งานภาคประชาสังคมในกระบวนการสันติภาพ (ต่อ)

นานหลายสัปดาห์กว่าจะกลับมาโพสต์เนื้อหาต่อจากโพสต์ที่แล้ว มาช้ายังดีกว่าไม่มานะจ๊ะ :D

โพสต์ก่อนหน้านี้ เจ้าของบล็อคเล่าว่าอาจาย์มารค ตามไท พูดถึงเรื่อง”กระบวนการสร้างสันติภาพ” ไว้ในปาฐกถาที่ชื่อว่า “ประชาสังคมกับกระบวนการสร้างสันติภาพ” วันนี้ขอเล่าต่อสั้นๆ ว่า ในทัศนะของอาจารย์มารคแล้ว “ลักษณะทั่วไปของานภาคประชาสังคมในกระบวนการสันติภาพ” คืออะไร และปัญหาที่คนทำงานเหล่านี้ต้องเผชิญคืออะไร

DSC-2729

“ลักษณะทั่วไปของงานภาคประชาสังคมในกระบวนการสันติภาพ”

อาจารย์มารคบอกว่า โดยทั่วไปๆ เห็นงานอยู่สองประเภท คือ

หนึ่ง งานประเภทที่มาจากการวางแผน คือภาคประชาสังคมกลุ่มต่างๆ วางแผนว่าจะทำงานบางอย่าง เป็นการคิดร่วมกัน วางแผนกันว่าจะทำงานแบบไหนดี

สอง งานประเภทที่ทำโดยไม่ได้วางแผน และเป็นปฏิกิริยาโดยตรงต่อเหตุการณ์ เป็นการที่เห็นเหตุการณ์บางอย่าง แล้วภาคประชาสังคม จะเป็นคนหรือกลุ่มคนก็ได้ ทำบางอย่างออกมากระทันหัน และเปลี่ยนทิศทางของการพยายามแก้ปัญหาความรุนแรง

ยกตัวอย่าง ที่ซาราเจโว บอสเนีย ตอนที่ยูโกสลาเวียกำลังแตก มีวันหนึ่ง ประชาชน 22 คนถูกถูกสังหารกลางเมืองโดยทหารของรัฐ นักดนตรีคนหนึ่งซึ่งอาศัยอยู่ในบริเวณจุดที่ประชาชนถูกสังหาร เขาชื่อ “สเมโลวิช” เป็นนักดนตรีเชลโล เขาเห็นเหตุการณ์คน 22 คนถูกยิง รู้สึกทนไม่ไหว และโดยไม่ได้วางแผนหรืออะไรทั้งสิ้น และไม่มีกลุ่มที่สังกัดด้วย วันรุ่งขึ้นและอีก 22 วันถัดไป เท่ากับจำนวนคนที่ถูกยิง เขาจะถือเชลโลไปที่จุดสังหาร และเล่นมันอยู่ประมาณ 2 ชั่วโมงทุกวัน วันแรกที่ไป คนก็ไม่เข้าใจว่าทำอะไร ก็ถามเขา เขาตอบว่า เขาไม่อยากให้สิ่งที่เกิดขึ้นหายไปจากความจำของคน ก็เลยเล่น และเขาจะเล่นเท่ากับจำนวนคนที่ถูกสังหาร และ 22 วันนั้นมันเพียงพอที่เรื่องนี้จะกระจายไปทั่วประเทศ สื่อก็เสนอเรื่องราวนี้ไปทั่วโลก

มันทำให้คนหลายกลุ่มมองว่า เวลาเกิดเหตุการณ์ร้ายแรงแล้วกระทบความรู้สึกคน เราไม่จำเป็นที่จะ “แค่รับเฉยๆ” แล้วกลุ้มใจ เราสามารถทำอะไรบางอย่างได้โดยไม่ต้องคิดก่อนว่ามีประโยชน์ไหม นักเชลโลคนนั้นบอกว่าเขาไม่ได้คิดอะไร เขาเป็นนักดนตรี เขาทำอย่างอื่นไม่ได้ เขาจะไปเล่นดนตรีตรงนั้นแทนคน 22 คนที่ตายไป นี่คืองานในกระบวนการสันติภาพประเภทที่ไม่วางแผน

อาจารย์มารคเห็นว่า งานทั้งแบบวางแผนและไม่วางแผนมีความสำคัญทั้งคู่ เพราะฉะนั้นเวลาเราพูดถึงประชาสังคมกับกระบวนการสันติภาพ มันไม่จำเป็นเสมอไปที่ต้องเป็นการจัดกลุ่ม-วางแผน ซึ่งนั่นก็สำคัญ แต่บางครั้งมันคือคนในสังคมเองมีปฏิกิริยาต่อสิ่งที่เกิดขึ้น แล้วไม่ยอมให้มันผ่านไปเฉยๆ

นอกจากนี้แล้ว อาจารย์มารคก็บอกว่า ยังมีวิธีทำความเข้าใจงานของภาคประชาสังคมในกระบวนการสันติภาพอีกแบบหนึ่ง นั่นคือ

หนึ่ง ชนิดที่ไปร่วมกับโครงการของรัฐ และสอง การริเริ่มทำอะไรบางอย่างเอง โดยไม่สนใจโครงการของรัฐหรือนโยบายของรัฐ ซึ่งทั้งสองแบบนี้เป็นประโยชน์ทั้งคู่

ตัวอย่างงานประเภทที่ประชาสังคมที่ไปมีอิทธิพลต่อนโยบายบางอย่างของรัฐ เช่น พรบ.การบริหารราชการจังหวัดชายแดนใต้ (พรบ.ศอ.บต.) ที่กำลังเข้าสภา ซึ่งมีอะไรที่ต่างจากพระราชบัญญัติฉบับเดิม จริงอยู่ในสภาก็มีผู้แทนมาถกเถียงกัน แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าจะเป็นความเห็นที่เพียงพอจากในพื้นที่ภาคใต้โดยเฉพาะ วิธีของภาคประชาสังคมคือ การไปออกความเห็นในสภาหรือจัดวงคุยกันเรื่องนี้ก่อน เช่น จะมีการตั้งสภาเสริมสร้างสันติสุขในจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีสมาชิก 50 คน ในมาตราที่ 20 เป็นเรื่องอำนาจหน้าที่ในการเสนอแนะให้คำปรึกษา คำถามคือมันต่างอะไรจากที่เคยทำมา 20-30 ปี มันเพียงพอหรือเปล่า เรื่องนี้เป็นสิ่งผิดจังหวะเวลาหรือว่าย้อนยุคเหมือน10 ปีก่อนหรือไม่ ทุกคนต้องคิด คิดแล้วก็ต้องออกไปแสดงความเห็นต่อมาตราต่างๆ นี่คือตัวอย่างของการมีส่วนร่วมในโครงการของรัฐ

