10 tactics for turning information into action

“10 tactics for turning information into action” เป็นโปรเจคของ Tactical Tech ที่ปอเป็นส่วนหนึ่งเล็กๆ นับตั้งแต่ได้ไปร่วมแคมป์ IAC ที่อินเดีย กับเพื่อนๆ info-activists กว่่าร้อยคนจากทั่วโลก เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2552 ที่ผ่านมา :)

ภาพยนตร์สารคดีความยาวราว 55 นาทีชิ้นนี้ ร้อยเรื่องราวจากนักรณรงค์ทางสังคม 35 คนทั่วโลก ที่บอกเล่าบทเรียนของการขับเคลื่อนเปลี่ยนแปลงสังคมของพวกเขา ออกมาเป็น 10 เทคนิคในการ turn information into action

นอกจากตัวสารคดีที่ถูกแปลออกมากว่า 10 ภาษาแล้ว (ภาษาไทยก็มีนะคะ ปอแปลเองแบบห่วยๆ :P) Tactical Tech ยังมี toolkits และ guides ให้ผู้ที่สนใจนำไปทดลองกันใช้ด้วยค่ะ

ปอเอา trailer มาแปะไว้ ส่วนรายละเอียดทั้งหลาย ตามกันไปได้ที่นี่เลยค่ะ http://www.informationactivism.org/

และในไม่ช้าทาง Tactical Tech จะนำฉบับเต็มๆ มาออนไลน์ให้ได้ดูกัน หรือถ้ารอไม่ไหว แวะมาวงหนังกลางแปลงของปอได้นะคะ (ปอจัดฉายหนัง+ตั้งวงคุยกันอยู่ หลังไมค์มาหากันได้เลย)…แ้ล้วในโพสต์ถัดๆ ไป ปอจะหยิบบทเรียนที่่น่าสนใจจากภาพยนตร์สารคดีชิ้นนี้มาเล่าสู่กันอ่านค่ะ

อ่านเพิ่มเติม : Online activism gets tactical with new documentary : ฺฺBBC

10 tactics for turning information into action

Advertisements

so this is justice?

Reading this news, my tears are dropping as my heart is crying. So this is justice???

Court clears military in Tak Bai case

Security forces were ‘just doing their duty’

The Songkhla Provincial Court has cleared security officials of misconduct in connection with the Tak Bai incident in which 85 demonstrators were killed in October of 2004.

The court ruled that members of the military were just carrying out their duty and could not be blamed for what had happened.

Seven people were killed in a mosque during the crackdown and another 78 demonstrators suffocated to death while they were being transported on trucks taking them to an army camp for detention in neighbouring Pattani province.

More than 1,000 people rallied outside the Tak Bai police station in Narathiwat to demand the release of six village defence volunteers they believed were unfairly detained. The suspects were suspected of having lied to police to protect those involved in a firearms robbery in which state weapons were stolen.

The court said there was no evidence to support the theory that some men in uniform who allegedly assaulted the demonstrators were acting on the orders of their superiors in charge of the crackdown.

Judge Yingyut Tanor-Rachin, who sat with Judge Jutarath Santisevee, said the officials were carrying out their duties and had compelling reasons to transport over 1,000 detained demonstrators from Tak Bai at the Thai-Malaysia border to Ingkayuthaborihaan Army Camp in Pattani on Oct 25, 2004.

Basing its ruling on a post-mortem inquest into the deaths, the court noted that members of the security forces were acting under an emergency law at the time which protected them from civil, criminal or disciplinary liabilities arising from their actions while performing their duty.

On Oct 25, 2004, soldiers cracked down on thousands of demonstrators rallying outside the Tak Bai police station with tear gas, water cannon and batons.

Some 1,292 persons were arrested and detained by the authorities. According to the National Human Rights Commission (NHRC), those detained were beaten with batons, kicked and punched, some whilst lying on the ground with their hands tied behind their backs.

The detained persons were then loaded into a trucks where they were piled up in many layers and transferred to Ingkayuthaborihaan army camp in Pattani, a journey which took several hours. A total of 78 people were found dead in the trucks in the incident that occurred during the Muslim fasting month of Ramadan.

“The relatives of the victims are not satisfied with the court ruling,” said Angkhana Neelaphaijit, chairwoman of the Working Group for Justice and Peace.

“But they can’t do anything. All they can do is walk away,” she said, adding that some were expected to appeal the verdict.

Human rights advocates following up on the Tak Bai case were also present in the court yesterday.

Many of the relatives who travelled hundreds of kilometres from their hometowns to hear the court decision said they were shocked by the outcome of the trial.

The case was moved to Songkhla province after the families of the victims and the authorities agreed that the trial should be held outside of Narathiwat and Pattani for security reasons.

Meanwhile, a local leader was shot dead in broad daylight in Pattani’s Muang district yesterday.

Waedolor Hayee Sorhor, deputy chairman of the Tanyonglulor tambon administration organisation (TAO) in Pattani, was gunned down in front of his house shortly after returning from a mosque. He was attacked by four motorcycle riders. Two schoolboys passing by the area sustained minor injuries in the attack.

By: DPA, BANGKOK POST and BangokPost.com
Published: 30/05/2009 at 12:00 AM

“อลูเวียร์” ซีแอลตัวที่ 4?

“ซีแอลตัวที่ 4 “อลูเวียร์” กับฝันถึงยาที่ไม่ต้องแช่ตู้เย็นของเด็กชายอมร ระบบหลักประกันสุขภาพไทย และความฝันในการมีชีวิตอยู่ของผู้ป่วยอีกจำนวนมหาศาล

pill22.jpg

ฝนที่มาก่อนฤดู..น้ำท่วม..ผลไม้ออกเร็ว..ค่าไฟแพงขึ้น ฯลฯ ท่ามกลางความหมายมากมายของ “โลกร้อน” คนส่วนใหญ่ไม่รู้ว่า “อากาศร้อน” มีอีกความหมายต่อการมีชีวิตอยู่ต่อไปของผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ กลุ่มใหญ่

ในมหานครกรุงเทพที่บางครั้งอากาศร้อนจนหายใจแทบไม่ออก ไม่ไกลจากตึกสูงระฟ้าย่านสุขุมวิท “สมหญิง” และ “อมร” สองแม่ลูกที่ติดเชื้อเอชไอวี อาศัยอยู่ในชุมชนแออัด…ทุกๆ วัน สิ่งหนึ่งสำคัญในการดำรงชีพสองแม่ลูกคือ “น้ำแข็ง” ไม่ใช่เพื่อมาคลายร้อน แต่เพื่อเก็บรักษายาต้านไวรัส “คาเลทรา” ที่ช่วยยืดระยะเวลาในการมีชีวิตอยู่ในโลกร้อนของพวกเขาต่อไป

