political battle and peace talk

นปช.ชุมนุมใหญ่ในกรุงเทพฯ และขีดเส้นตายให้นายกรัฐมนตรียุบสภาภายใน 24 ชั่วโมง โดยบอกว่าจะเคลื่อนขบวนไปเรียกร้องที่กองพลทหารราบที่ 11 ในวันรุ่งขึ้น (15 มีนาคม 2553)

อาจารย์มารค ตามไท นักสันติวิธี ผู้อำนวยการสถาบันศาสนาวัฒนธรรมและสันติภาพ มหาวิทยาลัยพายัพ จังหวัดเชียงใหม่ ให้สัมภาษณ์พิเศษสถานีโทรทัศน์ทีวีไทยในรายการพิเศษ “ร่วมหาทางออก…ฝ่าวิกฤตการเมืองไทย” เมื่อวันอาทิตย์ที่ 14  มีนาคม  2553 เวลา 22.30 น. ดำเนินรายการโดย คุณณาตยา แวววีรคุปต์

มีเนื้อหาน่าสนใจอยากบันทึกไว้ให้อ่านกันนานๆ ค่ะ

“การเปิดโอกาสคุยเป็นทางออกและวัดเจตนาสันติวิธีของทุกฝ่าย”

* คุณณาตยา : หลังฟังว่าทั้งสองฝ่ายมีความพยายามที่ใช้สันติวิธี ในฐานะที่อาจารย์เป็นนักสันติวิธี อาจารย์มองอย่างไร
* อาจารย์มารค : สบายใจที่คนยึดหลักทำนองนี้ แต่สับสน ไม่เข้าใจในการใช้สันติวิธีจากภาคส่วนต่างๆ มันความหมาย ต่างกันทั้งภาคส่วนประชาชน และภาครัฐบาล ผมมองสถานการณ์ว่าด้านหนึ่งมีประชาชนกลุ่มหนึ่งกำลังชุมชนกันอยู่ เพราะเรียกร้องบางอย่าง อยากได้บางอย่างที่ไม่คิดว่าสามารถจะได้จากขั้นตอนปกติของการเปลี่ยนแปลงในสังคม ก็เลยคิดว่าต้องออกมาด้วยการชุมนุม เรียกร้อง กดดัน อีกด้านหนึ่งคือรัฐบาลที่บริหารประเทศ มีหน้าที่รักษาความสงบ เวลามีประชาชนมาชุมนุมเรียกร้องบางอย่าง สองหน้าที่นี้มันต่างกันมาก ทางด้านผู้ชุมนุมผมมองว่าไม่ใช่แค่การใช้สิทธิ แต่เป็นหน้าที่พลเมืองที่มาเรียกร้องบางอย่างถ้ามันตกหล่นจากระบอบปกติ ทางด้านรัฐบาลก็เป็นหน้าที่ผู้บริหารที่จะดูแลความสงบ ทั้งสองภาระนี้สามารถทำได้สองแบบ การชุมนุม สมมุติเลือกใช้วิธีโยนระเบิด เผาตึกก็เป็นวิธีหนึ่ง อีกวิธีหนึ่งคือเลือกที่จะเรียกร้องอย่างสันติ รัฐบาลเองก็สามารถรักษาความสงบได้สองแบบ เช่นเลือกใชการปราบปราม ใช้ปืนยิงผู้ชุมนุม และอีกแบบคือไม่ใช้ความรุนแรง

* คุณณาตยา : ทั้งสองฝ่ายบอกว่าใช้สันติ และไม่ใช้ความรุนแรง
*
อาจารย์มารค : ปรากฏการณ์ที่เรากำลังเห็นคือ ทั้งสองฝ่ายได้เลือกแล้ว ทางฝ่ายชุมนุมก็บอกว่าเราจะเรียกร้องโดยสันติ ทางฝ่ายที่ดูแลความสงบก็บอกว่าจะดูแลความสงบโดยไม่ใช้ความรุนแรง

* คุณณาตยา : ถ้าเป็นแบบนี้แล้วก็น่าจะสบายใจกันได้แล้ว หรือเปล่าคะ
*
อาจารย์มารค : การที่ทั้งสองฝ่ายเลือกใช้แนวสันติ ไม่ได้แปลว่ากำลังทำภารกิจเดียวกัน ถ้าไม่เข้าใจตรงนี้จะไปเรียกร้องสิ่งที่ไม่เป็นเหตุเป็นผลกัน ยกตัวอย่าง สมมุติว่ารัฐบาลบอกว่ากลุ่มผู้ชุมนุมจะเรียกร้องโดยสันติ แล้วสร้างความหมายบางอย่างว่าการเรียกร้องโดยสันติคืออะไร เช่นบอกว่าการเรียกร้องโดยสันติคือชุมนุมได้แต่ต้องไม่กดดันมากเกินไป ซึ่งมันไม่มีเหตุผล เพราะฝ่ายที่ชุมนุมมาเพื่อกดดัน อยากกดดันเพื่อให้เปลี่ยนบางอย่าง ไปเรียกร้องไม่ให้กดดันมันก็ไม่มีเหตุผล ขณะเดียวกัน ฝ่ายรัฐบาลเองก็ต้องรับมือ อยากดูแลความสงบ ฝ่ายผู้ชุมนุมก็ไปเรียกร้องว่าต้องปล่อยผู้ชุมนุมทำอะไรก็ได้ ซึ่งมันก็ไม่มีเหตุผล สองภารกิจนี้มันไม่ตรงกัน ถ้ามองอย่างนี้ก็จะเข้าใจ การชุมนุมโดยสันติก็จะกดดันในขอบเขตหนึ่ง ขอบเขตนั้นมักจะมากกว่าขอบเขตที่รัฐบาลอยากให้ใช้ เพราะภารกิจเขาเป็นอีกอย่างคือการรักษาความสงบ

* คุณณาตยา : หมายความว่าแม้จะใช้คำว่าสันติหรือไม่ใช้ความรุนแรง เหมือนกัน แต่ว่ามีบางส่วนซ้อนทับกัน บางส่วนอยู่นอกเหนือการซ้อนทับ  ต้องจัดการยังไงกับส่วนที่นอกเหนือเป้าหมายเดียวกัน อาจารย์มองประเด็นตรงนั้นเป็นปัญหาอยู่หรือเปล่าค่ะ
*
อาจารย์มารค : มีบางอย่างเห็นพ้องกัน เช่น ไม่โยนระเบิด ไม่เอาปืนมายิง แต่อาจมีบางอย่างไม่ค่อยตรงกัน เช่น รัฐบาลบอกว่ามีสิทธิชุมนุมได้แต่อย่าทำผิดกฎหมาย เขาต้องพูดอย่างนั้นเพราะเป็นฝ่ายบริหารประเทศรักษากฎหมาย แต่ฝ่ายชุมนุมก็บอกว่าบางครั้งในกดดดัน มันมีบางอย่างผิดกฎหมายบางอย่างที่ต้องทำ เช่น กฎหมายจราจร เพื่อกดดัน มันก็เป็นการเห็นต่างด้วยหน้าที่คนละอย่าง

* คุณณาตยา : แล้วเกิดกรณีอย่างนี้แล้วจัดการอย่างไรคะ
*
อาจารย์มารค : บางคนคิดว่าถ้าเป็นอย่างนั้นจบไม่ได้ ยกเว้นต้องใช้ความรุนแรง เพราะมันมาปะทะกันตรงที่มันไม่ตรงกัน เรื่องการชุมนุมโดยสันติ ผมคิดว่า การชุมนุมเรียกร้องบางอย่างมันไม่ต้องได้ทันที บางครั้งอาจไม่ได้ในครั้งเดียว มันเป็นมาให้การการศึกษากับสังคม คราวนี้ไม่ได้ คราวหน้ามาใหม่มากกว่าเดิม เพราะเปลี่ยนแปลงความคิดของคนในสังคม มันเป็นกระบวนการเรียกร้อง มันไม่จำเป็นว่าการมาเรียกร้องถ้าไม่ได้ต้องทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ นี่คือวิธีมองแบบหนึ่ง

* คุณณาตยา : หมายความว่าอาจารย์พยายามบอกกับผู้ชุมนุมว่า ลองเปลี่ยนความคิด มาครั้งนี้ไม่ต้องสำเร็จไม่ต้องตามข้อเรียกร้อง ถ้าอย่างนั้นจะมาทำไมค่ะ
*
อาจารย์มารค : ไม่ใช่ว่าไม่ให้สำเร็จ ก็ต้องพยายามให้สำเร็จ แต่ในความเป็นจริงถ้ายังยึดแนวทางสันติการเปลี่ยนแปลงแบบนี้ บางมันต้องเลือกในที่สุดว่า ต้องมาใหม่ หรือแตกหัก อย่ามองว่าการต้องกลับมาอีกครั้งเป็นการแพ้ เป็นกระบวนการที่ใช้เวลานาน การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญหลายอย่างก็เป็นแบบนี้ ฝ่ายรัฐบาลเองก็มีทางเลือกหลายทางเมื่อมีคนมากดดันจำนวนมาก อย่างกดดันเป็นแสนๆ อย่างในครั้งนี้ก็คือการเรียกร้องยุบสภา ไม่ควรมองว่าการทำตามเป็นการแพ้ ผมไม่มองว่านายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้ารัฐบาล เป็นคู่ขัดแย้งกับผู้ชุมนุม มองให้เห็นว่านายกรัฐมนตรีเป็นผู้ดูแลทุกข์สุขของประเทศ มีอำนาจในการตัดสินใจเวลาไหนที่เหมาะที่สุดที่ทำให้ประเทศเดินต่อได้ ยุบหรือไม่ยุบสภา อำนาจนี้ควรเป็นของผู้บริหารประเทศ แต่ไม่ใช่ใช้อำนาจนี้เมื่อถูกกดดัน แต่เป็นการใช้เมื่อเห็นว่าเวลาที่เหมาะสม เมื่อเห็นว่าจะต้องตัดสินใจเพื่อบ้านเมือง และเป็นการตัดสินใจคนเดียว เป็นการตัดสินใจที่ยาก คืออำนาจและความรับผิดชอบเป็นของนายกรัฐมนตรี เป็นธรรมดาที่จะต้องมีคนมาให้คำแนะนำที่คิดว่าถูกต้องเป็นทางออก  ซึ่งอาจไม่ตรงกับนายกรัฐมนตรี แต่พออธิบายจุดยืนแล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดต้องปล่อยให้นายกรัฐมนตรีเป็นคนตัดสินใจ ไม่ควรมีการยึดอำนาจนี้ออกจากนายกรัฐมนตรี อำนาจในการตัดสินใจ เพราะมีอำนาจบริหารประเทศ ไม่น่าถูกริดรอนอำนาจจากเหตุผลอื่นๆ ด้วยวิธีการต่างๆ

* คุณณาตยา : ทำไมอาจารย์ถึงพูดถึงประเด็นนี้ มองบริบทรอบข้างตัวนายกท่านนี้แล้วมองเห็นปัญหาแบบนั้นอยู่หรือคะ
*
อาจารย์มารค : ผมพูดในสิ่งที่อาจเกิดขึ้นได้ และเคยเกิดในที่อื่นๆ

* คุณณาตยา : ถึงเวลาที่จะต้องพิจารณาประเด็นเรื่องนั้นแล้ว หรือยัง
*
อาจารย์มารค : อาจมีสถานการณ์บางอย่างที่ปกตินายกรัฐมนตรีต้องตัดสินใจและรับผิดชอบกับการตัดสินใจนั้น

* คุณณาตยา : พรุ่งนี้ (15 มีนาคม 2553) มุมนักสันติวิธีมีโอกาสที่จะเกิดอะไรขึ้นไหม แล้วเราต้องทำอะไร
*
อาจารย์มารค : ผมไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น มันขึ้นอยู่กับสองฝ่าย มุมสันติวิธี การเรียกร้องความชอบธรรมไม่ได้หายไปเพราะได้หรือไม่ได้ พรุ่งนี้ มะรืนนี้ มันไม่จำเป็นต้องได้ในทันที มันต้องใช้เวลาในการเปลี่ยนแปลง ถ้ามันชอบธรรม แม้ไปได้มันก็ยังชอบธรรมอยู่

