political battle and peace talk

นปช.ชุมนุมใหญ่ในกรุงเทพฯ และขีดเส้นตายให้นายกรัฐมนตรียุบสภาภายใน 24 ชั่วโมง โดยบอกว่าจะเคลื่อนขบวนไปเรียกร้องที่กองพลทหารราบที่ 11 ในวันรุ่งขึ้น (15 มีนาคม 2553)

อาจารย์มารค ตามไท นักสันติวิธี ผู้อำนวยการสถาบันศาสนาวัฒนธรรมและสันติภาพ มหาวิทยาลัยพายัพ จังหวัดเชียงใหม่ ให้สัมภาษณ์พิเศษสถานีโทรทัศน์ทีวีไทยในรายการพิเศษ “ร่วมหาทางออก…ฝ่าวิกฤตการเมืองไทย” เมื่อวันอาทิตย์ที่ 14  มีนาคม  2553 เวลา 22.30 น. ดำเนินรายการโดย คุณณาตยา แวววีรคุปต์

มีเนื้อหาน่าสนใจอยากบันทึกไว้ให้อ่านกันนานๆ ค่ะ

“การเปิดโอกาสคุยเป็นทางออกและวัดเจตนาสันติวิธีของทุกฝ่าย”

* คุณณาตยา : หลังฟังว่าทั้งสองฝ่ายมีความพยายามที่ใช้สันติวิธี ในฐานะที่อาจารย์เป็นนักสันติวิธี อาจารย์มองอย่างไร
* อาจารย์มารค : สบายใจที่คนยึดหลักทำนองนี้ แต่สับสน ไม่เข้าใจในการใช้สันติวิธีจากภาคส่วนต่างๆ มันความหมาย ต่างกันทั้งภาคส่วนประชาชน และภาครัฐบาล ผมมองสถานการณ์ว่าด้านหนึ่งมีประชาชนกลุ่มหนึ่งกำลังชุมชนกันอยู่ เพราะเรียกร้องบางอย่าง อยากได้บางอย่างที่ไม่คิดว่าสามารถจะได้จากขั้นตอนปกติของการเปลี่ยนแปลงในสังคม ก็เลยคิดว่าต้องออกมาด้วยการชุมนุม เรียกร้อง กดดัน อีกด้านหนึ่งคือรัฐบาลที่บริหารประเทศ มีหน้าที่รักษาความสงบ เวลามีประชาชนมาชุมนุมเรียกร้องบางอย่าง สองหน้าที่นี้มันต่างกันมาก ทางด้านผู้ชุมนุมผมมองว่าไม่ใช่แค่การใช้สิทธิ แต่เป็นหน้าที่พลเมืองที่มาเรียกร้องบางอย่างถ้ามันตกหล่นจากระบอบปกติ ทางด้านรัฐบาลก็เป็นหน้าที่ผู้บริหารที่จะดูแลความสงบ ทั้งสองภาระนี้สามารถทำได้สองแบบ การชุมนุม สมมุติเลือกใช้วิธีโยนระเบิด เผาตึกก็เป็นวิธีหนึ่ง อีกวิธีหนึ่งคือเลือกที่จะเรียกร้องอย่างสันติ รัฐบาลเองก็สามารถรักษาความสงบได้สองแบบ เช่นเลือกใชการปราบปราม ใช้ปืนยิงผู้ชุมนุม และอีกแบบคือไม่ใช้ความรุนแรง

* คุณณาตยา : ทั้งสองฝ่ายบอกว่าใช้สันติ และไม่ใช้ความรุนแรง
*
อาจารย์มารค : ปรากฏการณ์ที่เรากำลังเห็นคือ ทั้งสองฝ่ายได้เลือกแล้ว ทางฝ่ายชุมนุมก็บอกว่าเราจะเรียกร้องโดยสันติ ทางฝ่ายที่ดูแลความสงบก็บอกว่าจะดูแลความสงบโดยไม่ใช้ความรุนแรง

* คุณณาตยา : ถ้าเป็นแบบนี้แล้วก็น่าจะสบายใจกันได้แล้ว หรือเปล่าคะ
*
อาจารย์มารค : การที่ทั้งสองฝ่ายเลือกใช้แนวสันติ ไม่ได้แปลว่ากำลังทำภารกิจเดียวกัน ถ้าไม่เข้าใจตรงนี้จะไปเรียกร้องสิ่งที่ไม่เป็นเหตุเป็นผลกัน ยกตัวอย่าง สมมุติว่ารัฐบาลบอกว่ากลุ่มผู้ชุมนุมจะเรียกร้องโดยสันติ แล้วสร้างความหมายบางอย่างว่าการเรียกร้องโดยสันติคืออะไร เช่นบอกว่าการเรียกร้องโดยสันติคือชุมนุมได้แต่ต้องไม่กดดันมากเกินไป ซึ่งมันไม่มีเหตุผล เพราะฝ่ายที่ชุมนุมมาเพื่อกดดัน อยากกดดันเพื่อให้เปลี่ยนบางอย่าง ไปเรียกร้องไม่ให้กดดันมันก็ไม่มีเหตุผล ขณะเดียวกัน ฝ่ายรัฐบาลเองก็ต้องรับมือ อยากดูแลความสงบ ฝ่ายผู้ชุมนุมก็ไปเรียกร้องว่าต้องปล่อยผู้ชุมนุมทำอะไรก็ได้ ซึ่งมันก็ไม่มีเหตุผล สองภารกิจนี้มันไม่ตรงกัน ถ้ามองอย่างนี้ก็จะเข้าใจ การชุมนุมโดยสันติก็จะกดดันในขอบเขตหนึ่ง ขอบเขตนั้นมักจะมากกว่าขอบเขตที่รัฐบาลอยากให้ใช้ เพราะภารกิจเขาเป็นอีกอย่างคือการรักษาความสงบ