เพราะสมหญิงกับลูกชายกินยาต้านเชื้อไวรัสสูตรพื้นฐานมาหลายปี จนกระทั่งมีอาการดื้อยา หมอจึงให้สองแม่ลูกกิน “คาเลทรา” ยาต้านไวรัสสูตรสำรอง ซึ่งทำให้ร่างกายของทั้งสองดีขึ้น แต่คาเทลรา ต้องอยู่ในความเย็น ไม่เช่นนั้นยาจะเสีย และบังเอิญว่าความยากจนไม่อนุญาตให้สมหญิงและลูกชายมีตู้เย็น สมหญิงจึงต้องใช้เงิน 1 ใน 4 ของรายได้อันน้อยนิดทั้งเดือนเพื่อให้เด็กชายอมรไปซื้อน้ำแข็งมาแช่ยา ไม่น่าแปลกใจว่า เช่นนี้…เด็กชายอมรจึงฝันถึงยาที่ไม่ต้องแช่น้ำแข็ง

เรื่องราวของสมหญิงและลูกชาย ซึ่งที่รับรู้กันอยู่ในวงแคบๆ จากวีดีโอเผยแพร่ขององค์กรหมอไร้พรมแดน-เบลเยี่ยม (ประเทศไทย) นี้ เป็นตัวแทนของผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์อีก 500 รายที่ได้รับยาคาเลทราจากโครงการเข้าถึงบริการยาต้านไวรัสเอดส์ระดับชาติสำหรับผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยเอดส์ ในขณะที่มีผู้ป่วยอีกราว 12,000 รายที่ร่างกายเกิดอาการดื้อยาต้านไวรัสพื้นฐาน และเข้าคิวรอยาสูตรสำรองอยู่ในปัจจุบัน

พวกเขาอาจไม่รู้ว่า อีกฟากหนึ่งของโลก ยาในฝันของเด็กชายอมรที่ไม่ต้องแช่น้ำแข็งมีวางขายที่สหรัฐอเมริกาตั้งแต่ปี 2548 แล้ว มันเป็นยาคาเลทราสูตรใหม่ชนิดเม็ด ที่มีชื่อทางการค้าว่า “อลูเวียร์” (Aluvir) นั่นเพราะแม้ผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยเอดส์ของสหรัฐอเมริกาจะมีตู้เย็นสำหรับแช่ยา แต่ชีวิตของพวกเขากับคาเลทราก็ไม่ง่าย เมื่อต้องกินยาชนิดนี้ให้ตรงเวลาทุกวัน ท่ามกลางวิถีชีวิตในโลกสมัยใหม่ที่ต้องเคลื่อนไหวเดินทางอยู่ตลอดเวลา อลูเวียร์จึงเป็นทางเลือกในการมีชีวิตอยู่ที่ดีกว่า

ทว่าในประเทศไทย อลูเวียร์ยังไม่สามารถเป็นความหวังของผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ได้ เพราะราคาที่สูงเกินกำลังจ่าย ยิ่งไปกว่านั้น บริษัทแอ็บบอต ลาบอแรตอริส ผู้ผลิตอลูเวียร์ได้ปฏิเสธที่จะขายยาชนิดนี้ในเมืองไทยด้วยถอนการขึ้นทะเบียนยาดังกล่าวในประเทศไทย เพื่อเป็นการโต้ตอบกระทรวงสาธารณสุขของไทย ที่ประกาศมาตรการบังคับใช้สิทธิ หรือ ซีแอล เพื่อนำเข้ายาคาเลทรา สูตรเก่าที่ต้องแช่เย็นจากประเทศอินเดียในราคาที่ถูกกว่าไปเมื่อวันที่ 25 มกราคม 2550 ที่ผ่านมา

การประกาศมาตรการบังคับใช้สิทธิ หรือ ซีแอล (CL: Compulsory Licensing) เป็นการใช้สิทธิโดยรัฐเพื่อสาธารณประโยชน์ตามขอบเขตข้อตกลงด้านทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวกับการค้า หรือทริปส์ (TRIPs: Trade Related Aspects of Intellectual Property Rights) และปฏิญญาโดฮาที่ว่าด้วยความตกลงทริปส์กับการสาธารณสุข (Doha Declaration on TRIPs and Public Health) ภายใต้องค์การการค้าโลก โดยมาตรา 31(b) ของทริปส์ อนุญาตให้ประเทศต่างๆ ใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตรกับยารักษาโรคสำคัญที่มีราคาสูงมากจนรัฐไม่มีงบประมาณเพียงพอในการจัดหามาบริการแก่ประชาชนได้อย่างเพียงพอ

แน่นอนว่า ผู้เสียประโยชน์จากการทำซีแอลในครั้งนี้ คือบริษัทยาซึ่งได้ “กำไรน้อยลง” นำมาสู่มาตรการโต้ตอบต่างๆ อาทิ การถอนการขึ้นทะเบียนยาอลูเวียร์ แคมเปญจน์ต่อต้านการทำซีแอลของรัฐบาลไทย กระทั่งการปรับระดับประเทศไทยให้อยู่ในบัญชีรายชื่อประเทศที่ต้องจับตามองเป็นพิเศษ อันเสมือนเป็นการบอกว่า “ถ้าไทยไม่ยกเลิกซีแอล สหรัฐก็จะยกเลิกสิทธิพิเศษทางการค้าแก่ไทย”

จอน อึ๊งภากรณ์ และ กรรณิการ์ กิจติเวชกุล สองเอ็นจีโอที่ต่อสู้เพื่อการเข้าถึงยาของผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยเอดส์ไทยเรียกสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ว่าเป็นการ “จับผู้ป่วยเป็นตัวประกัน”