ถ้าเป็นลักษณะของงานที่คิดขึ้นเอง คือ การคิดหารูปแบบและดำเนินโครงการเอง ซึ่งเราก็เห็นตัวอย่างมากมาย

ทั้งนี้ อาจารย์มารค ได้ยกตัวอย่างงานในกระบวนการสันติภาพของกลุ่มภาคประชาสังคมต่างๆ จากหลายที่ทั่วโลก และตั้งข้อสังเกตว่า

มีคำถามยากประการหนึ่งในการทำงานเรื่องสันติภาพ คือ เราจะเรียนรู้จากที่อื่นได้อย่างไร ซึ่งเป็นคำถามที่ท้าทายมาก เพราะมันมีจุดยืนได้หลายจุดยืน หนึ่งบอกไม่ฟังใครเลย ไม่เรียนรู้จากใครทั้งสิ้น อีกแบบหนึ่งก็สุดขั้วคือฟังหมดแล้วพยายามทำตามหมดทุกอย่าง

อาจารย์มารคแสดงความเห็นว่า ทั้งสองทางอาจจะเป็นทางที่ไม่ค่อยเหมาะ ที่ทำตามน่ะไม่เหมาะแน่ เพราะบางครั้งมันทำไม่ได้ มันคนละเรื่องกัน บริบทก็ต่างกัน อยากทำก็ทำไม่ได้เพราะไม่มีบางอย่างอยู่ที่นั่น แต่ถ้าบอกไม่ฟังเลยมันก็เป็นคำถามเหมือนกันว่าแปลว่าอะไร

นอกจากนี้ อาจารย์มารคยังพูดถึง “ปัญหาที่ภาคประชาสังคมอาจเผชิญในการทำงานด้านสันติภาพ” ด้วย ซึ่งสรุปได้ย่อๆ ว่า ปัญหาที่ประชาสังคมอาจต้องเผชิญคือ

หนึ่ง การประสานงานระหว่างกลุ่มที่มีเป้าหมายระยะยาวเหมือนกัน แต่เป้าหมายระยะสั้นต่างกัน กล่าวคือ เป้าหมายระยะยาวคือการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข แต่เป้าหมายระยะสั้นอาจสวนทางกัน การทำงานของกลุ่มหนึ่งอาจไปลบความคืบหน้าของอีกกลุ่มหนึ่ง

สอง การประสานงานระหว่างกลุ่มที่มีเป้าหมายระยะยาวต่างกัน ปัญหาคือทำอย่างไรที่จะรวมคนที่ไม่อยากอยู่ร่วมกัน ให้เข้ามาอยู่ด้วยกันให้ครอบคลุมทุกกลุ่ม

สาม การประสานงานระหว่างภาคประชาสังคมในพื้นที่ กับภาคประชาสังคมที่มาจากนอกพื้นที่

สี่ อิทธิพลของแหล่งทุน

………………..

ทั้งนี้ ในช่วงท้าย ผู้เข้าร่วมการประชุมได้ตั้งคำถามไว้อย่างน่าสนใจ และอาจารย์มารคก็ได้ตอบคำถามผู้เข้าร่วมการประชุมไว้น่าสนใจมากเช่นกันค่ะ

หมายเหตุ : ปอหยิบส่่วนท้ายนี้มาจากเอกสารเผยแพร่ที่แขวนอยู่ในเว็บไซด์ DSW ค่ะ :)

คุณราณี หัสรังสี

น่าสนใจในเรื่องกระบวนการสันติภาพ ถ้าคิดกันว่าอยากสร้างประตูใหญ่ ก็ต้องคิดว่าจะออกแบบประตูใหญ่อย่างไร และการจะสร้างฐานรองรับประตูใหญ่เพื่อให้หลายๆ คนได้ใช้ประตูใหญ่นี้ ควรคิดถึงอะไรบ้าง จึงอยากถามอาจารย์ให้เห็นเป็นแนวทางกว้างๆ

คุณพุทธณี กางกั้น

จากที่ฟังมามีคำถามสำคัญ 2 ประการ คำถามแรก คือ โดยส่วนตัวแล้วสงสัยว่าภาคประชาสังคมในส่วนอื่นต้องการสันติภาพจริงหรือไม่ เพราะภาคประชาสังคมมีสองกลุ่มซึ่งไม่แน่ใจว่าเขาต้องการสันติภาพหรือไม่ กลุ่มแรก คือ กลุ่มของรัฐ ตัวอย่างที่อาจารย์ยกเรื่องไอปาแย จะเห็นว่าผู้กระทำเป็นเจ้าหน้าที่รัฐและการนำเจ้าหน้าที่รัฐเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมทำได้ยากมาก อย่างไรก็ตาม อาจมีกลุ่มรัฐที่ต้องการสันติภาพเช่นกัน กลุ่มที่สอง คือ กลุ่มผู้ใช้ความรุนแรงในพื้นที่ต้องการสันติภาพหรือไม่ หรือเขาอาจต้องการแต่ไม่แน่ใจว่าจะเป็นเวลานี้หรือไม่ อย่างที่อาจารย์บอกว่ารัฐใช้ความรุนแรง ทำให้ผู้ก่อความรุนแรงใช้ความรุนแรง แล้วรัฐก็ใช้ความรุนแรงตอบโต้เป็นวงเวียนอย่างนี้ เราอยู่ตรงนี้เราบอกว่าเราต้องการสันติภาพ แต่ภาคประชาสังคมอื่นอาจไม่อยากได้สันติภาพ แล้วเราจะทำอย่างไร

คำถามที่สอง จากการทำงานและได้สัมผัสกับคนทำงานในภาคประชาสังคม แต่อาจน้อยกว่าคนอื่นๆ ในที่นี้ จริงๆ แล้วภาคประชาสังคมเองคิดเหมือนกันหรือไม่ คล้ายกับที่อาจารย์บอกว่าภาคประชาสังคมอาจมีความต่าง เท่าที่ทำงานมา การมองปัญหาของภาคประชาสังคมเองมีความแตกต่างกันมาก ถ้าจะทำงานในเรื่องสามจังหวัด เราละเลยไม่ได้ในการมองมิติทางสังคมวิทยาของพื้นที่ เพื่อทำความเข้าใจเรื่องวัฒนธรรมและศาสนา แต่ก็รู้สึกได้ว่าวัฒนธรรมและศาสนาของคนในพื้นที่ก่อให้เกิดการชนกันทางวัฒนธรรมการทำงานของคนนอกพื้นที่ด้วยเช่นกัน และไม่แน่ใจว่าองค์กรภาคประชาสังคมที่ทำงานในพื้นที่มองคนมลายูมุสลิมหรือ ชาวบ้านในสายตาแบบเดียวกันหรือไม่ บางกลุ่มอาจมองด้วยความเห็นใจเพราะเขาเป็นเหยื่อ หรืออีกกลุ่มอาจมองว่าคนมลายูมุสลิมเป็นผู้ก่อความรุนแรง ความคิดแบบนี้ยังมีอยู่ในคนทำงานภาคประชาสังคมหลายๆ กลุ่ม ซึ่งการมองแบบนี้นำไปสู่วิธีการแก้ปัญหาที่ต่างกัน ปรากฏการณ์ที่สังเกตได้ คือ มีบางกลุ่มที่เข้าข้างคนมลายูมุสลิมมากๆ ในขณะที่บางกลุ่มไม่ชอบและต่อต้านไปเลย ถ้าเป็นแบบนี้จะเห็นได้ว่าในภาคประชาสังคมเองก็มีความคิดที่แตกต่างกันค่อน ข้างมาก แล้วการสร้างกระบวนการสันติภาพไปด้วยกันจะเป็นไปได้จริงหรือไม่