* คุณณาตยา : หมายความว่าแม้จะใช้คำว่าสันติหรือไม่ใช้ความรุนแรง เหมือนกัน แต่ว่ามีบางส่วนซ้อนทับกัน บางส่วนอยู่นอกเหนือการซ้อนทับ  ต้องจัดการยังไงกับส่วนที่นอกเหนือเป้าหมายเดียวกัน อาจารย์มองประเด็นตรงนั้นเป็นปัญหาอยู่หรือเปล่าค่ะ
*
อาจารย์มารค : มีบางอย่างเห็นพ้องกัน เช่น ไม่โยนระเบิด ไม่เอาปืนมายิง แต่อาจมีบางอย่างไม่ค่อยตรงกัน เช่น รัฐบาลบอกว่ามีสิทธิชุมนุมได้แต่อย่าทำผิดกฎหมาย เขาต้องพูดอย่างนั้นเพราะเป็นฝ่ายบริหารประเทศรักษากฎหมาย แต่ฝ่ายชุมนุมก็บอกว่าบางครั้งในกดดดัน มันมีบางอย่างผิดกฎหมายบางอย่างที่ต้องทำ เช่น กฎหมายจราจร เพื่อกดดัน มันก็เป็นการเห็นต่างด้วยหน้าที่คนละอย่าง

* คุณณาตยา : แล้วเกิดกรณีอย่างนี้แล้วจัดการอย่างไรคะ
*
อาจารย์มารค : บางคนคิดว่าถ้าเป็นอย่างนั้นจบไม่ได้ ยกเว้นต้องใช้ความรุนแรง เพราะมันมาปะทะกันตรงที่มันไม่ตรงกัน เรื่องการชุมนุมโดยสันติ ผมคิดว่า การชุมนุมเรียกร้องบางอย่างมันไม่ต้องได้ทันที บางครั้งอาจไม่ได้ในครั้งเดียว มันเป็นมาให้การการศึกษากับสังคม คราวนี้ไม่ได้ คราวหน้ามาใหม่มากกว่าเดิม เพราะเปลี่ยนแปลงความคิดของคนในสังคม มันเป็นกระบวนการเรียกร้อง มันไม่จำเป็นว่าการมาเรียกร้องถ้าไม่ได้ต้องทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ นี่คือวิธีมองแบบหนึ่ง

* คุณณาตยา : หมายความว่าอาจารย์พยายามบอกกับผู้ชุมนุมว่า ลองเปลี่ยนความคิด มาครั้งนี้ไม่ต้องสำเร็จไม่ต้องตามข้อเรียกร้อง ถ้าอย่างนั้นจะมาทำไมค่ะ
*
อาจารย์มารค : ไม่ใช่ว่าไม่ให้สำเร็จ ก็ต้องพยายามให้สำเร็จ แต่ในความเป็นจริงถ้ายังยึดแนวทางสันติการเปลี่ยนแปลงแบบนี้ บางมันต้องเลือกในที่สุดว่า ต้องมาใหม่ หรือแตกหัก อย่ามองว่าการต้องกลับมาอีกครั้งเป็นการแพ้ เป็นกระบวนการที่ใช้เวลานาน การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญหลายอย่างก็เป็นแบบนี้ ฝ่ายรัฐบาลเองก็มีทางเลือกหลายทางเมื่อมีคนมากดดันจำนวนมาก อย่างกดดันเป็นแสนๆ อย่างในครั้งนี้ก็คือการเรียกร้องยุบสภา ไม่ควรมองว่าการทำตามเป็นการแพ้ ผมไม่มองว่านายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้ารัฐบาล เป็นคู่ขัดแย้งกับผู้ชุมนุม มองให้เห็นว่านายกรัฐมนตรีเป็นผู้ดูแลทุกข์สุขของประเทศ มีอำนาจในการตัดสินใจเวลาไหนที่เหมาะที่สุดที่ทำให้ประเทศเดินต่อได้ ยุบหรือไม่ยุบสภา อำนาจนี้ควรเป็นของผู้บริหารประเทศ แต่ไม่ใช่ใช้อำนาจนี้เมื่อถูกกดดัน แต่เป็นการใช้เมื่อเห็นว่าเวลาที่เหมาะสม เมื่อเห็นว่าจะต้องตัดสินใจเพื่อบ้านเมือง และเป็นการตัดสินใจคนเดียว เป็นการตัดสินใจที่ยาก คืออำนาจและความรับผิดชอบเป็นของนายกรัฐมนตรี เป็นธรรมดาที่จะต้องมีคนมาให้คำแนะนำที่คิดว่าถูกต้องเป็นทางออก  ซึ่งอาจไม่ตรงกับนายกรัฐมนตรี แต่พออธิบายจุดยืนแล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดต้องปล่อยให้นายกรัฐมนตรีเป็นคนตัดสินใจ ไม่ควรมีการยึดอำนาจนี้ออกจากนายกรัฐมนตรี อำนาจในการตัดสินใจ เพราะมีอำนาจบริหารประเทศ ไม่น่าถูกริดรอนอำนาจจากเหตุผลอื่นๆ ด้วยวิธีการต่างๆ

* คุณณาตยา : ทำไมอาจารย์ถึงพูดถึงประเด็นนี้ มองบริบทรอบข้างตัวนายกท่านนี้แล้วมองเห็นปัญหาแบบนั้นอยู่หรือคะ
*
อาจารย์มารค : ผมพูดในสิ่งที่อาจเกิดขึ้นได้ และเคยเกิดในที่อื่นๆ

* คุณณาตยา : ถึงเวลาที่จะต้องพิจารณาประเด็นเรื่องนั้นแล้ว หรือยัง
*
อาจารย์มารค : อาจมีสถานการณ์บางอย่างที่ปกตินายกรัฐมนตรีต้องตัดสินใจและรับผิดชอบกับการตัดสินใจนั้น

* คุณณาตยา : พรุ่งนี้ (15 มีนาคม 2553) มุมนักสันติวิธีมีโอกาสที่จะเกิดอะไรขึ้นไหม แล้วเราต้องทำอะไร
*
อาจารย์มารค : ผมไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น มันขึ้นอยู่กับสองฝ่าย มุมสันติวิธี การเรียกร้องความชอบธรรมไม่ได้หายไปเพราะได้หรือไม่ได้ พรุ่งนี้ มะรืนนี้ มันไม่จำเป็นต้องได้ในทันที มันต้องใช้เวลาในการเปลี่ยนแปลง ถ้ามันชอบธรรม แม้ไปได้มันก็ยังชอบธรรมอยู่