กระนั้นความพยายามช่วยให้ผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยเอดส์เข้าถึงยายังคงดำเนินต่อไป ล่าสุด นพ.มงคล ณ สงขลา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้เดินทางไปยังสหรัฐอเมริกา เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงรวมทั้งแสดงหลักฐานต่อองค์กรเอกชนและสภาคองเกรสของสหรัฐ ว่าการทำซีแอลของไทยเป็นไปด้วยความโปร่งใส ไม่ได้ผิดกฎใดๆ ตามความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน มากไปกว่านั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขยังได้ร่วมลงนามในข้อตกลงระหว่างรัฐบาลไทยและมูลนิธิคลินตันในการจัดซื้อยารวม โดย นพ.มงคล เปิดเผยว่า ในการลงนามข้อตกลงซื้อยาร่วมกันระดับโลกกับอีก 66 ประเทศกำลังพัฒนาครั้งนี้ ได้มีการหารือกับผู้แทนจากบริษัทยา แมทริกซ์ ผู้ผลิตยาสามัญของประเทศอินเดีย ซึ่งผลิตยาสามัญที่เสมือนยาต้านไวรัสเอดส์ “คาเลทรา” ชนิดเม็ด หรือชื่อทางการค้า “อลูเวียร์”

“มีการเสนอขายที่ถือว่าดีที่สุดในขณะนี้คือ 695 เหรียญสหรัฐต่อคนต่อปี หรือประมาณ 2,027 บาทต่อคนต่อเดือน จากก่อนหน้าที่บริษัทยาเสนอขายให้ประเทศไทยที่ราคา 850 เหรียญสหรัฐต่อคนต่อปี ให้กับ 16 ประเทศที่ร่วมกันซื้อยาในครั้งนี้” นี่คือข่าวดีที่ นพ.มงคล เปิดเผยต่อสื่อมวลชน

ด้วยข้อเท็จจริงที่ว่า แม้บริษัทแอ็บบอตฯ จะถอนการขึ้นทะเบียนยาอลูเวียร์ในประเทศไป แต่แอ็บบอตได้จดสิทธิบัตรไว้แล้ว ฉะนั้น หากประเทศไทยจะซื้อจากอินเดียตามโครงการจัดซื้อยารวมกับมูลนิธิคลินตัน จะต้องมีการประกาศมาตรการบังคับใช้สิทธิเพิ่มสำหรับยาอลูเวียร์นี้ ซึ่งจะกลายเป็นการทำซีแอลกับยาตัวที่ 4 ของประเทศไทย

“อลูเวียร์เป็นยาที่จำเป็น ผมแปลกใจเหมือนกันที่กระทรวงสาธารณสุขทำซีแอลกับคาเลทรา เพราะมันมีปัญหาอุปสรรคมาก ต้องเก็บในที่เย็น ต้องเอาใส่กระติกน้ำแข็งไปกินข้างนอก ขณะที่อลูเวียร์เป็นยาตัวเดียวกัน แต่พกติดตัวสะดวก จริงๆ น่าทำอลูเวียร์ตั้งแต่แรกมากกว่า แต่ถ้าทำจริงก็ไม่รู้แอ็บบอตจะโกรธขนาดไหน ขนาดคาเลทราที่เขาจะโละสต๊อกอยู่แล้ว เขายังโกรธขนาดนี้” จอน อึ๊งภากรณ์ ให้ความเห็น

แม้จะได้รับแรงกดดันจากบริษัทยาและผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ในรูปแบบต่างๆ แต่ดูเหมือนว่ากระทรวงสาธารณสุขของไทยยังคงยืนหยัดในมาตรการบังคับใช้สิทธิ หรือ ซีแอล ไม่เปลี่ยนแปลง

ข้อมูลจากสมุดปกขาวของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขของไทยที่ออกเผยแพร่เมื่อต้นปี ระบุว่า ในระยะเวลาอีกไม่นานจะมีผู้ติดเชื้อเอชไอวีอย่างน้อย 5 หมื่นราย ที่มีอาการดื้อยาต้านไวรัสสูตรพื้นฐานและต้องการยาต้านไวรัสสูตรสำรอง โดยก่อนหน้านี้ บริษัทแอ็บบอตฯ ได้เสนอขายยาคาเลทราสูตรเก่าให้กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ในราคาเดือนละ 6,000 บาท หรือปีละ 72,000 บาทต่อคน หากต้องให้ยาผู้ป่วย 5 หมื่นราย กระทรวงฯ ต้องใช้งบถึง 3,600 ล้านบาท ซึ่งไม่มีทางที่รัฐจะจัดสรรงบประมาณให้เพียงพอกับทุกคนได้ เนื่องจากมีภาระที่ต้องให้ยาสูตรแรกแก่ผู้ป่วยอีกหลายแสนคน

คาเลทรา สูตรเก่า จากแอ็บบอตราคา 6,000 บาทต่อคนต่อเดือน ในขณะที่อลูเวียร์ หรือคาเลทรา สูตรใหม่ จากประเทศอินเดียมีราคาที่ 2,027 บาทต่อคนต่อเดือน

ใช่หรือไม่ว่า เช่นนี้แล้วการประกาศบังคับใช้สิทธิ หรือ ซีแอล ต่อยาตัวที่ 4 “อลูเวียร์” จึงเป็นความจำเป็นที่กระทรวงสาธารณสุขต้องเดินหน้าต่อไป

ไม่เพียงแต่ความฝันถึงยาที่ไม่ต้องแช่ตู้เย็นของเด็กชายอมรในโลกที่ร้อนขึ้นจะเป็นจริงเท่านั้น หากยังหมายรวมถึงเม็ดเงินในระบบหลักประกันสุขภาพของไทย อันจะต่อเติมความฝันในการมีชีวิตอยู่ของผู้ป่วยอีกจำนวนมหาศาลที่จะตามมา.

http://www.peoplepress.in.th/archives/autopagev3/show_page.php?group_id=1&auto_id=1&topic_id=185&topic_no=20&page=1&gaction=on

profits or lives?

In my view, one of the best thing the coup-government has done so far is the announcement of compulsory licence (CL) for the domestic manufacture of 3 drugs…which save many many of people’s life from the threat of fatal diseases like AIDS and heart illness.

I remember it came just before World AIDS Day on 1 December, 2006. The move has been a victory for people living with AIDS and some of us trying to treat Thai citizens in the face of astronomical drug prices. (and for this, Public Health Minister Mongkol Na Songkhla-I adore you)

What’s going on? The ministry has been under heavy pressure. The announcement of CL is the main reason behind the US Trade Representative’s decision to put Thailand on the priority watch list for intellectual property piracy. Oh shit!

Compulsory licencing is allowed under World Trade Organization rules so that the countries can temporarily suspend patent protections on medicine to safeguard public health in national emergencies or justified non-commercial cased. And Patent-holders can receive some royalties.

We are not doing the wrong thing! We are in the rule of law, and on the way of human security.

Well, we believe that some ill-intention group has distorted facts to damage Thailand’s image in the (blind) eyes of the US powerman.

