Abhisit in 2006

In October 2006, I had an exclusive interview with Abhisit Vejjajiva while he was still the opposition leader. I remember how impressed I was with his thought and vision for the Deep South of Thailand.

3 years have passed, now he is in power as the Prime Minister of Thailand. I’m no longer sure if he meant what he said. Today, violence is still going on and people are still suffering, I see nothing from the government site, not even a try.

The article was published in Isra News on 12 October 2006.

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ : “รัฐบาลต้องส่งสัญญาณว่า มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายชายแดนใต้”

คงยังไม่มีใครลืมว่า ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนใต้ คือหนึ่งในเหตุผลของการทำ “รัฐประหาร” ที่คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ คปค. ซึ่งแปรสภาพเป็นคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ไปแล้วอธิบายต่อประชาชน และถือเป็นนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลใหม่ ซึ่ง พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ แถลงไว้ในวันแรกรับตำแหน่งเช่นกัน

เมื่อเป็นเช่นนั้น ก็อาจกล่าวได้ว่า การแก้ปัญหาภาคใต้เป็นพันธะสัญญาที่รัฐนาวาของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ มีต่อประชาชน

ท่ามกลางการจับตามองของสังคม จนถึงบัดนี้ แม้จะยังไม่มีท่าทีที่แน่ชัดว่านโยบายการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนใต้ของรัฐบาลใหม่จะเป็นเช่นไร บุคคลหลายฝ่ายทั้งในและนอกพื้นที่ต่างก็ตั้งความหวังว่าสถานการณ์ที่เลวร้าย จะคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น

หนึ่งในนั้นคือ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่แสดงความเชื่อมั่นว่าสถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้จะดีขึ้น เนื่องจาก พล.อ.สุรยุทธ์ เป็นผู้ที่มีมุมมองต่อปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างถูกต้อง จะสามารถช่วยเปลี่ยนแปลงทิศทางนโยบาย และคลี่คลายปัญหาได้โดยลำดับ

ในฐานะผู้ติดตามสถานการณ์ในจังหวัดชายแดนใต้อย่างใกล้ชิดมาโดยตลอดคนหนึ่ง เขาเห็นว่า ภารกิจเฉพาะหน้าที่รัฐบาลต้องทำ คือเร่งแสดงให้เห็นว่ามีการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย

“ตรงนี้ต้องมีเป้าหมายชัดเจนคือ หนึ่ง แสดงให้เห็นว่ามันมีความยุติธรรม ฉะนั้นใครที่ทำอะไรผิด โดยเฉพาะในส่วนที่เป็นฝ่ายรัฐ จะต้องแสดงให้เห็นว่ามันมีการรับผิดชอบ สอง การเข้าถึงเพื่อสร้างโอกาสทั้งหลายในพื้นที่ ให้เกิดความรู้สึกว่ารัฐให้ความใส่ใจกับปัญหาและความเป็นอยู่ของเขา สาม คือ ยอมรับความหลากหลายและการมีส่วนร่วมของคน ผมว่ามันจะช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นโดยลำดับ”

กล่าวอย่างเป็นรูปธรรม นายอภิสิทธิ์เสนอว่า ควรจะมีการปรับโครงสร้างขององค์กรที่ดูแลปัญหา โดยใช้แนวที่เรียกว่า “ศอ.บต. พลัส” ซึ่งจะเป็นการเปิดพื้นที่ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหามากขึ้น

“กรณีการบริหารอย่าง ศอ.บต. เดิมมันก็มีการเปิดโอกาสให้คนในท้องถิ่น ชุมชน คนจากหลายภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วม ผมคิดว่าคนในพื้นที่เองก็ยอมรับ นี่ก็เป็นรูปธรรมง่ายๆ อย่างหนึ่งว่าสภาพแบบนั้นมันกลับมาได้ไหม”

เขายังแสดงความคิดเห็นต่อไปว่า ประเด็นที่มีผู้วิพากษ์ว่า ถ้านำองค์กรในรูปแบบ ศอ.บต.กลับมา จะเป็นการให้อำนาจองค์กรนั้นมากเกินไปหรือไม่นั้น เราจะมองแค่อำนาจไม่ได้ ต้องมองที่องค์ประกอบของการทำงานด้วย เพราะอำนาจที่มีเยอะ แต่ถ้าเป็นอำนาจที่ถูกใช้โดยกระบวนการการมีส่วนร่วมของความหลากหลาย มันก็ไม่เป็นไร และอย่างไรก็ตาม อำนาจที่ ศอ.บต. ใช้ คงไม่มากไปกว่าอำนาจที่รัฐใช้อยู่ สำคัญที่ว่าใครใช้ และใช้อย่างไร

การมีส่วนร่วมของประชาชนในการปกครองเป็นหัวใจสำคัญ  โดยหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ได้แสดงความคิดเห็นว่า กระบวนการของการกระจายอำนาจเป็นส่วนสำคัญ และการกระจายอำนาจในที่นี้ไม่ได้หมายถึงเพียงแค่รูปแบบ คือมีการเลือกตั้ง แต่หมายถึงหลายๆ เรื่องซึ่งมีความจำเป็นที่ต้องตอบสนองต่อเงื่อนไขพิเศษของตัวพื้นที่และของคนที่อยู่ในพื้นที่

ซึ่งเรื่องเหล่านี้มีอยู่ในรัฐธรรมนูญปี 2540 แล้ว หลายคนเชื่อว่าสิ่งที่เขียนอยู่เดิมไม่ได้เป็นปัญหา แต่มันไม่ได้ถูกนำปฏิบัติ และต้องยอมรับว่าส่วนหนึ่งเพราะเรามีรัฐบาลที่ไม่ได้เชื่อเรื่องการกระจาย อำนาจ ไม่ค่อยยอมรับเรื่องความหลากหลาย ไม่ยอมรับเรื่องการมีส่วนร่วม ซึ่งก็เป็นเงื่อนไขที่ล้วนแล้วแต่ซ้ำเติมปัญหา

“รัฐธรรมนูญฉบับที่แล้วเขียนเรื่องกระจายอำนาจไว้เยอะ เพียงแต่ว่าถูกบิดเบือน ถูกสกัดกั้นไม่ให้นำมาใช้ สำหรับการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ผมคิดว่าเขียนเรื่องนี้ให้ได้มากกว่าเดิมคงไม่ง่ายแล้วล่ะ สำคัญว่าจะทำยังไงให้ปฏิบัติได้อย่างที่เขียนต่างหาก”

สำหรับประเด็นที่หลายฝ่ายวิตกว่า ขณะนี้ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีทั้ง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และกฎอัยการศึกควบคุมอยู่นั้น นายอภิสิทธิ์ เชื่อว่าจะเป็นเพียงชั่วคราว และเขาไม่คิดว่ากฎอัยการศึกที่คณะปฏิรูปการปกครองฯ ประกาศใช้ มีเจตนาที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ 3 จังหวัด

“ส่วนตัว พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ผมคิดว่าจะต้องมาเปลี่ยนวิธี ผมอยากให้แก้ พ.ร.ก. ในหลายมาตรา เพื่อเป็นการส่งสัญญาณเช่นกันว่า นโยบายเปลี่ยนแปลงไปแล้ว นอกจากนั้น ผมก็ไม่อยากเห็นการต่อการใช้ พ.ร.ก.แบบไม่มีการประเมินอย่างจริงจัง โดยเฉพาะมาตรการบางอย่างที่นำไปใช้ เช่น การเชิญคนมาควบคุมตัว”

เมื่อถูกถามว่าอะไรเป็นเรื่องสำคัญเร่งด่วนอันดับแรกที่รัฐบาลควรทำ นายอภิสิทธิ์เน้นย้ำอย่างไม่ลังเลว่า…

“ความยุติธรรม ผมคิดว่าถ้าเมื่อใดที่คนในพื้นที่มีความรู้สึกว่าได้รับความยุติธรรม สถานการณ์จะเบาลงเยอะ เช่น กรณีตากใบ ที่บัดนี้กระบวนการยุติธรรมยังไปไม่ถึงไหน ควรจะทำให้มันจบสิ้นโดยเร็ว”

อย่างไรก็ดี เขาเห็นว่า กรณีตากใบซึ่งจะครบ 2 ปี ในเร็ววันนี้เป็นส่วนหนึ่ง สังคมควรจะมีความตื่นตัวถึงสภาพปัญหาและความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นโดยรวม

“ผมไม่อยากให้เป็นสร้างการรับรู้เฉพาะเรื่อง เช่น เรื่องตากใบ แล้วเราก็จะมีคนเสนออะไรง่ายๆ เช่นว่า ถ้างั้นก็ชดเชยกันไป จบๆ กันไป อะไรอย่างนี้ ผมว่านั่นไม่ใช่เป้าหมายที่มันควรจะเป็น การชดเชยเยียวยาความเสียหายจำเป็น ใช่ แต่มันควรจะนำไปสู่อะไรที่ดีกว่านั้น มากกว่านั้น”

ท้ายที่สุดนั้น หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าวว่า ขณะนี้เป็นโอกาสที่จะทำให้สถานการณ์ชายแดนใต้ดีขึ้น และเป็นโอกาสที่สำคัญมาก เพราะหากพลาดโอกาสนี้ไป สถานการณ์จะแก้ยากขึ้นเรื่อยๆ

“ต้องยอมรับว่าคุณทักษิณเปรียบเสมือนตัวแทนของแนวคิดเรื่องอำนาจนิยมและความ รุนแรง เมื่อตอนนี้คุณทักษิณไม่อยู่ มันจึงเป็นโอกาสที่จะบอกว่าแนวคิดตรงนั้นจบลงไปแล้ว ในทางตรงกันข้าม ถ้าไม่ใช้โอกาสนี้ ไม่มีคุณทักษิณแล้ว แต่ความรุนแรง ความไม่เป็นธรรมยังคงดำรงอยู่ คราวนี้จะทำให้ปัญหามันแก้ยากขึ้นเยอะ”

เบญจมาศ บุญฤทธิ์
สถาบันข่าวอิศรา สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไท

Advertisements

“มุม”ประภาส ปิ่นตบแต่ง:เครื่องมือใหม่ของขบวนการคนจนไทย

ต่อเนื่องจากงานถอดประสบการณ์ในโพสที่แล้ว อาจารย์ประภาสได้ให้มุมมองเรื่อง ‘เครื่องมือใหม่ของขบวนการคนจนไทย’ แม้จะเป็นงานที่เผยแพร่ตั้งแต่ปีก่อน แต่มุมของอาจารย์ประภาสก็ยังทันสมัยสำหรับวันนี้ค่ะ

