“อลูเวียร์” ซีแอลตัวที่ 4?

“ซีแอลตัวที่ 4 “อลูเวียร์” กับฝันถึงยาที่ไม่ต้องแช่ตู้เย็นของเด็กชายอมร ระบบหลักประกันสุขภาพไทย และความฝันในการมีชีวิตอยู่ของผู้ป่วยอีกจำนวนมหาศาล

pill22.jpg

ฝนที่มาก่อนฤดู..น้ำท่วม..ผลไม้ออกเร็ว..ค่าไฟแพงขึ้น ฯลฯ ท่ามกลางความหมายมากมายของ “โลกร้อน” คนส่วนใหญ่ไม่รู้ว่า “อากาศร้อน” มีอีกความหมายต่อการมีชีวิตอยู่ต่อไปของผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ กลุ่มใหญ่

ในมหานครกรุงเทพที่บางครั้งอากาศร้อนจนหายใจแทบไม่ออก ไม่ไกลจากตึกสูงระฟ้าย่านสุขุมวิท “สมหญิง” และ “อมร” สองแม่ลูกที่ติดเชื้อเอชไอวี อาศัยอยู่ในชุมชนแออัด…ทุกๆ วัน สิ่งหนึ่งสำคัญในการดำรงชีพสองแม่ลูกคือ “น้ำแข็ง” ไม่ใช่เพื่อมาคลายร้อน แต่เพื่อเก็บรักษายาต้านไวรัส “คาเลทรา” ที่ช่วยยืดระยะเวลาในการมีชีวิตอยู่ในโลกร้อนของพวกเขาต่อไป

เพราะสมหญิงกับลูกชายกินยาต้านเชื้อไวรัสสูตรพื้นฐานมาหลายปี จนกระทั่งมีอาการดื้อยา หมอจึงให้สองแม่ลูกกิน “คาเลทรา” ยาต้านไวรัสสูตรสำรอง ซึ่งทำให้ร่างกายของทั้งสองดีขึ้น แต่คาเทลรา ต้องอยู่ในความเย็น ไม่เช่นนั้นยาจะเสีย และบังเอิญว่าความยากจนไม่อนุญาตให้สมหญิงและลูกชายมีตู้เย็น สมหญิงจึงต้องใช้เงิน 1 ใน 4 ของรายได้อันน้อยนิดทั้งเดือนเพื่อให้เด็กชายอมรไปซื้อน้ำแข็งมาแช่ยา ไม่น่าแปลกใจว่า เช่นนี้…เด็กชายอมรจึงฝันถึงยาที่ไม่ต้องแช่น้ำแข็ง

เรื่องราวของสมหญิงและลูกชาย ซึ่งที่รับรู้กันอยู่ในวงแคบๆ จากวีดีโอเผยแพร่ขององค์กรหมอไร้พรมแดน-เบลเยี่ยม (ประเทศไทย) นี้ เป็นตัวแทนของผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์อีก 500 รายที่ได้รับยาคาเลทราจากโครงการเข้าถึงบริการยาต้านไวรัสเอดส์ระดับชาติสำหรับผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยเอดส์ ในขณะที่มีผู้ป่วยอีกราว 12,000 รายที่ร่างกายเกิดอาการดื้อยาต้านไวรัสพื้นฐาน และเข้าคิวรอยาสูตรสำรองอยู่ในปัจจุบัน

พวกเขาอาจไม่รู้ว่า อีกฟากหนึ่งของโลก ยาในฝันของเด็กชายอมรที่ไม่ต้องแช่น้ำแข็งมีวางขายที่สหรัฐอเมริกาตั้งแต่ปี 2548 แล้ว มันเป็นยาคาเลทราสูตรใหม่ชนิดเม็ด ที่มีชื่อทางการค้าว่า “อลูเวียร์” (Aluvir) นั่นเพราะแม้ผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยเอดส์ของสหรัฐอเมริกาจะมีตู้เย็นสำหรับแช่ยา แต่ชีวิตของพวกเขากับคาเลทราก็ไม่ง่าย เมื่อต้องกินยาชนิดนี้ให้ตรงเวลาทุกวัน ท่ามกลางวิถีชีวิตในโลกสมัยใหม่ที่ต้องเคลื่อนไหวเดินทางอยู่ตลอดเวลา อลูเวียร์จึงเป็นทางเลือกในการมีชีวิตอยู่ที่ดีกว่า

ทว่าในประเทศไทย อลูเวียร์ยังไม่สามารถเป็นความหวังของผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ได้ เพราะราคาที่สูงเกินกำลังจ่าย ยิ่งไปกว่านั้น บริษัทแอ็บบอต ลาบอแรตอริส ผู้ผลิตอลูเวียร์ได้ปฏิเสธที่จะขายยาชนิดนี้ในเมืองไทยด้วยถอนการขึ้นทะเบียนยาดังกล่าวในประเทศไทย เพื่อเป็นการโต้ตอบกระทรวงสาธารณสุขของไทย ที่ประกาศมาตรการบังคับใช้สิทธิ หรือ ซีแอล เพื่อนำเข้ายาคาเลทรา สูตรเก่าที่ต้องแช่เย็นจากประเทศอินเดียในราคาที่ถูกกว่าไปเมื่อวันที่ 25 มกราคม 2550 ที่ผ่านมา