อาจารย์มารค ตามไท

เราลองมาแลกเปลี่ยนความเห็นในประเด็นสุดท้ายก่อน อย่างที่ผมบอกไปว่ามีกลุ่มที่เห็นไม่เหมือนกันได้ มีคนไม่อยากมีสันติภาพแล้วยุ มีกลุ่มต่างๆ ที่หยิบอาวุธไปปฏิบัติการเองในภาคประชาสังคม นั่นก็คือความยากของภาคประชาสังคม ภาคประชาสังคมไม่ได้มีความหมายโรแมนติกว่าเป็นกลุ่มที่ปรารถนาความดี แต่ในความเป็นจริงหมายถึงคนที่อยู่ในพื้นที่ มีเป้าหมายต่างกัน บางเป้าหมายอาจไม่สนับสนุนการอยู่กันอย่างสันติก็มี เพราะไม่อยากจ่ายราคาของมัน

คำถามสำคัญ คือ ภาคประชาสังคมที่มีความเห็นต่างกันจะทำอย่างไร การแก้ไขความต่างนี้อาจจะเป็นว่าไม่ทำอะไร ให้รัฐเข้ามาพยายามทำ หรือภาคประชาสังคมทำเอง และถ้าทำก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องคิด แต่มันก็มีขั้นตอนและองค์ความรู้ที่สามารถศึกษาได้ ถ้ากลุ่มหนึ่งซึ่งไม่ค่อยอยากอยู่อย่างสันติมีคุณค่าบางอย่างร่วมกับกลุ่มเล็กที่อยากอยู่อย่างสันติ เราก็นำกลุ่มเล็กมาคุยกันก่อน มันมีวิธีที่จะจัดการกับกลุ่มที่เห็นต่างในประชาสังคมโดยการหาจุดร่วมของ กลุ่มเล็ก แล้วจากนั้นจึงดึงกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยเข้ามา เรียกว่า การพูดคุยแบบ Single Identity

คำถามเรื่องพื้นฐานการสร้างประตูไปสู่สันติภาพ จากประสบการณ์ที่ผมทำมา คือ เราแก้ปัญหาทั้งหมดไม่ได้ แต่เราวาดฝันว่าสังคมจะเป็นอย่างไรได้ แต่จะเริ่มทำโดยไม่พูดถึงความฝันเลยไม่ได้ เพราะมันจะไปคนละทาง อาจต้องทำคู่กัน ในขณะที่ทำงานด้านรูปธรรม ก็ต้องคุยกันไปด้วยว่าเราจะอยู่ร่วมกันในสังคมที่ปรารถนาอย่างไร มันจะได้เห็นว่ากำลังปรับทิศทางกันไป เพราะผมห่วงว่าถ้าต่างคนต่างทำตามเป้าหมายของตัวเองโดยที่ตอนต้นร่วมกัน เพราะคิดว่ามีเป้าหมายเดียวกัน เมื่อถึงจุดหนึ่ง มันจะมีปัญหาว่าอยากอยู่กันอย่างไร

ขอยกตัวอย่างเพื่อให้เห็นลักษณะที่ต่างมาก ซึ่งคนทำงานภาคประชาสังคมในภาคใต้ต้องข้ามผ่านไปให้ได้ ในอาร์เจนติน่า มีคนถูกรัฐอุ้มไปเยอะมากเมื่อ 30 ปีก่อน ส่วนมากเป็นคนที่อายุน้อยและตั้งท้องอยู่ เมื่อลูกเกิดมาจะถูกนำไปขาย ปัญหาที่เจ็บปวดคือ ปู่ยาตายายเจ็บปวดว่าหลานไม่อยู่ นี่เป็นปัญหาเฉพาะที่บางแห่งไม่มี การที่ประชาชนถูกรัฐอุ้มไปกักขังไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร เด็กที่ถูกส่งออกไปขายได้มีการทวงคืน ซึ่งมีโครงการที่ทำเรื่องนี้สะท้อนความยากลำบากในการทำงานอย่างเช่นเรื่องเด็กที่ทั่วโลกก็มีปัญหาเด็กแตกต่างกัน

คุณมันโซร์ สาและ

ผมอยากให้อาจารย์ช่วยอธิบาย Concept เรื่อง Peace ในสายตาของอาจารย์ เพราะมันอาจไม่ตรงกับความต้องการของชาวบ้าน เช่น รัฐบอกว่าอยากให้ความสันติสุขกลับมาเหมือนอย่างเก่า แต่คนที่นั่นจะถามว่าอยู่อย่างเก่านั้น เราอยู่อย่างถูกกดหรือไม่ หรือเราจะอยู่แบบสัญญาประชาคมไหม คำว่า “สันติภาพ” ของคนในพื้นที่อาจเกี่ยวข้องกับศาสนาและไม่เกี่ยวกับรัฐ แต่คนอยู่ดีกินดี ผมคิดว่าสันติภาพเป็นคำที่ละเอียดอ่อนและมีหลายเวอร์ชั่น ผมจึงอยากถามอาจารย์ในเรื่องนี้

อาจารย์มารค ตามไท

คำถามนี้เป็นคำถามที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่ง แต่ความเห็นของผมไม่ได้สำคัญเลยว่าผมเข้าใจสันติภาพอย่างไร ไม่สำคัญว่าผมจะอธิบายอย่างไร สิ่งสำคัญอยู่ตรงภาคประชาสังคมที่จะเป็น ผู้บอกให้รัฐเข้าใจว่าคนคิดอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องการอยู่อย่างสันติสุข เรื่องนี้เราต้องบอก ผมไม่มีความสำคัญที่จะเล่าความคิดของผมให้ทั้งที่นี้หรือรัฐฟัง