You, Pharmaceutical giants, haven’t you made enough money from illness of the poor?

I hope the government won’t exchange the ‘unreal’ GDP growing number with people’s life!

p.s. Abbott laboratories, you will never ever make money from my sickness. I’d better die!

ไต่สวนการตาย กับความหมายของ ‘ยุติธรรม’

นับจากวันที่ 26 ตุลาคม 2547 จนถึงวันนี้ เป็นเวลา 2 ปี 5 เดือน ในที่สุด “คดีไต่สวนการตาย 78 ศพตากใบ” ก็เดินทางมาสู่ห้องพิจารณาคดีเสียที คดีนี้มีความสำคัญมากทั้งในแง่ “ความยุติธรรม” และการชำระ “ความจริง” ที่จะถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์

ทว่าการไต่สวนการตาย 4 นัดแรกมีขึ้นที่ศาลจังหวัดนนทบุรี กลับไม่มีใครให้ความสนใจ ในห้องพิจารณาคดีมีเพียงผู้พิพากษา ผู้แทนผู้ร้อง ทีมทนายญาติผู้ตาย พี่ด๋าว-ผู้สังเกตการณ์จาก ICJ พี่อังคณา+พี่หน่อยและทีมจากคณะทำงานยุติธรรมเพื่อสันติภาพที่ผัดเปลี่ยนกันมา และปอ-มือใหม่ในวงการซึ่งตั้งใจจะทำฐานข้อมูลคดีในจังหวัดชายแดนใต้…ไม่มีญาติผู้ตายเดินทางมาฟังการไต่สวน

โทรไปถาม…ชาวบ้านบอกว่า “ไม่มีค่าเดินทางและที่พัก”

4 วันในห้องพิจารณาคดี ปอมีข้อสังเกตประการหนึ่งซึ่งกลายมาเป็นคำถามสำคัญอันไม่รู้ว่าจะไปถามใครดี

ปอไม่มีความรู้ทางกฎหมาย-แต่คิดแบบนี้มัน make sense ใช่ไหมว่า ศาลต้องลงบันทึกทุกสิ่งที่พยานให้การ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ศาลไม่ได้บันทึกทุกอย่างลงไป ซ้ำบางครั้งยังพยายามดัดแปลงข้อความให้การของพยาน (กระบวนการก็คือ พยานพูด-ศาลบันทึกเสียงตัวเองลงเครื่องบันทึกเสียง-ส่งเทปให้เจ้าหน้าที่ศาลเอาไปพิมพ์) และหลายครั้งตัดบททนายที่กำลังซักพยานด้วยคำถามสำคัญ

ทนาย : คำแถลงของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่บอกว่า 78 ศพตากใบตายเพราะการถือศีลอด ไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการใช่ไหมครับ
หมอพรทิพย์ : ใช่ค่ะ คำแถลงของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่บอกว่า 78 ศพตากใบตายเพราะการถือศีลอด ไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการ
(ศาลนิ่ง ไม่อ่านข้อความของพยานลงเครื่องบันทึกเสียง)
ทนาย : ขอให้ศาลบันทึกคำให้การด้วยครับ
ศาล : เอาที่มันเกี่ยวข้องหน่อย คุณหมอมาให้การเรื่องชันสูตรศพ ถามเรื่องที่เกี่ยวกับศพดีกว่า
ทนาย : นี่เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับศพครับ
ศาล : เอาที่มันแบบกลางๆ ดีกว่า อย่าทำให้มันวุ่นวายนักเลย
(ทนายกับศาลโต้เถียงกันสักพัก แล้วจบลงตรงที่ศาลไม่บันทึก)

ทนาย : คุณหมอครับ ใบหน้าของนายมะหะหมัด มีสภาพคางบวม เบี้ยวผิดรูป ซึ่งคุณหมอลงบันทึกรายงานการชันสูตรว่ากรามหัก ลักษณะเช่นนี้สันนิษฐานได้ว่าเกิดจากการกระแทกด้วยของแข็งไม่มีคมอย่างรุนแรงใช่ไหม
หมออรุณี : ใช่ค่ะ
ศาล : และอาจจะเกิดจากผู้ตายเอาหน้าไปกระแทกกับของแข็งเองก็ได้
หมออรุณี : (ดูมึนๆ อึ้งๆ ไปก่อนตอบว่า) ใช่ค่ะ
(พี่ด๋าว พี่หน่อย หัวเราะคิก…ส่วนปอ งงชิบ-คนที่ไหนมันจะเอาหน้าไปฟาดกับอะไรให้กรามหักวะ)

ทนาย : ในวันที่ไปชันสูตรพลิกศพ คุณหมอทราบไหมครับว่า ศพ 78 รายคือผู้ชุมนุมที่หน้า สภอ.ตากใบแล้วถูกขนย้ายมาในรถบรรทุก…
ศาล : (แทรก) เอาคำถามที่มันเกี่ยวกับงานของคุณหมอดีกว่า
ทนาย : นี่เป็นคำถามที่เกี่ยวข้องครับ ถ้าจะกรุณาให้ผมพูดคำถามจนจบประโยค
ศาล : เดี๋ยวมันจะยืดยาวไปไกล เสียเวลา ผมว่าเอาที่มันเกี่ยวกับศพเถอะนะ แล้วก็เอาที่มันเป็นกลางๆ หน่อย
(ศาลทำท่าไม่พอใจ ทีมทนายที่นั่งอยู่ส่ายหน้า ส่งสัญญาณให้ทนายที่กำลังซักพยานหยุด)

คำถามคือว่า…นี่หรือกระบวนการยุติธรรมไทย? มันยุติธรรมตรงไหนฟะ? พี่คนหนึ่งเห็นว่าปอหงุดหงิด งุ่นง่าน ก็บอกให้ใจเย็นๆ “นี่ยังน้อยไปนะ” “หา…มียิ่งกว่านี้อีกเหรอ?” ทนายและพี่ๆ บอกว่า เมื่อการณ์เป็นฉะนี้ ฉะนั้นการเข้าไปร่วมฟังการไต่สวนพยานของศาล จึงเป็นอีกทางหนึ่งในการ “ถ่วงดุล” และ “ตรวจสอบ” ศาล ที่ประชาชนอย่างเราๆ ทำได้