DSC_0364

“มุม” – ประภาส ปิ่นตบแต่ง : เครื่องมือใหม่ของขบวนการคนจนไทย

“ผมว่านักข่าวพลเมืองมีความสำคัญมาก ตอนนี้ชุมชนอยู่ไม่ได้ด้วยตัวเอง เพราะอยู่ท่ามกลางการปะทะประสานจากข้างนอกอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องฐานทรัพยากรหรือเรื่องอะไรก็ตาม นักการเมืองก็เข้ามา เพราะฉะนั้น นักข่าวพลเมืองก็คือคนที่อยู่บนฐานการต่อสู้ของชุมชน แต่การต่อสู้ท่ามกลางการปะทะประสานมันใหญ่ จึงต้องการสร้างพลังทั้งจากภายในซึ่งก็ต้องสร้างความเข้มแข็งกันเองก่อนด้วย และก็สื่อสารกับสังคมข้างนอกไปพร้อมกัน”

นี่คือความเห็นของ ‘ดร.ประภาส ปิ่นตบแต่ง’ นักวิชาการรัฐศาสตร์ติดดินที่คลุกคลีอยู่กับขบวนการคนยากจนมานาน คือตะกอนประสบการณ์ ตั้งแต่การต่อสู้ร่วมกับขบวนการคนจนระดับชาติอย่างสมัชชาคนจนในฐานะนักวิชาการ สู่การต่อสู้ร่วมกับ “ชาวนา ต.คลองโยง จ.นครปฐม” ชุมชนเกษตรกรรมของตัวเองในฐานะ “นักข่าวพลเมือง”

วันนี้ ประภาส บอกว่า เขาค้นพบ ‘เครื่องมือใหม่’ ในการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่ง “พื้นที่ทางสังคม” ของชาวบ้าน จากแต่เดิมที่ใช้การเดินขบวน-ปิดถนน-ล้อมทำเนียบ และอีกสารพัดวิธีการต่อสู้เชิงสัญลักษณ์

“พื้นที่การต่อสู้ของคนซึ่งไม่มีช่องทางหรือทรัพยากรในระบบการเมืองปกตินั้น แต่เดิม ชาวบ้านต้องทำแบบสมัชชาคนจน เช่น ปิดทำเนียบให้เป็นข่าว ยอมให้ตัวเองถูกจับ ยอมเสี่ยงอันตราย ยอมผิดกฎหมาย ต้องแลกเอาความทุกข์ความยาก ความเจ็บปวด เพื่อให้ได้พื้นที่เพื่อสื่อสารกับสังคม หรือที่เราเรียกกันว่า ‘การเมืองบนถนน’ แต่วันนี้ มีพื้นที่สื่อสาธารณะใหม่ๆ ทั้งเว็บไซต์จำนวนมากและทีวีไทย ทีวีสาธารณะ ความเป็นนักข่าวพลเมืองทำให้ชาวบ้านก้าวพ้นจากตรงนั้น”

“ก้าวพ้นจากความเสี่ยง ก้าวพ้นความทุกข์ความยาก ซึ่งผมคิดว่าไม่มีใครอยากทำ แต่มันไม่มีช่องทาง ตอนนี้เรามีช่องทางแล้ว เราต้องมาช่วยกันคิด มาพัฒนาพื้นที่ตรงนี้ เพราะเราใช้พื้นที่ข่าวพลเมืองได้โดยไม่ต้องลงทุนด้วยความทุกข์ความยากและความเสี่ยงทั้งหลาย”

ด้วยสายตาที่พินิจพิจารณา เขาบอกว่า พัฒนาการของการรายงานข่าวพลเมืองในช่วงหลังไปไกลมาก ทำให้ชาวบ้านแก้ปัญหาไปได้เยอะ แม้กระบวนการแก้ปัญหานั้นจะยังไปไม่สุดก็ตาม แต่กระบวนการต่อสู้ที่เริ่มด้วยการรายงานข่าวจากพลเมือง เป็นกลวิธีทำให้ชาวบ้านต้องนำข้อมูลข้อเท็จจริงคลี่ออกมาทีละประเด็นแล้วเลือกหยิบขึ้นมาสื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจ ทั้งในระดับสังคมวงกว้าง และในชุมชนด้วยกันเอง

“ประสบการณ์ทำข่าวพลเมืองในพื้นที่คลองโยงบ้านผม ทำให้เห็นว่า สื่อที่ใช้มีสองด้าน ผมอยากให้พื้นที่อื่นที่จะกำลังทำ ลองดูว่า การ ‘สื่อ’ กับคนข้างนอกก็เป็นเรื่องสำคัญ เวลาเรา ‘สื่อ’ ข้างนอกก็ต้องนึกถึงประเด็นที่เป็นสาธารณะ ประเด็นที่มีความคืบหน้าไปเรื่อยๆ กับอีกด้านหนึ่ง ‘สื่อ’ เหล่านี้ สามารถนำกลับมาใช้ในพื้นที่ได้ด้วย”

สื่อถูกนำกลับมาใช้ในพื้นที่ได้อย่างไร?

“ทั้งข่าวพลเมืองที่สื่อสารกับสาธารณะแล้ว และภาพวีดีโอที่ถ่ายเก็บไว้เวลาพวกผมไปเจรจาเรื่องที่ดินกับเจ้าหน้าที่รัฐ เราก็เอากลับมาฉายในพื้นที่อีกครั้ง คนที่อยู่ในพื้นที่ซึ่งไม่เคยต่อสู้มาก่อนอย่างชาวนาคลองโยง เดิมเขารู้สึกว่าเขาไม่มีตัวตนในสังคม แต่เวลาเขาเห็นปัญหาของเขาไปปรากฏในทีวี เขารู้สึกว่าไอ้คนที่จะสู้ร่วมกันกับพวกเขา กลุ่มเล็กๆ นี่ มันก็พอมีพลังนะ พูดง่ายๆ ก็คือ ตัวตนที่ปรากฏในพื้นที่สาธารณะได้กลับมาเสริมพลัง (ตัวตน) ชาวบ้านนอกจอทีวีด้วย ยิ่งเรื่องของเขาได้ถูกสื่อออกไปอยู่เป็นระยะ ช่วงหลังๆ คนก็เข้ามาร่วมกันต่อสู้มากขึ้น ต่างจากตอนแรกที่เขามีความกลัวอยู่ ผมคิดว่าเรื่องสำคัญก็คือ เขาเห็นตัวตนของตัวเอง เห็นตัวตนของชุมชนผ่านสื่อเหล่านี้  กลายเป็นว่า สื่อที่เราทำเองกลับไปหมุนชุมชนด้วย เราจึงได้รู้จักสื่อในอีกมิติในฐานะเครื่องมือขับเคลื่อนสังคม และกิจกรรมการเคลื่อนไหวด้วย”

“ช่วงหลังๆ ผมเริ่มเห็นพลังของสื่อแบบนี้มากขึ้น ตอนนี้เราต้องรู้จักเครื่องไม้เครื่องมือ ต้องเรียนรู้พื้นที่ด้วย คนที่จะเข้ามาจับเรื่องนี้ต้องรู้ว่าพื้นที่เราอยู่ตรงไหน หมายถึงทั้งพื้นที่ทางสังคมและพื้นที่สื่อ ซึ่งเป็นสื่ออีกแบบหนึ่งที่เราทำเองได้ เราต้องเห็นพลังของมันทั้ง 2 ด้าน ว่าจะเอามาใช้อย่างไร อัตลักษณ์ของตัวเองคืออะไร แต่ไม่ใช่ไปหาพลังชุมชนแบบหาว่าบ้านไหนสานตะกร้าสวยนะ (หัวเราะ)”

เขามองว่า ในอนาคต นักข่าวพลเมืองกับการสื่อสารสมัยใหม่ สื่ออิเล็กทรอนิกส์  สื่อออนไลน์ หรือสื่อทีวี จะมีความสำคัญมากขึ้น คนในกระบวนการต่อสู้ต้องมานั่งคิดกันใหม่

“ในสมัชชาคนจนเองก็คุยกันว่าการต่อสู้มี ‘พื้นที่ใหม่’ เกิดขึ้น เพราะสื่อกำลังปฏิวัติตัวเอง และประชาชนก็ต้องช่วยปฏิวัติสื่อด้วย อันนี้สำคัญ นักข่าวพลเมืองสำคัญในแง่ที่ว่า เราต้องช่วยปฏิวัติสื่อจากข้างล่างจริงๆ ซึ่งไม่ใช่แบบคำรณ หว่างหวังศรี ซึ่งก็สนุกดี (หัวเราะ) หรือว่า คนค้นคน ก็เป็นสารคดี ความรู้ที่ดีขึ้นมาในระดับหนึ่ง หรือข่าวปัญหาชาวบ้านของช่อง 7 นะ แต่จะต้องเป็นข่าวที่มาจากข้างล่างจริงๆ”

ถามว่าชาวบ้านทำข่าวพลเมืองเองได้ไหม? ดร.ประภาสตอบหนักแน่น “ทำด้ายยยยย!”

“ตอนนี้ในเชิงเครื่องไม้เครื่องมือ มีคนในชุมชนทำได้เยอะ โดยเฉพาะเด็กรุ่นใหม่ๆ ผมเห็นเครือข่ายอีสานเขาทำได้เยอะ หรือในพื้นที่อื่นๆ ถ้าเป็นเครือข่ายที่ไม่ใหม่นัก กล้องวีดีโอ คอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ค เครื่องไม้เครื่องมือพวกนี้ในระดับเอ็นจีโอพี่เลี้ยงมีหมด ผมเชื่อว่าเราพัฒนากระบวนการสื่อสารได้ แต่ถามว่ายากไหม ยากครับ อย่างที่นครปฐมบ้านผม ทีมจากทีวีไทยก็ลงไปช่วยเป็นพี่เลี้ยงเยอะเหมือนกันนะ เราก็ได้แต่วางโครงใหญ่ๆ เขาไปช่วยดูเรื่องภาพ  มีที่ผมทำเองจริงๆ ตัดต่อเองมีแค่ 1-2 ตอนเท่านั้นเอง จากที่ออกไปทั้งหมด 6 ตอน”

“สรุปคือว่าในเชิงเทคนิค การทำข่าวพลเมืองมันลำบากนิดหน่อย แต่ผมคิดว่าเราฝึกได้ พัฒนาได้ และจริงๆ ผมเชื่อว่าชาวบ้านทำได้ แต่ต้องมีคนไปเป็นพี่เลี้ยงก่อนระยะแรก แล้วใช้ศักยภาพเครือข่ายเอ็นจีโอที่เขามีเป็นพี่เลี้ยงประคับประคองต่อไป และในที่สุดแล้ว เมื่อพวกเขาตั้งขบวนได้ เขาจะเติบโตโดยสื่อสารได้อย่างมีพลัง อันนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงสังคมในอนาคต”

ที่มา – สารตั้งต้น ฉบับที่ 1 : ตุลาคม 2551

“มอง”ลูกชาวนา นักข่าวพลเมืองคลองโยง

งานถอดบทเรียนของสำนักข่าวชาวบ้าน จากประสบการณ์นักวิชาการลูกชาวนา “ประภาส ปิ่นตบแต่ง” นักข่าวพลเมืองรุ่นแรกของโต๊ะข่าวพลเมือง ทีวีไทยค่ะ

DSC_3696

“มอง” ลูกชาวนา นักข่าวพลเมืองคลองโยง จ.นครปฐม

ชาวนาไทยไม่ได้สูญหายเพราะลูกหลานไปขายแรงงานเท่านั้น “กรรมสิทธิ์ที่ดิน” ก็เป็นเหตุสำคัญให้ละทิ้งถิ่นและอาชีพ ที่ ต.คลองโยง จ.นครปฐม นากว่าพันแปดร้อยไร่  ชาวบ้านส่วนใหญ่เป็นชาวนาดั้งเดิม เข้าใจมาตลอดว่าเป็นกรรมสิทธิ์ของสหกรณ์เช่านา ต.คลองโยง จึงผ่อนจ่ายค่าเช่าซื้อต่อเนื่องนานหลายสิบปี โดยหวังว่าวันหนึ่งจะกลายเป็นที่นาของตนเอง จู่ๆ ผืนนาดังกล่าวก็กลายเป็นที่ดินราชพัสดุ ภายใต้การดูแลของกรมธนารักษ์ เมื่อรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช มีมติครม.สั่งให้สหกรณ์คืนที่ดินมาสู่การดูแลของกรมธนารักษ์ ตามนโยบายขอคืนที่ดินราชพัสดุ 1 ล้านไร่ เพื่อนำมาให้เกษตรกรเช่าทำการเกษตรของนพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เจ้ากระทรวงการคลัง อันสืบเนื่องมาจากโครงการรัฐช่วยราษฎร์แก้ปัญหาความยากจน ที่มีรากการเวนคืนที่ดินทั่วประเทศมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร

กระทั่งกรมฯ เข้ามารังวัดและปรับค่าเช่าที่ดินใหม่ราคาสูงกว่าเดิมหลายเท่า ทำให้ชาวบ้าน ชุมชน ต้องหันหน้าปรึกษาหารือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน ไม่เพียงเพราะพวกเขาต้องจ่ายค่าเช่าแพงขึ้นเท่านั้น หากยังกังวลว่าวิถีเกษตรกรรมของพวกเขาจะล่มสลาย และท้ายที่สุดอาจต้องทิ้งถิ่นฐาน ด้วยรายได้ไม่พอกับรายจ่ายใหม่ที่เกิดขึ้น

การต่อสู้ของพวกเขา…ชาวนา ต.คลองโยง อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม จึงไม่ใช่เพื่อให้ได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์บนที่ดิน แต่เป็นการสู้เพื่อให้มีที่ยืนอยู่ได้ในสังคมเกษตรกรรมใกล้เมือง

“ประภาส ปิ่นตบแต่ง” ในฐานะลูกชาวนาคลองโยงคนหนึ่ง ได้เล่าเรื่องราวเหล่านี้ผ่านข่าวพลเมืองจำนวนหลายตอน โดยให้ข้อมูลว่า ประเทศไทยมีที่ดินราชพัสดุทั่วประเทศราว 13 ล้านไร่ บางส่วนเป็นพื้นที่ทำงานของหน่วยงานราชการ บางส่วนให้ชาวบ้านเช่าทำการเกษตรและอยู่อาศัย โดยกรมธนารักษ์มีอำนาจหน้าที่ในการดูแลเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ เดิมที่ดินใน ต.คลองโยง เป็นของขุนนางและเชื้อพระวงศ์ ทว่าเจตจำนงของเจ้าของที่ดินต้องการให้ชาวบ้านเช่าซื้อผ่านสหกรณ์ เพื่อว่าวันหนึ่งชาวบ้านจะได้มีที่ทำกินเป็นของตนเอง แต่เมื่อนโยบายรัฐเข้ามาพัฒนาโดยไม่เข้าใจที่มาที่ไปของท้องถิ่นและวิถีของสังคมเกษตรกรรม ทำให้เกษตรกรราว 200 ครอบครัว ที่มีสมาชิกรวมกันกว่า 1 พันคน ถูกแขวนชีวิตไว้บนความไม่แน่นอนในสิทธิการเช่าที่ดินที่เคยทำกินมาตั้งแต่บรรพบุรุษ

“ความเป็นอยู่ที่สงบสุขมาตลอดทำให้ชาวบ้านที่ไม่เคยคิดว่าจะต้องใช้สิทธิในการต่อรองกับหน่วยงานรัฐ ต้องลุกคนมาทำอะไรบางอย่าง และปัญหาที่เกิดขึ้นก็ทำให้ชาวบ้านเรียนรู้ เริ่มต้นจากการรวมตัวกันเข้าพบผู้ว่าฯ นครปฐม ซึ่งในวันนั้น มีลูกหลานในชุมชนทำหน้าที่นักข่าวพลเมืองส่งข่าวมาที่ทีวีไทย” ประภาส เล่ากระบวนการเคลื่อนไหว เคล้าเสียงหัวเราะ

“หลังจากนั้น ชาวบ้านก็มีความมั่นใจในการเคลื่อนไหวมากขึ้น ได้เข้าพบคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ในที่สุดกลไกการเจรจากับกรมธนารักษ์ก็เกิดขึ้น และนำไปสู่ขั้นตอนการตรวจสอบหลักฐาน เอกสารเกี่ยวกับการเช่าซื้อที่ดิน ขณะนี้กรมธนารักษ์ได้ชะลอการเก็บค่าเช่าที่ดินในอัตราใหม่ จนกว่าการพิจารณาอัตราค่าเช่าและสัญญาการเช่าที่ดินที่สอดคล้องกับความเป็นอยู่ของชาวบ้านจะแล้วเสร็จ เพราะเอกสารหลักฐาน ประวัติการตั้งถิ่นฐานของชาวคลองโยง ชี้ชัดว่าชาวบ้านอยู่ที่นี่มานาน ไม่ใช่เพิ่งเข้ามาอยู่ ชาวบ้านจึงค่อนข้างมั่นใจว่า จะสามารถกลับไปสู่ระบบการเช่าที่จากสหกรณ์เช่านาเช่นเดิมได้”

ส่วนที่มาของข่าวพลเมืองนั้น “ตอนเริ่มต่อสู้เรื่องนี้ ผมยังไม่รู้จักพื้นที่นักข่าวพลเมืองของทีวีไทย ทีวีสาธารณะ ไม่รู้ว่านักข่าวพลเมืองคืออะไร ความที่เคยดูทีวีเห็นชาวบ้านบางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เสนอเรื่องราวเกี่ยวกับปลาทูทั้งๆ ที่กำลังมีปัญหาต่อสู้กับโรงถลุงเหล็กสหวิริยา รู้สึกเข้าท่าดี ก็ถามน้องที่มาช่วยงานว่า รู้จักใครที่อยู่ข่าวพลเมืองไหม เพราะตัวเองรู้สึกเดือดร้อนมีปัญหา ปรากฏว่าเจอเปี๊ยก (สมเกียรติ จันทรสีมา บรรณาธิการโต๊ะข่าวพลเมือง) เฮ้ย ผมรู้จักเปี๊ยกนี่หว่า ก็เลยมานั่งคุยกัน แล้วทีมเขาก็ลงพื้นที่ มาสอนถ่ายวีดีโอ มาคุยเรื่องวิธีคิดกันอยู่นาน แล้วทิ้งกล้องวีดีโอไว้ให้ชาวบ้านใช้ด้วยตัวหนึ่ง”

“ประเด็นคือ ชาวบ้านมีปัญหาแล้วไม่มีช่องทาง ถ้าเราไปเจอเจ้าหน้าที่หรือนักการเมือง เขาไม่สนใจเราหรอก ประเด็นของเราถ้าเทียบเคียงกับสมัชชาคนจน คือเราต้องเดินขบวนถึงจะมีพื้นที่สื่อสารกับสังคม  แต่ตอนนี้ดูเหมือนเรามีช่องที่จะสื่อออกไปให้คนอื่นได้เข้าใจ ได้รับรู้ปัญหา เพื่อจะได้สื่อสารไปถึงผู้ที่มีอำนาจตัดสินใจแก้ปัญหาได้โดยตรง”

เมื่อถอดประสบการณ์การทำข่าวของตัวเอง “ทำอย่างไรเพื่อที่จะสื่อสารกับคนได้อย่างมีพลัง?”

“คิดว่าเรื่องนั้นๆ ต้องไม่เป็นเรื่องเฉพาะที่ ไม่ใช่เรื่องประชาสัมพันธ์ การคิดประเด็นข่าวก็คิดจากว่าปัญหาชาวบ้านคืออะไร แล้วจะสื่อไปอย่างไรให้สังคมรู้ว่าเป็นปัญหาที่สาธารณะต้องฟัง”

“ผมคิดจากประเด็นปัญหาที่ดิน ที่ดินราชพัสดุเป็นเรื่องใหญ่ ตั้งแต่สมัยรัฐบาลทักษิณ พอต้องคิดประเด็นเพื่อให้เป็นข่าวได้ ก็ควรต้องแตะกับปัญหา จะเรียกว่าในระดับโครงสร้างหรือระดับนโยบายก็ตาม ต้องไม่ใช่ปัญหาเฉพาะตัวเรา และสังคม รัฐบาล คนที่มีอำนาจตัดสินใจต้องมาสนใจ นี่คือในเชิงเนื้อหา ยิ่งถ้าจะให้งานมีพลังด้วย ผมคิดว่าเรื่องนั้นต้องแตะกับเรื่องที่เป็นสาธารณะ สะท้อนผู้คนที่เกี่ยวข้องในเชิงของการแก้ปัญหา เสนอทางออกร่วมกัน คนที่มีอำนาจต้องมานั่งฟัง ต้องมานั่งดูด้วย”

ดังนั้น เรื่องราวของชาวคลองโยงจึงไม่ได้เป็นแค่เฉพาะเรื่องในคลองโยงอีกต่อไป ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาจึงหันมารับฟังชาวบ้านมากขึ้น

“ก่อนหน้านั้น เวลาเราไปเจรจากับเจ้าหน้าที่ระดับจังหวัด อำเภออะไรพวกนี้ แม้ว่าผมจะเป็นอาจารย์จุฬาฯ มันก็เพียงแต่ทำให้ผมไปเจอพวกเขาได้เท่านั้นเอง เพื่อนผมเป็นรองผู้ว่าฯ ที่จังหวัดอื่นโทรนัดให้ แต่ว่าเมื่อไปเจรจา ไม่เคยมีใครฟังเราจริงๆ เลย เขาก็ฟังแล้วเขาก็ด่าเราด้วยว่า คุณมีผลประโยชน์อะไรหรือเปล่า ฉะนั้นถ้าข้อมูล ข้อเท็จจริงไม่ได้ถูกเล่าออกไปสู่พื้นที่สาธารณะ ไอ้การรู้จักกับคนโน้นคนนี้มันไม่ได้ช่วยสักเท่าไหร่ แต่หลังจากที่ข่าวโดยนักข่าวพลเมืองออกไป 2-3 ตอน เสียงเขาเปลี่ยนไปเยอะเลย เหมือนว่าเรามีตัวตน มีพื้นที่ แล้วพอเราเสนอข่าวไป 6 ตอน หัวหน้าพัสดุก็บอกว่า ข้อร้องเถอะ อย่าออกอีกเลย ดูแล้วปวดหัวจริงๆ (หัวเราะ)”

เช่นนี้จึงกล่าวได้ว่า ข่าวพลเมืองได้เปิดพื้นที่สาธารณะให้ชาวบ้าน และทำให้ผู้มีอำนาจทั้งหลาย “ฟัง” เสียงคนตัวเล็กตัวน้อยมากขึ้น.

ที่มา – สารตั้งต้น ฉบับที่ 1 : ตุลาคม 2551

คิดถึงอาสาสมัคร นปก.

จู่ๆ ก็คิดถึงพวกเขาขึ้นมา เหล่าอาสาสมัครสันติวิธีของ นปก. ยุคต้านรัฐประหารกลางสนามหลวง ไม่รู้ว่าพวกเขาอยู่ที่ไหน…เป็นอย่างไรกันบ้างตอนนี้…

รายงานพิเศษชิ้นนี้ เรากับน้องซ้งเขียนขึ้นมา หลังจากเหตุการณ์หน้าบ้านสี่เสาเทเวศน์ (งานนั้นเราโดนแก๊สน้ำตากับแก๊สพริกไทยเล่นงานจนสะบักสะบอมไปพอสมควร) พี่แจง ฐิตินบ กับพี่โม่ง ภัทระ คุยกันว่า มันมีเสียงที่หายไปนะ แล้วมันก็มีแง่มุมมากมายในขบวน นปก. ที่สังคมไม่เคยได้ีัรับรู้

เรากับน้องซ้งจึงรับไม้ต่อ มาเป็นรายงานเรื่องชิ้นนี้ที่เผยแพร่ในหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ (ฉบับวันที่เท่าไหร่จำไม่ได้) และแขวนอยู่ในเว็บสำนักข่าวชาวบ้าน

บางเสียงที่หายไป จากหัวใจอาสาสมัคร นปก.

1-

ที่โรงแรมรัตนโกสินทร์…ยามบ่าย

ห้องประชุมขนาดกลางตั้งอยู่ชั้นล่างตรงปลายสุดของปีกด้านซ้าย คนหลายวัย-หลากที่มา สาละวนอยู่กับการตัดกระดาษ ทำป้ายผ้า พิมพ์งาน ถ่ายเอกสาร บ้างก็นั่งสนทนากันอย่างออกรส ที่อกเสื้อของหลายคน ปรากฏข้อความอาทิ “ไม่เอา ไม่รับ ไม่ปลื้ม รัฐธรรมนูญฉบับรัฐประหาร” “ต่อต้านเผด็จการทุกรูปแบบ”

พวกเขาคือ อาสาสมัครแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) หรือ อาสาสมัครสันติวิธี ภายในห้องที่ชื่อว่า “สีดา 4” แห่งนี้ พวกเขาทำกิจกรรมร่วมกันมาเกือบ 3 เดือน แล้ว ทว่าเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังเหตุปะทะกันที่หน้าบ้านสี่เสาเทเวศน์ ทางโรงแรมได้แจ้งกับแกนนำ นปก. ว่า เจ้าหน้าที่มีคำสั่งให้โรงแรมไม่ให้ นปก. ใช้ห้องอีกต่อไป โดยอนุญาตให้ใช้ห้องที่เช่าไว้จนถึงสิ้นเดือนนี้ ถ้ายังไม่ย้ายออก ทางโรงแรมจะถูกข้อหาให้ที่ซ่องสุมโจร

“อาสาสมัคร” กับ “โจร” สองคำนี้มีความหมายต่างกันราวขาวกับดำ ความจริงแล้ว สิ่งที่พวกเขาทำคืออะไร?

ความเคลื่อนไหวของอาสาสมัครนปก. เริ่มต้นในตอนสายของทุกวัน พวกเขาจะเข้ามายังห้องประชุมสีดา และลงมือทำ “งานอาสา” ต่างๆ หากวันใด นปก. มีแผนเคลื่อนไหวม็อบแบบดาวกระจาย พวกเขาก็จะออกไปตระเวนกับหมอเหวง โตจิราการ และสมบัติ บุญงามอนงค์ ถ้าไม่ได้ออกไปไหน ก็จะอยู่ที่ห้องนี้ จนเย็นย่ำจึงพากันออกไปที่ท้องสนามหลวง ประจำอยู่ตามซุ้มรณรงค์ต้านรัฐประหาร ทำกิจกรรมสร้างสีสันให้การชุมนุม ช่วยกันสอดส่องดูแลความเรียบร้อยไม่ให้บุคคลที่ 3 เข้ามาก่อเหตุที่นำไปสู่ความรุนแรงหรือความเข้าใจผิด รวมทั้งเตรียมพร้อมดูแลผู้ชุมนุมยามเจ็บป่วย

วันใดมีการเคลื่อนย้ายขบวน นปก. จากท้องสนามหลวงไปยังสถานที่ต่างๆ พวกเขาคือผู้ยืนอยู่แถวหน้า เป็นหน่วยสันติวิธี

สมบัติ บุญงามอนงค์ แห่งกลุ่มพลเมืองภิวัฒน์ หนึ่งในแกนนำ นปก. ผู้ดูแลฝึกอบรมอาสาสมัครสันติวิธี เล่าถึงที่มาของอาสาสมัครเหล่านี้ว่า ในการเดินขบวนไปที่หน้ากองบัญชาการทหารบกของ นปก. ครั้งแรกนั้น มีการกระทบกระทั่งกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งแกนนำเองก็ไม่ได้เตรียมตัวหรือวางกำลังไว้สอดส่องดูแลผู้ชุมนุมอย่าง ทั่วถึง จึงเป็นที่มาของหน่วยสันติวิธี เพื่อยกระดับการชุมนุมให้หลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรง โดยเปิดโต๊ะรับอาสาสมัครสันติวิธีที่สนามหลวง

“อาสาสมัครทุกคนที่เข้ามาจะต้องได้รับการอบรมและปรับทัศนคติในการต่อสู้เรียกร้อง ด้วยสันติวิธี รวมทั้งแนะนำวิธีการรับมือเหตุการณ์ต่างๆ โดยหลักสำคัญคือต้องมีความอดทนต่อสถานการณ์การยั่วยุจากฝ่ายตรงข้าม และต้องดูแลผู้ชุมนุมไม่ให้ใช้ความรุนแรง”

ทูล เวชกลาง หรือ เภา หนึ่งในแนวหน้าอาสาสมัครสันติวิธี ให้ข้อมูลว่า อาสาสมัครที่เป็นขาประจำห้องสีดามีราว 30-40 คน ส่วนสมาชิกอาสาสมัครสันติวิธีที่มาลงชื่อมีประมาณ 6-7 พันคน และสามารถติดต่อให้มารวมตัวได้ทันทีประมาณ 6-7 ร้อยคนผ่านโทรศัพท์มือถือและเอสเอ็มเอส ในกรณีที่จะมีการเคลื่อนขบวนของกลุ่มผู้ชุมนุม โดยอาสาสมัครจะแบ่งกำลังเป็นแนว 5 แถว มีผ้าโพกหัวสีเหลืองระบุตำแหน่งแถว แต่ละแถวจะมีหัวหน้าควบคุมดูแล เพื่อกั้นผู้ชุมนุมให้อยู่ในแนวของอาสาสมัคร ทำให้สะดวกในการควบคุมดูแล ซึ่งแถวหน้าสุดจะเป็นหน่วยเจรจากับเจ้าหน้าที่ตำรวจในการเปิดทาง และต่อมาจะเป็นขบวนรถเครื่องขยายเสียง และผู้ชุมนุม ก่อนปิดท้ายขบวนด้วยหน่วยสันติวิธีอีกครั้งหนึ่ง

การเคลื่อนขบวนแต่ละครั้งจะต้องมีการวางแผนอย่างรอบคอบ เพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะและให้การชุมนุมอยู่ในกรอบของสันติวิธี โดยผู้ชุมนุมจะอยู่ในกรอบสี่เหลี่ยมของแนวอาสาสมัคร

เขาบอกว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือการสอดส่องดูแลและควบคุมผู้ชุมนุมให้อยู่ในกรอบของสันติวิธี โดยเฉพาะเมื่อมีการเคลื่อนขบวนของกลุ่มผู้ชุมนุม จะมีการประชุมวางแผนก่อน เพื่อจัดแบ่งกำลังและหน้าที่ของอาสาสมัคร รวมทั้งจัดทำอุปกรณ์รณรงค์ ข้าวปลาอาหาร และเครื่องมือปฐมพยาบาล

“เราต้องพยายามทำทุกอย่างไม่ให้มีการปะทะกับตำรวจ คอยเตือนผู้ชุมนุมที่ไม่อยู่ในกรอบ และจับตาไม่ให้มือที่สามเข้ามาป่วน โดยหากเตือนแล้วไม่ฟังก็จะคุมตัวส่งตำรวจ” ทูล อธิบาย

“แต่ในคืนวันนั้น เรายอมรับว่า มันหนักหนาจนเรารับมือไม่ไหวจริงๆ…”

เขาหมายถึงเหตุการณ์ปะทะที่หน้าบ้านสี่เสาเทเวศน์

2 –

ที่หน้าบ้านสี่เสาเทเวศน์…ยามค่ำ

ย้อนกลับไปในคืนวันที่ 21 กรกฎาคมที่ผ่านมา ศุภณัฐ ไวเลิศ หรือ ดา อาสาสมัครสาววัย 29 ปี เล่าว่า เหตุการณ์ที่หน้าบ้านพักของพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ นั้น อาสาสมัครสันติวิธีไม่สามารถควบคุมผู้ชุมนุมได้ อาสาสมัครทุกคนซึ่งได้รับการอบรมให้เข้าไปขัดขวางการกระทำทุกอย่างที่จะก่อ ให้เกิดความรุนแรง จึงต้องเปลี่ยนบทบาทมาช่วยเหลือผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์แทน ซึ่งก็ช่วยเหลือผู้ชุมนุมได้ไม่เต็มที่ เนื่องจากไม่ได้คาดว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจะใช้วิธีการรุนแรงในการสลายการ ชุมนุม

“ผู้ชุมนุมไม่ได้เตรียมตัวมาปะทะกับตำรวจ ทำให้ไม่มีอุปกรณ์ป้องกันหรืออาวุธ และเมื่อตำรวจสลายการชุมนุมด้วยการใช้แก๊สน้ำตา และสเปรย์พริกไทย ทำให้เกิดการหยิบจับสิ่งของใกล้ตัวตอบโต้ เราเชื่อว่าน่าจะมีการผสมโรงของมือที่สามที่เข้ามายั่วยุให้ใช้ความรุนแรง ด้วย อาสาสมัครสันติวิธีจึงไม่สามารถควบคุมอารมณ์ของผู้ชุมนุมได้ ทำให้เกิดเหตุการณ์บานปลายขึ้น”

ดายอมรับว่า ในกลุ่มผู้ชุมนุมของ นปก. ซึ่งมีที่มาหลากหลาย อาสาสมัครไม่สามารถสอดส่องดูแลได้ทั่วถึง แม้กระทั่งการรับสมัครอาสาสมัครสันติวิธีของ นปก. เอง ก็ไม่สามารถคัดกรองคนได้ จึงต้องอาศัยการจัดการทางสังคมในกลุ่มกันเอง เช่น เมื่อเห็นว่าอาสาสมัครคนใดมีท่าทีก้าวร้าวรุนแรง ก็จะกันไม่ให้อยู่ในแถวหน้า หรือหากว่าคนไหนมีลักษณะเหมือนเข้ามาก่อกวน ก็จะให้ออกจากกลุ่มไป

“ในสถานการณ์ที่มีความขัดแย้งทางความคิดเช่นนี้ เราแบ่งสีขาวสีดำในหมู่คนไม่ได้ ดาเองไม่เคยคิดว่าตำรวจที่ทำการสลายการชุมนุมดีหรือเลวทั้งหมด ดาเข้าใจว่าเขาทำตามหน้าที่ และเชื่อว่าตำรวจหลายคนก็เข้าใจผู้ชุมนุม” เธอยิ้ม ก่อนจะพูดต่อไปว่า

“มันมีหลายภาพเหตุการณ์ในคืนนั้นที่สังคมไม่ได้รับรู้ ดาอยากให้ทุกคนเห็น โดยเฉพาะตำรวจที่ช่วยเหลือผู้ชุมนุม และภาพผู้ชุมนุมที่ช่วยเหลือตำรวจ แม้ว่าสุดท้ายการเคลื่อนไหวในคืนนั้นจะจบลงด้วยความรุนแรง การบาดเจ็บ และความรู้สึกแตกแยกกันยิ่งขึ้นในสังคมที่เราเหมือนถูกบังคับให้ต้องเลือกข้าง แต่หลายคนที่อยู่ในพื้นที่ตรงนั้นก็น่าจะได้เรียนรู้ถึงความซับซ้อนต่างๆ ในความขัดแย้ง เรียนรู้ที่จะคิดถึงผู้อื่นในสถานการณ์ที่ยากลำบาก และเรียนรู้ว่าความรุนแรงไม่ได้แก้ปัญหา แต่ต้องใช้สันติวิธี” เธอกล่าวด้วยนำเสียงหนักแน่น

ขณะที่ สมบัติ บุญงามองค์ เชื่อว่าเหตุการณ์ในคืนวันนั้นไม่ได้เป็นความล้มเหลวของสันติวิธี และประสบการณ์ในการเดินขบวนที่ผ่านมาทำให้เรียนรู้ยิ่งขึ้นไปว่าความรุนแรง จากประชาชนนั้นใช้ต่อสู้กับรัฐไม่ได้ เพราะว่ารัฐมีอำนาจและมีความสามารถในการใช้ความรุนแรงที่สูงกว่า มีอาวุธ มีกองกำลัง มีความชอบธรรมทางกฎหมาย แต่ประชาชนมีสิ่งเดียวคือ การต่อสู้โดยตัวเขาจริงๆ

“สันติวิธีเป็นส่วนหนึ่งของอหิงสานะ มันยากขึ้นไปอีก เขาบอกว่าอหิงสาเป็นความรุนแรงประเภทหนึ่งเหมือนกัน เพราะว่าคุณต้องยอมให้เกิดความรุนแรงในตัวคุณเอง ใครจะพูด จะทำความรุนแรงในตัวคุณ ก็ยอม ถ้าเขาตี คุณก็จะอยู่กับที่ คุณจะต่อสู้ในหลักการโดยที่คุณไม่กระทำความรุนแรงต่อเขา แต่คุณได้กระทำความรุนแรงต่อตัวเอง ยอมให้เขากระทำต่อเรา แต่คนที่จะทำเช่นนี้ได้ ต้องอาศัยการฝึกฝนทั้งร่างกายและจิตวิญญาณสูงมาก”

“หากจะถามว่าสันติวิธีที่เรามีอยู่ในขบวนการของเราตอนนี้เพียงพอหรือไม่ ผมเห็นว่ามันมีพัฒนาการนะ ปกติแล้วการตอบสนองของธรรมชาติของมนุษย์ก็คือว่า เมื่อคุณรุนแรงมา เรารุนแรงคืนตอบโต้กลับไป นี่คือธรรมชาติของคน ถ้ามีคนมาตอบหน้า มาด่าคุณ คุณจะตบหน้าคืน จะด่าคืน แต่นักต่อสู้ที่ผ่านการฝึกฝน และได้ผ่านการขบคิดต่อเหตุการณ์ที่อาจจะมีการใช้ความรุนแรง คนที่ต่อสู้จะต้องเรียนรู้ว่า การตอบโต้ด้วยความรุนแรงกลับไป สิ่งที่จะได้รับกลับคืนมาคือความรุนแรง ถ้าคุณจะลดความรุนแรง คุณต้องไม่รุนแรงกับเขา แต่ต้องใช้ความเป็นมนุษย์”

สมบัติ บอกว่า จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่หน้าบ้านสี่เสาร์ฯ สิ่งที่เขาค้นพบก็คือว่า ในตัวมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นประชาชนหรือตำรวจ จะมีจุดที่สัญชาติญาณทำงานเหนือความคิดสันติวิธี เมื่อเห็นอีกฝ่ายหนึ่งคุกคามชีวิต การตอบโต้ด้วยความรุนแรงจะเกิดขึ้นจากสัญชาติญาณที่ทำงานเร็วเกินกว่าความ คิดสันติวิธี

“สำหรับผู้ชุมนุมนั้น ภาพที่พวกเขาเห็นคือตำรวจปราบจลาจลจำนวนมากเดินเข้ามา ฉุดกระชากผู้นำการชุมนุม ใช้แก๊สน้ำตาซึ่งทำให้หายใจไม่ออก ทุรนทุราย เหล่านี้เป็นการคุกคามชีวิตชีวิตนะครับ แล้วสิ่งที่ผู้ชุมนุมเห็นต่อไปก็คือการเข้ามาตีคนโดยไม่ส่งสัญญาณ คนแก่ที่ถูกเหยียบ ถ้าเขาไม่ทำอะไรอย่างหนึ่ง ชีวิตพวกเขาจะได้รับอันตราย สัญชาติญาณจึงบังคับให้เขาแสดงออกด้วยการตอบโต้”

ทั้งนี้ สมบัติเชื่อมั่นว่า การผ่านเหตุการณ์ที่ยากลำบากมาด้วยกัน จะยิ่งทำให้อาสาสมัครสันติวิธีของ นปก. มีความเป็นหนึ่งเดียวบนเส้นทางสายสันติวิธีที่พวกเขาเชื่อมั่นต่อไป

“จิตอาสาและการคิดถึงคนอื่นที่มีในตัวอาสาสมัคร นปก. เหล่านี้คือความงดงามที่เราพบในสถานการณ์ความขัดแย้ง”

3 –

ที่ท้องสนามหลวง…ยามเย็น

เหล่าอาสาสมัคร นปก. ออกจากห้องประชุมสีดา ของโรงแรมรัตนโกสินทร์ มาเดินแจกใบปลิว ขายเสื้อ แจกน้ำ แจกยาดมให้ผู้ชุมนุมกลางสนามหลวง บ่อยครั้งที่รอยยิ้มและเสียงหัวเราะปรากฏบนสีหน้าพวกเขา

ศุภณัฐ ไวเลิศ หรือดา เล่าว่าเธอเดินทางจากต่างจังหวัดมากรุงเทพฯ เมื่อ 3 เดือนที่แล้ว ตามคำชวนของพี่ชาย ดาซึ่งเป็นอดีตนักศึกษาสาขาสื่อสารมวลชน บอกว่าก่อนหน้านั้นข้อมูลที่รับรู้จากสื่อต่างๆ ทำให้รู้สึกว่าม็อบสนามหลวงไม่ดี จนวันที่พี่ชายชวนให้ลองไปฟังการปราศรัยที่ท้องสนามหลวง จึงรู้ว่ามีข้อมูลมากมายที่สื่อไม่ได้รายงาน หลังใช้เวลาอยู่ที่ท้องสนามหลวง 5-6 วัน เธอจึงตัดสินใจสมัครเป็นอาสาสมัครสันติวิธีของ นปก.

“เรารู้สึกว่าสื่อไม่ยุติธรรม จึงอยากเข้ามาช่วย นปก. พอได้เข้ามาช่วยงานตรงนี้ก็ได้รู้ว่า สังคมไม่ใช่แค่เราคนเดียว แต่มันมีส่วนรวมและการทำงานเพื่อส่วนรวมอยู่ด้วย การได้ทำอะไรเพื่อส่วนรวมทำให้เรามีความสุข คนส่วนใหญ่ที่อยู่ตรงนี้มาทำงานด้วยใจ”

ทุกๆ วัน ดาจะมาที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ในตอนสาย ใช้เวลาอยู่ในห้องสีดาทำงานร่วมกับอาสาสมัครสันติวิธีทั้งวัน จนเย็นย่ำเมื่อเวทีที่ท้องสนามหลวงเริ่มขึ้น ดาจะออกไปประจำอยู่ตามซุ้มนิทรรศการข้างสนามหลวงกับเพื่อนๆ

ดาบอกว่า แม้จะต้องหยุดงานมาทำกิจกรรมร่วมกับ นปก. โดยไม่รู้ว่าจะจบลงเมื่อไหร่-อย่างไร แต่เธอก็ไม่ย่อท้อ และขออยู่กับ นปก. จนกว่าสถานการณ์บ้านเมืองจะคลี่คลาย หลังจากนั้นจะไปสมัครเป็นอาสาสมัครของมูลนิธิกระจกเงา ทำงานอาสาอย่างจริงจังต่อไป

“หัวใจของประชาธิปไตย คือการแบ่งปันให้กันและกัน ไม่ว่าจะเป็นอำนาจ หรือทรัพยากรต่างๆ เราจะอยู่ที่สนามหลวงต่อไป เพื่อเรียกร้องให้ทหารคืนทุกอย่างของพวกเรามา ประชาชนจะต้องเป็นผู้ตกลงในการแบ่งปันกันเอง” เธอเชื่ออย่างนั้น

เพราะเชื่อเช่นกันว่า ประชาชนตัวเล็กๆ สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ด้วยการแสดงออกตามสิทธิเสรีภาพที่พลเมืองพึงมี สุธี วงศ์พรม ชายวัย 40 ต้นๆ จึงดั้นด้นเดินทางจากบ้านที่นครสวรรค์มาเพื่อร่วมทัพกับ นปก. หลังจากที่คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญพิพากษาให้พรรคไทยรักไทยปิดฉากลง

สุธี ซึ่งเพิ่งผ่านการหย่าร้างกับภรรยา บอกว่า การมาเป็นอาสาสมัคร นปก. ทำให้รู้สึกว่าชีวิตมีคุณค่า ทุกวันนี้เขาใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ที่ห้องประชุมสีดา อาสาทำงานทุกอย่างที่วางอยู่ตรงหน้า และด้วยฝีมือการเขียนป้ายผ้าทีประณีตสวยงาม ทำให้เขาเป็นมือวางอันดับต้นๆ ในการสร้างสีสันลงบนแผ่นผ้ารณรงค์ต้านรัฐประหาร

“คนที่นี่เห็นว่าผมไม่มีรายได้อะไร จึงช่วยกันออกเงินเล็กๆ น้อยๆ ให้เป็นค่าจ้างเขียนป้ายผ้า ตกเย็นผมก็ออกมาสอดส่องดูแลความเรียบร้อยรอบๆ สนามหลวง การได้ใช้เวลาอยู่กับเพื่อนๆ ที่มีความตั้งใจเดียวกัน ช่วยเหลือกันและกัน ทำให้ผมรู้สึกว่า จะแยกจากขบวนไปไม่ได้”

“ผมตั้งใจว่าจะอยู่ที่นี่ให้ถึงที่สุด ได้ประชาธิปไตยคืนมาเมื่อไหร่ ผมจะเดินทางกลับบ้านเกิดไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ เปิดร้านเบเกอรี่ตามความฝัน” สุธี เล่าด้วยแววตาเปี่ยมความหวัง

แม้จะไม่ใช่อาสาสมัคร นปก. ที่ผ่านการอบรมสันติวิธี แต่ วรนารี จันอ้น หรือ “คุณอ๋อยไฮโซ” และ แอ๊ด ณ อยุธยา หรือ “คุณแอ๊ด ราชนิกุล” สองเพื่อนซี้รุ่นคุณป้า ก็นับได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของห้องสีดาและเวทีสนามหลวง

คุณแอ๊ด ในวัย 50 กว่าๆ ซึ่งเล่าว่าสมาชิกในครอบครัวใหญ่ของเธอเป็นตำรวจ-ทหาร บอกว่า ความรู้สึกหวงแหนประชาธิปไตยที่เธอมีส่วนร่วมเพื่อสู้ให้ได้มาเมื่อครั้ง 14 ตุลา ทำให้เธอออกจากบ้านมาร่วมกิจกรรมต้านรัฐประหารทันที่ที่เหตุการณ์ 19 กันยา เกิดขึ้น

“เกิดเรื่องอย่างนี้ขึ้น ถ้าเราไม่ออกมาช่วยกันแล้วใครจะช่วย ป้าคิดอย่างนี้ จึงออกมาช่วยๆ กัน ถามว่ามีท่อน้ำเลี้ยงไหม ไม่มี ป้าพอมีกินมีใช้ จึงเอามาช่วยๆ กัน อาสาสมัครบางคนที่นี่ บางวันไม่มีข้าวจะกินด้วยซ้ำ กิจกรรมที่เราทำด้วยกัน มันเป็นค่าใช้จ่ายที่เราต้องควักเนื้อ เพราะไปตั้งโต๊ะบริจาคก็ได้เงินไม่มาก เพราะฉะนั้น ใครที่เข้ามาตรงนี้ เราก็ช่วยๆ กัน แบ่งกันกิน แบ่งกันใช้”

“ป้ามาที่นี่ทุกวัน จนรู้สึกเหมือนมันเป็นบ้าน คนที่สนามหลวงอยู่ด้วยกันอย่างนับเป็นเพื่อน เป็นพี่เป็นน้องกันหมด ไม่ว่าคุณจะมาจากไหน รากหญ้าหรือราชนิกูลเหมือนป้า มันก็เป็นคนเท่ากัน เรากินข้าวกล่องริมสนามหลวงด้วยกัน หวังร่วมกันว่าประชาธิปไตยจะกลับคืนมาในเร็ววัน” คุณแอ๊ด บอก

ส่วนคุณอ๋อย ซึ่งยังคงมีรอยฟกช้ำปรากฏที่ขา จากเหตุการณ์หน้าบ้านสี่เสาเทเวศน์ บอกว่า “รู้ ว่าทหารเรียกพวกเราว่าเป็น หมาสนามหลวง หรือเป็นพวกถ่อย ถามหน่อย พวกป้าเป็นย่าเป็นยายกันแล้ว มีชีวิตที่สุขสบาย จะออกมาเดินตากแดดตากฝนทำไม ป้าคิดอย่างเดียวว่าเราต้องได้ประชาธิปไตยคืนมา”

“เวลาเดินขบวนกัน ป้าขออาสาไปอยู่แถวหน้า เพราะว่าป้าเป็นผู้ใหญ่แล้ว คิดว่าจะเจรจา จะควบคุมอารมณ์กันได้ แต่เขาบอกว่าแถวหน้ารับเงินมา 3 พัน บ้างก็ว่าม็อบ นปก. เอาคนแก่มาปะทะตำรวจเพื่อเรียกร้องความชอบธรรม ป้าไม่โกรธหรอกนะ แต่น้อยใจ โดยเฉพาะตอนที่ตำรวจเอากระบองมาฟาดขาป้าในคืนนั้น ป้าน้อยใจมาก เรามีแค่ร่มคันเดียว ไม่มีอาวุธอะไร ทำไมต้องมีตีกันด้วย ป้าร้องออกไปว่า พอได้แล้ว เขาจึงผ่านป้าไป” คุณอ๋อยรำลึกถึงเหตุการณ์คืนนั้นก่อนจะกล่าวต่อไปว่า

“บอกตรงๆ ว่าเราชอบคุณทักษิณ แต่การมาเรียกร้องที่ท้องสนามหลวงของพวกเรา ไม่ใช่เพื่อคุณทักษิณ แต่เพื่อประชาธิปไตย สื่อชอบเขียนว่าเราทำเพื่อคุณทักษิณ ที่จริงไม่ใช่ เราแค่บอกว่า ระหว่าง คมช. กับคุณทักษิณ เราเลือกคุณทักษิณ เพราะคุณทักษิณมาจากกระบวนการประชาธิปไตย หมอเหวงก็พูดแทบทุกครั้งที่ขึ้นเวทีเหมือนกัน แต่สื่อเอาไปตัดต่อคำพูดจนกลายเป็นว่า หมอเหวงมาเรียกร้องให้คุณทักษิณ”

ขณะที่ ภานุวัฒน์ แก้วมาลัย หรือ เหน่ง อายุ 32 ปี อาสาสมัครสันติวิธี ชาวเชียงใหม่ เล่าว่า เขาตัดสินใจหยุดงานประจำ ซึ่งเป็นงานขนส่งสินค้าที่เชียงใหม่ เอาเงินเก็บที่มี สะพายเป้ใบเดียวเข้ามาที่กรุงเทพฯ อาศัยเช่าห้องกับเพื่อนๆ อยู่แถวคลองหลอด เพื่อปักหลักทำงานอาสาให้ นปก.

“ผมเชื่ออยู่เสมอว่าประชาธิปไตยต้องมาจากประชาชนไม่ใช่เผด็จการ กระทั่งเกิดเหตุการณ์รัฐประหาร เมื่อวันที่ 19 กันยายน ที่ผ่านมา ยิ่งตอกย้ำความรู้สึก และไม่อยากเชื่อว่าจะเกิดเหตุเช่นนี้ในยุคปัจจุบันได้ รัฐประหารแล้วเศรษฐกิจแย่อย่างนี้ คนหาเช้ากินค่ำอย่างผมอยู่ไม่ได้ งานมีเข้ามาน้อยมาก ผมอยู่ทางเหนือ จะขับรถไปส่งของที่ไหนก็ลำบาก ถูกทหารบล็อกไว้ ตรวจค้นตลอด ทำแบบนี้ไม่ถูกต้อง ทำไมประชาชนต้องไร้เสรีภาพแม้แต่ในบ้านเกิดของตัวเอง”

เขาออกตัวว่า ไม่ใช่คนเรียนสูง แต่หากจะมีใครถามว่า หัวใจของประชาธิปไตยอยู่ตรงไหน เขามั่นใจที่จะตอบว่า…

“ในระบอบประชาธิปไตย อำนาจสูงสุดต้องเป็นของประชาชน”

โดย เบญจมาศ บุญฤทธิ์, ชัยรัตน์ จิโรจน์มนตรี : สำนักข่าวชาวบ้าน (30/07/2550)

บ่น

ชีวิตใน วอชิงตัน ดีซี ของเราจะน่าเบื่อมาก ถ้าไม่มีเืพื่อนๆ ชาว activist ชวนไปทำโน่นทำนี่

เมื่อวานนี้ เบญจมาศ ผู้แสนว่าง (แบบงานเขียนสุมหัว โดนทวงเช้าทวงเย็น) กับพรรคพวกก็ำไปช่วยกันจัดทัพขบวน protest เรียกร้องให้รัฐบาลทหารพม่าปล่อยตัว อองซาน ซูจี เนื่องจากกำลังจะครบกำหนดที่ทางการต้องหยุกกักขังตัวเธอแล้ว แต่่เธอกำลังจะถูกรัฐบาลเผด็จการใช้ศาลเตี้ยพิพากษาจำคุกอย่างไม่ยุติธรรมอีกครั้ง (ครั้งนี้คือ คุก จริงๆ ไม่ใช่การคุมบริเวณซึ่งจริงๆ แล้วก็เป็นคุกอีกแบบหนึ่ง)

เริ่มตั้งทัพกันที่หน้าสถานทูตพม่า แล้วเดินไปเย้วๆ อย่างสงบที่หน้าสถานทูตทหารพม่า ตบท้ายด้วยการไปยื่นหนังสือเปิดผนึกที่หน้าทำเนียบขาว

เพราะเป็นวันจันทร์ วันทำงาน คนจึงไม่มากไม่มาย ไม่ถึง 100 หากเป็นวันหยุด จะมีคนมากกว่านี้ (เราเชื่ออย่างนั้น) ชาวดีซีมีส่วนร่วมทางการเมืองและการม๊อบสูงอยู่แล้ว

ตั้งใจจะแบกกล้องถ่ายรูปและกล้องวีดีโอไป เพื่อเอาภาพกลับมาตัดต่องานส่งให้พี่โต้ง น้องจ๋า แห่งโต๊ะข่าวพลเมือง ทีวีไทย แต่หัวไหล่เ้จ้ากรรมดันจี๊ดๆ ขึ้นมา ก็เลยได้แต่แบกสังขารเบาๆ (44 กิโล…คุณชายบ่นทุกวัน) ฝ่าแดดแจ๋ไป

แต่ระหว่างที่พาขบวนเดินทางจากย่าน dupont circle ไปทำเนียบขาว เราก็พาลจะเป็นลมเสียงั้น ต้องหอบสังขารตัวเองตะกายตึกขึ้นมานอนหายใจระรวยๆ ในห้อง 619 แทน

ไม่ได้บอกคุณชายเดฟ เดี๋ยวเขาจะบ่นอีกว่า ผอมแห้งขนาดนี้แล้วยังริจะกินมังสวิรัต แบบนี้จะลงพื้นที่ไปทำงานชุมชนได้ยังไง ให้วิดพื้นแค่ 10 ทียังไม่ไหวเลย

นั้นสิ…ที่ผ่านมาเราทำได้ยังไงนะ ขึ้นเหนือ-ล่องใต้ ขึ้นเขา-ลงห้วย แบกทั้งกล้อง-ขา-คอม ตากแดดตากฝน สะบักสะบอม อดหลับอดนอน

ฉะนี้ เราคงจะต้องดูแลสุขภาพตัวเองให้มาก เพราะอยากกลับไปทำงานในพื้นที่เต็มทีแล้ว

ป่านนี้ิ ซูจี และ “เพื่อนๆ” ของเรา พวกเขาจะเป็นอย่างไรบ้างหนอ

นักข่าวพลเมือง : ปลาทู

ระหว่างที่นั่งทบทวนงาน workshop นักข่าวพลเมืองที่ผ่านมา

นอนพินิจพิจารณางานคล้ายๆ กันของเพื่อนๆ ในเครือข่าย IAC

ก็ให้รู้สึกว่า เราคงต้องออกแรงและลงขันจินตนาการกันอีกมาก

เอาล่ะ…จะยังไงก็ไม่ท้อ จะยังไงก็ไม่ถอย

และทุกครั้งที่ดูงานนักข่าวพลเมืองชิ้นนี้

เรารู้สึกมีพลังทุกครั้ง :)

ป.ล. “ปลาทู” เป็นงานนักข่าวพลเมืองชิ้นแรกๆ และเป็นงานชิ้นแรกที่ืทำให้รู้สึกว่า “พวกเราทำได้” แม้จะไม่มีอุปกรณ์และความพร้อมมากมาย

พื้นที่คนตัวเล็ก และแผนพัฒนาอ่าวภูเก็ต

(เขียนให้พี่ก้อง และโฟกัส ภาคใต้ ในช่วงเวลาสั้นๆ และความทรงจำระหว่างที่ผ่านไปแถวๆ นั้น)

พื้นที่คนตัวเล็ก และแผนพัฒนาอ่าวภูเก็ต

เบญจมาศ บุญฤทธิ์

ที่บ้านท่าเรือใหม่ ตำบลรัษฎา อำเภอเมือง ภูเก็ต ในพื้นที่อ่าวภูเก็ต…ศิริลักษณ์ ทิพย์วงศ์ หรือ แหม่ม นั่งมองทะเลจากบ้านหลังเล็กๆ ของเธอมากว่า 30 ปีแล้ว เพียงเดินออกไป 3-4 ก้าว เท้าของเธอก็จะแตะขอบอ่าวพอดี

ตั้งแต่เกิดจนกระทั่งเดี๋ยวนี้ที่แหม่มมีครอบครัวเล็กๆ ของตัวเอง ชุมชนที่เธออาศัย ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีน้ำประปา ราวกับว่าพื้นที่แห่งนี้ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของจังหวัดภูเก็ต จังหวัดที่ทั่วโลกรู้จักกันดีในฐานะเมืองท่องเที่ยวที่ทันสมัย

เลาะเลียบอ่าวภูเก็ตไป ที่หมู่บ้านราไวย์ ตำบลราไวย์ อำเภอเมือง ภูเก็ต…นิรันดร์ หยังปาน ชายหนุ่มวัย 34 บอกว่า บรรพบุรุษของเขาอพยพมาจากหมู่เกาะในอินโดนีเซียเมื่อราวร้อยปีก่อน เพื่อมาตั้งถิ่นฐานบริเวณหาดราไวย์ ซึ่งไม่มีน้ำ ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีถนน จนปัจจุบัน ที่นี่ก็ยังไม่มีน้ำ ไฟฟ้า และถนน เช่นเดียวกัน

แต่อีกไม่นานทั้งแหม่ม และนิรันดร์ บอกว่า พื้นที่ที่เธอและเขาอยู่ จะมีไฟฟ้า น้ำประชา และสาธารณูปโภคครบครัน

เหล่านั้น กำลังจะมาพร้อม โครงการพัฒนาอ่าวภูเก็ต

…………

ภูเก็ต ในปีแต่ละปี มีรายได้จากการท่องเที่ยวสูงถึงหมื่น-แสนล้าน โครงการพัฒนาอ่าวภูเก็ต เป็นอีกหนึ่งโครงการขนาดใหญ่ที่รัฐต้องการผลักดันให้เกิดขึ้นในจังหวัดภูเก็ต เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและเพิ่มขีดความสามารถในการสร้างรายได้ให้แก่ภูเก็ต ด้วยการพัฒนาพื้นที่บริเวณปลายแหลมสะพานหิน ซึ่งเป็นทะเลดินเลนที่เกิดจากการทำเหมืองแร่ให้เป็นเมืองใหม่ขึ้นมา โดยประกอบไปด้วยโครงการ MICE และ โครงการ MARINA

MICE หรือ Meeting Incentive Convention&Exhibition ประกอบไปด้วยด้วย ศูนย์ประชุม สัมมนา ศูนย์แสดงสินค้า อาคารสำนักงาน ศูนย์อาหาร ภัตตาคาร โรงแรม ย่านพาณิชยกรรม ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศ สถานบันเทิง ศูนย์กีฬา โรงพยาบาล

ส่วน MARINA นั้น ประกอบไปด้วย ท่าเทียบเรือยอร์ช ท่าเทียบเรือท่องเที่ยวเดินสมุทร อู่ซ่อมเรือยอร์ช ส่วนบริการ อพาร์ทเม้นท์ โรงแรม

เหล่านี้ต้องการพื้นที่ในการก่อสร้างขนาดใหญ่ อยู่ใกล้กับเมือง สาธารณูปโภคอุดมสมบูรณ์ แต่จากการสำรวจพบว่าไม่สามารถหาที่ดินขนาดใหญ่ได้ อีกทั้งที่ดินภูเก็ตก็มีราคาสูง ไม่คุ้มค่ากับการลงทุน จึงได้ทำการสำรวจเพิ่มเติม พบว่า ในพื้นที่อ่าวภูเก็ต มีขนาด 3 พันไร่ ซึ่งในปัจจุบันไม่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยว เนื่องจากได้กลายเป็นพื้นที่รกร้างเสื่อมโทรม หากสามารถออกแบบการก่อสร้างที่ประสิทธิภาพ จะสามารถประหยัดงบประมาณในการลงทุนได้มาก

ตามมาด้วยการกำหนดขอบเขตของการพัฒนา ให้พื้นที่ด้านตะวันตกของอ่าวภูเก็ต ซึ่งมีลักษณะเด่นและเป็นจุดที่อยู่ใกล้กับแผ่นดินใหญ่ เป็นจุดเชื่อมต่อและจัดตั้งองค์กรที่ต้องการเข้าถึงได้สะดวก สามารถเชื่อมต่อเข้ากับถนนสาย 407 ซึ่งเป็นถนนสายหลักของภูเก็ตได้

พื้นที่ด้านตะวันออกของอ่าว ต่อเนื่องกับร่องน้ำเดินเรือสากล กำหนดให้เป็นพื้นที่ท่าเรือและท่าเทียบเรือขนาดใหญ่

ส่วนกลางของอ่าว มีร่องระบายน้ำจากคลองบางใหญ่ มีการแบ่งพื้นที่เป็นสองส่วน พื้นที่ฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ เป็นพื้นที่ป่าชายเลน เขตอนุรักษ์ จึงกำหนดให้มีการเว้นระยะห่างอย่างน้อย 200 เมตรจากชายฝั่ง ส่วนพื้นที่ส่วนเหนือ เป็นของ MICE ส่วนด้านใต้เป็นของ MARINA

รวมพื้นที่ทั้งสิ้น 2,216 ไร่

ประมาณการว่า โครงการ MICE จะใช้เงินทั้งสิ้น 37,000 ล้านบาท ส่วนโครงการ MARINA ใช้เงิน 26,500 ล้านบาท รวมราคางานทั้งสองโครงการ 63,500 ล้านบาท โดยคาดว่าจะมีผลประกอบการปีละ 19,500 ล้านบาท

โครงการพัฒนาอ่าวภูเก็ตนั้น เกิดขึ้นและได้รับการผลักดันมานับกว่า 10 ปีแล้ว ทว่าไม่คืบหน้า แม้ว่ารัฐบาลจะให้ความสำคัญแก่โครงการนี้มาก เมื่อมีการเปลี่ยนรัฐบาล โครงการดังกล่าวก็หยุดชะงักไป

แต่เมื่อไม่นานมานี้ ราวต้นเดือนพฤษภาคม พล.อ.สุนทร ขำคมกุล ประธานคณะกรรมการองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวแบบยั่งยืน (อพท.) พร้อมด้วยคณะ และนายรัชทิน ศยามานนท์ ประธานคณะทำงานศึกษาวิเคราะห์การพัฒนาโครงการพัฒนาอ่าวภูเก็ต ได้เดินทางมาสำรวจพื้นที่พัฒนาอ่าวภูเก็ต บริเวณปลายแหลมสะพานหิน อำเภอเมือง ภูเก็ต และประชุมร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต และหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ที่โรงแรมในเมือง

นายรัชทิน บอกว่า โครงการพัฒนาอ่าวภูเก็ตเป็นโครงการที่จะสามารถเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศและภูเก็ตได้ดี โดยจะผลักดันให้โครงการพัฒนาอ่าวภูเก็ตเป็นพื้นที่พิเศษเพื่อการพัฒนาแบบยั่งยืน ซึ่งคาดว่าจะสามารถเสนอคณะรัฐมนตรีได้ในไม่ช้านี้ เมื่อผ่านการเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี ตามกรอบที่วางไว้ ก็จะประกาศดึงนักลงทุนชาวต่างชาติจากทั่วโลกเข้ามารับสัมปทานลงทุนพัฒนาทั้ง MICE และ MARINA

จะมีการลงทุนเป็นแสนล้านบาท เพราะจากการที่ได้ศึกษาออกแบบเมื่อหลายปีก่อน โครงการนี้ต้องใช้เงินลงทุนประมาณ 60,000-70,000 ล้านบาท จึงจำเป็นที่จะต้องดึงนักลงทุนจากต่างชาติเข้ามาลงทุน และที่ผ่านมานักลงทุนต่างชาติหลายราย ให้ความสนใจการลงทุนในโครงการพัฒนาอ่าวภูเก็ต บางรายต้องการที่จะออกแบบโครงการใหม่ แต่ก็ต้องอยู่ในเงื่อนไขที่อยู่ในพื้นที่ประมาณ 3,000 ไร่ และพื้นที่ออกแบบเดิมอยู่ที่ 2,200 ไร่ ส่วนพื้นที่บนบกนั้นน่าจะเป็นการลงทุนโดยรัฐบาลในการจัดทำระบบผังเมืองและโครงสร้างพื้นฐาน รองรับการพัฒนาโครงการอ่าวภูเก็ต ทั้งเรื่อง ถนน น้ำ ขยะ ฯลฯประธานคณะทำงานศึกษาวิเคราะห์การพัฒนาโครงการพัฒนาอ่าวภูเก็ต กล่าว และย้ำว่า

การพัฒนาโครงการอ่าวภูเก็ตประชาชนในพื้นที่จะได้รับประโยชน์สูงสุด และมีชีวิตที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน

…………

ดวงใจ อุดมผล หญิงวัยกลางคน แกนนำชุมชนบ้านแหลมหลา ตำบลไม้ขาว อำเภอถลาง ภูเก็ต บอกว่า ชุมชนของเธอนั้นโชคดีกว่าชุมชนรอบอ่าวภูเก็ตอื่นๆ เพราะมีทั้งไฟฟ้า น้ำประปา และถนนหนทาง โดยเฉพาะหลังจากคลื่นยักษ์สึนามิซัดเข้าฝั่ง พังทำลายบ้านเรือนในชุมชน หลายหน่วยงานได้เข้ามาสร้างบ้านใหม่ให้ชาวบ้าน

แม้เธอจะไม่ได้บ้านหลังใหม่เหมือนเพื่อนบ้านรายอื่นๆ แต่เธอก็มีความสุขดีกับบ้านหลังเล็กๆ ที่มี โดยเฉพาะถ้าเทียบกับเพื่อนบ้านในอีก 30 ชุมชนในอำเภอถลาง อำเภอเมือง และอำเภอกระทู้ ที่กำลังต่อสู้กับปัญหาที่ดิน

คนเหล่านั้น กำลังต่อสู้ เพียงเพื่อให้ได้มีผืนดินเล็กๆ ในการสร้างบ้าน

ดวงใจบอกว่า ขณะนี้ เธอกำลังร่วมกับเพื่อนบ้านใน 30 ชุมชน ต่อสู้เพื่อให้ได้ผืนดินที่อาศัยมานาน ไม่ตกไปเป็นกรรมสิทธิ์ของรัฐหรือนายทุน ซึ่งกำลังพยายามกวาดชาวบ้านออกไปจากพื้นที่

…………

ปัญหาที่ดินในภูเก็ตมีมานานแล้ว แต่การรวมตัวกันของชาวบ้านเพื่อต่อสู้นั้น เดิมมีอยู่น้อย กระทั่งหลังคลื่นสึนามิถล่มชายฝั่ง จึงพบว่าจริงๆ แล้วปัญหาที่ดินมีอยู่เยอะมาก และพบว่ามากขึ้นๆ ทุกที

โชคดี สมพรหม ผู้ประสานงานพื้นที่จังหวัดภูเก็ต โครงการแก้ไขปัญหาที่ดินและที่อยู่อาศัยตามแนวทางโครงการบ้านมั่นคง บอกว่า พอเกิดสึนามี ทุกส่วนที่มีที่ดินก็พยายามเอาที่ดินกลับคืนจากชาวบ้านไป ไม่ว่าจะเป็นรัฐหรือเอกชน

เขาสะท้อนว่า ปัญหาที่ดินที่พบมีมากขึ้น ทำให้กลุ่มคนที่ปัญหาเรื่องที่ดินมารวมตัวกัน เพื่อขอให้จังหวัดช่วยเหลือ ในขณะที่เอกชนก็พยายามยืมมือเทศบาลมาไล่ที่ชาวบ้านที่ทำมาหากินในพื้นที่นั้นมานาน

ซึ่งประเภทที่ดินในพื้นที่ 30 ชุมชนที่มีปัญหานั้น มีทั้งที่ดินเอกชน 10 ที่ดินป่าชายเลน ที่ดินราชพัสดุ (กรมธนารักษ์) ที่ดินสาธารณประโยชน์ ที่ดินกรมเจ้าท่า และที่ดินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อบจ.)

พอชาวบ้านรวมกลุ่มกันได้มากๆ รัฐก็เริ่มมอง และช่วยแก้ปัญหา ตั้งกรรมการระดับจังหวัดขึ้นมา แต่เมื่อแก้แล้วจริงๆ มันไม่เคลื่อน ก็เลยมีการตั้งคณะกรรมการระดับท้องถิ่น ซึ่งเชื่อว่ามีอำนาจมากขึ้นในการเสนอเรื่อง เช่น อบต. เทศบาล ให้สิทธิชาวบ้านในการประสาน โดยแต่งตั้งในทุกตำบลให้มีคณะกรรมการแก้ไขปัญหา ให้ตัวแทนชาวบ้านชุมชนละ 5 คนเข้าไปเป็นกรรมการ

โชคดี บอกว่า ปัญหาที่ดินนี้ คงจะต้องใช้เวลาอีกนานในการแก้ไข โดยในขณะนี้นั้น มีการฟ้องร้องชาวบ้านโดยทั้งรัฐและเอกชน มีการยื่นโนติส เรียกให้มาทำสัญญาเช่า และการกดดันด้วยวิธีต่างๆ นานา เพื่อให้ชาวบ้านออกไปจากพื้นที่

ในชุมชนเมืองที่มีปัญหา ชาวบ้านมาเช่าที่นานแล้ว โดยมาจากหลายแห่ง มารวมกัน อาจจะบุกรุกที่ป่าชายเลน ที่เอกชนบ้าง เขาไม่รู้หรอกว่าที่ใคร มันมีการขายต่อๆ กันในราคาถูก ไม่มีเอกสารรับรอง พวกเขาก็เข้ามาอยู่จนกลายเป็นชุมชนใหญ่โต ส่วนชุมชนกึ่งเมืองกึ่งชนบท เช่น กลุ่มชาวเล ซึ่งยังมีวิถีชีวิตอย่างดั้งเดิม แบบพอเพียง ในกลุ่มนี้ คนทั้งภูเก็ตรู้ว่าอยู่มานานเป็นร้อยปี แต่สุดท้ายแล้ว ที่ดินที่พวกเขาอยู่กลับถูกครอบครองโฉนดโดยนายทุน

โชคดี วิเคราะห์ว่า ปฏิบัติการ เคลียร์พื้นที่ ดึงที่ดินกลับมา ทั้งของรัฐและเอกชนนั้น เป็นเพราะโครงการใหญ่อย่าง โครงการพัฒนาอ่าวภูเก็ต กำลังเริ่มเดินหน้าอีกครั้ง

ถ้าโครงการมันลงมาจริง มูลค่าโครงการแสนล้าน ที่ดินบริเวณนี้จะมีมูลค่าเพิ่มมหาศาลโชคดีตั้งข้อสังเกต

…………

ศิริลักษณ์ ทิพย์วงศ์ แห่งบ้านท่าเรือใหม่ นิรันดร์ หยังปาน จากหมู่บ้านราไวย์ และดวงใจ อุดมผล แห่งชุมชนแหลมหลา ยืนยันว่า พวกเธอและเขาไม่ต้องการโครงการพัฒนาอ่าวภูเก็ต เพราะไม่เชื่อว่าโครงการนี้จะส่งผลดีต่อชาวภูเก็ต หากแต่มันจะเอื้อประโยชน์ต่อนายทุนใหญ่ให้เข้ามาแย่งชิงทรัพยากรจากชาวบ้านมากกว่า ไม่นับว่า วิถีเรียบง่ายงดงามของชุมชนริมทะเลที่พวกเธอและเขารัก จะถูกการพัฒนากระแสหลักพัดพาหายไปจนกลายเป็นเพียงเรื่องเล่าสู่คนรุ่นหลัง

พวกเธอและเขาขอเพียงไฟฟ้าและน้ำประปา เนื่องจากทุกวันนี้ แต่ละครัวเรือนต้องจ่ายเงินเพื่อซื้อน้ำประมาณ 800 บาทต่อเดือน และจ่ายค่าไฟฟ้าที่พ่วงมาจากที่อื่นราวเดือนละ 800

ขณะที่ สะอาด นาลักษณ์ หรือ บังสะอาด แห่งหมู่บ้านพระบารมี8 ตำบลป่าตอง อำเภอกะทู้ บอกว่า เขาขอเพียงสิทธิในการอยู่ในพื้นที่ที่อยู่มานับ 10 ปี

บังสะอาดกำลังถูกฟ้องร้องจากนายทุน ซึ่งมีเอกสารครอบครองที่ดินอย่างเป็นทางการ ในข้อหาบุกรุกพื้นที่

บังสะอาดเล่าว่า ตอนที่ย้ายมาอยู่ในที่ดินรกร้างว่างเปล่าผืนนี้ มันเป็นพื้นที่ที่ขายทอดกันมา เขาทำมาหากินโดยที่ไม่คิดว่าจะมีปัญหา กระทั่งมีนายทุนมาแสดงตนว่า ได้ซื้อที่ดินแห่งนี้จากเจ้าของที่ดินเดิมแล้ว

เขาบอกว่า ขณะนี้ บ้านของเขาตั้งอยู่บนพื้นที่เล็กๆ ขนาบข้างด้วยพื้นที่ผืนใหญ่สองผืนของนักการเมืองระดับชาติชื่อดัง

โดยไม่รู้ว่าคำพิพากษาศาลจะออกมาเช่นไร บังสะอาดเริ่มถอดใจ เขาบอกว่ายอมรับได้ ถ้าต้องออกไปจากที่ดินแห่งนี้ หากรัฐจัดหาพื้นที่ผืนใหม่ที่ไม่ไกลจากชุมชนและครอบครัวที่เขารัก

บังขอแค่ที่ดินผืนเล็กๆ ไว้ปลูกบ้าน”….