แต่มีประเด็นเดียวที่อยากตั้งเวลาตอบคำถามนี้ คือ ต้องเข้าใจว่าประชาสังคมจังหวัดชายแดนภาคใต้กว้างมาก ความหลากหลายอาจมากกว่าที่เราอยากยอมรับกัน อย่างน้อยไทยพุทธก็มีกลุ่มหนึ่ง การอยู่อย่างสันติสุขบนพื้นฐานศาสนาก็จะมีสองกลุ่ม คือ ไทยพุทธกับมุสลิม ภาพที่จะสร้างต้องเป็นเรื่องที่คุยกัน แต่ไม่ใช่คุยกันเองในประชาสังคมเท่านั้น ต้องสื่อให้รัฐเข้าใจด้วย เพราะรัฐมีบทบาทเยอะและมีงบประมาณที่ลงไปมาก เราต้องบอกเพื่อสร้างความเข้าใจให้เกิดขึ้น

สำหรับกลุ่มตัวอย่างที่ต้องการให้ยกขึ้นมานั้น อย่าคิดถึงตัวอย่างพวกนี้เพื่อที่จะทำตาม แต่ให้เป็นตัวอย่างของการจะแก้อุปสรรค ให้เห็นการจัดลำดับความคิดในการแก้อุปสรรค และคิดให้เป็นระบบ

ยกตัวอย่างกลุ่มทำงานด้านเยาวชน เช่น สภาเยาวชนโคโซวา เป็นการรวมตัวกันเฉยๆ ของเยาวชนเอง และพยายามหาวิธีง่ายๆ เข้าไปในค่ายผู้ลี้ภัยแล้วทำกิจกรรมต่างๆ เช่น กีฬา ดนตรี กิจกรรมรักษาความสะอาด ให้ความรู้วิธีป้องกันกับระเบิด กลุ่มเยาวชนพูดคุยกันเองรู้เรื่องและก่อให้เกิดกำลังในสภาพแวดล้อมที่รุนแรง ในขณะที่ผู้ใหญ่ทำงานกับเยาวชนแล้วกลับไม่ได้ผล

ตัวอย่างกลุ่มทำงาน ด้านศาสนา เช่น กลุ่มนากาแลนด์ เป็นกลุ่มชาวคริสต์ ขณะที่คนส่วนใหญ่ในประเทศอินเดียเป็นฮินดู ตลอดเวลารัฐบาลอินเดียพยายามชักชวนกลุ่มกองกำลังของนากาแลนด์ 2-3 กลุ่ม มาพูดคุยกันเพื่อเข้ากระบวนการสันติภาพ แต่ไม่สำเร็จ เพราะว่ากลุ่มกองกำลังไม่ไว้ใจรัฐบาล ผู้นำศาสนาจึงเป็นคนไปคุยกับกลุ่มที่ใช้อาวุธซึ่งเป็นสมาชิกในคริสตจักรนากาแลนด์ อีกทั้งผู้นำศาสนาเป็นคนกลางที่พูดคุยกับรัฐบาลอินเดียเกี่ยวกับวิธีการแก้ ปัญหาลดความรุนแรง

………………..

ขอบคุณอาจารย์มารคค่ะ สำหรับสาระดีๆ ในวันที่งานของขบวนการประชาสังคมชายแดนใต้ดูเหมือนกำลังจะตีบตันหาทางไปต่อไม่ถูก :)

การสร้างกระบวนการสันติภาพ ในทัศนะอาจารย์มารค ตามไท

ได้มีโอกาสไปรวมพลประชาสังคมชายแดนใต้กับเขามา ในงานสัมมนา “ประชาสังคมกับกระบวนการสันติภาพ : การขยายพื้นที่ภาคประชาชนเพื่อการแก้ปัญหาความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้” ที่หาดใหญ่ เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2552 ค่ะ

กลับจากงานอย่างมี “ความหวัง” โดยหนึ่งในผู้ที่ทำให้ปอรู้สึกเช่นนั้น คือ “อาจารย์มารค ตามไท” จากปาฐกถานำก่อนที่เราจะเริ่มตั้งวงคุยกัน ในหัวข้อ “ประชาสังคมกับกระบวนการสร้างสันติภาพ”

ปาฐกถานี้แบ่งเนื้อหาออกเป็น 3-4 หัวข้อ คือ การสร้างกระบวนการสันติภาพ, ลักษณะทั่วไปของงานที่ประชาสังคมทำได้ในกระบวนการสันติภาพ, ตัวอย่างงานสันติภาพของประชาสังคม, ปัญหาบางอย่างที่ภาคประชาสังคมอาจเผชิญในการเข้าร่วมขบวนการสันติภาพ

วันนี้ขอนำเนื้อหาในส่วนที่ชื่อว่า “การสร้างกระบวนการสันติภาพ” มาเล่าสู่กันอ่านค่ะ

MTDSC-2163

“การสร้างกระบวนการสันติภาพ”

อาจารย์มารคเริ่มต้นด้วยการตั้งคำถามว่า “กระบวนการสันติภาพที่ว่านี้ต่างยังไงกับการเสนอมาตรการต่างๆ ที่คนทำกันอยู่เรื่อย?” ซึ่งที่ผ่านมาพบว่ามีหลายคนอยากจะช่วย หาวิธีเข้ามา แล้วก็มีคณะต่างๆ เข้ามา มีข้อเสนอมาตรการต่างๆ ออกมา “การเสนอมาตรการคือการเริ่มสร้างสันติภาพหรือเปล่า?”

ในความคิดของอาจารย์มารคนั้น “มันต่างกันมาก” คนส่วนใหญ่ไม่ได้เข้าใจกระบวนการสันติภาพว่าโยงอย่างไรกับมาตรการ กล่าวคือ การเสนอมาตรการเป็นแค่การรวมหัวกันคิดว่าขาดอะไรแค่นั้นเอง มันเป็นจุดเริ่มต้นนิดเดียวของกระบวนการสันติภาพ

แล้วถ้าเป็นกระบวนการสันติภาพ ต้องทำอะไรที่สำคัญ? อาจาย์มารคคิดว่ามีสองสิ่งสำคัญที่ต้องทำ คือ

หนึ่ง “การแสดงความสัมพันธ์ระหว่างมาตรการต่างๆ” กล่าวคือ มาตรการอาจจะมีเยอะ ทั้งเศรษฐกิจ การศึกษา พัฒนา สันติภาพ ฯลฯ แต่ไม่มีการแสดงว่ามาตรการทั้งหลายสัมพันธ์กันอย่างไร พอไม่แสดง ก็ไม่เกิดอะไรซักที บางหน่วยงานบอกว่าชอบข้อนี้ก็จะทำข้อนี้ อีกหน่วยจะทำข้อโน้นก็ทำข้อโน้น สะเปะสะปะ ไม่มีความเกี่ยวโยงกัน