หลังจากวันนั้นไม่นาน ช่วงวันหยุด 1 วันที่ศาลไม่มีการไต่สวน ปอได้มีโอกาสลงพื้นที่ตากใบเพื่อพาเพื่อนชาวเกาหลีไปถ่ายทำสารคดี ได้เจอชาวบ้านหลายคนที่คุ้นเคยกัน ก๊ะหลายคนถามถึงการไต่สวน บางคนถามว่าปอได้เห็นรูปถ่ายลูกชายของพวกเขาจากเอกสารของศาลบ้างไหม

“ลูกชายก๊ะหล่อใช่ไหม” ก๊ะคนหนึ่งถามด้วยรอยยิ้ม น้ำตาคลอ
“หล่อค่ะ” ปอตอบได้แค่นั้น พยายามยิ้มตอบ…รูปถ่ายจากรายงานชันสูตรที่ปอแอบขอทนายดูยังคงติดตา โดยเฉพาะรูปถ่ายศพที่กรามหัก ฟันหัก เลือดกลบปากรูปนั้น ที่ศาลถามว่า อาจจะเกิดจากผู้ตายเอาหน้าไปกระแทกกับของแข็งเองก็ได้ใช่ไหม…

ปอ : ทนายคะ ปอเขียนในสิ่งที่ศาลไม่ได้บันทึกไว้ แต่พยานได้พูดออกมาจริงๆ ได้ไหม
ทนาย : สิ่งที่ไม่มีในบันทึกการไต่สวนของศาล ทางกฎหมายถือว่ามันไม่ได้เกิดขึ้น ปอไม่กลัวต้องมาขึ้นศาลเองเหรอ…หุหุ

ม็อบผู้สูงวัย เกษตรกรไทย และไอทีวี

“นัยตาที่ฝ้าฟาง ผิวหนังที่เหี่ยวย่น กิริยาที่เชื่องช้า” ภาพของ “คนชรา” ที่พบเห็นโดยทั่วไป อาจไม่ทำให้เราเหลียวหลังกลับไปมอง หรือเกิดความรู้สึก “อ่อนไหว”…หากแต่ภาพของ “ม็อบเกษตรกรวัยชรา” ที่เดินเปลือยเสื้อชั้นบนอยู่บนถนนร้อนยามบ่าย และภาพ “คุณยาย” จำนวนหนึ่งซึ่งกำลังพยายามปีนรั้วทำเนียบรัฐบาล หวังให้ทางการช่วยแก้ปัญหาหนี้สินเกษตรกร คงจะละลาย “หัวใจ” ใครหลายคนลงได้

และแน่นอน…หากเราได้เห็นภาพคุณยายที่หลั่งน้ำตาด้วยความหมดหวังหลังกรงรั้วทำเนียบซึ่งปรากฏอยู่คอลัมน์ช็อตเด็ดโดนใจ ในหนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 7 มีนาคม 2550

1-

6 มีนาคม 2550 ก่อนรุ่งสาง เครือข่ายประชาชนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้สูงวัย ราว 150 คน ที่ใช้เวลา 2-3 สัปดาห์เดินเท้าจากภาคอีสาน ได้มารวมตัวกันที่ริมรั้วทำเนียบรัฐบาล ตรงข้ามสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน เรียกร้องให้รัฐบาลช่วยแก้ปัญหาหนี้สินเกษตรกร

กระทั่งเวลา 9.30 น. อันเป็นเวลาของการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) แกนนำชุมนุมได้เริ่มปราศรัยผ่านเครื่องขยายเสียง ถึงความไม่จริงใจในการแก้ปัญหาหนี้สินของเกษตรกรของรัฐบาลทั้งในอดีตและปัจจุบัน และขอให้นายกรัฐมนตรีออกมาพบ แต่เมื่อไม่ได้รับความสนใจ หญิงชราจำนวน 6 คน จึงได้ปีนรั้วเข้าไปภายทำเนียบท่ามกลางความยากลำบาก โดยมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยทำเนียบช่วยประคองข้ามรั้วมาแต่โดยดี และควบคุมตัวกลุ่มหญิงชราดังกล่าวส่งออกกลับไปแกนนำชุมนุมคนหนึ่ง กล่าวถึงเหตุผลในการเดินทางมาในครั้งนี้ว่า เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลช่วยเหลือในการปลดหนี้ของกลุ่มเกษตรกรในเครือข่ายกว่า 700 คน ที่กู้ยืมจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) รวมถึงกลุ่มนายทุน ทั้งนักการเมืองและข้าราชการผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ หลังจากที่คณะรัฐมนตรีมีมติให้ชะลอการฟ้องร้องบังคับคดีกับกลุ่มเกษตรกรไปแล้วก่อนหน้านี้ แต่ยังไม่มีการดำเนินการตามมติดังกล่าวแต่อย่างใด ส่งผลให้เกษตรกรได้รับความเดือดร้อนจากการยึดทรัพย์สินและที่ดิน

“อยากให้รัฐบาลเข้ามาช่วยเหลือบ้าง ซึ่งข้อเสนอที่เสนอไปนั้นไม่ได้มากมายอะไร เพียงต้องการให้ดูแลคนแก่ที่ไม่รู้ว่าจะตายวันไหนให้มีความสุขบ้างเท่านั้นเอง” เสียงวิงวอนของเกษตรกรชรา ปรากฏอยู่ในกรอบเล็กๆ ของหน้าหนังสือพิมพ์บางฉบับ…

2-

นี่ไม่ใช่คำวิงวอนแรกและการเดินทางครั้งแรกของเกษตรกรไทยเพื่อเรียกร้องการแก้ไขปัญหาจากรัฐบาล

…ย้อนกลับไปเมื่อ 20 ปีก่อน แทบไม่มีใครไม่รู้จัก “นักประท้วงมาราธอน” พรเพชร เหมือนศรี เกษตรกรหญิงกับควายคู่ใจที่เดินทางกว่า 300 กิโลเมตรจากนครสวรรค์เข้ากรุงเทพฯ มาปักหลักประท้วงเรื่องที่ดินที่หน้าทำเนียบรัฐบาล เรียกร้องให้ทางการอำนวยความยุติธรรมให้แก่ครอบครัวตนและชาวบ้านยากจนอีก 15 ครัวเรือน ที่สูญเสียผืนดินทำกินไปหลังทางราชการประกาศ “เขตสาธารณะ”

ปี 2527-2529 พรเพชร เดินทางเข้าเมืองหลวงมาประท้วงอย่างต่อเนื่องยาวนาน รวมเวลา 3 ปี โดยมียุทธวิธีการประท้วงที่เรียกร้องความสนใจจากสังคมได้มาก เช่น ปีนขึ้นไปนอนค้างที่ยอดมะขามหน้าทำเนียบ ประกาศเผาหุ่นนายกรัฐมนตรี จนกระทั่งขู่ว่าจะแขวนคอหรือเผาตัวตายจนต้องถูกจับส่งไปอยู่โรงพยาบาลนิติจิตเวชเกือบเดือน และกว่า 20 วันที่ทัณฑสถานหญิง