การประกาศมาตรการบังคับใช้สิทธิ หรือ ซีแอล (CL: Compulsory Licensing) เป็นการใช้สิทธิโดยรัฐเพื่อสาธารณประโยชน์ตามขอบเขตข้อตกลงด้านทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวกับการค้า หรือทริปส์ (TRIPs: Trade Related Aspects of Intellectual Property Rights) และปฏิญญาโดฮาที่ว่าด้วยความตกลงทริปส์กับการสาธารณสุข (Doha Declaration on TRIPs and Public Health) ภายใต้องค์การการค้าโลก โดยมาตรา 31(b) ของทริปส์ อนุญาตให้ประเทศต่างๆ ใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตรกับยารักษาโรคสำคัญที่มีราคาสูงมากจนรัฐไม่มีงบประมาณเพียงพอในการจัดหามาบริการแก่ประชาชนได้อย่างเพียงพอ

แน่นอนว่า ผู้เสียประโยชน์จากการทำซีแอลในครั้งนี้ คือบริษัทยาซึ่งได้ “กำไรน้อยลง” นำมาสู่มาตรการโต้ตอบต่างๆ อาทิ การถอนการขึ้นทะเบียนยาอลูเวียร์ แคมเปญจน์ต่อต้านการทำซีแอลของรัฐบาลไทย กระทั่งการปรับระดับประเทศไทยให้อยู่ในบัญชีรายชื่อประเทศที่ต้องจับตามองเป็นพิเศษ อันเสมือนเป็นการบอกว่า “ถ้าไทยไม่ยกเลิกซีแอล สหรัฐก็จะยกเลิกสิทธิพิเศษทางการค้าแก่ไทย”

จอน อึ๊งภากรณ์ และ กรรณิการ์ กิจติเวชกุล สองเอ็นจีโอที่ต่อสู้เพื่อการเข้าถึงยาของผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยเอดส์ไทยเรียกสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ว่าเป็นการ “จับผู้ป่วยเป็นตัวประกัน”

กระนั้นความพยายามช่วยให้ผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยเอดส์เข้าถึงยายังคงดำเนินต่อไป ล่าสุด นพ.มงคล ณ สงขลา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้เดินทางไปยังสหรัฐอเมริกา เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงรวมทั้งแสดงหลักฐานต่อองค์กรเอกชนและสภาคองเกรสของสหรัฐ ว่าการทำซีแอลของไทยเป็นไปด้วยความโปร่งใส ไม่ได้ผิดกฎใดๆ ตามความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน มากไปกว่านั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขยังได้ร่วมลงนามในข้อตกลงระหว่างรัฐบาลไทยและมูลนิธิคลินตันในการจัดซื้อยารวม โดย นพ.มงคล เปิดเผยว่า ในการลงนามข้อตกลงซื้อยาร่วมกันระดับโลกกับอีก 66 ประเทศกำลังพัฒนาครั้งนี้ ได้มีการหารือกับผู้แทนจากบริษัทยา แมทริกซ์ ผู้ผลิตยาสามัญของประเทศอินเดีย ซึ่งผลิตยาสามัญที่เสมือนยาต้านไวรัสเอดส์ “คาเลทรา” ชนิดเม็ด หรือชื่อทางการค้า “อลูเวียร์”

“มีการเสนอขายที่ถือว่าดีที่สุดในขณะนี้คือ 695 เหรียญสหรัฐต่อคนต่อปี หรือประมาณ 2,027 บาทต่อคนต่อเดือน จากก่อนหน้าที่บริษัทยาเสนอขายให้ประเทศไทยที่ราคา 850 เหรียญสหรัฐต่อคนต่อปี ให้กับ 16 ประเทศที่ร่วมกันซื้อยาในครั้งนี้” นี่คือข่าวดีที่ นพ.มงคล เปิดเผยต่อสื่อมวลชน

ด้วยข้อเท็จจริงที่ว่า แม้บริษัทแอ็บบอตฯ จะถอนการขึ้นทะเบียนยาอลูเวียร์ในประเทศไป แต่แอ็บบอตได้จดสิทธิบัตรไว้แล้ว ฉะนั้น หากประเทศไทยจะซื้อจากอินเดียตามโครงการจัดซื้อยารวมกับมูลนิธิคลินตัน จะต้องมีการประกาศมาตรการบังคับใช้สิทธิเพิ่มสำหรับยาอลูเวียร์นี้ ซึ่งจะกลายเป็นการทำซีแอลกับยาตัวที่ 4 ของประเทศไทย

“อลูเวียร์เป็นยาที่จำเป็น ผมแปลกใจเหมือนกันที่กระทรวงสาธารณสุขทำซีแอลกับคาเลทรา เพราะมันมีปัญหาอุปสรรคมาก ต้องเก็บในที่เย็น ต้องเอาใส่กระติกน้ำแข็งไปกินข้างนอก ขณะที่อลูเวียร์เป็นยาตัวเดียวกัน แต่พกติดตัวสะดวก จริงๆ น่าทำอลูเวียร์ตั้งแต่แรกมากกว่า แต่ถ้าทำจริงก็ไม่รู้แอ็บบอตจะโกรธขนาดไหน ขนาดคาเลทราที่เขาจะโละสต๊อกอยู่แล้ว เขายังโกรธขนาดนี้” จอน อึ๊งภากรณ์ ให้ความเห็น

แม้จะได้รับแรงกดดันจากบริษัทยาและผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ในรูปแบบต่างๆ แต่ดูเหมือนว่ากระทรวงสาธารณสุขของไทยยังคงยืนหยัดในมาตรการบังคับใช้สิทธิ หรือ ซีแอล ไม่เปลี่ยนแปลง

ข้อมูลจากสมุดปกขาวของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขของไทยที่ออกเผยแพร่เมื่อต้นปี ระบุว่า ในระยะเวลาอีกไม่นานจะมีผู้ติดเชื้อเอชไอวีอย่างน้อย 5 หมื่นราย ที่มีอาการดื้อยาต้านไวรัสสูตรพื้นฐานและต้องการยาต้านไวรัสสูตรสำรอง โดยก่อนหน้านี้ บริษัทแอ็บบอตฯ ได้เสนอขายยาคาเลทราสูตรเก่าให้กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ในราคาเดือนละ 6,000 บาท หรือปีละ 72,000 บาทต่อคน หากต้องให้ยาผู้ป่วย 5 หมื่นราย กระทรวงฯ ต้องใช้งบถึง 3,600 ล้านบาท ซึ่งไม่มีทางที่รัฐจะจัดสรรงบประมาณให้เพียงพอกับทุกคนได้ เนื่องจากมีภาระที่ต้องให้ยาสูตรแรกแก่ผู้ป่วยอีกหลายแสนคน

คาเลทรา สูตรเก่า จากแอ็บบอตราคา 6,000 บาทต่อคนต่อเดือน ในขณะที่อลูเวียร์ หรือคาเลทรา สูตรใหม่ จากประเทศอินเดียมีราคาที่ 2,027 บาทต่อคนต่อเดือน

ใช่หรือไม่ว่า เช่นนี้แล้วการประกาศบังคับใช้สิทธิ หรือ ซีแอล ต่อยาตัวที่ 4 “อลูเวียร์” จึงเป็นความจำเป็นที่กระทรวงสาธารณสุขต้องเดินหน้าต่อไป

ไม่เพียงแต่ความฝันถึงยาที่ไม่ต้องแช่ตู้เย็นของเด็กชายอมรในโลกที่ร้อนขึ้นจะเป็นจริงเท่านั้น หากยังหมายรวมถึงเม็ดเงินในระบบหลักประกันสุขภาพของไทย อันจะต่อเติมความฝันในการมีชีวิตอยู่ของผู้ป่วยอีกจำนวนมหาศาลที่จะตามมา.

http://www.peoplepress.in.th/archives/autopagev3/show_page.php?group_id=1&auto_id=1&topic_id=185&topic_no=20&page=1&gaction=on

profits or lives?

In my view, one of the best thing the coup-government has done so far is the announcement of compulsory licence (CL) for the domestic manufacture of 3 drugs…which save many many of people’s life from the threat of fatal diseases like AIDS and heart illness.

I remember it came just before World AIDS Day on 1 December, 2006. The move has been a victory for people living with AIDS and some of us trying to treat Thai citizens in the face of astronomical drug prices. (and for this, Public Health Minister Mongkol Na Songkhla-I adore you)

What’s going on? The ministry has been under heavy pressure. The announcement of CL is the main reason behind the US Trade Representative’s decision to put Thailand on the priority watch list for intellectual property piracy. Oh shit!

Compulsory licencing is allowed under World Trade Organization rules so that the countries can temporarily suspend patent protections on medicine to safeguard public health in national emergencies or justified non-commercial cased. And Patent-holders can receive some royalties.

We are not doing the wrong thing! We are in the rule of law, and on the way of human security.

Well, we believe that some ill-intention group has distorted facts to damage Thailand’s image in the (blind) eyes of the US powerman.

You, Pharmaceutical giants, haven’t you made enough money from illness of the poor?

I hope the government won’t exchange the ‘unreal’ GDP growing number with people’s life!

p.s. Abbott laboratories, you will never ever make money from my sickness. I’d better die!