ยกตัวอย่าง “มาตรการลดความรุนแรงที่กำลังเกิดขึ้นตรงหน้าซึ่งเป็นมาตรการระยะสั้นมีความสัมพันธ์อย่างไรกับยุทธศาสตร์การพัฒนา?” ตัวอย่างข้อนี้สำคัญเพราะว่ารัฐบาลเรายึดยุทธศาสตร์การพัฒนา ประเด็นก็คือว่า “ยุทธศาสตร์การพัฒนาทำได้หรือเปล่าถ้ายังไม่ลดความรุนแรง?” ถ้าทำไม่ได้ ก็แปลว่ามาตรการลดความรุนแรงต้องมาก่อน

ทำไมงานพัฒนาเดินไปไม่ได้ถ้าไม่ลดความรุนแรงก่อน? มีการพูดกันเยอะว่า การพัฒนาที่จะเป็นประโยนช์จริงๆ คือการพัฒนาจาก bottom-up ซึ่งแนวความคิด ทิศทางการพัฒนาที่มีส่วนในการแก้ปัญหาก็ต้องมาจากพื้นที่ และต้องมาจากหลายส่วนของพื้นที่ แต่ส่วนที่สำคัญส่วนหนึ่งก็คือผู้นำต่างๆ ของชุมชนในพื้นที่

แล้วผู้นำสามารถมี input เกี่ยวกับทิศทางการพัฒนาได้หรือเปล่าขณะที่ยังมีความรุนแรง? อาจารย์มารคพบว่าผู้นำในพื้นที่ไม่ได้รับโอกาส เพราะเกิดความไม่ไว้ใจ (รัฐ)กลัวว่าเขาจะมีส่วนในการสร้างความรุนแรง จึงไม่ให้โอกาส ไม่อยากให้ผู้นำในพื้นที่มีสิทธิตัดสินใช้งบประมาณบางอย่างในการพัฒนา เพราะยังระแวงอยู่ว่าอาจจะมีส่วนไปช่วยสร้างความรุนแรงมากขึ้น

ฉะนั้น ตราบใดที่บรรรยากาศยังมีความรุนแรงอยู่ การพัฒนาจากฐานรากก็ไม่สามารถเกิดได้ มาตรการการพัฒนาก็ถูกวางแผนมาจากที่อื่น คนก็จะบอกว่าทำไมไม่มาฟังเรา ซึ่งทางนั้น (หมายถึงรัฐ) ไม่พูดตรงๆ หรอก เขาจะบอกว่า ฟังได้แต่ห้ามให้อำนาจตัดสินหรือถืองบประมาณ ฟังอย่างเดียว เพราะเดี๋ยวจะเอางบประมาณไปใช้อย่างอื่น

อาจารย์มารคบอกว่า สองมาตรการนี้ต้องมาจูนกัน ว่าเมื่อไหร่ทำอะไรได้ ถ้าลดความรุนแรงไม่ได้ การพัฒนาเกือบจะเดินไม่ได้ ไม่ใช่แค่ทิศทางจะผิด เพราะไม่ไว้ใจผู้นำ แต่มีปัญหาอื่นๆ อีกมากมาย เช่น บริษัทประกันก็จะไม่รับประกันธุรกิจต่างๆ ที่จะมาลงทุนพัฒนา มันมีประเด็นอื่นๆ ตามมาเยอะ

อีกตัวอย่างหนึ่งคือ “การบังคับใช้กฎหมายกับการลดความรุนแรง” ถ้าส่วนหนึ่งของการลดความรุนแรงคือการพูดคุยกับผู้ใช้ความรุนแรงหรือผู้ก่อการ สิ่งที่ยากที่สุดเวลาคุยกับผู้ใช้ความรุนแรงและชักชวนเขาเข้ามาในกระบวนการสันติภาพ ก็คือการที่เหตุการณ์ต่างๆ (เช่นที่ไอร์ปาแย) ไม่สามารถจัดการได้ด้วยกระบวนการกฎหมาย (รู้ว่าใครทำก็จับไม่ได้ อันนี้ก็แปลว่าบังคับใช้กฎหมายไม่ได้) การบังคับใช้กฎหมายไม่ได้ทำให้การลดความรุนแรงยากมาก คนก็จะบอกว่ามันไม่มีประโยชน์หรอก เข้ามาก็เจอปัญหาเดิมอีก

มาตรการเหล่านี้ ทั้งการลดความรุนแรง การบังคับใช้กฎหมาย และยุทธศาสตร์การพัฒนา เหล่านี้จะอยู่ในลิสต์หมดเวลาคนเสนอมาตรการต่างๆ แต่ไม่มีลำดับขั้นว่าต้องทำอะไรก่อนหลัง

อาจารย์มารคจึงฝากให้คิดว่า “เวลาสร้างกระบวนการสร้างสันติภาพต้องมีลำดับของการทำมาตรการต่างๆ ด้วยว่ามันโยงกันยังไง ไม่เช่นนั้นมันก็ไม่สำเร็จ”

ประเด็นที่สอง คือเรื่อง “การออกแบบกระบวนการสันติภาพ” ซึ่งเป็นเรื่องค่อนข้างลึกซึ้ง เพราะมันไม่ใช่แค่ว่าออกแบบยังไงให้ลดความรุนแรง จริงๆ แล้วมันคือการออกแบบว่าเราอยากอยู่กันอย่างไรในสังคม ในที่สุดแล้วกระบวนการสันติภาพมันมีเป้าหมายสุดท้ายว่าเราอยากอยู่กันอย่างไรในสังคม

ทีนี้มันก็ต้องเป็นรูปร่างของสังคมที่เราอยากให้เกิดขึ้น มาตรการต่างๆ ในที่สุดต้องมีภาพให้เห็นว่า ถ้าทำสำเร็จตามลำดับขั้นตอน เราจะเห็นอะไรในสังคม และสังคมนั้นต้องเป็นสังคมที่เรากำลังต้องการให้เกิดขึ้น เพราะฉะนั้น กระบวนการสันติภาพแยกไม่ออกจากของซึ่งปกติเป็นนามธรรมแต่สำคัญ คือ “เราอยากเห็นสังคมเป็นยังไง” และในพื้นที่อาจจะอยากเห็นสังคมที่ไม่ตรงกับที่อื่นอยากเห็น เพราะฉะนั้นเราจะทำยังไงดี?