กว่าครึ่งชีวิตที่พรเพชรใช้ในการต่อสู้เพื่อรักษาผืนดินทำกินที่พ่อแม่ทิ้งไว้ให้ และเหนืออื่นใดคือการต่อสู้กับความเพิกเฉยต่อการแก้ปัญหาของระบบราชการ เรื่องราวของเธอได้รับการรายงานบนหน้าหนังสือพิมพ์อย่างต่อเนื่อง จวบจนกระทั่งรัฐบาลมีมติแก้ไขปัญหาดังกล่าว พรเพชรจึงเดินทางกลับบ้านไปด้วยความหวัง

ทว่าให้หลังไม่นาน ในปี 2537 ด้วยกระบวนการในทางปฏิบัติที่ผลักภาระให้ชาวบ้านแก้ไขปัญหากันเอง จนนำไปสู่ปัญหาใหม่ พรเพชรได้เดินทางเข้าเมืองมาประท้วงรัฐบาลอีกครั้ง แต่ไม่ได้รับความสนใจจากทั้งรัฐบาลและสื่อมวลชน ส่งผลให้ในช่วงสิบปีให้หลัง ชีวิตพรเพชร วนเวียนอยู่กับการต่อสู้คดีความตามกระบวนการยุติธรรม

พฤษภาคม 2547 ขณะที่เรื่องราวต่างๆ ยังคาราคาซัง สื่อมวลชนได้รายงานข่าวพรเพชรเสียชีวิตจากเหตุฆาตกรรมปริศนา ทิ้งให้สังคมจดจำเพียงว่า เธอเป็นนักประท้วงมาราธอนที่เคยได้รับรางวัลนักสิทธิมนุษยชนดีเด่น หากแต่ไม่มีสื่อใดรายงานว่า ผืนดินที่เธอใช้ทั้งชีวิตต่อสู้เพื่อรักษาไว้ ได้กลับคืนสู่ครอบครัวของเธอสมดังเจตนารมณ์หรือไม่…

3-

6 มีนาคม 2550…กว่า 20 ปีที่ พรเพชร เหมือนศรี ลุกขึ้นสู้กับระบบราชการที่เพิกเฉยต่อความทุกข์ของราษฎร กลุ่มเกษตรกร “วัยใกล้ฝั่ง” จากภาคอีสานได้เดินทางด้วย “เท้า” มาถึงทำเนียบรัฐบาล รวมตัวกันริมรั้วทำเนียบรัฐบาล บริเวณที่พรเพชรเคยปักหลักประท้วง และเรียกร้องในเรื่องที่ไม่ต่างจากที่พรเพชรเคยเรียกร้อง

วันเดียวกันนี้ ภายในทำเนียบรัฐบาล กลุ่มพนักงานไอทีวีและกองทัพนักข่าวกว่าร้อยชีวิต ได้มาปักหลักรอฟังมติคณะรัฐมนตรีที่จะชี้ชะตาสถานะของสถานีโทรทัศน์ไอทีวี

ภายหลังจากที่นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีออกมาแถลงมติการประชุมซึ่งส่งผลให้ไอทีวีต้องยุติการออกอากาศตามสัญญา และกลับคืนสู่การดูแลของ สปน. โดยมีเส้นตายที่เวลาเที่ยงคืนของวันที่ 7 มีนาคม เหล่าพนักงานไอทีวีได้เริ่มปฏิบัติการที่พวกเขาเรียกว่า “ต่อสู้” เพื่อให้สถานีได้ออกอากาศต่อไป ด้วยการไปยื่นคำร้องต่อศาลปกครองให้คุ้มครองการออกอากาศของสถานี และรณรงค์จนเกิดบรรยากาศ “ประชาชนรักไอทีวี” ดังภาพที่ปรากฏในจอไอทีวีตลอดวันตลอดคืน คือบรรยากาศ “อำลาอาลัย” และการเรียกร้องให้สถานีแพร่ภาพต่อไปผ่านเสียงของพนักงานไอทีวีและประชาชนผู้รักไอทีวี

การเคลื่อนไหวดังกล่าวดำเนินมาถึงวันรุ่งขึ้น ศาลปกครองได้มีคำสั่งคุ้มครองให้ไอทีวีแพร่ภาพได้ต่อไป ขณะที่คณะกรรมการกฤษฎีกาประกาศผลการตีความออกมาว่า กรมประชาสัมพันธ์สามารถเข้ามาดูแลไอทีวีได้ ไม่ขัดกับกฎหมาย ส่งผลให้ชาวไอทีวีหลายคนหลั่งน้ำตาด้วยความปรีดี และสถานีโทรทัศน์ไอทีวีได้ดำเนินการแพร่ภาพต่อไปในการดูแลของหน่วยงานรัฐ ภายใต้ชื่อใหม่ “ทีไอทีวี”

หลังจากวันนี้ชื่อ ไอทีวี จะเป็นเพียงตำนาน ไม่มีใครรู้ว่าเจตจำนงในการก่อตั้งสถานีโทรทัศน์เสรีของไอทีวียังคงดำรงอยู่หรือไม่ แน่นอนว่า…พนักงานไอทีวีได้รับการดูแลจากรัฐบาล ได้ทำงานต่อไป ตามข้อเรียกร้องของพวกเขา

ขณะที่ข้อเรียกร้องของกลุ่มเกษตรกรชรา และข่าวคราวความเคลื่อนไหวของชาวบ้านผู้ยากไร้ที่อาศัยพื้นที่ริมถนนต่อสู้มาตลอดระยะเวลากว่า 20 ปี หายไปจากจอรับภาพของสังคมไทย และจอส่งภาพของไอทีวี…

“ถอนฟ้องคดีตากใบ” จุดเริ่มต้นยุติธรรมสมานฉันท์รัฐ-ประชาชน

อาจกล่าวได้ว่า ไม่มีใครในสังคมไทยไม่รู้เรื่อง “ตากใบ”

แต่ทำไมภาพเหตุความรุนแรงหน้าสภ.อ.ตากใบ เมื่อวันที่ 25 ต.ค. 2 ปีก่อน จึงถูกผลิตซ้ำออกมาทางสื่อและเวทีต่างๆ อย่างต่อเนื่อง? ทำไมคนบางกลุ่มจึงพูดถึงเรื่องราวเหล่านี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า?