* คุณณาตยา : อาจารย์บอกว่าอยากให้ทุกฝ่ายหยุดใช้คำว่าสันติวิธีสักสองสามวัน เพราะอะไรคะ
*
อาจารย์มารค : การใช้สันติวิธีเป็นเรื่องที่สวยงาม แต่ต้องชี้ให้เห็นความต่างของภารกิจ เพราะภารกิจต่างกัน ภารกิจของผู้บริหาร คือรักษาความสงบโดนไม่ใช้ความรุนแรง ผู้ชุมนุมมีภารกิจเรียกร้องโดยสันติวิธี ต้องย้ำให้เห็นภารกิจชัดเจนเพราะหน้าที่มันต่างกัน ถ้าเห็นความต่างก็ทำให้เข้าใจผิดว่าอีกฝ่ายไม่ใช้สันติ

* คุณณาตยา : นอกการใช้คำของทั้งสองฝ่ายที่นักสันติวิธีอย่างอาจารย์คิดว่าไม่สบายใจแล้ว วิธีการปฏิบัติของทั้งฝ่าย อาจารย์ไม่สบายใจด้วยหรือเปล่าค่ะ
*
อาจารย์มารค : นักสันติวิธีไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ บอกไม่ได้ว่า การเรียกร้องโดนสันติคืออะไร ความหมายมันจะถูกกำหนดโดยสังคม โดยใช้เวลานานของการใช้ บางสังคมยอมรับวิธีการบางอย่าง บางสังคมไม่ยอมรับ มันไม่มีความหมายสากลที่นักสันติวิธีจะมาบอกว่าวิธีนี้ใช่หรือไม่ใช่ สังคมเป็นตัวหาแนวทางหรือความหมายเอง

* คุณณาตยา : เป้าหมายของคนที่พยายามใช้คำว่าสันติวิธีจนติดปาก เป้าหมายควรจะเป็นอะไรคะ
*
อาจารย์มารค : เป้าหมายคือหันออกจากความรุนแรง ขั้นแรกถูกต้องแล้ว พอใช้คำนี้เราก็หันออกจากความรุนแรง แต่ขั้นที่สองมันอาจไม่พื้นที่พอที่จะทำให้ละเอียดขึ้น พอหันออกจากความรุนแรงแล้ว อะไรที่รับได้ อันนี้ยังไม่ชัด พอใช้คำว่าวิธีมันก็ตายตัว มันไม่มีแค่หนึ่งวิธี มันมีหลายวิธี แต่ละวิธีไม่ตายตัว ขึ้นอยู่กับแต่ละสังคม บางสังคมบอกว่ารุนแรง บางสังคมอาจมองว่าไม่รุนแรง ต้องใช้เวลาทำบ่อยๆ แล้วเสียงสะท้อนสังคมจะเป็นตัวบอกว่าแบบไหนเป็นสันติวิธีของสังคมนั้นๆ คำตอบจะไม่มาจากนักสันติวิธีเป็นคนมาบอก

* คุณณาตยา : ถ้าอย่างนั้นลักษณะพิเศษของสังคมไทยในเวลานี้ที่จะเอื้อให้เกิดสันติวิธีที่งดงามได้ ถึงแม้จะมีความขัดแย้งทางการเมืองกัน ลักษณะพิเศษของสังคมไทยที่ควรหยิบมาใช้คืออะไรคะ
*
อาจารย์มารค : การให้โอกาส ที่จะเข้าใจคู่ที่เรากำลังมีปัญหาด้วยถือเป็นสิ่งสำคัญ อย่างเช่น เรียกร้องยุบสภา ฝ่ายรัฐบาลก่อนตอบว่าจะยุบหรือไม่ ควรอยากเข้าใจว่าเขาเรียกร้องให้ยุบ เขาเรียกร้องอะไร เพราะคำว่ายุบสภาเป็นเป็นคำเปล่าๆ ไม่ละเอียดพอ ก็ควรมีการหาวิธีคุยกัน

* คุณณาตยา : โต๊ะเจรจามีโอกาสเกิดขึ้นได้ไหมคะ
*
อาจารย์มารค : ผมไม่เรียกเจรจา เพราะเจรจาคนจะบอกว่ามันเป็นการหาคำตอบบางอย่าง แต่ควรจะมีการคุยของแต่ละฝ่ายทำความเข้าใจว่าเรียกร้องอะไรกันแน่ ก่อนที่ประเมินได้ว่าจะตอบสนองหรือไม่แค่ไหน ก็ต้องเข้าใจก่อนว่าเรียกร้องอะไร เดี๋ยวไปเข้าใจผิด มีแต่คำว่ายุบสภาแต่จริงๆ ไม่รู้แปลว่าอะไร ยุบสภามันมีได้หลายความหมาย จะทำให้การตอบไม่ค่อยมีคุณภาพเท่าไหร่

* คุณณาตยา : อาจารย์ชี้ทางได้ไหมว่าควรทำอย่างไรที่จะทำให้เกิดกระบวนการอย่างนั้นได้
*
อาจารย์มารค : รัฐบาลฝ่ายบริหารประเทศต้องเป็นฝ่ายหาวิธีไปคุยกับบางคนในกลุ่มผ้ชุมนุมที่สามารถบอกได้ว่าสิ่งที่ต้องการจริงๆ สิ่งที่เรียกร้องคืออะไร สามารถอธิบายออกมาอย่างเป็นรูปธรรม

* คุณณาตยา : อาจารย์มองประสบการณ์จากหลายๆ ที่ สิ่งนี้มีโอกาสที่จะเกิดขึ้นได้ไหมคะ
*
อาจารย์มารค : เกิดได้ ถ้าต้องการ มันก็ไม่ยาก

* คุณณาตยา : ความต้องการนี้ มันเป็นการวัดเจตนาของสันติวิธีในใจริงๆ ด้วยไหมคะของทั้งสองฝ่าย
*
อาจารย์มารค : วัดเจตนาที่จะทำภารหน้าที่ของตนเองโดยสันติ ถ้าหากว่ามีการเปิดทางให้มีการพูดคุยกันโดยสันติ นอกจากเป็นการหาทางออกแล้วยังเป็นการวัดเจตนาที่จริงใจในการใช้สันติวิธีของทุกฝ่ายด้วย.

คิดถึงอาสาสมัคร นปก.

จู่ๆ ก็คิดถึงพวกเขาขึ้นมา เหล่าอาสาสมัครสันติวิธีของ นปก. ยุคต้านรัฐประหารกลางสนามหลวง ไม่รู้ว่าพวกเขาอยู่ที่ไหน…เป็นอย่างไรกันบ้างตอนนี้…

รายงานพิเศษชิ้นนี้ เรากับน้องซ้งเขียนขึ้นมา หลังจากเหตุการณ์หน้าบ้านสี่เสาเทเวศน์ (งานนั้นเราโดนแก๊สน้ำตากับแก๊สพริกไทยเล่นงานจนสะบักสะบอมไปพอสมควร) พี่แจง ฐิตินบ กับพี่โม่ง ภัทระ คุยกันว่า มันมีเสียงที่หายไปนะ แล้วมันก็มีแง่มุมมากมายในขบวน นปก. ที่สังคมไม่เคยได้ีัรับรู้

เรากับน้องซ้งจึงรับไม้ต่อ มาเป็นรายงานเรื่องชิ้นนี้ที่เผยแพร่ในหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ (ฉบับวันที่เท่าไหร่จำไม่ได้) และแขวนอยู่ในเว็บสำนักข่าวชาวบ้าน

บางเสียงที่หายไป จากหัวใจอาสาสมัคร นปก.

1-

ที่โรงแรมรัตนโกสินทร์…ยามบ่าย

ห้องประชุมขนาดกลางตั้งอยู่ชั้นล่างตรงปลายสุดของปีกด้านซ้าย คนหลายวัย-หลากที่มา สาละวนอยู่กับการตัดกระดาษ ทำป้ายผ้า พิมพ์งาน ถ่ายเอกสาร บ้างก็นั่งสนทนากันอย่างออกรส ที่อกเสื้อของหลายคน ปรากฏข้อความอาทิ “ไม่เอา ไม่รับ ไม่ปลื้ม รัฐธรรมนูญฉบับรัฐประหาร” “ต่อต้านเผด็จการทุกรูปแบบ”

พวกเขาคือ อาสาสมัครแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) หรือ อาสาสมัครสันติวิธี ภายในห้องที่ชื่อว่า “สีดา 4” แห่งนี้ พวกเขาทำกิจกรรมร่วมกันมาเกือบ 3 เดือน แล้ว ทว่าเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังเหตุปะทะกันที่หน้าบ้านสี่เสาเทเวศน์ ทางโรงแรมได้แจ้งกับแกนนำ นปก. ว่า เจ้าหน้าที่มีคำสั่งให้โรงแรมไม่ให้ นปก. ใช้ห้องอีกต่อไป โดยอนุญาตให้ใช้ห้องที่เช่าไว้จนถึงสิ้นเดือนนี้ ถ้ายังไม่ย้ายออก ทางโรงแรมจะถูกข้อหาให้ที่ซ่องสุมโจร

“อาสาสมัคร” กับ “โจร” สองคำนี้มีความหมายต่างกันราวขาวกับดำ ความจริงแล้ว สิ่งที่พวกเขาทำคืออะไร?

ความเคลื่อนไหวของอาสาสมัครนปก. เริ่มต้นในตอนสายของทุกวัน พวกเขาจะเข้ามายังห้องประชุมสีดา และลงมือทำ “งานอาสา” ต่างๆ หากวันใด นปก. มีแผนเคลื่อนไหวม็อบแบบดาวกระจาย พวกเขาก็จะออกไปตระเวนกับหมอเหวง โตจิราการ และสมบัติ บุญงามอนงค์ ถ้าไม่ได้ออกไปไหน ก็จะอยู่ที่ห้องนี้ จนเย็นย่ำจึงพากันออกไปที่ท้องสนามหลวง ประจำอยู่ตามซุ้มรณรงค์ต้านรัฐประหาร ทำกิจกรรมสร้างสีสันให้การชุมนุม ช่วยกันสอดส่องดูแลความเรียบร้อยไม่ให้บุคคลที่ 3 เข้ามาก่อเหตุที่นำไปสู่ความรุนแรงหรือความเข้าใจผิด รวมทั้งเตรียมพร้อมดูแลผู้ชุมนุมยามเจ็บป่วย

วันใดมีการเคลื่อนย้ายขบวน นปก. จากท้องสนามหลวงไปยังสถานที่ต่างๆ พวกเขาคือผู้ยืนอยู่แถวหน้า เป็นหน่วยสันติวิธี

สมบัติ บุญงามอนงค์ แห่งกลุ่มพลเมืองภิวัฒน์ หนึ่งในแกนนำ นปก. ผู้ดูแลฝึกอบรมอาสาสมัครสันติวิธี เล่าถึงที่มาของอาสาสมัครเหล่านี้ว่า ในการเดินขบวนไปที่หน้ากองบัญชาการทหารบกของ นปก. ครั้งแรกนั้น มีการกระทบกระทั่งกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งแกนนำเองก็ไม่ได้เตรียมตัวหรือวางกำลังไว้สอดส่องดูแลผู้ชุมนุมอย่าง ทั่วถึง จึงเป็นที่มาของหน่วยสันติวิธี เพื่อยกระดับการชุมนุมให้หลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรง โดยเปิดโต๊ะรับอาสาสมัครสันติวิธีที่สนามหลวง

“อาสาสมัครทุกคนที่เข้ามาจะต้องได้รับการอบรมและปรับทัศนคติในการต่อสู้เรียกร้อง ด้วยสันติวิธี รวมทั้งแนะนำวิธีการรับมือเหตุการณ์ต่างๆ โดยหลักสำคัญคือต้องมีความอดทนต่อสถานการณ์การยั่วยุจากฝ่ายตรงข้าม และต้องดูแลผู้ชุมนุมไม่ให้ใช้ความรุนแรง”