พอเราบอกว่าอยากเห็นสังคมเป็นอย่างไร ก็เกิดคำถามอีกส่วนหนึ่งว่า พร้อมที่จะจ่ายเท่าไหร่? สำหรับการเห็นสังคมนั้น “จ่าย” ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงเงิน แต่เราพร้อมที่จะจ่ายคอร์สอย่างอื่นเท่าไหร่เพื่อที่จะได้เห็นสังคมที่เราต้องการ

ยกตัวอย่างเรื่องการออกแบบบ้าน ถ้าเราอยากมีประตูที่ใหญ่ ก็ต้องการฐานที่แข็งแรง ฐานที่แข็งแรงก็คือเสาเข็มต้องเพิ่ม ทุกอย่างมันโยงกันหมด ถ้าต้องการประตูใหญ่เราก็ต้องมีคอร์สเพิ่มขึ้น นั่นคือพร้อมที่จะลงเสาเข็ม ถ้าต้องการสังคมบางอย่าง คอร์สอาจจะเป็นอย่างอื่น คือการปรับทัศนคติบางอย่าง วิธีการ ภาพบางอย่างเกี่ยวกับการเมืองการปกครอง สังคมที่พึงปรารถนา นั่นคือฐาน คือคอร์สที่เราต้องพร้อมจ่ายก่อน

อาจารย์มารคแสดงความเห็นว่า ความลำบากมากของงานที่พวกเรา (ภาคประชาสังคม) ทำคือ เราคิดถึงสิ่งที่ควรทำบนฐานว่าตัวเราเองอยากเห็น

มันต้องคิดบนฐานอะไร? อาจารย์มารคบอกว่า มาตรการและกระบวนการสันติภาพ ต้องคิดบนฐานของการ “อยากเห็นสังคมเป็นอย่างไร”

อาจารย์มารคบอกว่า เพราะฉะนั้น สองประเด็นนี้ คือเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างมาตรการกับการออกแบบกระบวนการ ในแง่คอร์ส ถึงแม้มันจะเป็นนามธรรม ถ้าไม่ทำ มันก็จะไม่มีพลังที่จะเสียสละเดินต่อ การทำงานในเรื่องพวกนี้ยากมาก มันยาก (เน้นเสียง) ถ้าเรามั่นใจว่าเรากำลังทำเพื่อสิ่งซึ่งเราปรารถนา เราก็พร้อมที่จะเสียสละ แต่ถ้าทำโดยไม่เห็นปลายทาง มีแต่ขั้นถัดไปเฉยๆ ทำงานชิ้นนี้แล้วไม่รู้ว่ามันนำไปสู่อะไร บางทีก็ท้อได้.

…ในโพสต์ถัดไป ปอจะมาเล่าต่อว่า ในทัศนะของอาจารย์มารคนั้น ลักษณะทั่วไปของงานที่ประชาสังคมทำได้ในกระบวนการสันติภาพ คืออะไรค่ะ…

หมายเหตุ : อ่านฉบับเต็มๆ ได้ที่นี่ค่ะ DSW เอาฉบับ PDF มาแขวนให้แล้ว :)

Abhisit in 2006

In October 2006, I had an exclusive interview with Abhisit Vejjajiva while he was still the opposition leader. I remember how impressed I was with his thought and vision for the Deep South of Thailand.

3 years have passed, now he is in power as the Prime Minister of Thailand. I’m no longer sure if he meant what he said. Today, violence is still going on and people are still suffering, I see nothing from the government site, not even a try.

The article was published in Isra News on 12 October 2006.

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ : “รัฐบาลต้องส่งสัญญาณว่า มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายชายแดนใต้”

คงยังไม่มีใครลืมว่า ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนใต้ คือหนึ่งในเหตุผลของการทำ “รัฐประหาร” ที่คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ คปค. ซึ่งแปรสภาพเป็นคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ไปแล้วอธิบายต่อประชาชน และถือเป็นนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลใหม่ ซึ่ง พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ แถลงไว้ในวันแรกรับตำแหน่งเช่นกัน

เมื่อเป็นเช่นนั้น ก็อาจกล่าวได้ว่า การแก้ปัญหาภาคใต้เป็นพันธะสัญญาที่รัฐนาวาของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ มีต่อประชาชน

ท่ามกลางการจับตามองของสังคม จนถึงบัดนี้ แม้จะยังไม่มีท่าทีที่แน่ชัดว่านโยบายการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนใต้ของรัฐบาลใหม่จะเป็นเช่นไร บุคคลหลายฝ่ายทั้งในและนอกพื้นที่ต่างก็ตั้งความหวังว่าสถานการณ์ที่เลวร้าย จะคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น

หนึ่งในนั้นคือ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่แสดงความเชื่อมั่นว่าสถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้จะดีขึ้น เนื่องจาก พล.อ.สุรยุทธ์ เป็นผู้ที่มีมุมมองต่อปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างถูกต้อง จะสามารถช่วยเปลี่ยนแปลงทิศทางนโยบาย และคลี่คลายปัญหาได้โดยลำดับ

ในฐานะผู้ติดตามสถานการณ์ในจังหวัดชายแดนใต้อย่างใกล้ชิดมาโดยตลอดคนหนึ่ง เขาเห็นว่า ภารกิจเฉพาะหน้าที่รัฐบาลต้องทำ คือเร่งแสดงให้เห็นว่ามีการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย

“ตรงนี้ต้องมีเป้าหมายชัดเจนคือ หนึ่ง แสดงให้เห็นว่ามันมีความยุติธรรม ฉะนั้นใครที่ทำอะไรผิด โดยเฉพาะในส่วนที่เป็นฝ่ายรัฐ จะต้องแสดงให้เห็นว่ามันมีการรับผิดชอบ สอง การเข้าถึงเพื่อสร้างโอกาสทั้งหลายในพื้นที่ ให้เกิดความรู้สึกว่ารัฐให้ความใส่ใจกับปัญหาและความเป็นอยู่ของเขา สาม คือ ยอมรับความหลากหลายและการมีส่วนร่วมของคน ผมว่ามันจะช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นโดยลำดับ”

กล่าวอย่างเป็นรูปธรรม นายอภิสิทธิ์เสนอว่า ควรจะมีการปรับโครงสร้างขององค์กรที่ดูแลปัญหา โดยใช้แนวที่เรียกว่า “ศอ.บต. พลัส” ซึ่งจะเป็นการเปิดพื้นที่ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหามากขึ้น

“กรณีการบริหารอย่าง ศอ.บต. เดิมมันก็มีการเปิดโอกาสให้คนในท้องถิ่น ชุมชน คนจากหลายภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วม ผมคิดว่าคนในพื้นที่เองก็ยอมรับ นี่ก็เป็นรูปธรรมง่ายๆ อย่างหนึ่งว่าสภาพแบบนั้นมันกลับมาได้ไหม”

เขายังแสดงความคิดเห็นต่อไปว่า ประเด็นที่มีผู้วิพากษ์ว่า ถ้านำองค์กรในรูปแบบ ศอ.บต.กลับมา จะเป็นการให้อำนาจองค์กรนั้นมากเกินไปหรือไม่นั้น เราจะมองแค่อำนาจไม่ได้ ต้องมองที่องค์ประกอบของการทำงานด้วย เพราะอำนาจที่มีเยอะ แต่ถ้าเป็นอำนาจที่ถูกใช้โดยกระบวนการการมีส่วนร่วมของความหลากหลาย มันก็ไม่เป็นไร และอย่างไรก็ตาม อำนาจที่ ศอ.บต. ใช้ คงไม่มากไปกว่าอำนาจที่รัฐใช้อยู่ สำคัญที่ว่าใครใช้ และใช้อย่างไร

การมีส่วนร่วมของประชาชนในการปกครองเป็นหัวใจสำคัญ  โดยหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ได้แสดงความคิดเห็นว่า กระบวนการของการกระจายอำนาจเป็นส่วนสำคัญ และการกระจายอำนาจในที่นี้ไม่ได้หมายถึงเพียงแค่รูปแบบ คือมีการเลือกตั้ง แต่หมายถึงหลายๆ เรื่องซึ่งมีความจำเป็นที่ต้องตอบสนองต่อเงื่อนไขพิเศษของตัวพื้นที่และของคนที่อยู่ในพื้นที่

ซึ่งเรื่องเหล่านี้มีอยู่ในรัฐธรรมนูญปี 2540 แล้ว หลายคนเชื่อว่าสิ่งที่เขียนอยู่เดิมไม่ได้เป็นปัญหา แต่มันไม่ได้ถูกนำปฏิบัติ และต้องยอมรับว่าส่วนหนึ่งเพราะเรามีรัฐบาลที่ไม่ได้เชื่อเรื่องการกระจาย อำนาจ ไม่ค่อยยอมรับเรื่องความหลากหลาย ไม่ยอมรับเรื่องการมีส่วนร่วม ซึ่งก็เป็นเงื่อนไขที่ล้วนแล้วแต่ซ้ำเติมปัญหา

“รัฐธรรมนูญฉบับที่แล้วเขียนเรื่องกระจายอำนาจไว้เยอะ เพียงแต่ว่าถูกบิดเบือน ถูกสกัดกั้นไม่ให้นำมาใช้ สำหรับการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ผมคิดว่าเขียนเรื่องนี้ให้ได้มากกว่าเดิมคงไม่ง่ายแล้วล่ะ สำคัญว่าจะทำยังไงให้ปฏิบัติได้อย่างที่เขียนต่างหาก”

สำหรับประเด็นที่หลายฝ่ายวิตกว่า ขณะนี้ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีทั้ง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และกฎอัยการศึกควบคุมอยู่นั้น นายอภิสิทธิ์ เชื่อว่าจะเป็นเพียงชั่วคราว และเขาไม่คิดว่ากฎอัยการศึกที่คณะปฏิรูปการปกครองฯ ประกาศใช้ มีเจตนาที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ 3 จังหวัด

“ส่วนตัว พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ผมคิดว่าจะต้องมาเปลี่ยนวิธี ผมอยากให้แก้ พ.ร.ก. ในหลายมาตรา เพื่อเป็นการส่งสัญญาณเช่นกันว่า นโยบายเปลี่ยนแปลงไปแล้ว นอกจากนั้น ผมก็ไม่อยากเห็นการต่อการใช้ พ.ร.ก.แบบไม่มีการประเมินอย่างจริงจัง โดยเฉพาะมาตรการบางอย่างที่นำไปใช้ เช่น การเชิญคนมาควบคุมตัว”

เมื่อถูกถามว่าอะไรเป็นเรื่องสำคัญเร่งด่วนอันดับแรกที่รัฐบาลควรทำ นายอภิสิทธิ์เน้นย้ำอย่างไม่ลังเลว่า…

“ความยุติธรรม ผมคิดว่าถ้าเมื่อใดที่คนในพื้นที่มีความรู้สึกว่าได้รับความยุติธรรม สถานการณ์จะเบาลงเยอะ เช่น กรณีตากใบ ที่บัดนี้กระบวนการยุติธรรมยังไปไม่ถึงไหน ควรจะทำให้มันจบสิ้นโดยเร็ว”

อย่างไรก็ดี เขาเห็นว่า กรณีตากใบซึ่งจะครบ 2 ปี ในเร็ววันนี้เป็นส่วนหนึ่ง สังคมควรจะมีความตื่นตัวถึงสภาพปัญหาและความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นโดยรวม

“ผมไม่อยากให้เป็นสร้างการรับรู้เฉพาะเรื่อง เช่น เรื่องตากใบ แล้วเราก็จะมีคนเสนออะไรง่ายๆ เช่นว่า ถ้างั้นก็ชดเชยกันไป จบๆ กันไป อะไรอย่างนี้ ผมว่านั่นไม่ใช่เป้าหมายที่มันควรจะเป็น การชดเชยเยียวยาความเสียหายจำเป็น ใช่ แต่มันควรจะนำไปสู่อะไรที่ดีกว่านั้น มากกว่านั้น”

ท้ายที่สุดนั้น หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าวว่า ขณะนี้เป็นโอกาสที่จะทำให้สถานการณ์ชายแดนใต้ดีขึ้น และเป็นโอกาสที่สำคัญมาก เพราะหากพลาดโอกาสนี้ไป สถานการณ์จะแก้ยากขึ้นเรื่อยๆ

“ต้องยอมรับว่าคุณทักษิณเปรียบเสมือนตัวแทนของแนวคิดเรื่องอำนาจนิยมและความ รุนแรง เมื่อตอนนี้คุณทักษิณไม่อยู่ มันจึงเป็นโอกาสที่จะบอกว่าแนวคิดตรงนั้นจบลงไปแล้ว ในทางตรงกันข้าม ถ้าไม่ใช้โอกาสนี้ ไม่มีคุณทักษิณแล้ว แต่ความรุนแรง ความไม่เป็นธรรมยังคงดำรงอยู่ คราวนี้จะทำให้ปัญหามันแก้ยากขึ้นเยอะ”

 

ไต่สวนการตาย กับความหมายของ ‘ยุติธรรม’

นับจากวันที่ 26 ตุลาคม 2547 จนถึงวันนี้ เป็นเวลา 2 ปี 5 เดือน ในที่สุด “คดีไต่สวนการตาย 78 ศพตากใบ” ก็เดินทางมาสู่ห้องพิจารณาคดีเสียที คดีนี้มีความสำคัญมากทั้งในแง่ “ความยุติธรรม” และการชำระ “ความจริง” ที่จะถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์

ทว่าการไต่สวนการตาย 4 นัดแรกมีขึ้นที่ศาลจังหวัดนนทบุรี กลับไม่มีใครให้ความสนใจ ในห้องพิจารณาคดีมีเพียงผู้พิพากษา ผู้แทนผู้ร้อง ทีมทนายญาติผู้ตาย พี่ด๋าว-ผู้สังเกตการณ์จาก ICJ พี่อังคณา+พี่หน่อยและทีมจากคณะทำงานยุติธรรมเพื่อสันติภาพที่ผัดเปลี่ยนกันมา และปอ-มือใหม่ในวงการซึ่งตั้งใจจะทำฐานข้อมูลคดีในจังหวัดชายแดนใต้…ไม่มีญาติผู้ตายเดินทางมาฟังการไต่สวน

โทรไปถาม…ชาวบ้านบอกว่า “ไม่มีค่าเดินทางและที่พัก”

4 วันในห้องพิจารณาคดี ปอมีข้อสังเกตประการหนึ่งซึ่งกลายมาเป็นคำถามสำคัญอันไม่รู้ว่าจะไปถามใครดี

ปอไม่มีความรู้ทางกฎหมาย-แต่คิดแบบนี้มัน make sense ใช่ไหมว่า ศาลต้องลงบันทึกทุกสิ่งที่พยานให้การ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ศาลไม่ได้บันทึกทุกอย่างลงไป ซ้ำบางครั้งยังพยายามดัดแปลงข้อความให้การของพยาน (กระบวนการก็คือ พยานพูด-ศาลบันทึกเสียงตัวเองลงเครื่องบันทึกเสียง-ส่งเทปให้เจ้าหน้าที่ศาลเอาไปพิมพ์) และหลายครั้งตัดบททนายที่กำลังซักพยานด้วยคำถามสำคัญ

ทนาย : คำแถลงของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่บอกว่า 78 ศพตากใบตายเพราะการถือศีลอด ไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการใช่ไหมครับ
หมอพรทิพย์ : ใช่ค่ะ คำแถลงของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่บอกว่า 78 ศพตากใบตายเพราะการถือศีลอด ไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการ
(ศาลนิ่ง ไม่อ่านข้อความของพยานลงเครื่องบันทึกเสียง)
ทนาย : ขอให้ศาลบันทึกคำให้การด้วยครับ
ศาล : เอาที่มันเกี่ยวข้องหน่อย คุณหมอมาให้การเรื่องชันสูตรศพ ถามเรื่องที่เกี่ยวกับศพดีกว่า
ทนาย : นี่เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับศพครับ
ศาล : เอาที่มันแบบกลางๆ ดีกว่า อย่าทำให้มันวุ่นวายนักเลย
(ทนายกับศาลโต้เถียงกันสักพัก แล้วจบลงตรงที่ศาลไม่บันทึก)

ทนาย : คุณหมอครับ ใบหน้าของนายมะหะหมัด มีสภาพคางบวม เบี้ยวผิดรูป ซึ่งคุณหมอลงบันทึกรายงานการชันสูตรว่ากรามหัก ลักษณะเช่นนี้สันนิษฐานได้ว่าเกิดจากการกระแทกด้วยของแข็งไม่มีคมอย่างรุนแรงใช่ไหม
หมออรุณี : ใช่ค่ะ
ศาล : และอาจจะเกิดจากผู้ตายเอาหน้าไปกระแทกกับของแข็งเองก็ได้
หมออรุณี : (ดูมึนๆ อึ้งๆ ไปก่อนตอบว่า) ใช่ค่ะ
(พี่ด๋าว พี่หน่อย หัวเราะคิก…ส่วนปอ งงชิบ-คนที่ไหนมันจะเอาหน้าไปฟาดกับอะไรให้กรามหักวะ)

ทนาย : ในวันที่ไปชันสูตรพลิกศพ คุณหมอทราบไหมครับว่า ศพ 78 รายคือผู้ชุมนุมที่หน้า สภอ.ตากใบแล้วถูกขนย้ายมาในรถบรรทุก…
ศาล : (แทรก) เอาคำถามที่มันเกี่ยวกับงานของคุณหมอดีกว่า
ทนาย : นี่เป็นคำถามที่เกี่ยวข้องครับ ถ้าจะกรุณาให้ผมพูดคำถามจนจบประโยค
ศาล : เดี๋ยวมันจะยืดยาวไปไกล เสียเวลา ผมว่าเอาที่มันเกี่ยวกับศพเถอะนะ แล้วก็เอาที่มันเป็นกลางๆ หน่อย
(ศาลทำท่าไม่พอใจ ทีมทนายที่นั่งอยู่ส่ายหน้า ส่งสัญญาณให้ทนายที่กำลังซักพยานหยุด)

คำถามคือว่า…นี่หรือกระบวนการยุติธรรมไทย? มันยุติธรรมตรงไหนฟะ? พี่คนหนึ่งเห็นว่าปอหงุดหงิด งุ่นง่าน ก็บอกให้ใจเย็นๆ “นี่ยังน้อยไปนะ” “หา…มียิ่งกว่านี้อีกเหรอ?” ทนายและพี่ๆ บอกว่า เมื่อการณ์เป็นฉะนี้ ฉะนั้นการเข้าไปร่วมฟังการไต่สวนพยานของศาล จึงเป็นอีกทางหนึ่งในการ “ถ่วงดุล” และ “ตรวจสอบ” ศาล ที่ประชาชนอย่างเราๆ ทำได้

หลังจากวันนั้นไม่นาน ช่วงวันหยุด 1 วันที่ศาลไม่มีการไต่สวน ปอได้มีโอกาสลงพื้นที่ตากใบเพื่อพาเพื่อนชาวเกาหลีไปถ่ายทำสารคดี ได้เจอชาวบ้านหลายคนที่คุ้นเคยกัน ก๊ะหลายคนถามถึงการไต่สวน บางคนถามว่าปอได้เห็นรูปถ่ายลูกชายของพวกเขาจากเอกสารของศาลบ้างไหม

“ลูกชายก๊ะหล่อใช่ไหม” ก๊ะคนหนึ่งถามด้วยรอยยิ้ม น้ำตาคลอ
“หล่อค่ะ” ปอตอบได้แค่นั้น พยายามยิ้มตอบ…รูปถ่ายจากรายงานชันสูตรที่ปอแอบขอทนายดูยังคงติดตา โดยเฉพาะรูปถ่ายศพที่กรามหัก ฟันหัก เลือดกลบปากรูปนั้น ที่ศาลถามว่า อาจจะเกิดจากผู้ตายเอาหน้าไปกระแทกกับของแข็งเองก็ได้ใช่ไหม…

ปอ : ทนายคะ ปอเขียนในสิ่งที่ศาลไม่ได้บันทึกไว้ แต่พยานได้พูดออกมาจริงๆ ได้ไหม
ทนาย : สิ่งที่ไม่มีในบันทึกการไต่สวนของศาล ทางกฎหมายถือว่ามันไม่ได้เกิดขึ้น ปอไม่กลัวต้องมาขึ้นศาลเองเหรอ…หุหุ