เป็นเพราะสังคมไทยกำลังลืมเลือนเรื่องราวของพวกเขาหรือไม่? หรือว่า ไม่ลืม แต่ไม่สนใจ?

“เราคงจะมีวาระตากใบไปอีกหลายปี เนื่องจากปัญหานี้ยังไม่มีการคลี่คลาย ไม่มีคำตอบ เช่นเดียวกับปัญหาอื่นๆ ในสังคมไทย วันนี้เราไม่ได้มาทบทวนถึงสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างเดียว แต่ต้องมาคิดร่วมกันว่า จะมองไปข้างหน้าอย่างไร”

คำกล่าวนี้ของ ศ.เสน่ห์ จามริก ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ น่าจะช่วยตอบคำถามข้างต้นได้เป็นอย่างดี

เช่นนี้ เสียงของชาวบ้านตากใบ คณะทำงานด้านยุติธรรม ตลอดจนนักสิทธิมนุษยชนหลายคน จึงปรากฏขึ้นอีกหนในเวทีเสวนาสาธารณะเรื่อง “สองปีเหตุการณ์ตากใบกับแนวทางการแก้ปัญหาการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมและการละเมิดสิทธิมนุษยชนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้” ที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม ที่ผ่านมา

ปัญหากระบวนการยุติธรรมซึ่งยังไม่สามารถให้ “ความยุติธรรม” แก่ชาวตากใบได้ แม้เวลาจะผ่านมาสองปี เป็นสิ่งที่หลายคนในเวทีนี้ช่วยกันหาทางออก

ในฐานะที่ติดตามการพิจารณาคดีมาตลอด อังคณา นีละไพจิตร ประธานคณะทำงานยุติธรรมเพื่อสันติภาพ กล่าวถึงทางออกในการคืนความยุติธรรมสู่ดินแดนตากใบว่า ควรจะเริ่มต้นที่รัฐบาลถอนฟ้องคดีที่ชาวตากใบ 58 คนตกเป็นจำเลย

“จากการไปสังเกตการณ์พิจารณาคดีมาตลอด ดิฉันไม่พบว่ารัฐจะสามารถเอาผิดกับชาวบ้านกลุ่มนี้ได้เลย ในเมื่อเรารู้แล้วว่าคนเหล่านี้ไม่ได้มีความผิด รัฐต้องกล้าหาญที่จะถอนฟ้อง”

สอดคล้องกับความเห็นของ โสภณ สุภาพงษ์ อดีตคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ (กอส.) ที่กล่าวว่า เรื่องถอนฟ้องคดีตากใบ มีการพูดกันมาตั้งแต่ช่วง กอส. ลงไปทำงานแล้ว ทุกคนเห็นด้วยหมด เนื่องจากผลการสอบสวนเบื้องต้นและหลักฐานต่างๆ ก็ชี้ชัดแล้วว่าข้อหาร้ายแรงที่รัฐฟ้องชาวบ้านนั้นไม่สมเหตุสมผล และยิ่งทำให้สถานการณ์ภาคใต้แย่ลง

“รองอัยการสูงสุดเคยมาคุยกับเรา (กอส.) เขาบอกว่าที่สำนักงานอัยการสูงสุดก็เห็นด้วย เพราะว่าเหตุผลของการฟ้องมันไม่ได้ความ แต่ทางอัยการสูงสุดก็พูดว่ากันว่า ควรจะขอให้มีคำขอจากรัฐบาล ต้องให้ ครม. ขอไปเพื่อให้ถอนฟ้อง แต่ ครม. ก็บอกว่าเป็นเรื่องของอัยการสูงสุด อัยการสูงสุดก็บอกว่าเป็นเรื่องของ ครม. โยนกันไปโยนกันมา นี่คือความไร้น้ำใจ คือการไม่เห็นความทุกข์ยากของผู้คน มันติดอยู่แค่นี้เอง”

เขาเล่าถึงความเป็นไปได้ในการถอนฟ้องคดีตากใบต่อว่า ในฐานะที่ปรึกษาคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) เขามีโอกาสผลักดันเรื่องนี้ในคณะที่ปรึกษา ซึ่งได้รับคำตอบว่าต้องรอคุยกับฝ่ายที่เกี่ยวข้องก่อน และน่าจะนำไปรวมกับเรื่องราวอีกสิบกว่าเรื่อง นอกจากนี้ก็มีความคิดว่า น่าจะเก็บคดีนี้ไว้ต่อรองกับคดีที่ชาวบ้านฟ้องราชการในกรณีไต่สวนการตายและ คดีแพ่งฟ้องร้องค่าเสียหาย

“เราจึงต้องบอกรัฐว่า กรณีตากใบ ถ้ารัฐไม่ทำแล้วจะสร้างความเสียหายต่อเรื่องอื่นอย่างไร และจะสร้างความเสียหายให้ตัวเองไหม ถ้ารัฐถอนฟ้องแล้วรัฐจะได้อะไร เพราะถ้ารอให้เขาทำเอง เขาคงไม่ทำ เพราะถ้าเขามีน้ำใจจะทำ เขาคงทำไปนานแล้ว”

ถ้ารัฐถอนฟ้องแล้วรัฐจะได้อะไร? นารี เจริญผลพิริยะ นักรณรงค์สันติวิธี ผู้ทำงานเยียวยาในสามจังหวัดชายแดนใต้มานาน ตอบคำถามนี้ว่า การถอนฟ้องคดีตากใบของรัฐเป็นส่วนหนึ่งซึ่งจะช่วยให้สถานการณ์ชายแดนภาคใต้ ดีขึ้นนอกเหนือจากการเจรจากับกลุ่มผู้ก่อการของรัฐบาล เพราะจะทำให้คนมีอคติน้อยลง เนื่องจากรัฐได้แสดงน้ำใจต่อชาวบ้านด้วยการถอนฟ้อง

“กรณีตากใบเป็นกรณีที่เกี่ยวข้องกับคนเป็นจำนวนมาก เป็นพันๆ ครอบครัว ในกรณีที่รัฐถอนฟ้อง เราจะได้คนจำนวนมากกลับมาสนับสนุนรัฐ ดิฉันมองว่าการเจรจาข้างบนเพื่อที่จะให้คนนำในระดับอาวุโสลงมาจัดการกับ เด็กๆ ก็จำเป็น แต่เราก็ควรทำหลายๆ อย่างในเวลาเดียวกัน ในระดับล่างนั้น ถ้าประชาชนเห็นว่าขณะนี้ความเป็นอยู่ร่วมกันระหว่างรัฐไทยกับประชาชนมัน เปลี่ยนไปแล้ว ความเป็นธรรมมันมีมากขึ้น ชีวิตเราจะดีมากขึ้น เขาจะเข้าหารัฐมากขึ้น”