* คุณณาตยา : อาจารย์บอกว่าอยากให้ทุกฝ่ายหยุดใช้คำว่าสันติวิธีสักสองสามวัน เพราะอะไรคะ
*
อาจารย์มารค : การใช้สันติวิธีเป็นเรื่องที่สวยงาม แต่ต้องชี้ให้เห็นความต่างของภารกิจ เพราะภารกิจต่างกัน ภารกิจของผู้บริหาร คือรักษาความสงบโดนไม่ใช้ความรุนแรง ผู้ชุมนุมมีภารกิจเรียกร้องโดยสันติวิธี ต้องย้ำให้เห็นภารกิจชัดเจนเพราะหน้าที่มันต่างกัน ถ้าเห็นความต่างก็ทำให้เข้าใจผิดว่าอีกฝ่ายไม่ใช้สันติ

* คุณณาตยา : นอกการใช้คำของทั้งสองฝ่ายที่นักสันติวิธีอย่างอาจารย์คิดว่าไม่สบายใจแล้ว วิธีการปฏิบัติของทั้งฝ่าย อาจารย์ไม่สบายใจด้วยหรือเปล่าค่ะ
*
อาจารย์มารค : นักสันติวิธีไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ บอกไม่ได้ว่า การเรียกร้องโดนสันติคืออะไร ความหมายมันจะถูกกำหนดโดยสังคม โดยใช้เวลานานของการใช้ บางสังคมยอมรับวิธีการบางอย่าง บางสังคมไม่ยอมรับ มันไม่มีความหมายสากลที่นักสันติวิธีจะมาบอกว่าวิธีนี้ใช่หรือไม่ใช่ สังคมเป็นตัวหาแนวทางหรือความหมายเอง

* คุณณาตยา : เป้าหมายของคนที่พยายามใช้คำว่าสันติวิธีจนติดปาก เป้าหมายควรจะเป็นอะไรคะ
*
อาจารย์มารค : เป้าหมายคือหันออกจากความรุนแรง ขั้นแรกถูกต้องแล้ว พอใช้คำนี้เราก็หันออกจากความรุนแรง แต่ขั้นที่สองมันอาจไม่พื้นที่พอที่จะทำให้ละเอียดขึ้น พอหันออกจากความรุนแรงแล้ว อะไรที่รับได้ อันนี้ยังไม่ชัด พอใช้คำว่าวิธีมันก็ตายตัว มันไม่มีแค่หนึ่งวิธี มันมีหลายวิธี แต่ละวิธีไม่ตายตัว ขึ้นอยู่กับแต่ละสังคม บางสังคมบอกว่ารุนแรง บางสังคมอาจมองว่าไม่รุนแรง ต้องใช้เวลาทำบ่อยๆ แล้วเสียงสะท้อนสังคมจะเป็นตัวบอกว่าแบบไหนเป็นสันติวิธีของสังคมนั้นๆ คำตอบจะไม่มาจากนักสันติวิธีเป็นคนมาบอก

* คุณณาตยา : ถ้าอย่างนั้นลักษณะพิเศษของสังคมไทยในเวลานี้ที่จะเอื้อให้เกิดสันติวิธีที่งดงามได้ ถึงแม้จะมีความขัดแย้งทางการเมืองกัน ลักษณะพิเศษของสังคมไทยที่ควรหยิบมาใช้คืออะไรคะ
*
อาจารย์มารค : การให้โอกาส ที่จะเข้าใจคู่ที่เรากำลังมีปัญหาด้วยถือเป็นสิ่งสำคัญ อย่างเช่น เรียกร้องยุบสภา ฝ่ายรัฐบาลก่อนตอบว่าจะยุบหรือไม่ ควรอยากเข้าใจว่าเขาเรียกร้องให้ยุบ เขาเรียกร้องอะไร เพราะคำว่ายุบสภาเป็นเป็นคำเปล่าๆ ไม่ละเอียดพอ ก็ควรมีการหาวิธีคุยกัน

* คุณณาตยา : โต๊ะเจรจามีโอกาสเกิดขึ้นได้ไหมคะ
*
อาจารย์มารค : ผมไม่เรียกเจรจา เพราะเจรจาคนจะบอกว่ามันเป็นการหาคำตอบบางอย่าง แต่ควรจะมีการคุยของแต่ละฝ่ายทำความเข้าใจว่าเรียกร้องอะไรกันแน่ ก่อนที่ประเมินได้ว่าจะตอบสนองหรือไม่แค่ไหน ก็ต้องเข้าใจก่อนว่าเรียกร้องอะไร เดี๋ยวไปเข้าใจผิด มีแต่คำว่ายุบสภาแต่จริงๆ ไม่รู้แปลว่าอะไร ยุบสภามันมีได้หลายความหมาย จะทำให้การตอบไม่ค่อยมีคุณภาพเท่าไหร่

* คุณณาตยา : อาจารย์ชี้ทางได้ไหมว่าควรทำอย่างไรที่จะทำให้เกิดกระบวนการอย่างนั้นได้
*
อาจารย์มารค : รัฐบาลฝ่ายบริหารประเทศต้องเป็นฝ่ายหาวิธีไปคุยกับบางคนในกลุ่มผ้ชุมนุมที่สามารถบอกได้ว่าสิ่งที่ต้องการจริงๆ สิ่งที่เรียกร้องคืออะไร สามารถอธิบายออกมาอย่างเป็นรูปธรรม

* คุณณาตยา : อาจารย์มองประสบการณ์จากหลายๆ ที่ สิ่งนี้มีโอกาสที่จะเกิดขึ้นได้ไหมคะ
*
อาจารย์มารค : เกิดได้ ถ้าต้องการ มันก็ไม่ยาก

* คุณณาตยา : ความต้องการนี้ มันเป็นการวัดเจตนาของสันติวิธีในใจริงๆ ด้วยไหมคะของทั้งสองฝ่าย
*
อาจารย์มารค : วัดเจตนาที่จะทำภารหน้าที่ของตนเองโดยสันติ ถ้าหากว่ามีการเปิดทางให้มีการพูดคุยกันโดยสันติ นอกจากเป็นการหาทางออกแล้วยังเป็นการวัดเจตนาที่จริงใจในการใช้สันติวิธีของทุกฝ่ายด้วย.

Abhisit in 2006

In October 2006, I had an exclusive interview with Abhisit Vejjajiva while he was still the opposition leader. I remember how impressed I was with his thought and vision for the Deep South of Thailand.

3 years have passed, now he is in power as the Prime Minister of Thailand. I’m no longer sure if he meant what he said. Today, violence is still going on and people are still suffering, I see nothing from the government site, not even a try.

The article was published in Isra News on 12 October 2006.

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ : “รัฐบาลต้องส่งสัญญาณว่า มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายชายแดนใต้”

คงยังไม่มีใครลืมว่า ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนใต้ คือหนึ่งในเหตุผลของการทำ “รัฐประหาร” ที่คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ คปค. ซึ่งแปรสภาพเป็นคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ไปแล้วอธิบายต่อประชาชน และถือเป็นนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลใหม่ ซึ่ง พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ แถลงไว้ในวันแรกรับตำแหน่งเช่นกัน

เมื่อเป็นเช่นนั้น ก็อาจกล่าวได้ว่า การแก้ปัญหาภาคใต้เป็นพันธะสัญญาที่รัฐนาวาของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ มีต่อประชาชน

ท่ามกลางการจับตามองของสังคม จนถึงบัดนี้ แม้จะยังไม่มีท่าทีที่แน่ชัดว่านโยบายการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนใต้ของรัฐบาลใหม่จะเป็นเช่นไร บุคคลหลายฝ่ายทั้งในและนอกพื้นที่ต่างก็ตั้งความหวังว่าสถานการณ์ที่เลวร้าย จะคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น

หนึ่งในนั้นคือ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่แสดงความเชื่อมั่นว่าสถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้จะดีขึ้น เนื่องจาก พล.อ.สุรยุทธ์ เป็นผู้ที่มีมุมมองต่อปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างถูกต้อง จะสามารถช่วยเปลี่ยนแปลงทิศทางนโยบาย และคลี่คลายปัญหาได้โดยลำดับ

ในฐานะผู้ติดตามสถานการณ์ในจังหวัดชายแดนใต้อย่างใกล้ชิดมาโดยตลอดคนหนึ่ง เขาเห็นว่า ภารกิจเฉพาะหน้าที่รัฐบาลต้องทำ คือเร่งแสดงให้เห็นว่ามีการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย

“ตรงนี้ต้องมีเป้าหมายชัดเจนคือ หนึ่ง แสดงให้เห็นว่ามันมีความยุติธรรม ฉะนั้นใครที่ทำอะไรผิด โดยเฉพาะในส่วนที่เป็นฝ่ายรัฐ จะต้องแสดงให้เห็นว่ามันมีการรับผิดชอบ สอง การเข้าถึงเพื่อสร้างโอกาสทั้งหลายในพื้นที่ ให้เกิดความรู้สึกว่ารัฐให้ความใส่ใจกับปัญหาและความเป็นอยู่ของเขา สาม คือ ยอมรับความหลากหลายและการมีส่วนร่วมของคน ผมว่ามันจะช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นโดยลำดับ”

กล่าวอย่างเป็นรูปธรรม นายอภิสิทธิ์เสนอว่า ควรจะมีการปรับโครงสร้างขององค์กรที่ดูแลปัญหา โดยใช้แนวที่เรียกว่า “ศอ.บต. พลัส” ซึ่งจะเป็นการเปิดพื้นที่ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหามากขึ้น

“กรณีการบริหารอย่าง ศอ.บต. เดิมมันก็มีการเปิดโอกาสให้คนในท้องถิ่น ชุมชน คนจากหลายภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วม ผมคิดว่าคนในพื้นที่เองก็ยอมรับ นี่ก็เป็นรูปธรรมง่ายๆ อย่างหนึ่งว่าสภาพแบบนั้นมันกลับมาได้ไหม”

เขายังแสดงความคิดเห็นต่อไปว่า ประเด็นที่มีผู้วิพากษ์ว่า ถ้านำองค์กรในรูปแบบ ศอ.บต.กลับมา จะเป็นการให้อำนาจองค์กรนั้นมากเกินไปหรือไม่นั้น เราจะมองแค่อำนาจไม่ได้ ต้องมองที่องค์ประกอบของการทำงานด้วย เพราะอำนาจที่มีเยอะ แต่ถ้าเป็นอำนาจที่ถูกใช้โดยกระบวนการการมีส่วนร่วมของความหลากหลาย มันก็ไม่เป็นไร และอย่างไรก็ตาม อำนาจที่ ศอ.บต. ใช้ คงไม่มากไปกว่าอำนาจที่รัฐใช้อยู่ สำคัญที่ว่าใครใช้ และใช้อย่างไร

การมีส่วนร่วมของประชาชนในการปกครองเป็นหัวใจสำคัญ  โดยหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ได้แสดงความคิดเห็นว่า กระบวนการของการกระจายอำนาจเป็นส่วนสำคัญ และการกระจายอำนาจในที่นี้ไม่ได้หมายถึงเพียงแค่รูปแบบ คือมีการเลือกตั้ง แต่หมายถึงหลายๆ เรื่องซึ่งมีความจำเป็นที่ต้องตอบสนองต่อเงื่อนไขพิเศษของตัวพื้นที่และของคนที่อยู่ในพื้นที่

ซึ่งเรื่องเหล่านี้มีอยู่ในรัฐธรรมนูญปี 2540 แล้ว หลายคนเชื่อว่าสิ่งที่เขียนอยู่เดิมไม่ได้เป็นปัญหา แต่มันไม่ได้ถูกนำปฏิบัติ และต้องยอมรับว่าส่วนหนึ่งเพราะเรามีรัฐบาลที่ไม่ได้เชื่อเรื่องการกระจาย อำนาจ ไม่ค่อยยอมรับเรื่องความหลากหลาย ไม่ยอมรับเรื่องการมีส่วนร่วม ซึ่งก็เป็นเงื่อนไขที่ล้วนแล้วแต่ซ้ำเติมปัญหา

“รัฐธรรมนูญฉบับที่แล้วเขียนเรื่องกระจายอำนาจไว้เยอะ เพียงแต่ว่าถูกบิดเบือน ถูกสกัดกั้นไม่ให้นำมาใช้ สำหรับการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ผมคิดว่าเขียนเรื่องนี้ให้ได้มากกว่าเดิมคงไม่ง่ายแล้วล่ะ สำคัญว่าจะทำยังไงให้ปฏิบัติได้อย่างที่เขียนต่างหาก”

สำหรับประเด็นที่หลายฝ่ายวิตกว่า ขณะนี้ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีทั้ง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และกฎอัยการศึกควบคุมอยู่นั้น นายอภิสิทธิ์ เชื่อว่าจะเป็นเพียงชั่วคราว และเขาไม่คิดว่ากฎอัยการศึกที่คณะปฏิรูปการปกครองฯ ประกาศใช้ มีเจตนาที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ 3 จังหวัด

“ส่วนตัว พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ผมคิดว่าจะต้องมาเปลี่ยนวิธี ผมอยากให้แก้ พ.ร.ก. ในหลายมาตรา เพื่อเป็นการส่งสัญญาณเช่นกันว่า นโยบายเปลี่ยนแปลงไปแล้ว นอกจากนั้น ผมก็ไม่อยากเห็นการต่อการใช้ พ.ร.ก.แบบไม่มีการประเมินอย่างจริงจัง โดยเฉพาะมาตรการบางอย่างที่นำไปใช้ เช่น การเชิญคนมาควบคุมตัว”

เมื่อถูกถามว่าอะไรเป็นเรื่องสำคัญเร่งด่วนอันดับแรกที่รัฐบาลควรทำ นายอภิสิทธิ์เน้นย้ำอย่างไม่ลังเลว่า…

“ความยุติธรรม ผมคิดว่าถ้าเมื่อใดที่คนในพื้นที่มีความรู้สึกว่าได้รับความยุติธรรม สถานการณ์จะเบาลงเยอะ เช่น กรณีตากใบ ที่บัดนี้กระบวนการยุติธรรมยังไปไม่ถึงไหน ควรจะทำให้มันจบสิ้นโดยเร็ว”

อย่างไรก็ดี เขาเห็นว่า กรณีตากใบซึ่งจะครบ 2 ปี ในเร็ววันนี้เป็นส่วนหนึ่ง สังคมควรจะมีความตื่นตัวถึงสภาพปัญหาและความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นโดยรวม

“ผมไม่อยากให้เป็นสร้างการรับรู้เฉพาะเรื่อง เช่น เรื่องตากใบ แล้วเราก็จะมีคนเสนออะไรง่ายๆ เช่นว่า ถ้างั้นก็ชดเชยกันไป จบๆ กันไป อะไรอย่างนี้ ผมว่านั่นไม่ใช่เป้าหมายที่มันควรจะเป็น การชดเชยเยียวยาความเสียหายจำเป็น ใช่ แต่มันควรจะนำไปสู่อะไรที่ดีกว่านั้น มากกว่านั้น”

ท้ายที่สุดนั้น หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าวว่า ขณะนี้เป็นโอกาสที่จะทำให้สถานการณ์ชายแดนใต้ดีขึ้น และเป็นโอกาสที่สำคัญมาก เพราะหากพลาดโอกาสนี้ไป สถานการณ์จะแก้ยากขึ้นเรื่อยๆ

“ต้องยอมรับว่าคุณทักษิณเปรียบเสมือนตัวแทนของแนวคิดเรื่องอำนาจนิยมและความ รุนแรง เมื่อตอนนี้คุณทักษิณไม่อยู่ มันจึงเป็นโอกาสที่จะบอกว่าแนวคิดตรงนั้นจบลงไปแล้ว ในทางตรงกันข้าม ถ้าไม่ใช้โอกาสนี้ ไม่มีคุณทักษิณแล้ว แต่ความรุนแรง ความไม่เป็นธรรมยังคงดำรงอยู่ คราวนี้จะทำให้ปัญหามันแก้ยากขึ้นเยอะ”

เบญจมาศ บุญฤทธิ์
สถาบันข่าวอิศรา สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไท

คิดถึงอาสาสมัคร นปก.

จู่ๆ ก็คิดถึงพวกเขาขึ้นมา เหล่าอาสาสมัครสันติวิธีของ นปก. ยุคต้านรัฐประหารกลางสนามหลวง ไม่รู้ว่าพวกเขาอยู่ที่ไหน…เป็นอย่างไรกันบ้างตอนนี้…

รายงานพิเศษชิ้นนี้ เรากับน้องซ้งเขียนขึ้นมา หลังจากเหตุการณ์หน้าบ้านสี่เสาเทเวศน์ (งานนั้นเราโดนแก๊สน้ำตากับแก๊สพริกไทยเล่นงานจนสะบักสะบอมไปพอสมควร) พี่แจง ฐิตินบ กับพี่โม่ง ภัทระ คุยกันว่า มันมีเสียงที่หายไปนะ แล้วมันก็มีแง่มุมมากมายในขบวน นปก. ที่สังคมไม่เคยได้ีัรับรู้

เรากับน้องซ้งจึงรับไม้ต่อ มาเป็นรายงานเรื่องชิ้นนี้ที่เผยแพร่ในหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ (ฉบับวันที่เท่าไหร่จำไม่ได้) และแขวนอยู่ในเว็บสำนักข่าวชาวบ้าน

บางเสียงที่หายไป จากหัวใจอาสาสมัคร นปก.

1-

ที่โรงแรมรัตนโกสินทร์…ยามบ่าย

ห้องประชุมขนาดกลางตั้งอยู่ชั้นล่างตรงปลายสุดของปีกด้านซ้าย คนหลายวัย-หลากที่มา สาละวนอยู่กับการตัดกระดาษ ทำป้ายผ้า พิมพ์งาน ถ่ายเอกสาร บ้างก็นั่งสนทนากันอย่างออกรส ที่อกเสื้อของหลายคน ปรากฏข้อความอาทิ “ไม่เอา ไม่รับ ไม่ปลื้ม รัฐธรรมนูญฉบับรัฐประหาร” “ต่อต้านเผด็จการทุกรูปแบบ”

พวกเขาคือ อาสาสมัครแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) หรือ อาสาสมัครสันติวิธี ภายในห้องที่ชื่อว่า “สีดา 4” แห่งนี้ พวกเขาทำกิจกรรมร่วมกันมาเกือบ 3 เดือน แล้ว ทว่าเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังเหตุปะทะกันที่หน้าบ้านสี่เสาเทเวศน์ ทางโรงแรมได้แจ้งกับแกนนำ นปก. ว่า เจ้าหน้าที่มีคำสั่งให้โรงแรมไม่ให้ นปก. ใช้ห้องอีกต่อไป โดยอนุญาตให้ใช้ห้องที่เช่าไว้จนถึงสิ้นเดือนนี้ ถ้ายังไม่ย้ายออก ทางโรงแรมจะถูกข้อหาให้ที่ซ่องสุมโจร

“อาสาสมัคร” กับ “โจร” สองคำนี้มีความหมายต่างกันราวขาวกับดำ ความจริงแล้ว สิ่งที่พวกเขาทำคืออะไร?

ความเคลื่อนไหวของอาสาสมัครนปก. เริ่มต้นในตอนสายของทุกวัน พวกเขาจะเข้ามายังห้องประชุมสีดา และลงมือทำ “งานอาสา” ต่างๆ หากวันใด นปก. มีแผนเคลื่อนไหวม็อบแบบดาวกระจาย พวกเขาก็จะออกไปตระเวนกับหมอเหวง โตจิราการ และสมบัติ บุญงามอนงค์ ถ้าไม่ได้ออกไปไหน ก็จะอยู่ที่ห้องนี้ จนเย็นย่ำจึงพากันออกไปที่ท้องสนามหลวง ประจำอยู่ตามซุ้มรณรงค์ต้านรัฐประหาร ทำกิจกรรมสร้างสีสันให้การชุมนุม ช่วยกันสอดส่องดูแลความเรียบร้อยไม่ให้บุคคลที่ 3 เข้ามาก่อเหตุที่นำไปสู่ความรุนแรงหรือความเข้าใจผิด รวมทั้งเตรียมพร้อมดูแลผู้ชุมนุมยามเจ็บป่วย

วันใดมีการเคลื่อนย้ายขบวน นปก. จากท้องสนามหลวงไปยังสถานที่ต่างๆ พวกเขาคือผู้ยืนอยู่แถวหน้า เป็นหน่วยสันติวิธี

สมบัติ บุญงามอนงค์ แห่งกลุ่มพลเมืองภิวัฒน์ หนึ่งในแกนนำ นปก. ผู้ดูแลฝึกอบรมอาสาสมัครสันติวิธี เล่าถึงที่มาของอาสาสมัครเหล่านี้ว่า ในการเดินขบวนไปที่หน้ากองบัญชาการทหารบกของ นปก. ครั้งแรกนั้น มีการกระทบกระทั่งกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งแกนนำเองก็ไม่ได้เตรียมตัวหรือวางกำลังไว้สอดส่องดูแลผู้ชุมนุมอย่าง ทั่วถึง จึงเป็นที่มาของหน่วยสันติวิธี เพื่อยกระดับการชุมนุมให้หลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรง โดยเปิดโต๊ะรับอาสาสมัครสันติวิธีที่สนามหลวง

“อาสาสมัครทุกคนที่เข้ามาจะต้องได้รับการอบรมและปรับทัศนคติในการต่อสู้เรียกร้อง ด้วยสันติวิธี รวมทั้งแนะนำวิธีการรับมือเหตุการณ์ต่างๆ โดยหลักสำคัญคือต้องมีความอดทนต่อสถานการณ์การยั่วยุจากฝ่ายตรงข้าม และต้องดูแลผู้ชุมนุมไม่ให้ใช้ความรุนแรง”

ทูล เวชกลาง หรือ เภา หนึ่งในแนวหน้าอาสาสมัครสันติวิธี ให้ข้อมูลว่า อาสาสมัครที่เป็นขาประจำห้องสีดามีราว 30-40 คน ส่วนสมาชิกอาสาสมัครสันติวิธีที่มาลงชื่อมีประมาณ 6-7 พันคน และสามารถติดต่อให้มารวมตัวได้ทันทีประมาณ 6-7 ร้อยคนผ่านโทรศัพท์มือถือและเอสเอ็มเอส ในกรณีที่จะมีการเคลื่อนขบวนของกลุ่มผู้ชุมนุม โดยอาสาสมัครจะแบ่งกำลังเป็นแนว 5 แถว มีผ้าโพกหัวสีเหลืองระบุตำแหน่งแถว แต่ละแถวจะมีหัวหน้าควบคุมดูแล เพื่อกั้นผู้ชุมนุมให้อยู่ในแนวของอาสาสมัคร ทำให้สะดวกในการควบคุมดูแล ซึ่งแถวหน้าสุดจะเป็นหน่วยเจรจากับเจ้าหน้าที่ตำรวจในการเปิดทาง และต่อมาจะเป็นขบวนรถเครื่องขยายเสียง และผู้ชุมนุม ก่อนปิดท้ายขบวนด้วยหน่วยสันติวิธีอีกครั้งหนึ่ง

การเคลื่อนขบวนแต่ละครั้งจะต้องมีการวางแผนอย่างรอบคอบ เพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะและให้การชุมนุมอยู่ในกรอบของสันติวิธี โดยผู้ชุมนุมจะอยู่ในกรอบสี่เหลี่ยมของแนวอาสาสมัคร

เขาบอกว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือการสอดส่องดูแลและควบคุมผู้ชุมนุมให้อยู่ในกรอบของสันติวิธี โดยเฉพาะเมื่อมีการเคลื่อนขบวนของกลุ่มผู้ชุมนุม จะมีการประชุมวางแผนก่อน เพื่อจัดแบ่งกำลังและหน้าที่ของอาสาสมัคร รวมทั้งจัดทำอุปกรณ์รณรงค์ ข้าวปลาอาหาร และเครื่องมือปฐมพยาบาล

“เราต้องพยายามทำทุกอย่างไม่ให้มีการปะทะกับตำรวจ คอยเตือนผู้ชุมนุมที่ไม่อยู่ในกรอบ และจับตาไม่ให้มือที่สามเข้ามาป่วน โดยหากเตือนแล้วไม่ฟังก็จะคุมตัวส่งตำรวจ” ทูล อธิบาย

“แต่ในคืนวันนั้น เรายอมรับว่า มันหนักหนาจนเรารับมือไม่ไหวจริงๆ…”

เขาหมายถึงเหตุการณ์ปะทะที่หน้าบ้านสี่เสาเทเวศน์

2 –

ที่หน้าบ้านสี่เสาเทเวศน์…ยามค่ำ

ย้อนกลับไปในคืนวันที่ 21 กรกฎาคมที่ผ่านมา ศุภณัฐ ไวเลิศ หรือ ดา อาสาสมัครสาววัย 29 ปี เล่าว่า เหตุการณ์ที่หน้าบ้านพักของพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ นั้น อาสาสมัครสันติวิธีไม่สามารถควบคุมผู้ชุมนุมได้ อาสาสมัครทุกคนซึ่งได้รับการอบรมให้เข้าไปขัดขวางการกระทำทุกอย่างที่จะก่อ ให้เกิดความรุนแรง จึงต้องเปลี่ยนบทบาทมาช่วยเหลือผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์แทน ซึ่งก็ช่วยเหลือผู้ชุมนุมได้ไม่เต็มที่ เนื่องจากไม่ได้คาดว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจะใช้วิธีการรุนแรงในการสลายการ ชุมนุม

“ผู้ชุมนุมไม่ได้เตรียมตัวมาปะทะกับตำรวจ ทำให้ไม่มีอุปกรณ์ป้องกันหรืออาวุธ และเมื่อตำรวจสลายการชุมนุมด้วยการใช้แก๊สน้ำตา และสเปรย์พริกไทย ทำให้เกิดการหยิบจับสิ่งของใกล้ตัวตอบโต้ เราเชื่อว่าน่าจะมีการผสมโรงของมือที่สามที่เข้ามายั่วยุให้ใช้ความรุนแรง ด้วย อาสาสมัครสันติวิธีจึงไม่สามารถควบคุมอารมณ์ของผู้ชุมนุมได้ ทำให้เกิดเหตุการณ์บานปลายขึ้น”

ดายอมรับว่า ในกลุ่มผู้ชุมนุมของ นปก. ซึ่งมีที่มาหลากหลาย อาสาสมัครไม่สามารถสอดส่องดูแลได้ทั่วถึง แม้กระทั่งการรับสมัครอาสาสมัครสันติวิธีของ นปก. เอง ก็ไม่สามารถคัดกรองคนได้ จึงต้องอาศัยการจัดการทางสังคมในกลุ่มกันเอง เช่น เมื่อเห็นว่าอาสาสมัครคนใดมีท่าทีก้าวร้าวรุนแรง ก็จะกันไม่ให้อยู่ในแถวหน้า หรือหากว่าคนไหนมีลักษณะเหมือนเข้ามาก่อกวน ก็จะให้ออกจากกลุ่มไป

“ในสถานการณ์ที่มีความขัดแย้งทางความคิดเช่นนี้ เราแบ่งสีขาวสีดำในหมู่คนไม่ได้ ดาเองไม่เคยคิดว่าตำรวจที่ทำการสลายการชุมนุมดีหรือเลวทั้งหมด ดาเข้าใจว่าเขาทำตามหน้าที่ และเชื่อว่าตำรวจหลายคนก็เข้าใจผู้ชุมนุม” เธอยิ้ม ก่อนจะพูดต่อไปว่า

“มันมีหลายภาพเหตุการณ์ในคืนนั้นที่สังคมไม่ได้รับรู้ ดาอยากให้ทุกคนเห็น โดยเฉพาะตำรวจที่ช่วยเหลือผู้ชุมนุม และภาพผู้ชุมนุมที่ช่วยเหลือตำรวจ แม้ว่าสุดท้ายการเคลื่อนไหวในคืนนั้นจะจบลงด้วยความรุนแรง การบาดเจ็บ และความรู้สึกแตกแยกกันยิ่งขึ้นในสังคมที่เราเหมือนถูกบังคับให้ต้องเลือกข้าง แต่หลายคนที่อยู่ในพื้นที่ตรงนั้นก็น่าจะได้เรียนรู้ถึงความซับซ้อนต่างๆ ในความขัดแย้ง เรียนรู้ที่จะคิดถึงผู้อื่นในสถานการณ์ที่ยากลำบาก และเรียนรู้ว่าความรุนแรงไม่ได้แก้ปัญหา แต่ต้องใช้สันติวิธี” เธอกล่าวด้วยนำเสียงหนักแน่น

ขณะที่ สมบัติ บุญงามองค์ เชื่อว่าเหตุการณ์ในคืนวันนั้นไม่ได้เป็นความล้มเหลวของสันติวิธี และประสบการณ์ในการเดินขบวนที่ผ่านมาทำให้เรียนรู้ยิ่งขึ้นไปว่าความรุนแรง จากประชาชนนั้นใช้ต่อสู้กับรัฐไม่ได้ เพราะว่ารัฐมีอำนาจและมีความสามารถในการใช้ความรุนแรงที่สูงกว่า มีอาวุธ มีกองกำลัง มีความชอบธรรมทางกฎหมาย แต่ประชาชนมีสิ่งเดียวคือ การต่อสู้โดยตัวเขาจริงๆ

“สันติวิธีเป็นส่วนหนึ่งของอหิงสานะ มันยากขึ้นไปอีก เขาบอกว่าอหิงสาเป็นความรุนแรงประเภทหนึ่งเหมือนกัน เพราะว่าคุณต้องยอมให้เกิดความรุนแรงในตัวคุณเอง ใครจะพูด จะทำความรุนแรงในตัวคุณ ก็ยอม ถ้าเขาตี คุณก็จะอยู่กับที่ คุณจะต่อสู้ในหลักการโดยที่คุณไม่กระทำความรุนแรงต่อเขา แต่คุณได้กระทำความรุนแรงต่อตัวเอง ยอมให้เขากระทำต่อเรา แต่คนที่จะทำเช่นนี้ได้ ต้องอาศัยการฝึกฝนทั้งร่างกายและจิตวิญญาณสูงมาก”