ทูล เวชกลาง หรือ เภา หนึ่งในแนวหน้าอาสาสมัครสันติวิธี ให้ข้อมูลว่า อาสาสมัครที่เป็นขาประจำห้องสีดามีราว 30-40 คน ส่วนสมาชิกอาสาสมัครสันติวิธีที่มาลงชื่อมีประมาณ 6-7 พันคน และสามารถติดต่อให้มารวมตัวได้ทันทีประมาณ 6-7 ร้อยคนผ่านโทรศัพท์มือถือและเอสเอ็มเอส ในกรณีที่จะมีการเคลื่อนขบวนของกลุ่มผู้ชุมนุม โดยอาสาสมัครจะแบ่งกำลังเป็นแนว 5 แถว มีผ้าโพกหัวสีเหลืองระบุตำแหน่งแถว แต่ละแถวจะมีหัวหน้าควบคุมดูแล เพื่อกั้นผู้ชุมนุมให้อยู่ในแนวของอาสาสมัคร ทำให้สะดวกในการควบคุมดูแล ซึ่งแถวหน้าสุดจะเป็นหน่วยเจรจากับเจ้าหน้าที่ตำรวจในการเปิดทาง และต่อมาจะเป็นขบวนรถเครื่องขยายเสียง และผู้ชุมนุม ก่อนปิดท้ายขบวนด้วยหน่วยสันติวิธีอีกครั้งหนึ่ง

การเคลื่อนขบวนแต่ละครั้งจะต้องมีการวางแผนอย่างรอบคอบ เพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะและให้การชุมนุมอยู่ในกรอบของสันติวิธี โดยผู้ชุมนุมจะอยู่ในกรอบสี่เหลี่ยมของแนวอาสาสมัคร

เขาบอกว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือการสอดส่องดูแลและควบคุมผู้ชุมนุมให้อยู่ในกรอบของสันติวิธี โดยเฉพาะเมื่อมีการเคลื่อนขบวนของกลุ่มผู้ชุมนุม จะมีการประชุมวางแผนก่อน เพื่อจัดแบ่งกำลังและหน้าที่ของอาสาสมัคร รวมทั้งจัดทำอุปกรณ์รณรงค์ ข้าวปลาอาหาร และเครื่องมือปฐมพยาบาล

“เราต้องพยายามทำทุกอย่างไม่ให้มีการปะทะกับตำรวจ คอยเตือนผู้ชุมนุมที่ไม่อยู่ในกรอบ และจับตาไม่ให้มือที่สามเข้ามาป่วน โดยหากเตือนแล้วไม่ฟังก็จะคุมตัวส่งตำรวจ” ทูล อธิบาย

“แต่ในคืนวันนั้น เรายอมรับว่า มันหนักหนาจนเรารับมือไม่ไหวจริงๆ…”

เขาหมายถึงเหตุการณ์ปะทะที่หน้าบ้านสี่เสาเทเวศน์

2 –

ที่หน้าบ้านสี่เสาเทเวศน์…ยามค่ำ

ย้อนกลับไปในคืนวันที่ 21 กรกฎาคมที่ผ่านมา ศุภณัฐ ไวเลิศ หรือ ดา อาสาสมัครสาววัย 29 ปี เล่าว่า เหตุการณ์ที่หน้าบ้านพักของพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ นั้น อาสาสมัครสันติวิธีไม่สามารถควบคุมผู้ชุมนุมได้ อาสาสมัครทุกคนซึ่งได้รับการอบรมให้เข้าไปขัดขวางการกระทำทุกอย่างที่จะก่อ ให้เกิดความรุนแรง จึงต้องเปลี่ยนบทบาทมาช่วยเหลือผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์แทน ซึ่งก็ช่วยเหลือผู้ชุมนุมได้ไม่เต็มที่ เนื่องจากไม่ได้คาดว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจะใช้วิธีการรุนแรงในการสลายการ ชุมนุม

“ผู้ชุมนุมไม่ได้เตรียมตัวมาปะทะกับตำรวจ ทำให้ไม่มีอุปกรณ์ป้องกันหรืออาวุธ และเมื่อตำรวจสลายการชุมนุมด้วยการใช้แก๊สน้ำตา และสเปรย์พริกไทย ทำให้เกิดการหยิบจับสิ่งของใกล้ตัวตอบโต้ เราเชื่อว่าน่าจะมีการผสมโรงของมือที่สามที่เข้ามายั่วยุให้ใช้ความรุนแรง ด้วย อาสาสมัครสันติวิธีจึงไม่สามารถควบคุมอารมณ์ของผู้ชุมนุมได้ ทำให้เกิดเหตุการณ์บานปลายขึ้น”

ดายอมรับว่า ในกลุ่มผู้ชุมนุมของ นปก. ซึ่งมีที่มาหลากหลาย อาสาสมัครไม่สามารถสอดส่องดูแลได้ทั่วถึง แม้กระทั่งการรับสมัครอาสาสมัครสันติวิธีของ นปก. เอง ก็ไม่สามารถคัดกรองคนได้ จึงต้องอาศัยการจัดการทางสังคมในกลุ่มกันเอง เช่น เมื่อเห็นว่าอาสาสมัครคนใดมีท่าทีก้าวร้าวรุนแรง ก็จะกันไม่ให้อยู่ในแถวหน้า หรือหากว่าคนไหนมีลักษณะเหมือนเข้ามาก่อกวน ก็จะให้ออกจากกลุ่มไป

“ในสถานการณ์ที่มีความขัดแย้งทางความคิดเช่นนี้ เราแบ่งสีขาวสีดำในหมู่คนไม่ได้ ดาเองไม่เคยคิดว่าตำรวจที่ทำการสลายการชุมนุมดีหรือเลวทั้งหมด ดาเข้าใจว่าเขาทำตามหน้าที่ และเชื่อว่าตำรวจหลายคนก็เข้าใจผู้ชุมนุม” เธอยิ้ม ก่อนจะพูดต่อไปว่า

“มันมีหลายภาพเหตุการณ์ในคืนนั้นที่สังคมไม่ได้รับรู้ ดาอยากให้ทุกคนเห็น โดยเฉพาะตำรวจที่ช่วยเหลือผู้ชุมนุม และภาพผู้ชุมนุมที่ช่วยเหลือตำรวจ แม้ว่าสุดท้ายการเคลื่อนไหวในคืนนั้นจะจบลงด้วยความรุนแรง การบาดเจ็บ และความรู้สึกแตกแยกกันยิ่งขึ้นในสังคมที่เราเหมือนถูกบังคับให้ต้องเลือกข้าง แต่หลายคนที่อยู่ในพื้นที่ตรงนั้นก็น่าจะได้เรียนรู้ถึงความซับซ้อนต่างๆ ในความขัดแย้ง เรียนรู้ที่จะคิดถึงผู้อื่นในสถานการณ์ที่ยากลำบาก และเรียนรู้ว่าความรุนแรงไม่ได้แก้ปัญหา แต่ต้องใช้สันติวิธี” เธอกล่าวด้วยนำเสียงหนักแน่น

ขณะที่ สมบัติ บุญงามองค์ เชื่อว่าเหตุการณ์ในคืนวันนั้นไม่ได้เป็นความล้มเหลวของสันติวิธี และประสบการณ์ในการเดินขบวนที่ผ่านมาทำให้เรียนรู้ยิ่งขึ้นไปว่าความรุนแรง จากประชาชนนั้นใช้ต่อสู้กับรัฐไม่ได้ เพราะว่ารัฐมีอำนาจและมีความสามารถในการใช้ความรุนแรงที่สูงกว่า มีอาวุธ มีกองกำลัง มีความชอบธรรมทางกฎหมาย แต่ประชาชนมีสิ่งเดียวคือ การต่อสู้โดยตัวเขาจริงๆ

“สันติวิธีเป็นส่วนหนึ่งของอหิงสานะ มันยากขึ้นไปอีก เขาบอกว่าอหิงสาเป็นความรุนแรงประเภทหนึ่งเหมือนกัน เพราะว่าคุณต้องยอมให้เกิดความรุนแรงในตัวคุณเอง ใครจะพูด จะทำความรุนแรงในตัวคุณ ก็ยอม ถ้าเขาตี คุณก็จะอยู่กับที่ คุณจะต่อสู้ในหลักการโดยที่คุณไม่กระทำความรุนแรงต่อเขา แต่คุณได้กระทำความรุนแรงต่อตัวเอง ยอมให้เขากระทำต่อเรา แต่คนที่จะทำเช่นนี้ได้ ต้องอาศัยการฝึกฝนทั้งร่างกายและจิตวิญญาณสูงมาก”

“หากจะถามว่าสันติวิธีที่เรามีอยู่ในขบวนการของเราตอนนี้เพียงพอหรือไม่ ผมเห็นว่ามันมีพัฒนาการนะ ปกติแล้วการตอบสนองของธรรมชาติของมนุษย์ก็คือว่า เมื่อคุณรุนแรงมา เรารุนแรงคืนตอบโต้กลับไป นี่คือธรรมชาติของคน ถ้ามีคนมาตอบหน้า มาด่าคุณ คุณจะตบหน้าคืน จะด่าคืน แต่นักต่อสู้ที่ผ่านการฝึกฝน และได้ผ่านการขบคิดต่อเหตุการณ์ที่อาจจะมีการใช้ความรุนแรง คนที่ต่อสู้จะต้องเรียนรู้ว่า การตอบโต้ด้วยความรุนแรงกลับไป สิ่งที่จะได้รับกลับคืนมาคือความรุนแรง ถ้าคุณจะลดความรุนแรง คุณต้องไม่รุนแรงกับเขา แต่ต้องใช้ความเป็นมนุษย์”

สมบัติ บอกว่า จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่หน้าบ้านสี่เสาร์ฯ สิ่งที่เขาค้นพบก็คือว่า ในตัวมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นประชาชนหรือตำรวจ จะมีจุดที่สัญชาติญาณทำงานเหนือความคิดสันติวิธี เมื่อเห็นอีกฝ่ายหนึ่งคุกคามชีวิต การตอบโต้ด้วยความรุนแรงจะเกิดขึ้นจากสัญชาติญาณที่ทำงานเร็วเกินกว่าความ คิดสันติวิธี

“สำหรับผู้ชุมนุมนั้น ภาพที่พวกเขาเห็นคือตำรวจปราบจลาจลจำนวนมากเดินเข้ามา ฉุดกระชากผู้นำการชุมนุม ใช้แก๊สน้ำตาซึ่งทำให้หายใจไม่ออก ทุรนทุราย เหล่านี้เป็นการคุกคามชีวิตชีวิตนะครับ แล้วสิ่งที่ผู้ชุมนุมเห็นต่อไปก็คือการเข้ามาตีคนโดยไม่ส่งสัญญาณ คนแก่ที่ถูกเหยียบ ถ้าเขาไม่ทำอะไรอย่างหนึ่ง ชีวิตพวกเขาจะได้รับอันตราย สัญชาติญาณจึงบังคับให้เขาแสดงออกด้วยการตอบโต้”

ทั้งนี้ สมบัติเชื่อมั่นว่า การผ่านเหตุการณ์ที่ยากลำบากมาด้วยกัน จะยิ่งทำให้อาสาสมัครสันติวิธีของ นปก. มีความเป็นหนึ่งเดียวบนเส้นทางสายสันติวิธีที่พวกเขาเชื่อมั่นต่อไป

“จิตอาสาและการคิดถึงคนอื่นที่มีในตัวอาสาสมัคร นปก. เหล่านี้คือความงดงามที่เราพบในสถานการณ์ความขัดแย้ง”

3 –

ที่ท้องสนามหลวง…ยามเย็น

เหล่าอาสาสมัคร นปก. ออกจากห้องประชุมสีดา ของโรงแรมรัตนโกสินทร์ มาเดินแจกใบปลิว ขายเสื้อ แจกน้ำ แจกยาดมให้ผู้ชุมนุมกลางสนามหลวง บ่อยครั้งที่รอยยิ้มและเสียงหัวเราะปรากฏบนสีหน้าพวกเขา

ศุภณัฐ ไวเลิศ หรือดา เล่าว่าเธอเดินทางจากต่างจังหวัดมากรุงเทพฯ เมื่อ 3 เดือนที่แล้ว ตามคำชวนของพี่ชาย ดาซึ่งเป็นอดีตนักศึกษาสาขาสื่อสารมวลชน บอกว่าก่อนหน้านั้นข้อมูลที่รับรู้จากสื่อต่างๆ ทำให้รู้สึกว่าม็อบสนามหลวงไม่ดี จนวันที่พี่ชายชวนให้ลองไปฟังการปราศรัยที่ท้องสนามหลวง จึงรู้ว่ามีข้อมูลมากมายที่สื่อไม่ได้รายงาน หลังใช้เวลาอยู่ที่ท้องสนามหลวง 5-6 วัน เธอจึงตัดสินใจสมัครเป็นอาสาสมัครสันติวิธีของ นปก.

“เรารู้สึกว่าสื่อไม่ยุติธรรม จึงอยากเข้ามาช่วย นปก. พอได้เข้ามาช่วยงานตรงนี้ก็ได้รู้ว่า สังคมไม่ใช่แค่เราคนเดียว แต่มันมีส่วนรวมและการทำงานเพื่อส่วนรวมอยู่ด้วย การได้ทำอะไรเพื่อส่วนรวมทำให้เรามีความสุข คนส่วนใหญ่ที่อยู่ตรงนี้มาทำงานด้วยใจ”

ทุกๆ วัน ดาจะมาที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ในตอนสาย ใช้เวลาอยู่ในห้องสีดาทำงานร่วมกับอาสาสมัครสันติวิธีทั้งวัน จนเย็นย่ำเมื่อเวทีที่ท้องสนามหลวงเริ่มขึ้น ดาจะออกไปประจำอยู่ตามซุ้มนิทรรศการข้างสนามหลวงกับเพื่อนๆ

ดาบอกว่า แม้จะต้องหยุดงานมาทำกิจกรรมร่วมกับ นปก. โดยไม่รู้ว่าจะจบลงเมื่อไหร่-อย่างไร แต่เธอก็ไม่ย่อท้อ และขออยู่กับ นปก. จนกว่าสถานการณ์บ้านเมืองจะคลี่คลาย หลังจากนั้นจะไปสมัครเป็นอาสาสมัครของมูลนิธิกระจกเงา ทำงานอาสาอย่างจริงจังต่อไป

“หัวใจของประชาธิปไตย คือการแบ่งปันให้กันและกัน ไม่ว่าจะเป็นอำนาจ หรือทรัพยากรต่างๆ เราจะอยู่ที่สนามหลวงต่อไป เพื่อเรียกร้องให้ทหารคืนทุกอย่างของพวกเรามา ประชาชนจะต้องเป็นผู้ตกลงในการแบ่งปันกันเอง” เธอเชื่ออย่างนั้น

เพราะเชื่อเช่นกันว่า ประชาชนตัวเล็กๆ สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ด้วยการแสดงออกตามสิทธิเสรีภาพที่พลเมืองพึงมี สุธี วงศ์พรม ชายวัย 40 ต้นๆ จึงดั้นด้นเดินทางจากบ้านที่นครสวรรค์มาเพื่อร่วมทัพกับ นปก. หลังจากที่คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญพิพากษาให้พรรคไทยรักไทยปิดฉากลง

สุธี ซึ่งเพิ่งผ่านการหย่าร้างกับภรรยา บอกว่า การมาเป็นอาสาสมัคร นปก. ทำให้รู้สึกว่าชีวิตมีคุณค่า ทุกวันนี้เขาใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ที่ห้องประชุมสีดา อาสาทำงานทุกอย่างที่วางอยู่ตรงหน้า และด้วยฝีมือการเขียนป้ายผ้าทีประณีตสวยงาม ทำให้เขาเป็นมือวางอันดับต้นๆ ในการสร้างสีสันลงบนแผ่นผ้ารณรงค์ต้านรัฐประหาร

“คนที่นี่เห็นว่าผมไม่มีรายได้อะไร จึงช่วยกันออกเงินเล็กๆ น้อยๆ ให้เป็นค่าจ้างเขียนป้ายผ้า ตกเย็นผมก็ออกมาสอดส่องดูแลความเรียบร้อยรอบๆ สนามหลวง การได้ใช้เวลาอยู่กับเพื่อนๆ ที่มีความตั้งใจเดียวกัน ช่วยเหลือกันและกัน ทำให้ผมรู้สึกว่า จะแยกจากขบวนไปไม่ได้”

“ผมตั้งใจว่าจะอยู่ที่นี่ให้ถึงที่สุด ได้ประชาธิปไตยคืนมาเมื่อไหร่ ผมจะเดินทางกลับบ้านเกิดไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ เปิดร้านเบเกอรี่ตามความฝัน” สุธี เล่าด้วยแววตาเปี่ยมความหวัง

แม้จะไม่ใช่อาสาสมัคร นปก. ที่ผ่านการอบรมสันติวิธี แต่ วรนารี จันอ้น หรือ “คุณอ๋อยไฮโซ” และ แอ๊ด ณ อยุธยา หรือ “คุณแอ๊ด ราชนิกุล” สองเพื่อนซี้รุ่นคุณป้า ก็นับได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของห้องสีดาและเวทีสนามหลวง

คุณแอ๊ด ในวัย 50 กว่าๆ ซึ่งเล่าว่าสมาชิกในครอบครัวใหญ่ของเธอเป็นตำรวจ-ทหาร บอกว่า ความรู้สึกหวงแหนประชาธิปไตยที่เธอมีส่วนร่วมเพื่อสู้ให้ได้มาเมื่อครั้ง 14 ตุลา ทำให้เธอออกจากบ้านมาร่วมกิจกรรมต้านรัฐประหารทันที่ที่เหตุการณ์ 19 กันยา เกิดขึ้น

“เกิดเรื่องอย่างนี้ขึ้น ถ้าเราไม่ออกมาช่วยกันแล้วใครจะช่วย ป้าคิดอย่างนี้ จึงออกมาช่วยๆ กัน ถามว่ามีท่อน้ำเลี้ยงไหม ไม่มี ป้าพอมีกินมีใช้ จึงเอามาช่วยๆ กัน อาสาสมัครบางคนที่นี่ บางวันไม่มีข้าวจะกินด้วยซ้ำ กิจกรรมที่เราทำด้วยกัน มันเป็นค่าใช้จ่ายที่เราต้องควักเนื้อ เพราะไปตั้งโต๊ะบริจาคก็ได้เงินไม่มาก เพราะฉะนั้น ใครที่เข้ามาตรงนี้ เราก็ช่วยๆ กัน แบ่งกันกิน แบ่งกันใช้”

“ป้ามาที่นี่ทุกวัน จนรู้สึกเหมือนมันเป็นบ้าน คนที่สนามหลวงอยู่ด้วยกันอย่างนับเป็นเพื่อน เป็นพี่เป็นน้องกันหมด ไม่ว่าคุณจะมาจากไหน รากหญ้าหรือราชนิกูลเหมือนป้า มันก็เป็นคนเท่ากัน เรากินข้าวกล่องริมสนามหลวงด้วยกัน หวังร่วมกันว่าประชาธิปไตยจะกลับคืนมาในเร็ววัน” คุณแอ๊ด บอก

ส่วนคุณอ๋อย ซึ่งยังคงมีรอยฟกช้ำปรากฏที่ขา จากเหตุการณ์หน้าบ้านสี่เสาเทเวศน์ บอกว่า “รู้ ว่าทหารเรียกพวกเราว่าเป็น หมาสนามหลวง หรือเป็นพวกถ่อย ถามหน่อย พวกป้าเป็นย่าเป็นยายกันแล้ว มีชีวิตที่สุขสบาย จะออกมาเดินตากแดดตากฝนทำไม ป้าคิดอย่างเดียวว่าเราต้องได้ประชาธิปไตยคืนมา”

“เวลาเดินขบวนกัน ป้าขออาสาไปอยู่แถวหน้า เพราะว่าป้าเป็นผู้ใหญ่แล้ว คิดว่าจะเจรจา จะควบคุมอารมณ์กันได้ แต่เขาบอกว่าแถวหน้ารับเงินมา 3 พัน บ้างก็ว่าม็อบ นปก. เอาคนแก่มาปะทะตำรวจเพื่อเรียกร้องความชอบธรรม ป้าไม่โกรธหรอกนะ แต่น้อยใจ โดยเฉพาะตอนที่ตำรวจเอากระบองมาฟาดขาป้าในคืนนั้น ป้าน้อยใจมาก เรามีแค่ร่มคันเดียว ไม่มีอาวุธอะไร ทำไมต้องมีตีกันด้วย ป้าร้องออกไปว่า พอได้แล้ว เขาจึงผ่านป้าไป” คุณอ๋อยรำลึกถึงเหตุการณ์คืนนั้นก่อนจะกล่าวต่อไปว่า

“บอกตรงๆ ว่าเราชอบคุณทักษิณ แต่การมาเรียกร้องที่ท้องสนามหลวงของพวกเรา ไม่ใช่เพื่อคุณทักษิณ แต่เพื่อประชาธิปไตย สื่อชอบเขียนว่าเราทำเพื่อคุณทักษิณ ที่จริงไม่ใช่ เราแค่บอกว่า ระหว่าง คมช. กับคุณทักษิณ เราเลือกคุณทักษิณ เพราะคุณทักษิณมาจากกระบวนการประชาธิปไตย หมอเหวงก็พูดแทบทุกครั้งที่ขึ้นเวทีเหมือนกัน แต่สื่อเอาไปตัดต่อคำพูดจนกลายเป็นว่า หมอเหวงมาเรียกร้องให้คุณทักษิณ”

ขณะที่ ภานุวัฒน์ แก้วมาลัย หรือ เหน่ง อายุ 32 ปี อาสาสมัครสันติวิธี ชาวเชียงใหม่ เล่าว่า เขาตัดสินใจหยุดงานประจำ ซึ่งเป็นงานขนส่งสินค้าที่เชียงใหม่ เอาเงินเก็บที่มี สะพายเป้ใบเดียวเข้ามาที่กรุงเทพฯ อาศัยเช่าห้องกับเพื่อนๆ อยู่แถวคลองหลอด เพื่อปักหลักทำงานอาสาให้ นปก.

“ผมเชื่ออยู่เสมอว่าประชาธิปไตยต้องมาจากประชาชนไม่ใช่เผด็จการ กระทั่งเกิดเหตุการณ์รัฐประหาร เมื่อวันที่ 19 กันยายน ที่ผ่านมา ยิ่งตอกย้ำความรู้สึก และไม่อยากเชื่อว่าจะเกิดเหตุเช่นนี้ในยุคปัจจุบันได้ รัฐประหารแล้วเศรษฐกิจแย่อย่างนี้ คนหาเช้ากินค่ำอย่างผมอยู่ไม่ได้ งานมีเข้ามาน้อยมาก ผมอยู่ทางเหนือ จะขับรถไปส่งของที่ไหนก็ลำบาก ถูกทหารบล็อกไว้ ตรวจค้นตลอด ทำแบบนี้ไม่ถูกต้อง ทำไมประชาชนต้องไร้เสรีภาพแม้แต่ในบ้านเกิดของตัวเอง”

เขาออกตัวว่า ไม่ใช่คนเรียนสูง แต่หากจะมีใครถามว่า หัวใจของประชาธิปไตยอยู่ตรงไหน เขามั่นใจที่จะตอบว่า…

“ในระบอบประชาธิปไตย อำนาจสูงสุดต้องเป็นของประชาชน”

โดย เบญจมาศ บุญฤทธิ์, ชัยรัตน์ จิโรจน์มนตรี : สำนักข่าวชาวบ้าน (30/07/2550)

พื้นที่คนตัวเล็ก และแผนพัฒนาอ่าวภูเก็ต

(เขียนให้พี่ก้อง และโฟกัส ภาคใต้ ในช่วงเวลาสั้นๆ และความทรงจำระหว่างที่ผ่านไปแถวๆ นั้น)

พื้นที่คนตัวเล็ก และแผนพัฒนาอ่าวภูเก็ต

เบญจมาศ บุญฤทธิ์

ที่บ้านท่าเรือใหม่ ตำบลรัษฎา อำเภอเมือง ภูเก็ต ในพื้นที่อ่าวภูเก็ต…ศิริลักษณ์ ทิพย์วงศ์ หรือ แหม่ม นั่งมองทะเลจากบ้านหลังเล็กๆ ของเธอมากว่า 30 ปีแล้ว เพียงเดินออกไป 3-4 ก้าว เท้าของเธอก็จะแตะขอบอ่าวพอดี

ตั้งแต่เกิดจนกระทั่งเดี๋ยวนี้ที่แหม่มมีครอบครัวเล็กๆ ของตัวเอง ชุมชนที่เธออาศัย ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีน้ำประปา ราวกับว่าพื้นที่แห่งนี้ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของจังหวัดภูเก็ต จังหวัดที่ทั่วโลกรู้จักกันดีในฐานะเมืองท่องเที่ยวที่ทันสมัย

เลาะเลียบอ่าวภูเก็ตไป ที่หมู่บ้านราไวย์ ตำบลราไวย์ อำเภอเมือง ภูเก็ต…นิรันดร์ หยังปาน ชายหนุ่มวัย 34 บอกว่า บรรพบุรุษของเขาอพยพมาจากหมู่เกาะในอินโดนีเซียเมื่อราวร้อยปีก่อน เพื่อมาตั้งถิ่นฐานบริเวณหาดราไวย์ ซึ่งไม่มีน้ำ ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีถนน จนปัจจุบัน ที่นี่ก็ยังไม่มีน้ำ ไฟฟ้า และถนน เช่นเดียวกัน

แต่อีกไม่นานทั้งแหม่ม และนิรันดร์ บอกว่า พื้นที่ที่เธอและเขาอยู่ จะมีไฟฟ้า น้ำประชา และสาธารณูปโภคครบครัน

เหล่านั้น กำลังจะมาพร้อม โครงการพัฒนาอ่าวภูเก็ต

…………

ภูเก็ต ในปีแต่ละปี มีรายได้จากการท่องเที่ยวสูงถึงหมื่น-แสนล้าน โครงการพัฒนาอ่าวภูเก็ต เป็นอีกหนึ่งโครงการขนาดใหญ่ที่รัฐต้องการผลักดันให้เกิดขึ้นในจังหวัดภูเก็ต เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและเพิ่มขีดความสามารถในการสร้างรายได้ให้แก่ภูเก็ต ด้วยการพัฒนาพื้นที่บริเวณปลายแหลมสะพานหิน ซึ่งเป็นทะเลดินเลนที่เกิดจากการทำเหมืองแร่ให้เป็นเมืองใหม่ขึ้นมา โดยประกอบไปด้วยโครงการ MICE และ โครงการ MARINA

MICE หรือ Meeting Incentive Convention&Exhibition ประกอบไปด้วยด้วย ศูนย์ประชุม สัมมนา ศูนย์แสดงสินค้า อาคารสำนักงาน ศูนย์อาหาร ภัตตาคาร โรงแรม ย่านพาณิชยกรรม ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศ สถานบันเทิง ศูนย์กีฬา โรงพยาบาล

ส่วน MARINA นั้น ประกอบไปด้วย ท่าเทียบเรือยอร์ช ท่าเทียบเรือท่องเที่ยวเดินสมุทร อู่ซ่อมเรือยอร์ช ส่วนบริการ อพาร์ทเม้นท์ โรงแรม

เหล่านี้ต้องการพื้นที่ในการก่อสร้างขนาดใหญ่ อยู่ใกล้กับเมือง สาธารณูปโภคอุดมสมบูรณ์ แต่จากการสำรวจพบว่าไม่สามารถหาที่ดินขนาดใหญ่ได้ อีกทั้งที่ดินภูเก็ตก็มีราคาสูง ไม่คุ้มค่ากับการลงทุน จึงได้ทำการสำรวจเพิ่มเติม พบว่า ในพื้นที่อ่าวภูเก็ต มีขนาด 3 พันไร่ ซึ่งในปัจจุบันไม่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยว เนื่องจากได้กลายเป็นพื้นที่รกร้างเสื่อมโทรม หากสามารถออกแบบการก่อสร้างที่ประสิทธิภาพ จะสามารถประหยัดงบประมาณในการลงทุนได้มาก

ตามมาด้วยการกำหนดขอบเขตของการพัฒนา ให้พื้นที่ด้านตะวันตกของอ่าวภูเก็ต ซึ่งมีลักษณะเด่นและเป็นจุดที่อยู่ใกล้กับแผ่นดินใหญ่ เป็นจุดเชื่อมต่อและจัดตั้งองค์กรที่ต้องการเข้าถึงได้สะดวก สามารถเชื่อมต่อเข้ากับถนนสาย 407 ซึ่งเป็นถนนสายหลักของภูเก็ตได้

พื้นที่ด้านตะวันออกของอ่าว ต่อเนื่องกับร่องน้ำเดินเรือสากล กำหนดให้เป็นพื้นที่ท่าเรือและท่าเทียบเรือขนาดใหญ่

ส่วนกลางของอ่าว มีร่องระบายน้ำจากคลองบางใหญ่ มีการแบ่งพื้นที่เป็นสองส่วน พื้นที่ฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ เป็นพื้นที่ป่าชายเลน เขตอนุรักษ์ จึงกำหนดให้มีการเว้นระยะห่างอย่างน้อย 200 เมตรจากชายฝั่ง ส่วนพื้นที่ส่วนเหนือ เป็นของ MICE ส่วนด้านใต้เป็นของ MARINA

รวมพื้นที่ทั้งสิ้น 2,216 ไร่

ประมาณการว่า โครงการ MICE จะใช้เงินทั้งสิ้น 37,000 ล้านบาท ส่วนโครงการ MARINA ใช้เงิน 26,500 ล้านบาท รวมราคางานทั้งสองโครงการ 63,500 ล้านบาท โดยคาดว่าจะมีผลประกอบการปีละ 19,500 ล้านบาท

โครงการพัฒนาอ่าวภูเก็ตนั้น เกิดขึ้นและได้รับการผลักดันมานับกว่า 10 ปีแล้ว ทว่าไม่คืบหน้า แม้ว่ารัฐบาลจะให้ความสำคัญแก่โครงการนี้มาก เมื่อมีการเปลี่ยนรัฐบาล โครงการดังกล่าวก็หยุดชะงักไป

แต่เมื่อไม่นานมานี้ ราวต้นเดือนพฤษภาคม พล.อ.สุนทร ขำคมกุล ประธานคณะกรรมการองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวแบบยั่งยืน (อพท.) พร้อมด้วยคณะ และนายรัชทิน ศยามานนท์ ประธานคณะทำงานศึกษาวิเคราะห์การพัฒนาโครงการพัฒนาอ่าวภูเก็ต ได้เดินทางมาสำรวจพื้นที่พัฒนาอ่าวภูเก็ต บริเวณปลายแหลมสะพานหิน อำเภอเมือง ภูเก็ต และประชุมร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต และหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ที่โรงแรมในเมือง

นายรัชทิน บอกว่า โครงการพัฒนาอ่าวภูเก็ตเป็นโครงการที่จะสามารถเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศและภูเก็ตได้ดี โดยจะผลักดันให้โครงการพัฒนาอ่าวภูเก็ตเป็นพื้นที่พิเศษเพื่อการพัฒนาแบบยั่งยืน ซึ่งคาดว่าจะสามารถเสนอคณะรัฐมนตรีได้ในไม่ช้านี้ เมื่อผ่านการเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี ตามกรอบที่วางไว้ ก็จะประกาศดึงนักลงทุนชาวต่างชาติจากทั่วโลกเข้ามารับสัมปทานลงทุนพัฒนาทั้ง MICE และ MARINA

จะมีการลงทุนเป็นแสนล้านบาท เพราะจากการที่ได้ศึกษาออกแบบเมื่อหลายปีก่อน โครงการนี้ต้องใช้เงินลงทุนประมาณ 60,000-70,000 ล้านบาท จึงจำเป็นที่จะต้องดึงนักลงทุนจากต่างชาติเข้ามาลงทุน และที่ผ่านมานักลงทุนต่างชาติหลายราย ให้ความสนใจการลงทุนในโครงการพัฒนาอ่าวภูเก็ต บางรายต้องการที่จะออกแบบโครงการใหม่ แต่ก็ต้องอยู่ในเงื่อนไขที่อยู่ในพื้นที่ประมาณ 3,000 ไร่ และพื้นที่ออกแบบเดิมอยู่ที่ 2,200 ไร่ ส่วนพื้นที่บนบกนั้นน่าจะเป็นการลงทุนโดยรัฐบาลในการจัดทำระบบผังเมืองและโครงสร้างพื้นฐาน รองรับการพัฒนาโครงการอ่าวภูเก็ต ทั้งเรื่อง ถนน น้ำ ขยะ ฯลฯประธานคณะทำงานศึกษาวิเคราะห์การพัฒนาโครงการพัฒนาอ่าวภูเก็ต กล่าว และย้ำว่า

การพัฒนาโครงการอ่าวภูเก็ตประชาชนในพื้นที่จะได้รับประโยชน์สูงสุด และมีชีวิตที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน

…………

ดวงใจ อุดมผล หญิงวัยกลางคน แกนนำชุมชนบ้านแหลมหลา ตำบลไม้ขาว อำเภอถลาง ภูเก็ต บอกว่า ชุมชนของเธอนั้นโชคดีกว่าชุมชนรอบอ่าวภูเก็ตอื่นๆ เพราะมีทั้งไฟฟ้า น้ำประปา และถนนหนทาง โดยเฉพาะหลังจากคลื่นยักษ์สึนามิซัดเข้าฝั่ง พังทำลายบ้านเรือนในชุมชน หลายหน่วยงานได้เข้ามาสร้างบ้านใหม่ให้ชาวบ้าน

แม้เธอจะไม่ได้บ้านหลังใหม่เหมือนเพื่อนบ้านรายอื่นๆ แต่เธอก็มีความสุขดีกับบ้านหลังเล็กๆ ที่มี โดยเฉพาะถ้าเทียบกับเพื่อนบ้านในอีก 30 ชุมชนในอำเภอถลาง อำเภอเมือง และอำเภอกระทู้ ที่กำลังต่อสู้กับปัญหาที่ดิน

คนเหล่านั้น กำลังต่อสู้ เพียงเพื่อให้ได้มีผืนดินเล็กๆ ในการสร้างบ้าน

ดวงใจบอกว่า ขณะนี้ เธอกำลังร่วมกับเพื่อนบ้านใน 30 ชุมชน ต่อสู้เพื่อให้ได้ผืนดินที่อาศัยมานาน ไม่ตกไปเป็นกรรมสิทธิ์ของรัฐหรือนายทุน ซึ่งกำลังพยายามกวาดชาวบ้านออกไปจากพื้นที่

…………

ปัญหาที่ดินในภูเก็ตมีมานานแล้ว แต่การรวมตัวกันของชาวบ้านเพื่อต่อสู้นั้น เดิมมีอยู่น้อย กระทั่งหลังคลื่นสึนามิถล่มชายฝั่ง จึงพบว่าจริงๆ แล้วปัญหาที่ดินมีอยู่เยอะมาก และพบว่ามากขึ้นๆ ทุกที

โชคดี สมพรหม ผู้ประสานงานพื้นที่จังหวัดภูเก็ต โครงการแก้ไขปัญหาที่ดินและที่อยู่อาศัยตามแนวทางโครงการบ้านมั่นคง บอกว่า พอเกิดสึนามี ทุกส่วนที่มีที่ดินก็พยายามเอาที่ดินกลับคืนจากชาวบ้านไป ไม่ว่าจะเป็นรัฐหรือเอกชน

เขาสะท้อนว่า ปัญหาที่ดินที่พบมีมากขึ้น ทำให้กลุ่มคนที่ปัญหาเรื่องที่ดินมารวมตัวกัน เพื่อขอให้จังหวัดช่วยเหลือ ในขณะที่เอกชนก็พยายามยืมมือเทศบาลมาไล่ที่ชาวบ้านที่ทำมาหากินในพื้นที่นั้นมานาน

ซึ่งประเภทที่ดินในพื้นที่ 30 ชุมชนที่มีปัญหานั้น มีทั้งที่ดินเอกชน 10 ที่ดินป่าชายเลน ที่ดินราชพัสดุ (กรมธนารักษ์) ที่ดินสาธารณประโยชน์ ที่ดินกรมเจ้าท่า และที่ดินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อบจ.)

พอชาวบ้านรวมกลุ่มกันได้มากๆ รัฐก็เริ่มมอง และช่วยแก้ปัญหา ตั้งกรรมการระดับจังหวัดขึ้นมา แต่เมื่อแก้แล้วจริงๆ มันไม่เคลื่อน ก็เลยมีการตั้งคณะกรรมการระดับท้องถิ่น ซึ่งเชื่อว่ามีอำนาจมากขึ้นในการเสนอเรื่อง เช่น อบต. เทศบาล ให้สิทธิชาวบ้านในการประสาน โดยแต่งตั้งในทุกตำบลให้มีคณะกรรมการแก้ไขปัญหา ให้ตัวแทนชาวบ้านชุมชนละ 5 คนเข้าไปเป็นกรรมการ

โชคดี บอกว่า ปัญหาที่ดินนี้ คงจะต้องใช้เวลาอีกนานในการแก้ไข โดยในขณะนี้นั้น มีการฟ้องร้องชาวบ้านโดยทั้งรัฐและเอกชน มีการยื่นโนติส เรียกให้มาทำสัญญาเช่า และการกดดันด้วยวิธีต่างๆ นานา เพื่อให้ชาวบ้านออกไปจากพื้นที่

ในชุมชนเมืองที่มีปัญหา ชาวบ้านมาเช่าที่นานแล้ว โดยมาจากหลายแห่ง มารวมกัน อาจจะบุกรุกที่ป่าชายเลน ที่เอกชนบ้าง เขาไม่รู้หรอกว่าที่ใคร มันมีการขายต่อๆ กันในราคาถูก ไม่มีเอกสารรับรอง พวกเขาก็เข้ามาอยู่จนกลายเป็นชุมชนใหญ่โต ส่วนชุมชนกึ่งเมืองกึ่งชนบท เช่น กลุ่มชาวเล ซึ่งยังมีวิถีชีวิตอย่างดั้งเดิม แบบพอเพียง ในกลุ่มนี้ คนทั้งภูเก็ตรู้ว่าอยู่มานานเป็นร้อยปี แต่สุดท้ายแล้ว ที่ดินที่พวกเขาอยู่กลับถูกครอบครองโฉนดโดยนายทุน

โชคดี วิเคราะห์ว่า ปฏิบัติการ เคลียร์พื้นที่ ดึงที่ดินกลับมา ทั้งของรัฐและเอกชนนั้น เป็นเพราะโครงการใหญ่อย่าง โครงการพัฒนาอ่าวภูเก็ต กำลังเริ่มเดินหน้าอีกครั้ง

ถ้าโครงการมันลงมาจริง มูลค่าโครงการแสนล้าน ที่ดินบริเวณนี้จะมีมูลค่าเพิ่มมหาศาลโชคดีตั้งข้อสังเกต

…………

ศิริลักษณ์ ทิพย์วงศ์ แห่งบ้านท่าเรือใหม่ นิรันดร์ หยังปาน จากหมู่บ้านราไวย์ และดวงใจ อุดมผล แห่งชุมชนแหลมหลา ยืนยันว่า พวกเธอและเขาไม่ต้องการโครงการพัฒนาอ่าวภูเก็ต เพราะไม่เชื่อว่าโครงการนี้จะส่งผลดีต่อชาวภูเก็ต หากแต่มันจะเอื้อประโยชน์ต่อนายทุนใหญ่ให้เข้ามาแย่งชิงทรัพยากรจากชาวบ้านมากกว่า ไม่นับว่า วิถีเรียบง่ายงดงามของชุมชนริมทะเลที่พวกเธอและเขารัก จะถูกการพัฒนากระแสหลักพัดพาหายไปจนกลายเป็นเพียงเรื่องเล่าสู่คนรุ่นหลัง

พวกเธอและเขาขอเพียงไฟฟ้าและน้ำประปา เนื่องจากทุกวันนี้ แต่ละครัวเรือนต้องจ่ายเงินเพื่อซื้อน้ำประมาณ 800 บาทต่อเดือน และจ่ายค่าไฟฟ้าที่พ่วงมาจากที่อื่นราวเดือนละ 800

ขณะที่ สะอาด นาลักษณ์ หรือ บังสะอาด แห่งหมู่บ้านพระบารมี8 ตำบลป่าตอง อำเภอกะทู้ บอกว่า เขาขอเพียงสิทธิในการอยู่ในพื้นที่ที่อยู่มานับ 10 ปี

บังสะอาดกำลังถูกฟ้องร้องจากนายทุน ซึ่งมีเอกสารครอบครองที่ดินอย่างเป็นทางการ ในข้อหาบุกรุกพื้นที่

บังสะอาดเล่าว่า ตอนที่ย้ายมาอยู่ในที่ดินรกร้างว่างเปล่าผืนนี้ มันเป็นพื้นที่ที่ขายทอดกันมา เขาทำมาหากินโดยที่ไม่คิดว่าจะมีปัญหา กระทั่งมีนายทุนมาแสดงตนว่า ได้ซื้อที่ดินแห่งนี้จากเจ้าของที่ดินเดิมแล้ว

เขาบอกว่า ขณะนี้ บ้านของเขาตั้งอยู่บนพื้นที่เล็กๆ ขนาบข้างด้วยพื้นที่ผืนใหญ่สองผืนของนักการเมืองระดับชาติชื่อดัง

โดยไม่รู้ว่าคำพิพากษาศาลจะออกมาเช่นไร บังสะอาดเริ่มถอดใจ เขาบอกว่ายอมรับได้ ถ้าต้องออกไปจากที่ดินแห่งนี้ หากรัฐจัดหาพื้นที่ผืนใหม่ที่ไม่ไกลจากชุมชนและครอบครัวที่เขารัก

บังขอแค่ที่ดินผืนเล็กๆ ไว้ปลูกบ้าน”….

จากชาวปากบาราถึงคนตัวใหญ่

ทริปแรกหลังจากกลับบ้านมาหนนี้ ปอนั่งรถไฟลงใต้ไปช่วยพี่ก้อง บก.โฟกัส ปิดเล่มแทนบังหมัด หลงรักหาดใหญ่และชาวใต้ไปเลย (ก่อนหน้านี้ เคยแต่รักหนุ่มใต้ ฮ่าฮ่า)

ไปพูดคุยกับชาวบ้านและกลุ่มคนทำงานภาคประชาสังคมที่ปากบารามาด้วย เขียนรายงานพิเศษชิ้นเล็กๆ นี้ให้โฟกัส ก่อนจะกลับมานอนก่ายหน้าผากที่เมืองหลวง ตั้งคำถามซ้ำซากว่า เราทำอะไรได้บ้างหนอ…

จากชาวปากบาราถึงคนตัวใหญ่ “คนไทยต้องการท่าเรือยักษ์จริงหรือเปล่า?”

เบญจมาศ บุญฤทธิ์

ผมเกิดที่ปากบารา ทำอาชีพประมงมาตลอดชีวิต มีความสุขครับ ถึงเงินจะไม่มากมาย แต่ก็อยู่ได้อย่างมีความสุข เพราะว่าความสุขของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ผมเป็นชาวประมง รักในอาชีพประมง มีความสุขทุกช่วงที่ออกทะเล ตะวันขึ้นผมก็ได้เห็น ตะวันตกผมก็ได้เห็น นี่คือความสุข


ยาหยา ตรุรักษ์ หรือ บังหยา ของพี่น้องชุมชนปากบารา มองท้องทะเลเบื้องหน้าด้วยนัยน์ตาเป็นประกาย ภาพของเด็กๆ ลากเรือจำลองลำน้อยไปรอบๆ เรือประมงที่จอดลอยอยู่ริมหาดปากบาราอย่างสนุกสนาน ยิ่งแต้มรอยยิ้มบนใบหน้าเกรียนแดดของบังหยาให้แจ่มใส ในวัย 50 ของชาวประมงหมู่บ้านปากบารา ต.ปากน้ำ อ.ละงู จ.สตูล ผู้นี้ ดูเหมือนทะเลจะเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของเขา


ผมก็ไม่รู้ว่าความสุขนี้จะอยู่อีกนานแค่ไหน หากมีการสร้างท่าเรือน้ำลึกปากบาราขึ้นมาจริงๆ ผมไม่คิดหรอกว่าพวกเราจะได้อยู่ในพื้นที่ คงต้องย้ายไปอยู่ที่อื่น แต่ผมก็ไม่รู้ว่าจะย้ายไปอยู่ที่ไหน ไม่รู้ว่าจะทำอะไรต่อไปในวันข้างหน้า


บังหยาถอนหายใจ พลันความสุขในแววตาเขาก็หล่นหายไป ตอนนี้ผมยังไม่เห็นอนาคตของปากบารา ไม่เห็นอนาคตของพี่น้องชาวประมงที่นี่ เพราะไม่เคยมีเจ้าหน้าที่คนไหนลงมาหาชุมชน มาบอกว่าจะทำอะไรกับอ่าวของพวกเรา


ท่าเรือน้ำลึกปากบารา โครงการ “ใหญ่ ในบ้านคน ตัวเล็ก


บังหยาบอกว่า แม้จะไม่เคยมีเจ้าหน้าที่รัฐลงมาให้ข้อมูลในชุมชน แต่เครือข่ายชาวประมงพื้นบ้านของเขา ก็นำข้อมูลมาบอกเล่าจนรู้กันว่า กรมขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวี กระทรวงคมนาคม กำลังวางแผนสร้าง ท่าเรือปากบารา โครงการท่าเรือน้ำลึกขนาดใหญ่ อันมีวงเงินลงทุนถึง 3 หมื่นล้านบาท


มันถูกคาดหวังว่า จะเป็นท่าเรือขนส่งสินค้าทางทะเลด้านตะวันตกของประเทศ เพื่อรองรับการขนส่งสินค้าไปยังทวีปยุโรป ตะวันออกกลาง อัฟริกา กอปรกับการเตรียมตัวรองรับโครงการเซาเทิร์น ซีบอร์ด ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต


มีการใช้งบประมาณ 38 ล้านบาท เพื่อศึกษาแผนแม่บท โดยสรุปได้ว่าจะใช้พื้นที่ของอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตรา จ.สตูล เพื่อถมทะเลและสร้างสะพานเชื่อมจากท่าเรือสู่ฝั่ง ซึ่งรัฐได้กำหนดจุดก่อสร้างท่าเรือไว้ที่บริเวณตะวันตกของเกาะเขาใหญ่ ภายในอ่าวปากบารา ต.ปากน้ำอ.ละงู จ.สตูล ห่างจากชายฝั่งบ้านปากบารา 4.3 กิโลเมตร


การก่อสร้างในระยะแรก จะมีการถมทะเลเพื่อสร้างเกาะทำท่าเรือ หน้าท่ายาว 750 เมตร สำหรับเทียบเรือบรรทุกขนาดใหญ่ รองรับตู้คอนเทนเนอร์ได้ประมาณ 1.5 ล้านตู้ เชื่อมสู่ชายฝั่งด้วยสะพานขนาด 4 ช่องจราจร


จากนั้น จะมีการถมทะเลเพื่อสร้างท่าเทียบเรือเพิ่มเติมในระยะที่ 2 และระยะที่ 3 รวมเวลาก่อสร้างทั้ง 3 ระยะ 25 ปี


นอกจากนี้ จะมีการสร้างเขื่อนกันคลื่นแบบหินทิ้งด้านทิศตะวันตะวันตกเฉียงใต้และทิศใต้ ยาว 1,700 เมตร และขุดร่องน้ำลึก 14 เมตร ต่อจากท่าเรือออกไปนอกชายฝั่งยาว 4 กิโลเมตร พร้อมกับสร้างถนนเชื่อมระหว่างท่าเรือน้ำลึกปากบารากับท่าเรือน้ำลึกสงขลา เพื่อการขนส่งสินค้าทางบก และสร้างทางรถไฟจากอำเภอควนเนียง จังหวัดสงขลา มาเชื่อมกับท่าเรือน้ำลึกปากบารา เพื่อขนส่งสินค้าทางราง


บังหยาบอกว่า เท่าที่เขารู้มา สถานะล่าสุดของโครงการคือ แม้ยังไม่มีงบประมาณในการก่อสร้าง แต่ก็อยู่ในระหว่างการขออนุญาตใช้พื้นที่อุทยานหมู่เกาะเภตราแล้ว ส่วนแบบและเอกสารประกวดราคาก็เสร็จไปมากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์


สำหรับรายงานผลการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (EIA) นั้น บังหยาได้ยินมาว่า เสร็จเรียบร้อยแล้ว แต่อยู่ในระหว่างการพิจารณาของใครหรือองค์กรใด…เขาไม่รู้


รายงานการศึกษาผลกระทบ ของใคร เพื่อใคร?


ประเด็นปัญหาของรายงานผลการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม หรืออีไอเอ นั้น ถูกหยิบมาพูดคุย ในวงสัมมนาเล็กๆ ระหว่างชาวบ้าน นักวิชาการ นักพัฒนาเอกชน และผู้สนใจ ณ เทศบาลตำบลกำแพง อ.ละงู เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน ที่ผ่านมา


สมพร เพ็งคำ จากสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ได้สะท้อนปัญหารายงานอีไอเอในประเทศไทยว่า ที่ผ่านมานั้น ผู้ประกอบการจะเป็นผู้จ้างบริษัททำอีไอเอเอง ซึ่งก็ไม่เคยมีบริษัทไหนทำรายงานให้ผู้ประกอบการต้องล้มโครงการ ในขณะที่การกำหนดประเด็นการศึกษา เจ้าของพื้นที่ก็ไม่เคยมีส่วนในการกำหนด คำถามที่ชาวบ้านเจ้าของพื้นที่อยากรู้ รายงานอีไอเอจึงไม่เคยตอบ ส่วนการได้มาซึ่งข้อมูลของบริษัทผู้ทำรายงานก็มีปัญหา ประสบการณ์ที่ผ่านมานั้นทำให้ชาวบ้านไม่เชื่อถือ ครั้นเมื่อรายงานเสร็จแล้ว คนที่ตัดสินใจว่าให้ผ่านไหมก็ไม่ใช่ชาวบ้าน พวกเขาไม่เคยมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ


สมพร ยังเล่าว่า จากการเดินสายจัดเวทีพูดคุยเรื่องสุขภาวะทั่วประเทศของเธอนั้น พบว่า ภาวะทุกข์ของคนไทยไม่ได้มาจากพฤติกรรมส่วนบุคคลเพียงอย่างเดียว แต่มาจากโครงการของรัฐเยอะมาก เช่น ชาวบ้านในพื้นที่แม่เมาะ โปรแตซ คลิตี้ แม่ตาว มาบตาพุด ฉะนั้น ก่อนที่จะมีโครงการพัฒนาต่างๆ เกิดขึ้น จึงต้องมีการศึกษาผลกระทบทางสุขภาพด้วย เพราะการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม หรือ อีไอเอ อย่างเดียวนั้นไม่พอ ต้องมีเครื่องมือใหม่ ก็คือ การศึกษาผลกระทบทางสุขภาพ หรือ เอชไอเอซึ่งในวันนี้ มีกฎหมายสำคัญรองรับแล้ว นั่นคือ พรบ.สุขภาพแห่งชาติ


สมพร เชื่อว่า รายงานการศึกษาผลกระทบทางสุขภาพจะเป็นเครื่องมือหนึ่งซึ่งชาวบ้านเอาไปต่อสู้กับโครงการใหญ่ๆ ได้ ซึ่งต้องสู้กันด้วยข้อมูลจริงๆ หากรัฐจะสร้างโครงการใหญ่ ก็ต้องมีมาตรการป้องกันผลกระทบทางสุขภาพที่จะเกิดขึ้น และคำว่า สุขภาพ นั้น ก็ต้องถูกทบทวนและนิยามใหม่ ให้หมายรวมทั้งกาย จิต และวิญญาณ


ขณะที่ ศยามล ไกรยูรวงศ์ โครงการเสริมสร้างจิตสำนึกนิเวศวิทยา เห็นว่า สิ่งที่บริษัททำรายงานอีไอเอไม่สนใจ คือมิติสุขภาพ สังคม และสิ่งแวดล้อม เมื่อการศึกษาละเลยมิติดังกล่าว โครงการก่อสร้างจึงมีช่องว่างมากมาย และเหล่านั้นก็ไปสร้างความทุกข์ให้เจ้าของพื้นที่ จึงต้องช่วยกันผลักดันให้การกำหนดประเด็นในการทำอีไอเอที่จะเกิดขึ้นนั้น ไปไกลกว่ามิติทางเศรษฐกิจ


สำหรับโครงการท่าเรือปากบารานั้น ชุมชนปากบาราต้องเริ่มกำหนดประเด็นศึกษาเองด้วย อย่ารอให้คนข้างนอกเข้ามาช่วยเหลืออย่างเดียว เป็นไปได้ไหม ที่ชุมชนจะร่วมกันทำอีไอเอ ฉบับชุมชน ศยามล ตั้งคำถาม


อีไอเอฉบับชุมชน หนทางสู่การมีส่วนร่วม


แล้วอีไอเอฉบับชุมชนจะมีความน่าเชื่อถือได้อย่างไร?” สมพร เพ็งคำ เห็นว่า ผลการศึกษาของชุมชนจะได้รับการยอมรับแค่ไหน ขึ้นอยู่กับการออกแบบว่ามีความน่าเชื่อถือมากน้อยเพียงไร ซึ่งคงไม่มีสูตรตายตัว


เราคงต้องเปิดใจ ให้ฝ่ายต่างๆ มานั่งคุยกันด้วย และร่วมเปิดใจรับฟังข้อมูลจากทุกฝ่าย โดยไม่ปักธงไว้ก่อน เพราะทัศนคติที่ถูกปักธงไว้แล้ว แม้จะใช้กระบวนการยังไง ผลที่ได้ก็คงไม่น่าเชื่อถือ


ยืนยันจาก บังหยา ว่า ตอนนี้ชุมชนไม่ได้ตั้งธงปฏิเสธโครงการท่าเรือน้ำลึกปากบารา และก็ไม่ได้ตั้งธงที่จะรับ หากกำลังรอผลการศึกษาจากหน่วยงานที่รับผิดชอบ และรอที่จะปรึกษาหารือร่วมกัน


ถ้าเป็นไปได้ ผมอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาศึกษาร่วมกันกับชุมชน ศึกษาดูว่าอะไรที่ทำได้ อะไรที่ทำไม่ได้ ประเด็นหลักคือชุมชนต้องเข้าไปมีส่วนร่วม เรื่องการทำรายงานอีไอเอฉบับประชาชน ถ้ามีหน่วยงานที่มาให้ความรู้สนับสนุน ผมคิดว่าชุมชนช่วยกันทำได้แน่นอน เพราะเราก็มีความรู้สะสมไว้อยู่แล้ว บังหยาพูดอย่างเชื่อมั่น


ส่วน สมบูรณ์ พรพิเนศพงศ์ นักวิชาการคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ หาดใหญ่ ให้ความเห็นว่า ปัญหาจากการพัฒนาที่คนไทยเห็นตัวอย่างอยู่ในวันนี้ อาทิ โครงการนิคมอุตสาหกรรมที่มาบตาพุด โครงการโรงไฟฟ้าที่แม่เมาะ และล่าสุด การพังทลายของชายฝั่งทะเลอ่าวไทยนั้น เกิดขึ้นเนื่องจากวิธีคิดที่ปักธงไว้ล่วงหน้าของรัฐ ทำให้โครงการต่างๆ เกิดขึ้นในลักษณะการพัฒนาที่ถูกสั่งมาจากข้างบน โดยที่ชุมชนไม่ได้มีส่วนร่วม


ปัญหาจะหมดไป ถ้าเป็นการพัฒนาจากล่างสู่บน คือจากชุมชนขึ้นไป รัฐต้องถามชุมชนว่าอยากได้อะไร ไม่ใช่โยนโครงการลงมาแล้วมานั่งศึกษาแบบไม่ให้ชุมชนมีส่วนร่วม แล้วบอกว่าชุมชนต้องเสียสละเพื่อชาติ บทเรียนหลายๆ ที่ที่เกิดขึ้น บอกเราว่ามันเป็นการสร้างความแตกแยกให้สังคมด้วย


สมบูรณ์ กล่าวว่า รัฐมักยกตัวอย่างการพัฒนาของประเทศญี่ปุ่น เพื่อนำมาใช้ในประเทศไทย ซึ่งจริงๆ แล้วเปรียบเทียบกันไม่ได้ เพราะญี่ปุ่นนั้นชัดเจนว่าเขาเลือกที่จะเป็นประเทศอุตสาหกรรม


ทะเลของเรา ประเทศของเรา


ถ้าให้เลือกได้ ก๊ะจะขอเป็นชาวประมงตลอดไป ถึงแม้ว่าการเป็นเมืองอุตสาหกรรมจะทำให้เรามีรายได้เพิ่มขึ้น แต่จะมีเงินมากๆ ไปทำไม ขอแค่พอกินพอ มีทะเลสวยๆ มีวัฒนธรรม มีชุมชนที่อบอุ่น ก็เพียงพอแล้ว


เสียงของ เสาวนี สำลี หรือ ก๊ะนี หนึ่งในชาวประมงชายฝั่งปากบารา ยืนยันว่า ชาวบ้านตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ยังมีความสุขกับวิถีแบบดั้งเดิมของคนใต้


ก๊ะนี อายุ 48 ปี แล้ว ตลอดชีวิตของก๊ะนี มีชายฝั่งปากบารา เป็นทั้งบ้าน เป็นทั้งซุปเปอร์มาเกต เป็นทั้งโรงเรียนชีวิต และเป็นโลกในอนาคตสำหรับลูกๆ ทุกๆ เช้า ก๊ะนีจะออกทะเลไปหาปลา กลับมาเอาปลาไปขาย รายได้ไม่มากนักในยามที่ราคาน้ำมันแพง แถมยังต้องต่อสู้กับประมงพาณิชย์ที่ทุนใหญ่กว่า ขณะที่ปริมาณปลาในน้ำก็ลดน้อยลง แต่ก๊ะนีก็ไม่เคยคิดที่จะไปเป็นแรงงานรับจ้างในอุตสาหกรรมใดๆ


ก๊ะนี บอกว่า บทเรียนจากพื้นที่ต่างๆ อย่าง มาบตาพุด แม่เมาะ หรือการพังของชายฝั่งแถบอ่าวไทย ทำให้กลัวว่า โครงการท่าเรือปากบาราจะสร้างความเสียหาย ได้ไม่คุ้มเสีย ไม่ต่างจากโครงการที่ผ่านมา


แต่ก๊ะตอบแทนชาวบ้านคนอื่นไม่ได้ รัฐต้องไปถามชุมชน ถามให้ทั่วทั้งหกพันกว่าครอบครัวที่หากินในอ่าวละงูนี้ ไม่ใช่ถามแค่ผู้นำชุมชนไม่กี่คน รัฐต้องบอกข้อมูลให้ครบถ้วนก่อน แล้วถามว่าชุมชนจะเอายังไง


นอกจากนี้ ก๊ะนียังได้ยินมาว่า จากแผนพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทย ท่าเรือน้ำลึกปากบาราเป็นเพียงหนึ่งในโครงการมากมายที่จะมาลงหลักปักฐานในภาคใต้ อาทิ นิคมอุตสาหกรรมยางพารา นิคมอุตสาหกรรมอาหาร นิคมอุตสาหกรรมเคมี โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ สนามบิน ท่าเรือน้ำลึกอีกหลายแห่ง เพื่อนำประเทศเดินไปสู่ความเป็นอุตสาหกรรมในอีก 50 ปีข้างหน้า


ถ้าจะบอกว่า เราต้องยอมให้สร้างท่าเรือ เพราะเราต้องเสียสละชุมชนเพื่อสังคมที่ใหญ่กว่า ก๊ะก็อยากรู้ว่า คนไทยต้องการท่าเรือยักษ์จริงหรือเปล่า จริงๆ แล้วคนไทยต้องการเป็นประเทศอุตสาหกรรมเหมือนญี่ปุ่นที่ตอนนี้ไม่มีทะเลสวยๆ เหลือแล้ว หรือคนไทยยังต้องการเป็นประเทศที่มีธรรมชาติสวยงาม ก๊ะยังไม่เคยได้ยินคำตอบตรงนี้ รัฐต้องไปถามคนทั้งประเทศเสียก่อน


ม็อบผู้สูงวัย เกษตรกรไทย และไอทีวี

“นัยตาที่ฝ้าฟาง ผิวหนังที่เหี่ยวย่น กิริยาที่เชื่องช้า” ภาพของ “คนชรา” ที่พบเห็นโดยทั่วไป อาจไม่ทำให้เราเหลียวหลังกลับไปมอง หรือเกิดความรู้สึก “อ่อนไหว”…หากแต่ภาพของ “ม็อบเกษตรกรวัยชรา” ที่เดินเปลือยเสื้อชั้นบนอยู่บนถนนร้อนยามบ่าย และภาพ “คุณยาย” จำนวนหนึ่งซึ่งกำลังพยายามปีนรั้วทำเนียบรัฐบาล หวังให้ทางการช่วยแก้ปัญหาหนี้สินเกษตรกร คงจะละลาย “หัวใจ” ใครหลายคนลงได้

และแน่นอน…หากเราได้เห็นภาพคุณยายที่หลั่งน้ำตาด้วยความหมดหวังหลังกรงรั้วทำเนียบซึ่งปรากฏอยู่คอลัมน์ช็อตเด็ดโดนใจ ในหนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 7 มีนาคม 2550

1-

6 มีนาคม 2550 ก่อนรุ่งสาง เครือข่ายประชาชนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้สูงวัย ราว 150 คน ที่ใช้เวลา 2-3 สัปดาห์เดินเท้าจากภาคอีสาน ได้มารวมตัวกันที่ริมรั้วทำเนียบรัฐบาล ตรงข้ามสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน เรียกร้องให้รัฐบาลช่วยแก้ปัญหาหนี้สินเกษตรกร

กระทั่งเวลา 9.30 น. อันเป็นเวลาของการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) แกนนำชุมนุมได้เริ่มปราศรัยผ่านเครื่องขยายเสียง ถึงความไม่จริงใจในการแก้ปัญหาหนี้สินของเกษตรกรของรัฐบาลทั้งในอดีตและปัจจุบัน และขอให้นายกรัฐมนตรีออกมาพบ แต่เมื่อไม่ได้รับความสนใจ หญิงชราจำนวน 6 คน จึงได้ปีนรั้วเข้าไปภายทำเนียบท่ามกลางความยากลำบาก โดยมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยทำเนียบช่วยประคองข้ามรั้วมาแต่โดยดี และควบคุมตัวกลุ่มหญิงชราดังกล่าวส่งออกกลับไปแกนนำชุมนุมคนหนึ่ง กล่าวถึงเหตุผลในการเดินทางมาในครั้งนี้ว่า เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลช่วยเหลือในการปลดหนี้ของกลุ่มเกษตรกรในเครือข่ายกว่า 700 คน ที่กู้ยืมจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) รวมถึงกลุ่มนายทุน ทั้งนักการเมืองและข้าราชการผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ หลังจากที่คณะรัฐมนตรีมีมติให้ชะลอการฟ้องร้องบังคับคดีกับกลุ่มเกษตรกรไปแล้วก่อนหน้านี้ แต่ยังไม่มีการดำเนินการตามมติดังกล่าวแต่อย่างใด ส่งผลให้เกษตรกรได้รับความเดือดร้อนจากการยึดทรัพย์สินและที่ดิน

“อยากให้รัฐบาลเข้ามาช่วยเหลือบ้าง ซึ่งข้อเสนอที่เสนอไปนั้นไม่ได้มากมายอะไร เพียงต้องการให้ดูแลคนแก่ที่ไม่รู้ว่าจะตายวันไหนให้มีความสุขบ้างเท่านั้นเอง” เสียงวิงวอนของเกษตรกรชรา ปรากฏอยู่ในกรอบเล็กๆ ของหน้าหนังสือพิมพ์บางฉบับ…

2-

นี่ไม่ใช่คำวิงวอนแรกและการเดินทางครั้งแรกของเกษตรกรไทยเพื่อเรียกร้องการแก้ไขปัญหาจากรัฐบาล

…ย้อนกลับไปเมื่อ 20 ปีก่อน แทบไม่มีใครไม่รู้จัก “นักประท้วงมาราธอน” พรเพชร เหมือนศรี เกษตรกรหญิงกับควายคู่ใจที่เดินทางกว่า 300 กิโลเมตรจากนครสวรรค์เข้ากรุงเทพฯ มาปักหลักประท้วงเรื่องที่ดินที่หน้าทำเนียบรัฐบาล เรียกร้องให้ทางการอำนวยความยุติธรรมให้แก่ครอบครัวตนและชาวบ้านยากจนอีก 15 ครัวเรือน ที่สูญเสียผืนดินทำกินไปหลังทางราชการประกาศ “เขตสาธารณะ”

ปี 2527-2529 พรเพชร เดินทางเข้าเมืองหลวงมาประท้วงอย่างต่อเนื่องยาวนาน รวมเวลา 3 ปี โดยมียุทธวิธีการประท้วงที่เรียกร้องความสนใจจากสังคมได้มาก เช่น ปีนขึ้นไปนอนค้างที่ยอดมะขามหน้าทำเนียบ ประกาศเผาหุ่นนายกรัฐมนตรี จนกระทั่งขู่ว่าจะแขวนคอหรือเผาตัวตายจนต้องถูกจับส่งไปอยู่โรงพยาบาลนิติจิตเวชเกือบเดือน และกว่า 20 วันที่ทัณฑสถานหญิง

กว่าครึ่งชีวิตที่พรเพชรใช้ในการต่อสู้เพื่อรักษาผืนดินทำกินที่พ่อแม่ทิ้งไว้ให้ และเหนืออื่นใดคือการต่อสู้กับความเพิกเฉยต่อการแก้ปัญหาของระบบราชการ เรื่องราวของเธอได้รับการรายงานบนหน้าหนังสือพิมพ์อย่างต่อเนื่อง จวบจนกระทั่งรัฐบาลมีมติแก้ไขปัญหาดังกล่าว พรเพชรจึงเดินทางกลับบ้านไปด้วยความหวัง

ทว่าให้หลังไม่นาน ในปี 2537 ด้วยกระบวนการในทางปฏิบัติที่ผลักภาระให้ชาวบ้านแก้ไขปัญหากันเอง จนนำไปสู่ปัญหาใหม่ พรเพชรได้เดินทางเข้าเมืองมาประท้วงรัฐบาลอีกครั้ง แต่ไม่ได้รับความสนใจจากทั้งรัฐบาลและสื่อมวลชน ส่งผลให้ในช่วงสิบปีให้หลัง ชีวิตพรเพชร วนเวียนอยู่กับการต่อสู้คดีความตามกระบวนการยุติธรรม

พฤษภาคม 2547 ขณะที่เรื่องราวต่างๆ ยังคาราคาซัง สื่อมวลชนได้รายงานข่าวพรเพชรเสียชีวิตจากเหตุฆาตกรรมปริศนา ทิ้งให้สังคมจดจำเพียงว่า เธอเป็นนักประท้วงมาราธอนที่เคยได้รับรางวัลนักสิทธิมนุษยชนดีเด่น หากแต่ไม่มีสื่อใดรายงานว่า ผืนดินที่เธอใช้ทั้งชีวิตต่อสู้เพื่อรักษาไว้ ได้กลับคืนสู่ครอบครัวของเธอสมดังเจตนารมณ์หรือไม่…

3-

6 มีนาคม 2550…กว่า 20 ปีที่ พรเพชร เหมือนศรี ลุกขึ้นสู้กับระบบราชการที่เพิกเฉยต่อความทุกข์ของราษฎร กลุ่มเกษตรกร “วัยใกล้ฝั่ง” จากภาคอีสานได้เดินทางด้วย “เท้า” มาถึงทำเนียบรัฐบาล รวมตัวกันริมรั้วทำเนียบรัฐบาล บริเวณที่พรเพชรเคยปักหลักประท้วง และเรียกร้องในเรื่องที่ไม่ต่างจากที่พรเพชรเคยเรียกร้อง

วันเดียวกันนี้ ภายในทำเนียบรัฐบาล กลุ่มพนักงานไอทีวีและกองทัพนักข่าวกว่าร้อยชีวิต ได้มาปักหลักรอฟังมติคณะรัฐมนตรีที่จะชี้ชะตาสถานะของสถานีโทรทัศน์ไอทีวี

ภายหลังจากที่นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีออกมาแถลงมติการประชุมซึ่งส่งผลให้ไอทีวีต้องยุติการออกอากาศตามสัญญา และกลับคืนสู่การดูแลของ สปน. โดยมีเส้นตายที่เวลาเที่ยงคืนของวันที่ 7 มีนาคม เหล่าพนักงานไอทีวีได้เริ่มปฏิบัติการที่พวกเขาเรียกว่า “ต่อสู้” เพื่อให้สถานีได้ออกอากาศต่อไป ด้วยการไปยื่นคำร้องต่อศาลปกครองให้คุ้มครองการออกอากาศของสถานี และรณรงค์จนเกิดบรรยากาศ “ประชาชนรักไอทีวี” ดังภาพที่ปรากฏในจอไอทีวีตลอดวันตลอดคืน คือบรรยากาศ “อำลาอาลัย” และการเรียกร้องให้สถานีแพร่ภาพต่อไปผ่านเสียงของพนักงานไอทีวีและประชาชนผู้รักไอทีวี

การเคลื่อนไหวดังกล่าวดำเนินมาถึงวันรุ่งขึ้น ศาลปกครองได้มีคำสั่งคุ้มครองให้ไอทีวีแพร่ภาพได้ต่อไป ขณะที่คณะกรรมการกฤษฎีกาประกาศผลการตีความออกมาว่า กรมประชาสัมพันธ์สามารถเข้ามาดูแลไอทีวีได้ ไม่ขัดกับกฎหมาย ส่งผลให้ชาวไอทีวีหลายคนหลั่งน้ำตาด้วยความปรีดี และสถานีโทรทัศน์ไอทีวีได้ดำเนินการแพร่ภาพต่อไปในการดูแลของหน่วยงานรัฐ ภายใต้ชื่อใหม่ “ทีไอทีวี”

หลังจากวันนี้ชื่อ ไอทีวี จะเป็นเพียงตำนาน ไม่มีใครรู้ว่าเจตจำนงในการก่อตั้งสถานีโทรทัศน์เสรีของไอทีวียังคงดำรงอยู่หรือไม่ แน่นอนว่า…พนักงานไอทีวีได้รับการดูแลจากรัฐบาล ได้ทำงานต่อไป ตามข้อเรียกร้องของพวกเขา

ขณะที่ข้อเรียกร้องของกลุ่มเกษตรกรชรา และข่าวคราวความเคลื่อนไหวของชาวบ้านผู้ยากไร้ที่อาศัยพื้นที่ริมถนนต่อสู้มาตลอดระยะเวลากว่า 20 ปี หายไปจากจอรับภาพของสังคมไทย และจอส่งภาพของไอทีวี…