ด้าน สุรินทร์ พิศสุวรรณ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีตคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ (กอส.) มีความเห็นว่า เหตุผลที่ทุกคนพยายามจะหาทางนำไปสู่การถอนฟ้องของรัฐบาลนั้น มันไม่มีอย่างอื่นนอกจากเหตุผลที่ นารี เจริญผลพิริยะ พูดถึง แต่เขาเห็นว่าเหตุผลนี้เป็นนามธรรม ที่รัฐคงฟังไม่รู้เรื่อง

“ผมคิดว่าเหตุผลที่ดีที่สุดที่รัฐจะฟังรู้เรื่องก็คือ การถอนฟ้องคดีตากใบจะเป็นการเริ่มต้นฟื้นฟูความเชื่อมั่นในกระบวนยุติธรรม กลับมา จะเป็นการแสดงออกว่า กระบวนการยุติธรรมไทยกำลังทำงาน และชาวบ้านจะเข้าใจรัฐบาลมากขึ้น”

“ทุกอย่างมันไม่สามารถแก้ได้โดยวิธีการเดียว โดยการตัดสินใจครั้งเดียว มันต้องมีการสร้างเพิ่มฐานที่จะนำไปสู่ความเชื่อมั่นและการยอมรับในกระบวน การยุติธรรมพี่น้องประชาชนกลุ่มนั้น เพราะมันถูกทำลายไปจนไม่มีอะไรเหลือแล้ว” เขากล่าว

อย่างไรก็ดี นารีกล่าวว่า นอกเหนือจากการผลักดันให้รัฐถอนฟ้องซึ่งขณะนี้ก็ยังไม่มีคำตอบจากรัฐแล้ว ยังมีสิ่งที่ทุกคนทำได้ในขณะที่คดียังอยู่ในศาล นั่นคือการเข้าไปร่วมสังเกตการณ์พิจารณาคดี

“เมืองกับพื้นที่ต้องทำงานประสานกัน เราต้องทำให้คนภายนอกรู้เรื่องในพื้นที่มากขึ้น เพราะความจริงจะช่วยให้อคติหมดไป คุณพิศาลจะมาขึ้นศาลที่ กทม. เดือนหน้า คนในพื้นที่ไม่มีเงินมาฟัง ดิฉันอยากให้คน กทม. ไปฟังคุณพิศาลให้การ ดิฉันอยากให้เป็นประเด็นรณรงค์ว่า การที่เราไปนั่งในศาลโดยไม่พูดอะไรสักคำ จะทำให้กระบวนการยุติธรรมเดินหน้า เพราะมีคนที่สามเข้ามานั่งฟัง ถ้าไม่มีคนที่สาม การให้การอาจไปคนละทางก็ได้ เพราะจำเลยก็ไม่ได้มา”

นอกจากนี้ ในเวทีเสวนายังมีอีกหลายเสียงที่เห็นว่า รัฐบาลควรจะกล่าวคำขอโทษแก่ชาวตากใบ ซึ่งหนึ่งในเสียงเหล่านั้นมาจากเอกรินทร์ ต่วนศิริ เครือข่ายเยาวชนเพื่อสันติภาพ 3 จังหวัดชายแดนใต้ โดยเขาให้เหตุผลว่า

“ผมอยากให้รัฐบาลขอโทษชาวตากใบและพี่น้องชาวใต้ มันไม่ยากหรอก และไม่ต้องถามว่าขอโทษแล้วมันได้อะไรขึ้นมา รัฐต้องขอโทษในฐานะของคนที่อยู่ในสังคมเดียวกัน แต่ที่ผ่านมาได้ละเลยคนกลุ่มนี้ไป เมื่อขอโทษแล้ว ผมว่าความรู้สึกต่างๆ ที่อยู่ในหัวใจมันจะคลี่คลายลง”

ทุกคนในเวทีเสวนาเห็นต้องกันว่า ในฐานะที่อยู่ในสังคมเดียวกัน คนไทยทั้งหลายต้องรู้สึกเจ็บปวดกับสิ่งที่เกิดขึ้นด้วย ซึ่งจะนำมาสู่การแก้ปัญหาตากใบได้อย่างแท้จริง

“คนเมืองต้องใส่ใจกับพี่น้องในพื้นที่มากขึ้น น้ำใจของน้องพี่ส่วนกลาง มีความหมาย เป็นสายใยระหว่างประชาชน ราชการมาแล้วก็ไป อายุสั้น แต่ประชาชนด้วยกัน ถ้าเรามีสายใยเชื่อมร้อยกัน มีความเข้าใจต่อกัน มีน้ำใจกัน เราจะอยู่ด้วยกันต่อไปได้” นารี เจริญผลพิริยะ กล่าวด้วยความเชื่อมั่น

ท้ายที่สุดแล้ว ก่อนจบการเสวนา ใครคนหนึ่งในที่ประชุมก็กล่าวขึ้นมาว่า…

“ไม่ว่าเราจะช่วยเหลือใคร ต้องไม่เป็นเพราะความสงสารสมเพชเวทนา แต่เป็นสิทธิของความเป็นมนุษย์ของเขาที่ควรได้รับ มันต้องอยู่บนพื้นฐานนี้ แน่นอนว่า เมื่อจะถอนฟ้องคดีตากใบ มันต้องเป็นไปเพราะว่าเขาสมควรจะได้รับความยุติธรรม”

ใช่หรือไม่ว่า สิทธิของความเป็นมนุษย์ หรือความยุติธรรมที่ชาวตากใบควรจะได้ เป็นสิ่งเดียวกับที่คนไทยทุกคนควรจะมี และรัฐไทยต้องประกันสิ่งนี้ให้ทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน

หากเชื่อเช่นนั้นแล้ว…

คำถามคือว่า เมื่อไหร่รัฐบาลจะกล้าเดินหน้าสร้างความเท่าเทียมนี้ให้เกิดขึ้นในสังคมไทย เพื่อไม่ให้ภาพความสูญเสียอย่างเหตุการณ์ตากใบถูกฉายซ้ำอย่างไม่มีวันจบสิ้น.

เบญจมาศ บุญฤทธิ์
สถาบันข่าวอิศรา สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย