลเมืองหรือเปล่า สำคัญคือคุณก้าวพ้นปัญหาของตัวคุณได้หรือเปล่า จริงๆ แล้วนักข่าวพลเมืองเป็นแค่เครื่องมือในการอธิบายว่าคุณก้าวพ้นจากปัญหาของคุณได้อย่างไร ให้คุณเข้าใจว่าปัญหาที่คุณมีอยู่ คุณก้าวพ้นได้ เพียงแต่ว่าคุณต้องคิดกับมัน”

“แต่วิธีการตั้งโจทย์ว่า คุณเชื่อว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับคุณเป็นสิ่งที่ต้องสื่อสารกับสังคม แล้วสังคมจะเรียนรู้อะไรจากสิ่งที่คุณต้องการสื่อสาร จะเข้าใจได้ จะเรียนรู้ได้ มันก็ต้องเป็นสิ่งที่ร่วมสมัย คือเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ อยู่ในภววิสัยที่คนเรียนรู้ร่วมกันได้ เช่น หนึ่ง มีความคิดเชิงบวก คนเรียนรู้ร่วมกันได้ สอง บทเรียนในแง่พื้นที่ ฉะนั้น เวลาคิดเรื่องนักข่าวพลเมือง จึงจำเป็นที่จะต้องให้คนทำ คนที่เป็นนักข่าวพลเมือง ถอยออกมาจากจุดที่ตัวเองยืนอยู่ก้าวหนึ่งเพื่อมองปัญหา จริงๆ แล้วนี่เป็นวิธีการที่ดีมาก เป็นกลอุบายหนึ่งที่จะทำให้คุณเข้าใจเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมด แล้วอธิบายออกมา แต่ที่ผ่านมา เราพบว่าข่าวของนักข่าวพลเมืองไม่ได้แค่อธิบายปัญหา แต่ทำให้เห็นด้วยว่าถ้าจะแก้ปัญหา อะไรคือหัวใจสำคัญ”

“ถ้าเป็นเช่นนั้น เวลางานนักข่าวพลเมืองออกอากาศแล้ว มีเสียงสะท้อนอย่างไรบ้าง”

“มีคนบอกว่า เขาดูข่าวพลเมืองแล้วขนลุก เช่น เรื่องโบสถ์คริสต์ (เล่าถึงการต่อสู้เพื่อรักษาประเพณีและความเชื่อดั้งเดิมของชาวอุลักลาโว้ย ผ่านการคัดค้านการสร้างโบสถ์คริสต์) เรื่องเด็กมอแกลน(เรื่องเล่าจากเด็กมอแกลน บ้านทับตะวัน ที่เรียนรู้วัฒนธรรมมอแกลนผ่านบทเพลงของย่า) เรื่องเพลงของย่า (เรื่องเล่าจากเด็กมอแกลน บ้านทับตะวัน ที่เรียนรู้วัฒนธรรมมอแกลนผ่านบทเพลงของย่า) หลายเรื่องที่ทำให้เขารู้สึกขนลุก คือเหมือนกับว่าคุณอ่านประวัติศาสตร์ มันมีสิ่งที่ก้าวข้ามพ้นตัวเองไปสู่สิ่งที่ใหญ่กว่า เรื่องที่ผมมักจะยกตัวอย่างก็คือเรื่องปลาทูของคนบางสะพาน (เล่าถึงความอุดมสมบูรณ์ของฝั่งทะเลบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งหลักฐานของความอุดมสมบูรณ์ คือปลาทูจำนวนมากที่ชาวบ้านสามารถหากินได้ที่ริมหาด ต่างจากพื้นที่อื่นๆ ซึ่งหากจะจับปลาทูก็ต้องออกทะเลไปในทะเลลึก นักข่าวพลเมืองบางสะพาน เลือกที่จะพูดถึงปลาทู ตัวแทนความอุดมสมบูรณ์ทางทรัพยากรของที่นี่ แทนที่จะพูดถึงโครงการโรงถลุงเหล็กที่กำลังเป็นชนวนเหตุความขัดแย้งในพื้นที่) คนมักจะคิดว่าเรามองแต่ปัญหาตัวเอง แต่เมื่อไหร่ที่ก้าวพ้นตัวเองได้ไปสู่สิ่งที่ใหญ่กว่า ชิ้นงานจะไปสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนอีกจำนวนมหาศาล”

“หรือเรื่องเพลงของย่า สำหรับผมแล้วมันเป็นเรื่องเล่าที่ดีมาก เด็กมอแกลนฟังย่าร้องเพลงรองเง็ง แล้วมีคำถามง่ายๆ ว่ามันคืออะไร ย่าไม่ตอบ แต่บอกว่า หลานต้องร้องเพลงนี้ให้ได้ หลานก็รู้เรียนรู้ในวันหนึ่งว่าเป็นเพลงมอแกลน เพราะเป็นมอแกลนก็ต้องร้องเพลงมอแกลน หลายเรื่องชวนให้คนดูหวนกลับไปสู่รากเหง้าของตนเอง ผมคิดว่างานนักข่าวพลเมืองเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างหน้าจอกับปฏิกิริยาในสมองคนดู คนดูอาจจะไม่มีประสบการณ์ร่วมกับงานหน้าจอ แต่สิ่งที่เขารับรู้มันไปทบทวนความทรงจำของตัวเอง ตรงนี้สำคัญมาก”

“ในแง่ของงานนักข่าวพลเมือง หนึ่ง นอกจากการเปิดประเด็นใหม่ๆ ซึ่งหลายๆ เรื่องเป็นเรื่องที่เราไม่ค่อยรู้แล้ว สอง มันทำให้เราทบทวนตัวเอง ซึ่งผมคิดว่าสำคัญมาก เพราะฉะนั้น มันจึงไม่ใช่วงเวียนชีวิต ไม่ใช่ทุกข์ชาวบ้าน คนที่ทำเองก็บอกว่าพื้นที่นี้มันไม่ใช่ ดูแล้วหดหู่ก็ไม่ใช่ แม้กระทั่งชาวบ้านบางขุนเทียนซึ่งต้องการร้องเรียนเรื่องถนนก็ยังต้องคิดว่าจะเล่าอย่างไรดี ไม่ใช่แค่บอกว่าได้โปรดมาซ่อมถนนเถอะ เพราะโดยกระบวนการแล้ว การทำข่าวพลเมืองไม่ใช่เรื่องการร้องทุกข์ เพราะว่าถ้าอยากจะร้องทุกข์ คุณไปร้องเลยก็ได้ ไม่ต้องมาทำผ่านกระบวนการข่าวพลเมือง”

“ส่วนที่ว่า คนดูงานหน้าจอนั้นจะเข้าใจในสารที่คนทำต้องการส่งทั้งหมดไหม อันนี้คาดเดายาก มันเป็นเรื่องอัตวิสัยของคนด้วย แต่เราเดาได้ การมีภววิสัยร่วมกัน ภายใต้ประเด็นแบบนี้ คนน่าจะมีการรับรู้ไม่ต่างกันมากนะ แต่ถามว่ามีไหม มันก็มีบ้าง เช่น คนดูเรื่องโบสถ์คริสต์แล้วบอกว่าทำไมไม่ไปสัมภาษณ์ชาวบ้านฝ่ายคริสต์บ้าง มีคนบอกว่าทำไมไม่หา third party มาทำงานเรื่องนี้ แทนที่จะเป็นเจ้าของเรื่องเองมาทำ ซึ่งสำหรับผม นี่คือข้อดี ชิ้นงานของนักข่าวพลเมืองได้ทำให้เกิดประเด็นในการแลกเปลี่ยน ไม่ว่าบวกหรือลบก็ตาม การมีข้อมูลใส่ลงไปปุ๊บ แล้วมีปฏิสัมพันธ์ขึ้น นี่เป็นกระบวนการหนึ่งในการพัฒนาประชาธิปไตยในเชิงวิธีคิด การมีส่วนร่วม มันทำให้คุณต้องมาคิดเรื่องที่คุณไม่เคยสนใจเลย คนสังข์กะอู้อยู่ที่ไหน เกาะลันตาอยู่ที่ไหน อ๋อ นี่หรือหน้าตาของคนอุลักลาโว้ย คุณรับรู้แล้วว่าเขามีตัวตนอยู่ รู้แล้วว่าเขาอยู่บนเกาะลันตา นี่คือกระบวนการที่สัมพันธ์กับคนดูหน้าจอ”

“ประเด็นของนักข่าวพลเมืองได้ไปเปลี่ยนแปลงวิธีคิดของนักข่าวทีวีไทยบ้างไหม?”

เราพยายามอธิบายคำถามเพิ่มเติม “คือมีคนดูหลายๆ คนที่ดูแล้วรู้สึกว่า งานของนักข่าวพลเมืองประเด็นดีมาก ประเด็นแบบนี้ไม่เคยปรากฏอยู่บนหน้าจอ แล้วทำไมนักข่าวมืออาชีพไม่ตามต่อ ทำให้คำถามกลับไปที่ทีวีไทยว่า ในเมื่อข่าวดังกล่าวได้ไปทำปฏิกิริยากับคนดูจำนวนมาก แล้วในองค์กรข่าวที่เปิดพื้นที่ เปิดประเด็นนี้ล่ะ มีบทบาทอย่างไรต่อข่าวพลเมือง”

“ก็มีสื่อตามต่อนะ มีประเด็นตามต่อ แต่อธิบายในมุมของทีวีไทยเอง มันจะกลายเป็นเรื่องของเทคนิคภายใน เพราะจริงๆ แล้วประเด็นที่ผ่านหน้าจอ ไม่ว่าจะเป็นทีวีไทยหรือสื่อใดก็ตาม ถ้าเป็นประเด็น ก็ต้องตามต่อ ในส่วนของทีวีไทย จริงๆ แล้วก็มีหลายเรื่องที่เราตามต่อ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคลองโยง (การต่อสู้ของชาวนา ต.คลองโยง อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม เพื่อให้ได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์บนที่ดินราชพัสดุ ซึ่งเป็นการสู้เพื่อให้มีที่ยืนอยู่ได้ในสังคมเกษตรกรรมใกล้เมือง) เรื่องสัญชาติ (ให้คนเสมือนไร้สัญชาติไปลงรายการสัญชาติไทย ตามม.23 พ.ร.บ.สัญชาติฉบับใหม่) ควายทะเล (การสะท้อนปรากฏการณ์พื้นที่ชุ่มน้ำทะเลน้อย จ.พัทลุง เสื่อมโทรมโดย สะท้อนผ่านควายที่ต้องไปกินบัว เพราะปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง การตื้นเขินของพื้นที่ชุ่มน้ำ ทำให้ควายเองก็หมดอาหาร พร้อมกันนั้นชาวบ้านก็ได้เสนอทางแก้ปัญหาด้วย) ก็มีนักข่าวตามทำต่อ”

สมเกียรติ พยายามทำความเข้าใจ “แต่ทีวีไทยเป็นโครงสร้างซึ่งเพิ่งจะก่อร่าง (set up) ขึ้นมา ยังหลอมองค์กรได้ไม่เนียนเป็นเนื้อเดียวกัน นี่คือปัญหาใหญ่ โดยวัฒนธรรมองค์กร ในลักษณะการทำงานก็ยังเป็นทีมเฉพาะกิจอยู่ ซึ่งในเบื้องต้นผมว่าเป็นข้อดีว่ายังทำให้เราไม่ใหญ่เกินไป มีคนบอกว่างานนักข่าวพลเมืองบางชิ้นยังดีกว่างานของสติงเกอร์ (นักข่าวภูมิภาค) เสียอีก ทั้งที่โดยกระบวนการในพื้นที่แล้ว ต้องทำความเข้าใจกับนักข่าวภูมิภาคว่า นี่คือเพื่อนร่วมงานของคุณนะ แต่ตอนนี้ยังไม่ได้เข้าใจกัน เป็นประเด็นที่ยังไม่ได้จัดการ”

“สอง ผมคิดว่าภาพของงานข่าวพลเมืองที่ออกทุกวัน วันละ 3 นาที ยังเป็นพื้นที่เฉพาะอยู่และยังไม่ได้แทรกอยู่ในพื้นที่ข่าวหลักของแต่ละวัน ซึ่งผมยังคิดอยู่ว่าการเอาไปแทรกในช่วงข่าวนั้น ต้องทำให้ชัดหรือเปล่า เพราะว่าลักษณะมันไม่ใช่ข่าวแบบมืออาชีพโดยทั่วไป นี่เป็นเรื่องที่ยังต้องคุยกันอีกสักพัก”

“ผมยังมองกระบวนการทำงานข่าวพลเมืองว่าเป็นเรื่องการเสริมพลัง (empower) ชาวบ้านที่ต้องลุกขึ้นมาจัดการปัญหาตัวเอง นี่ยังเป็นประเด็นหลักอยู่ ส่วนในบางประเด็นที่อ่อนไหว เราก็มีทีมข่าวมืออาชีพลงไปตามข่าวต่อ แต่แม้แต่ในทีมรายการที่นี่ทีวีไทย พื้นที่ของข่าวพลเมืองเอง ก็ยังใช้มุมแบบนักข่าวมอง บางเรื่องที่เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน เรื่องที่เป็นการเรียนรู้ใหม่ เช่น เรื่องโบสถ์คริสต์ ทำยากมาก เราส่งทีมไปอยู่เป็นอาทิตย์ก็ยังทำได้ไม่ลึก ก็ต้องกลับไปทำใหม่ นี่แค่หนึ่งกรณีเองนะ กระบวนการทั้งหมดนี้เลยย้อนกลับไปที่แนวคิด ว่าทำไมถึงต้องมีนักข่าวพลเมือง เพราะว่านักข่าวอาชีพไม่สามารถตามทุกเรื่องย่อยๆ ได้ แต่อาจจะทำให้เป็นประเด็นรวมหรือประเด็นสาธารณะได้ เช่น ที่ดิน ทำหนึ่งกรณีให้เป็นเรื่องใหญ่ ที่เหลือก็เป็นกระบวนการในพื้นที่แล้วที่จะหยิบไปใช้ต่อ”

ถึงจังหวะนี้เราก็ถามต่อเนื่อง “มีนักวิชาการจำนวนหนึ่ง ตั้งข้อสังเกตว่าทำไมทีวีไทย จับกลุ่มชาวบ้านที่เป็นรากหญ้ามาก ซึ่งเป็นข้อที่แตกต่างอย่างสำคัญกับแนวคิดนักข่าวพลเมืองในหลายๆ ประเทศ ที่มักเป็นชนชั้นกลาง และเข้าถึงเทคโนโลยีการสื่อสารได้ง่ายกว่านี้” ซึ่งสมเกียรติ บอกกับเราว่า

“การอบรมนักข่าวพลเมืองของทีวีไทย เรามักจะบอกว่าคุณต้องมี A B C มีประเด็น มีเครื่องมือ มีใจ ขาดแต่โอกาส, มีประเด็น มีเครื่องมือ แต่ขาดทักษะ โอกาสก็ไม่มี คือเราจะคิดไปเรื่อยๆ โดยวิธีคิดแล้ว เรื่องนี้อาจจะเป็นเรื่องยุทธวิธี เพราะว่าจะถ้าทำงานให้เกิดขึ้นเพื่อไปเสริมพลังคน (empower) เราต้องทำให้เห็นก่อน เพราะฉะนั้น จึงต้องเลือกยุทธวิธี”

“ดังนั้น วิธีการเลือกของเราก็คือเลือกคนที่อ่อนแอที่สุด ดีที่สุด แล้วก็ทำให้เห็น แต่แบบนี้มันก็ยาก เพราะเราประเมินคนยาก หรือเป็นเรื่องในพื้นที่ที่ทำงานที่คิดว่าทำได้ยาก แล้วก็ทำให้เห็นว่าไอ้สิ่งที่คิดว่ายาก มันทำได้ เช่น การทำงานร่วมกับชาวเล ทำกับกลุ่มชาติพันธุ์ แต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมดนะ สำหรับผมแล้ว มันอยู่ที่ประเด็น ถ้าคุณมีประเด็นแล้วคุณต้องการสื่อสาร นี่คือหัวใจสำคัญที่สุด และประเด็นในที่นี้ก็ต้องมีนัยยะทางสังคมด้วย เหล่านี้จะเติมเต็มข้อมูลบางส่วนให้สังคม นี่อาจจะเป็นคำอธิบายว่าทำไมเรายังใช้วิธีการมอง ‘ข่าวพลเมือง’ แบบนักข่าวเหมือนกันนะ คือมองว่าเป็นประเด็น มองสิ่งที่ไม่เป็นข่าว สิ่งที่หายไป มันยังเป็นประเด็นนะ เพียงแต่ว่าไม่มีคนมอง นักข่าวไม่มอง และประเด็นแบบนี้ เราไม่เลือกวิธีการที่จะให้นักข่าวไปทำทั้งหมด แต่เริ่มต้นด้วยให้เจ้าของประเด็นทำเอง สื่อสารเอง”

………………………………….

“ผมคิดว่าเรื่องต่างๆ ที่หยิบขึ้นมาก็สะท้อนหลายๆ เรื่อง อาทิ สื่อใหญ่เล่นเรื่องเสื้อแดงเสื้อเหลืองจับมือกันที่โคราช ซึ่งดูจัดฉากมาก แต่สื่อก็ยังเอามาเล่น แต่ทีมงานเราลงไปทำงานมาที่จังหวัดน่าน พบยิ่งกว่านั้น คือในชุมชนคนคละสีกันไปหมดเลย ชาวบ้านบอกว่าก็นี่คือความจริงของเมือง คนต้องอยู่ด้วยกันทั้งเสื้อแดงเสื้อเหลือง มันเป็นบ้านของเขา เขาจะตัดคนใดคนหนึ่งออกไปไม่ได้ ผมคิดว่านี่คือสิ่งที่ตรงไปตรงมา นี่คือการสื่อสาร คือการแลกเปลี่ยนเรียนรู้”

ย้อนกลับมาอธิบายวิธีคิดการทำงานของสำนักข่าวชาวบ้าน เป็นพื้นที่สื่อสาธารณะแห่งใหม่ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับกลไกและกระบวนการการสื่อสารของชาวบ้าน โดยมีภารกิจหลัก 3 ประการ ได้แก่ 1.เสริมสร้างศักยภาพการสื่อสารให้ชาวบ้านเพื่อขับเคลื่อนประเด็นปัญหาและเรื่องราวของแต่ละชุมชนไปสู่สาธารณะ 2.เป็นตัวกลางเชื่อมโยงข้อมูลทั้งในแนวราบระหว่างชาวบ้านกับชาวบ้าน และในแนวดิ่งระหว่างสื่อท้องถิ่นกับสื่อกระแสหลัก 3.ทำหน้าที่ถ่วงดุลข้อมูลข่าวสาร กระทั่งผลักดันจนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไข ทั้งในระดับปฏิบัติการและในเชิงนโยบาย เราหวังไว้อย่างนั้น

ซึ่งสมเกียรติ ร่วมแลกเปลี่ยนโดยเห็นว่า “สื่อแนวราบ ก็คือการสื่อสารทั่วไปที่เราใช้กันอยู่ แต่เมื่อไหร่ที่มีการใส่พลังเข้ามา มีเทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้อง เริ่มมี agent หรือตัวกลาง เป็นตัวเชื่อมข้อมูล เช่น หนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ ที่ลงมาสู่ชุมชน โดยที่สื่อเหล่านี้มีพื้นที่ทั่วประเทศ และมีช่องทาง มีประเพณี มีชุดความคิดของมันอยู่ แล้วมันก็เข้ามากระแทกหรือเข้ามาแทรก เช่น การเข้ามาตัดสินชุมชนว่า อันนี้ผิดนะ ถ้าคุณจะถ่าย คุณต้องเข้าห้องน้ำ ชุดข้อมูลที่มากระแทกชุมชนก็คือชุดข้อมูลที่มาจากสื่อแนวดิ่ง”

“สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ เราพบว่า มันไม่จริงทั้งหมด ว่าคนที่เราเคยคิดว่าเขารู้น่ะ รู้ทั้งหมด ไม่จริงหรอก ความรู้มันไม่ได้มีเฉพาะแค่คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ไม่ได้มีแค่ผู้เชี่ยวชาญ ฉะนั้น ผมคิดว่าการเกิดขึ้นของสื่อสาธารณะที่เราบอกว่าพยายามจะเชื่อมแนวดิ่งแนวราบนั้นก็เพื่อให้ความรู้ไหวเวียนไปทั่ว ก็จะทำให้เกิดการพัฒนาไป พอคนเริ่มเรียนรู้ เพราะความรู้เรียนรู้กันได้ ชาวบ้านเริ่มตระหนักรู้ว่าตัวเองไม่ได้โง่หรอก และบางทีอาจจะมีอะไรดีกว่าที่กำลังเกิดขึ้นหรือที่กำลังทำกันอยู่ก็ได้ นี่เป็นแรงผลักอย่างหนึ่งให้คนรู้สึกว่าอยากจะสื่อสาร แล้วพอมีเครื่องมือก็ยิ่งอยากจะสื่อสารมากขึ้น พอช่องทางและโอกาสเปิด เครื่องมือมี คนก็เลยสื่อสารกันยกใหญ่ แล้วคนกลุ่มแรกๆ ที่ลุกขึ้นมาสื่อสารก็คือกลุ่มคนที่ถูกกด ส่วนกลุ่มคนที่มีพื้นที่อยู่แล้ว ทีแรกเขาอาจจะเฉยๆ แต่พอถึงสถานการณ์จำเป็น เขาก็จะไม่เพิกเฉย เพราะไม่อยากสูญเสียพื้นที่เดิม และอยากจะขยายเพิ่ม ก็ลุกขึ้นมาทำบ้าง เราจึงเห็นได้ว่ามีคนมาเปิดเว็บไซต์ เปิดเว็บบล็อกกันมากขึ้น ทั้งคนดัง หรือคนธรรมดา”

สมเกียรติ ขยายความมากขึ้นว่า “จริงๆ แล้วกระบวนการสื่อสารก็เป็นกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ที่หนึ่งเริ่ม ที่อื่นก็เริ่มมองเช่นกันว่าเขาทำอะไรกันอยู่ ทำแล้วได้ผลอย่างไร หมายความว่ายิ่งข้อมูลมีการไหลเวียนมากเท่าไหร่ ชาวบ้าน ชุมชน ก็ยิ่งเรียนรู้มากขึ้น เรียนรู้จากบทเรียนของที่อื่น อย่างเช่น ชาวบ้านจะนะ ประทิว บางสะพาน บ่อนอก หินกรูด ราชบุรี แก่งคอย ไปเรียนรู้เรื่องผลกระทบจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน แม่เมาะ การสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ การศึกษาดูงานต่างชุมชน ก็เป็นการเปลี่ยนศักยภาพการสื่อสารของชุมชน ที่เคยเป็นการสื่อสารทางเดียวเป็นการสื่อสารสองทาง หรือถ้าจะมองว่าเป็นสื่อสาธารณะก็ได้นะ เขานั่งรถกันไปเลย ไปดูว่าหมู่บ้านที่แม่เมาะเป็นอย่างไร กลับมาก็มาคุยกันในชุมชน แล้วค่อยเอาประเด็นมาพัฒนากับประเด็นของตัวเอง แล้วค่อยสื่อสารออกไปทางหนึ่ง จริงๆ ชาวบ้านก็เลือกใช้สื่อนะ ไม่ได้มองว่าสื่อตายตัว เขาจะออกแบบการสื่อสารเรียนรู้จากสิ่งที่เขามีอยู่”

“เอาเข้าจริงชุมชนมีการใช้พื้นที่แบบนี้มานานแล้ว หรืออย่างช่วงหนึ่งที่เราพูดว่า หลังเศรษฐกิจฟองสบู่แตกปี 2540 ชาวบ้านค้าขายกันเองเลย ชาวบ้านเหนือ กลาง ใต้ อีสาน แลกข้าวแลกปลากัน ถ้ามองจากชาวบ้าน คือเริ่มมีการข้ามคน (กลาง) ข้ามวัฒนธรรม นี่ก็ถือว่าเป็นการสื่อสารนะ เขาก็พัฒนามาจากแนวคิดที่ว่า ทำไมต้องผ่านคนกลางด้วยในเมื่อสินค้ามี demand กับ supply อยู่ แต่การดำเนินการก็ยังเป็นแบบบ้านๆ อยู่” สมเกียรติ กล่าวทิ้งท้าย

เป็นความหมายใหม่ของ “สื่อสาธารณะ” ให้เราสำนักข่าวชาวบ้านคิดต่อไปว่า วิธีแบบ “บ้านๆ” ของชาวบ้านนั้น เราจะช่วยกันพัฒนาให้เป็นเครื่องมือสื่อสารอันทรงประสิทธิภาพต่อไปได้อย่างไร ในขณะที่ชุมชนต่างๆ ทั่วประเทศไทยกำลังลุกขึ้นมาเวนคืนอำนาจทางการสื่อสารให้กลับมาสู่มือชาวบ้านและคนตัวเล็กตัวน้อย.

คิดถึงอาสาสมัคร นปก.

จู่ๆ ก็คิดถึงพวกเขาขึ้นมา เหล่าอาสาสมัครสันติวิธีของ นปก. ยุคต้านรัฐประหารกลางสนามหลวง ไม่รู้ว่าพวกเขาอยู่ที่ไหน…เป็นอย่างไรกันบ้างตอนนี้…

รายงานพิเศษชิ้นนี้ เรากับน้องซ้งเขียนขึ้นมา หลังจากเหตุการณ์หน้าบ้านสี่เสาเทเวศน์ (งานนั้นเราโดนแก๊สน้ำตากับแก๊สพริกไทยเล่นงานจนสะบักสะบอมไปพอสมควร) พี่แจง ฐิตินบ กับพี่โม่ง ภัทระ คุยกันว่า มันมีเสียงที่หายไปนะ แล้วมันก็มีแง่มุมมากมายในขบวน นปก. ที่สังคมไม่เคยได้ีัรับรู้

เรากับน้องซ้งจึงรับไม้ต่อ มาเป็นรายงานเรื่องชิ้นนี้ที่เผยแพร่ในหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ (ฉบับวันที่เท่าไหร่จำไม่ได้) และแขวนอยู่ในเว็บสำนักข่าวชาวบ้าน

บางเสียงที่หายไป จากหัวใจอาสาสมัคร นปก.

1-

ที่โรงแรมรัตนโกสินทร์…ยามบ่าย

ห้องประชุมขนาดกลางตั้งอยู่ชั้นล่างตรงปลายสุดของปีกด้านซ้าย คนหลายวัย-หลากที่มา สาละวนอยู่กับการตัดกระดาษ ทำป้ายผ้า พิมพ์งาน ถ่ายเอกสาร บ้างก็นั่งสนทนากันอย่างออกรส ที่อกเสื้อของหลายคน ปรากฏข้อความอาทิ “ไม่เอา ไม่รับ ไม่ปลื้ม รัฐธรรมนูญฉบับรัฐประหาร” “ต่อต้านเผด็จการทุกรูปแบบ”

พวกเขาคือ อาสาสมัครแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) หรือ อาสาสมัครสันติวิธี ภายในห้องที่ชื่อว่า “สีดา 4” แห่งนี้ พวกเขาทำกิจกรรมร่วมกันมาเกือบ 3 เดือน แล้ว ทว่าเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังเหตุปะทะกันที่หน้าบ้านสี่เสาเทเวศน์ ทางโรงแรมได้แจ้งกับแกนนำ นปก. ว่า เจ้าหน้าที่มีคำสั่งให้โรงแรมไม่ให้ นปก. ใช้ห้องอีกต่อไป โดยอนุญาตให้ใช้ห้องที่เช่าไว้จนถึงสิ้นเดือนนี้ ถ้ายังไม่ย้ายออก ทางโรงแรมจะถูกข้อหาให้ที่ซ่องสุมโจร

“อาสาสมัคร” กับ “โจร” สองคำนี้มีความหมายต่างกันราวขาวกับดำ ความจริงแล้ว สิ่งที่พวกเขาทำคืออะไร?

ความเคลื่อนไหวของอาสาสมัครนปก. เริ่มต้นในตอนสายของทุกวัน พวกเขาจะเข้ามายังห้องประชุมสีดา และลงมือทำ “งานอาสา” ต่างๆ หากวันใด นปก. มีแผนเคลื่อนไหวม็อบแบบดาวกระจาย พวกเขาก็จะออกไปตระเวนกับหมอเหวง โตจิราการ และสมบัติ บุญงามอนงค์ ถ้าไม่ได้ออกไปไหน ก็จะอยู่ที่ห้องนี้ จนเย็นย่ำจึงพากันออกไปที่ท้องสนามหลวง ประจำอยู่ตามซุ้มรณรงค์ต้านรัฐประหาร ทำกิจกรรมสร้างสีสันให้การชุมนุม ช่วยกันสอดส่องดูแลความเรียบร้อยไม่ให้บุคคลที่ 3 เข้ามาก่อเหตุที่นำไปสู่ความรุนแรงหรือความเข้าใจผิด รวมทั้งเตรียมพร้อมดูแลผู้ชุมนุมยามเจ็บป่วย

วันใดมีการเคลื่อนย้ายขบวน นปก. จากท้องสนามหลวงไปยังสถานที่ต่างๆ พวกเขาคือผู้ยืนอยู่แถวหน้า เป็นหน่วยสันติวิธี

สมบัติ บุญงามอนงค์ แห่งกลุ่มพลเมืองภิวัฒน์ หนึ่งในแกนนำ นปก. ผู้ดูแลฝึกอบรมอาสาสมัครสันติวิธี เล่าถึงที่มาของอาสาสมัครเหล่านี้ว่า ในการเดินขบวนไปที่หน้ากองบัญชาการทหารบกของ นปก. ครั้งแรกนั้น มีการกระทบกระทั่งกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งแกนนำเองก็ไม่ได้เตรียมตัวหรือวางกำลังไว้สอดส่องดูแลผู้ชุมนุมอย่าง ทั่วถึง จึงเป็นที่มาของหน่วยสันติวิธี เพื่อยกระดับการชุมนุมให้หลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรง โดยเปิดโต๊ะรับอาสาสมัครสันติวิธีที่สนามหลวง

“อาสาสมัครทุกคนที่เข้ามาจะต้องได้รับการอบรมและปรับทัศนคติในการต่อสู้เรียกร้อง ด้วยสันติวิธี รวมทั้งแนะนำวิธีการรับมือเหตุการณ์ต่างๆ โดยหลักสำคัญคือต้องมีความอดทนต่อสถานการณ์การยั่วยุจากฝ่ายตรงข้าม และต้องดูแลผู้ชุมนุมไม่ให้ใช้ความรุนแรง”

ทูล เวชกลาง หรือ เภา หนึ่งในแนวหน้าอาสาสมัครสันติวิธี ให้ข้อมูลว่า อาสาสมัครที่เป็นขาประจำห้องสีดามีราว 30-40 คน ส่วนสมาชิกอาสาสมัครสันติวิธีที่มาลงชื่อมีประมาณ 6-7 พันคน และสามารถติดต่อให้มารวมตัวได้ทันทีประมาณ 6-7 ร้อยคนผ่านโทรศัพท์มือถือและเอสเอ็มเอส ในกรณีที่จะมีการเคลื่อนขบวนของกลุ่มผู้ชุมนุม โดยอาสาสมัครจะแบ่งกำลังเป็นแนว 5 แถว มีผ้าโพกหัวสีเหลืองระบุตำแหน่งแถว แต่ละแถวจะมีหัวหน้าควบคุมดูแล เพื่อกั้นผู้ชุมนุมให้อยู่ในแนวของอาสาสมัคร ทำให้สะดวกในการควบคุมดูแล ซึ่งแถวหน้าสุดจะเป็นหน่วยเจรจากับเจ้าหน้าที่ตำรวจในการเปิดทาง และต่อมาจะเป็นขบวนรถเครื่องขยายเสียง และผู้ชุมนุม ก่อนปิดท้ายขบวนด้วยหน่วยสันติวิธีอีกครั้งหนึ่ง

การเคลื่อนขบวนแต่ละครั้งจะต้องมีการวางแผนอย่างรอบคอบ เพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะและให้การชุมนุมอยู่ในกรอบของสันติวิธี โดยผู้ชุมนุมจะอยู่ในกรอบสี่เหลี่ยมของแนวอาสาสมัคร

เขาบอกว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือการสอดส่องดูแลและควบคุมผู้ชุมนุมให้อยู่ในกรอบของสันติวิธี โดยเฉพาะเมื่อมีการเคลื่อนขบวนของกลุ่มผู้ชุมนุม จะมีการประชุมวางแผนก่อน เพื่อจัดแบ่งกำลังและหน้าที่ของอาสาสมัคร รวมทั้งจัดทำอุปกรณ์รณรงค์ ข้าวปลาอาหาร และเครื่องมือปฐมพยาบาล

“เราต้องพยายามทำทุกอย่างไม่ให้มีการปะทะกับตำรวจ คอยเตือนผู้ชุมนุมที่ไม่อยู่ในกรอบ และจับตาไม่ให้มือที่สามเข้ามาป่วน โดยหากเตือนแล้วไม่ฟังก็จะคุมตัวส่งตำรวจ” ทูล อธิบาย

“แต่ในคืนวันนั้น เรายอมรับว่า มันหนักหนาจนเรารับมือไม่ไหวจริงๆ…”

เขาหมายถึงเหตุการณ์ปะทะที่หน้าบ้านสี่เสาเทเวศน์

2 –

ที่หน้าบ้านสี่เสาเทเวศน์…ยามค่ำ

ย้อนกลับไปในคืนวันที่ 21 กรกฎาคมที่ผ่านมา ศุภณัฐ ไวเลิศ หรือ ดา อาสาสมัครสาววัย 29 ปี เล่าว่า เหตุการณ์ที่หน้าบ้านพักของพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ นั้น อาสาสมัครสันติวิธีไม่สามารถควบคุมผู้ชุมนุมได้ อาสาสมัครทุกคนซึ่งได้รับการอบรมให้เข้าไปขัดขวางการกระทำทุกอย่างที่จะก่อ ให้เกิดความรุนแรง จึงต้องเปลี่ยนบทบาทมาช่วยเหลือผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์แทน ซึ่งก็ช่วยเหลือผู้ชุมนุมได้ไม่เต็มที่ เนื่องจากไม่ได้คาดว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจะใช้วิธีการรุนแรงในการสลายการ ชุมนุม

“ผู้ชุมนุมไม่ได้เตรียมตัวมาปะทะกับตำรวจ ทำให้ไม่มีอุปกรณ์ป้องกันหรืออาวุธ และเมื่อตำรวจสลายการชุมนุมด้วยการใช้แก๊สน้ำตา และสเปรย์พริกไทย ทำให้เกิดการหยิบจับสิ่งของใกล้ตัวตอบโต้ เราเชื่อว่าน่าจะมีการผสมโรงของมือที่สามที่เข้ามายั่วยุให้ใช้ความรุนแรง ด้วย อาสาสมัครสันติวิธีจึงไม่สามารถควบคุมอารมณ์ของผู้ชุมนุมได้ ทำให้เกิดเหตุการณ์บานปลายขึ้น”

ดายอมรับว่า ในกลุ่มผู้ชุมนุมของ นปก. ซึ่งมีที่มาหลากหลาย อาสาสมัครไม่สามารถสอดส่องดูแลได้ทั่วถึง แม้กระทั่งการรับสมัครอาสาสมัครสันติวิธีของ นปก. เอง ก็ไม่สามารถคัดกรองคนได้ จึงต้องอาศัยการจัดการทางสังคมในกลุ่มกันเอง เช่น เมื่อเห็นว่าอาสาสมัครคนใดมีท่าทีก้าวร้าวรุนแรง ก็จะกันไม่ให้อยู่ในแถวหน้า หรือหากว่าคนไหนมีลักษณะเหมือนเข้ามาก่อกวน ก็จะให้ออกจากกลุ่มไป

“ในสถานการณ์ที่มีความขัดแย้งทางความคิดเช่นนี้ เราแบ่งสีขาวสีดำในหมู่คนไม่ได้ ดาเองไม่เคยคิดว่าตำรวจที่ทำการสลายการชุมนุมดีหรือเลวทั้งหมด ดาเข้าใจว่าเขาทำตามหน้าที่ และเชื่อว่าตำรวจหลายคนก็เข้าใจผู้ชุมนุม” เธอยิ้ม ก่อนจะพูดต่อไปว่า

“มันมีหลายภาพเหตุการณ์ในคืนนั้นที่สังคมไม่ได้รับรู้ ดาอยากให้ทุกคนเห็น โดยเฉพาะตำรวจที่ช่วยเหลือผู้ชุมนุม และภาพผู้ชุมนุมที่ช่วยเหลือตำรวจ แม้ว่าสุดท้ายการเคลื่อนไหวในคืนนั้นจะจบลงด้วยความรุนแรง การบาดเจ็บ และความรู้สึกแตกแยกกันยิ่งขึ้นในสังคมที่เราเหมือนถูกบังคับให้ต้องเลือกข้าง แต่หลายคนที่อยู่ในพื้นที่ตรงนั้นก็น่าจะได้เรียนรู้ถึงความซับซ้อนต่างๆ ในความขัดแย้ง เรียนรู้ที่จะคิดถึงผู้อื่นในสถานการณ์ที่ยากลำบาก และเรียนรู้ว่าความรุนแรงไม่ได้แก้ปัญหา แต่ต้องใช้สันติวิธี” เธอกล่าวด้วยนำเสียงหนักแน่น

ขณะที่ สมบัติ บุญงามองค์ เชื่อว่าเหตุการณ์ในคืนวันนั้นไม่ได้เป็นความล้มเหลวของสันติวิธี และประสบการณ์ในการเดินขบวนที่ผ่านมาทำให้เรียนรู้ยิ่งขึ้นไปว่าความรุนแรง จากประชาชนนั้นใช้ต่อสู้กับรัฐไม่ได้ เพราะว่ารัฐมีอำนาจและมีความสามารถในการใช้ความรุนแรงที่สูงกว่า มีอาวุธ มีกองกำลัง มีความชอบธรรมทางกฎหมาย แต่ประชาชนมีสิ่งเดียวคือ การต่อสู้โดยตัวเขาจริงๆ

“สันติวิธีเป็นส่วนหนึ่งของอหิงสานะ มันยากขึ้นไปอีก เขาบอกว่าอหิงสาเป็นความรุนแรงประเภทหนึ่งเหมือนกัน เพราะว่าคุณต้องยอมให้เกิดความรุนแรงในตัวคุณเอง ใครจะพูด จะทำความรุนแรงในตัวคุณ ก็ยอม ถ้าเขาตี คุณก็จะอยู่กับที่ คุณจะต่อสู้ในหลักการโดยที่คุณไม่กระทำความรุนแรงต่อเขา แต่คุณได้กระทำความรุนแรงต่อตัวเอง ยอมให้เขากระทำต่อเรา แต่คนที่จะทำเช่นนี้ได้ ต้องอาศัยการฝึกฝนทั้งร่างกายและจิตวิญญาณสูงมาก”

“หากจะถามว่าสันติวิธีที่เรามีอยู่ในขบวนการของเราตอนนี้เพียงพอหรือไม่ ผมเห็นว่ามันมีพัฒนาการนะ ปกติแล้วการตอบสนองของธรรมชาติของมนุษย์ก็คือว่า เมื่อคุณรุนแรงมา เรารุนแรงคืนตอบโต้กลับไป นี่คือธรรมชาติของคน ถ้ามีคนมาตอบหน้า มาด่าคุณ คุณจะตบหน้าคืน จะด่าคืน แต่นักต่อสู้ที่ผ่านการฝึกฝน และได้ผ่านการขบคิดต่อเหตุการณ์ที่อาจจะมีการใช้ความรุนแรง คนที่ต่อสู้จะต้องเรียนรู้ว่า การตอบโต้ด้วยความรุนแรงกลับไป สิ่งที่จะได้รับกลับคืนมาคือความรุนแรง ถ้าคุณจะลดความรุนแรง คุณต้องไม่รุนแรงกับเขา แต่ต้องใช้ความเป็นมนุษย์”

สมบัติ บอกว่า จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่หน้าบ้านสี่เสาร์ฯ สิ่งที่เขาค้นพบก็คือว่า ในตัวมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นประชาชนหรือตำรวจ จะมีจุดที่สัญชาติญาณทำงานเหนือความคิดสันติวิธี เมื่อเห็นอีกฝ่ายหนึ่งคุกคามชีวิต การตอบโต้ด้วยความรุนแรงจะเกิดขึ้นจากสัญชาติญาณที่ทำงานเร็วเกินกว่าความ คิดสันติวิธี

“สำหรับผู้ชุมนุมนั้น ภาพที่พวกเขาเห็นคือตำรวจปราบจลาจลจำนวนมากเดินเข้ามา ฉุดกระชากผู้นำการชุมนุม ใช้แก๊สน้ำตาซึ่งทำให้หายใจไม่ออก ทุรนทุราย เหล่านี้เป็นการคุกคามชีวิตชีวิตนะครับ แล้วสิ่งที่ผู้ชุมนุมเห็นต่อไปก็คือการเข้ามาตีคนโดยไม่ส่งสัญญาณ คนแก่ที่ถูกเหยียบ ถ้าเขาไม่ทำอะไรอย่างหนึ่ง ชีวิตพวกเขาจะได้รับอันตราย สัญชาติญาณจึงบังคับให้เขาแสดงออกด้วยการตอบโต้”

ทั้งนี้ สมบัติเชื่อมั่นว่า การผ่านเหตุการณ์ที่ยากลำบากมาด้วยกัน จะยิ่งทำให้อาสาสมัครสันติวิธีของ นปก. มีความเป็นหนึ่งเดียวบนเส้นทางสายสันติวิธีที่พวกเขาเชื่อมั่นต่อไป

“จิตอาสาและการคิดถึงคนอื่นที่มีในตัวอาสาสมัคร นปก. เหล่านี้คือความงดงามที่เราพบในสถานการณ์ความขัดแย้ง”

3 –

ที่ท้องสนามหลวง…ยามเย็น

เหล่าอาสาสมัคร นปก. ออกจากห้องประชุมสีดา ของโรงแรมรัตนโกสินทร์ มาเดินแจกใบปลิว ขายเสื้อ แจกน้ำ แจกยาดมให้ผู้ชุมนุมกลางสนามหลวง บ่อยครั้งที่รอยยิ้มและเสียงหัวเราะปรากฏบนสีหน้าพวกเขา

ศุภณัฐ ไวเลิศ หรือดา เล่าว่าเธอเดินทางจากต่างจังหวัดมากรุงเทพฯ เมื่อ 3 เดือนที่แล้ว ตามคำชวนของพี่ชาย ดาซึ่งเป็นอดีตนักศึกษาสาขาสื่อสารมวลชน บอกว่าก่อนหน้านั้นข้อมูลที่รับรู้จากสื่อต่างๆ ทำให้รู้สึกว่าม็อบสนามหลวงไม่ดี จนวันที่พี่ชายชวนให้ลองไปฟังการปราศรัยที่ท้องสนามหลวง จึงรู้ว่ามีข้อมูลมากมายที่สื่อไม่ได้รายงาน หลังใช้เวลาอยู่ที่ท้องสนามหลวง 5-6 วัน เธอจึงตัดสินใจสมัครเป็นอาสาสมัครสันติวิธีของ นปก.

“เรารู้สึกว่าสื่อไม่ยุติธรรม จึงอยากเข้ามาช่วย นปก. พอได้เข้ามาช่วยงานตรงนี้ก็ได้รู้ว่า สังคมไม่ใช่แค่เราคนเดียว แต่มันมีส่วนรวมและการทำงานเพื่อส่วนรวมอยู่ด้วย การได้ทำอะไรเพื่อส่วนรวมทำให้เรามีความสุข คนส่วนใหญ่ที่อยู่ตรงนี้มาทำงานด้วยใจ”

ทุกๆ วัน ดาจะมาที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ในตอนสาย ใช้เวลาอยู่ในห้องสีดาทำงานร่วมกับอาสาสมัครสันติวิธีทั้งวัน จนเย็นย่ำเมื่อเวทีที่ท้องสนามหลวงเริ่มขึ้น ดาจะออกไปประจำอยู่ตามซุ้มนิทรรศการข้างสนามหลวงกับเพื่อนๆ

ดาบอกว่า แม้จะต้องหยุดงานมาทำกิจกรรมร่วมกับ นปก. โดยไม่รู้ว่าจะจบลงเมื่อไหร่-อย่างไร แต่เธอก็ไม่ย่อท้อ และขออยู่กับ นปก. จนกว่าสถานการณ์บ้านเมืองจะคลี่คลาย หลังจากนั้นจะไปสมัครเป็นอาสาสมัครของมูลนิธิกระจกเงา ทำงานอาสาอย่างจริงจังต่อไป

“หัวใจของประชาธิปไตย คือการแบ่งปันให้กันและกัน ไม่ว่าจะเป็นอำนาจ หรือทรัพยากรต่างๆ เราจะอยู่ที่สนามหลวงต่อไป เพื่อเรียกร้องให้ทหารคืนทุกอย่างของพวกเรามา ประชาชนจะต้องเป็นผู้ตกลงในการแบ่งปันกันเอง” เธอเชื่ออย่างนั้น

เพราะเชื่อเช่นกันว่า ประชาชนตัวเล็กๆ สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ด้วยการแสดงออกตามสิทธิเสรีภาพที่พลเมืองพึงมี สุธี วงศ์พรม ชายวัย 40 ต้นๆ จึงดั้นด้นเดินทางจากบ้านที่นครสวรรค์มาเพื่อร่วมทัพกับ นปก. หลังจากที่คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญพิพากษาให้พรรคไทยรักไทยปิดฉากลง

สุธี ซึ่งเพิ่งผ่านการหย่าร้างกับภรรยา บอกว่า การมาเป็นอาสาสมัคร นปก. ทำให้รู้สึกว่าชีวิตมีคุณค่า ทุกวันนี้เขาใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ที่ห้องประชุมสีดา อาสาทำงานทุกอย่างที่วางอยู่ตรงหน้า และด้วยฝีมือการเขียนป้ายผ้าทีประณีตสวยงาม ทำให้เขาเป็นมือวางอันดับต้นๆ ในการสร้างสีสันลงบนแผ่นผ้ารณรงค์ต้านรัฐประหาร

“คนที่นี่เห็นว่าผมไม่มีรายได้อะไร จึงช่วยกันออกเงินเล็กๆ น้อยๆ ให้เป็นค่าจ้างเขียนป้ายผ้า ตกเย็นผมก็ออกมาสอดส่องดูแลความเรียบร้อยรอบๆ สนามหลวง การได้ใช้เวลาอยู่กับเพื่อนๆ ที่มีความตั้งใจเดียวกัน ช่วยเหลือกันและกัน ทำให้ผมรู้สึกว่า จะแยกจากขบวนไปไม่ได้”

“ผมตั้งใจว่าจะอยู่ที่นี่ให้ถึงที่สุด ได้ประชาธิปไตยคืนมาเมื่อไหร่ ผมจะเดินทางกลับบ้านเกิดไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ เปิดร้านเบเกอรี่ตามความฝัน” สุธี เล่าด้วยแววตาเปี่ยมความหวัง

แม้จะไม่ใช่อาสาสมัคร นปก. ที่ผ่านการอบรมสันติวิธี แต่ วรนารี จันอ้น หรือ “คุณอ๋อยไฮโซ” และ แอ๊ด ณ อยุธยา หรือ “คุณแอ๊ด ราชนิกุล” สองเพื่อนซี้รุ่นคุณป้า ก็นับได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของห้องสีดาและเวทีสนามหลวง

คุณแอ๊ด ในวัย 50 กว่าๆ ซึ่งเล่าว่าสมาชิกในครอบครัวใหญ่ของเธอเป็นตำรวจ-ทหาร บอกว่า ความรู้สึกหวงแหนประชาธิปไตยที่เธอมีส่วนร่วมเพื่อสู้ให้ได้มาเมื่อครั้ง 14 ตุลา ทำให้เธอออกจากบ้านมาร่วมกิจกรรมต้านรัฐประหารทันที่ที่เหตุการณ์ 19 กันยา เกิดขึ้น

“เกิดเรื่องอย่างนี้ขึ้น ถ้าเราไม่ออกมาช่วยกันแล้วใครจะช่วย ป้าคิดอย่างนี้ จึงออกมาช่วยๆ กัน ถามว่ามีท่อน้ำเลี้ยงไหม ไม่มี ป้าพอมีกินมีใช้ จึงเอามาช่วยๆ กัน อาสาสมัครบางคนที่นี่ บางวันไม่มีข้าวจะกินด้วยซ้ำ กิจกรรมที่เราทำด้วยกัน มันเป็นค่าใช้จ่ายที่เราต้องควักเนื้อ เพราะไปตั้งโต๊ะบริจาคก็ได้เงินไม่มาก เพราะฉะนั้น ใครที่เข้ามาตรงนี้ เราก็ช่วยๆ กัน แบ่งกันกิน แบ่งกันใช้”

“ป้ามาที่นี่ทุกวัน จนรู้สึกเหมือนมันเป็นบ้าน คนที่สนามหลวงอยู่ด้วยกันอย่างนับเป็นเพื่อน เป็นพี่เป็นน้องกันหมด ไม่ว่าคุณจะมาจากไหน รากหญ้าหรือราชนิกูลเหมือนป้า มันก็เป็นคนเท่ากัน เรากินข้าวกล่องริมสนามหลวงด้วยกัน หวังร่วมกันว่าประชาธิปไตยจะกลับคืนมาในเร็ววัน” คุณแอ๊ด บอก

ส่วนคุณอ๋อย ซึ่งยังคงมีรอยฟกช้ำปรากฏที่ขา จากเหตุการณ์หน้าบ้านสี่เสาเทเวศน์ บอกว่า “รู้ ว่าทหารเรียกพวกเราว่าเป็น หมาสนามหลวง หรือเป็นพวกถ่อย ถามหน่อย พวกป้าเป็นย่าเป็นยายกันแล้ว มีชีวิตที่สุขสบาย จะออกมาเดินตากแดดตากฝนทำไม ป้าคิดอย่างเดียวว่าเราต้องได้ประชาธิปไตยคืนมา”

“เวลาเดินขบวนกัน ป้าขออาสาไปอยู่แถวหน้า เพราะว่าป้าเป็นผู้ใหญ่แล้ว คิดว่าจะเจรจา จะควบคุมอารมณ์กันได้ แต่เขาบอกว่าแถวหน้ารับเงินมา 3 พัน บ้างก็ว่าม็อบ นปก. เอาคนแก่มาปะทะตำรวจเพื่อเรียกร้องความชอบธรรม ป้าไม่โกรธหรอกนะ แต่น้อยใจ โดยเฉพาะตอนที่ตำรวจเอากระบองมาฟาดขาป้าในคืนนั้น ป้าน้อยใจมาก เรามีแค่ร่มคันเดียว ไม่มีอาวุธอะไร ทำไมต้องมีตีกันด้วย ป้าร้องออกไปว่า พอได้แล้ว เขาจึงผ่านป้าไป” คุณอ๋อยรำลึกถึงเหตุการณ์คืนนั้นก่อนจะกล่าวต่อไปว่า

“บอกตรงๆ ว่าเราชอบคุณทักษิณ แต่การมาเรียกร้องที่ท้องสนามหลวงของพวกเรา ไม่ใช่เพื่อคุณทักษิณ แต่เพื่อประชาธิปไตย สื่อชอบเขียนว่าเราทำเพื่อคุณทักษิณ ที่จริงไม่ใช่ เราแค่บอกว่า ระหว่าง คมช. กับคุณทักษิณ เราเลือกคุณทักษิณ เพราะคุณทักษิณมาจากกระบวนการประชาธิปไตย หมอเหวงก็พูดแทบทุกครั้งที่ขึ้นเวทีเหมือนกัน แต่สื่อเอาไปตัดต่อคำพูดจนกลายเป็นว่า หมอเหวงมาเรียกร้องให้คุณทักษิณ”

ขณะที่ ภานุวัฒน์ แก้วมาลัย หรือ เหน่ง อายุ 32 ปี อาสาสมัครสันติวิธี ชาวเชียงใหม่ เล่าว่า เขาตัดสินใจหยุดงานประจำ ซึ่งเป็นงานขนส่งสินค้าที่เชียงใหม่ เอาเงินเก็บที่มี สะพายเป้ใบเดียวเข้ามาที่กรุงเทพฯ อาศัยเช่าห้องกับเพื่อนๆ อยู่แถวคลองหลอด เพื่อปักหลักทำงานอาสาให้ นปก.

“ผมเชื่ออยู่เสมอว่าประชาธิปไตยต้องมาจากประชาชนไม่ใช่เผด็จการ กระทั่งเกิดเหตุการณ์รัฐประหาร เมื่อวันที่ 19 กันยายน ที่ผ่านมา ยิ่งตอกย้ำความรู้สึก และไม่อยากเชื่อว่าจะเกิดเหตุเช่นนี้ในยุคปัจจุบันได้ รัฐประหารแล้วเศรษฐกิจแย่อย่างนี้ คนหาเช้ากินค่ำอย่างผมอยู่ไม่ได้ งานมีเข้ามาน้อยมาก ผมอยู่ทางเหนือ จะขับรถไปส่งของที่ไหนก็ลำบาก ถูกทหารบล็อกไว้ ตรวจค้นตลอด ทำแบบนี้ไม่ถูกต้อง ทำไมประชาชนต้องไร้เสรีภาพแม้แต่ในบ้านเกิดของตัวเอง”

เขาออกตัวว่า ไม่ใช่คนเรียนสูง แต่หากจะมีใครถามว่า หัวใจของประชาธิปไตยอยู่ตรงไหน เขามั่นใจที่จะตอบว่า…

“ในระบอบประชาธิปไตย อำนาจสูงสุดต้องเป็นของประชาชน”

โดย เบญจมาศ บุญฤทธิ์, ชัยรัตน์ จิโรจน์มนตรี : สำนักข่าวชาวบ้าน (30/07/2550)

นักข่าวพลเมือง : ปลาทู

ระหว่างที่นั่งทบทวนงาน workshop นักข่าวพลเมืองที่ผ่านมา

นอนพินิจพิจารณางานคล้ายๆ กันของเพื่อนๆ ในเครือข่าย IAC

ก็ให้รู้สึกว่า เราคงต้องออกแรงและลงขันจินตนาการกันอีกมาก

เอาล่ะ…จะยังไงก็ไม่ท้อ จะยังไงก็ไม่ถอย

และทุกครั้งที่ดูงานนักข่าวพลเมืองชิ้นนี้

เรารู้สึกมีพลังทุกครั้ง :)

ป.ล. “ปลาทู” เป็นงานนักข่าวพลเมืองชิ้นแรกๆ และเป็นงานชิ้นแรกที่ืทำให้รู้สึกว่า “พวกเราทำได้” แม้จะไม่มีอุปกรณ์และความพร้อมมากมาย