“หากจะถามว่าสันติวิธีที่เรามีอยู่ในขบวนการของเราตอนนี้เพียงพอหรือไม่ ผมเห็นว่ามันมีพัฒนาการนะ ปกติแล้วการตอบสนองของธรรมชาติของมนุษย์ก็คือว่า เมื่อคุณรุนแรงมา เรารุนแรงคืนตอบโต้กลับไป นี่คือธรรมชาติของคน ถ้ามีคนมาตอบหน้า มาด่าคุณ คุณจะตบหน้าคืน จะด่าคืน แต่นักต่อสู้ที่ผ่านการฝึกฝน และได้ผ่านการขบคิดต่อเหตุการณ์ที่อาจจะมีการใช้ความรุนแรง คนที่ต่อสู้จะต้องเรียนรู้ว่า การตอบโต้ด้วยความรุนแรงกลับไป สิ่งที่จะได้รับกลับคืนมาคือความรุนแรง ถ้าคุณจะลดความรุนแรง คุณต้องไม่รุนแรงกับเขา แต่ต้องใช้ความเป็นมนุษย์”

สมบัติ บอกว่า จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่หน้าบ้านสี่เสาร์ฯ สิ่งที่เขาค้นพบก็คือว่า ในตัวมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นประชาชนหรือตำรวจ จะมีจุดที่สัญชาติญาณทำงานเหนือความคิดสันติวิธี เมื่อเห็นอีกฝ่ายหนึ่งคุกคามชีวิต การตอบโต้ด้วยความรุนแรงจะเกิดขึ้นจากสัญชาติญาณที่ทำงานเร็วเกินกว่าความ คิดสันติวิธี

“สำหรับผู้ชุมนุมนั้น ภาพที่พวกเขาเห็นคือตำรวจปราบจลาจลจำนวนมากเดินเข้ามา ฉุดกระชากผู้นำการชุมนุม ใช้แก๊สน้ำตาซึ่งทำให้หายใจไม่ออก ทุรนทุราย เหล่านี้เป็นการคุกคามชีวิตชีวิตนะครับ แล้วสิ่งที่ผู้ชุมนุมเห็นต่อไปก็คือการเข้ามาตีคนโดยไม่ส่งสัญญาณ คนแก่ที่ถูกเหยียบ ถ้าเขาไม่ทำอะไรอย่างหนึ่ง ชีวิตพวกเขาจะได้รับอันตราย สัญชาติญาณจึงบังคับให้เขาแสดงออกด้วยการตอบโต้”

ทั้งนี้ สมบัติเชื่อมั่นว่า การผ่านเหตุการณ์ที่ยากลำบากมาด้วยกัน จะยิ่งทำให้อาสาสมัครสันติวิธีของ นปก. มีความเป็นหนึ่งเดียวบนเส้นทางสายสันติวิธีที่พวกเขาเชื่อมั่นต่อไป

“จิตอาสาและการคิดถึงคนอื่นที่มีในตัวอาสาสมัคร นปก. เหล่านี้คือความงดงามที่เราพบในสถานการณ์ความขัดแย้ง”

3 –

ที่ท้องสนามหลวง…ยามเย็น

เหล่าอาสาสมัคร นปก. ออกจากห้องประชุมสีดา ของโรงแรมรัตนโกสินทร์ มาเดินแจกใบปลิว ขายเสื้อ แจกน้ำ แจกยาดมให้ผู้ชุมนุมกลางสนามหลวง บ่อยครั้งที่รอยยิ้มและเสียงหัวเราะปรากฏบนสีหน้าพวกเขา

ศุภณัฐ ไวเลิศ หรือดา เล่าว่าเธอเดินทางจากต่างจังหวัดมากรุงเทพฯ เมื่อ 3 เดือนที่แล้ว ตามคำชวนของพี่ชาย ดาซึ่งเป็นอดีตนักศึกษาสาขาสื่อสารมวลชน บอกว่าก่อนหน้านั้นข้อมูลที่รับรู้จากสื่อต่างๆ ทำให้รู้สึกว่าม็อบสนามหลวงไม่ดี จนวันที่พี่ชายชวนให้ลองไปฟังการปราศรัยที่ท้องสนามหลวง จึงรู้ว่ามีข้อมูลมากมายที่สื่อไม่ได้รายงาน หลังใช้เวลาอยู่ที่ท้องสนามหลวง 5-6 วัน เธอจึงตัดสินใจสมัครเป็นอาสาสมัครสันติวิธีของ นปก.

“เรารู้สึกว่าสื่อไม่ยุติธรรม จึงอยากเข้ามาช่วย นปก. พอได้เข้ามาช่วยงานตรงนี้ก็ได้รู้ว่า สังคมไม่ใช่แค่เราคนเดียว แต่มันมีส่วนรวมและการทำงานเพื่อส่วนรวมอยู่ด้วย การได้ทำอะไรเพื่อส่วนรวมทำให้เรามีความสุข คนส่วนใหญ่ที่อยู่ตรงนี้มาทำงานด้วยใจ”

ทุกๆ วัน ดาจะมาที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ในตอนสาย ใช้เวลาอยู่ในห้องสีดาทำงานร่วมกับอาสาสมัครสันติวิธีทั้งวัน จนเย็นย่ำเมื่อเวทีที่ท้องสนามหลวงเริ่มขึ้น ดาจะออกไปประจำอยู่ตามซุ้มนิทรรศการข้างสนามหลวงกับเพื่อนๆ

ดาบอกว่า แม้จะต้องหยุดงานมาทำกิจกรรมร่วมกับ นปก. โดยไม่รู้ว่าจะจบลงเมื่อไหร่-อย่างไร แต่เธอก็ไม่ย่อท้อ และขออยู่กับ นปก. จนกว่าสถานการณ์บ้านเมืองจะคลี่คลาย หลังจากนั้นจะไปสมัครเป็นอาสาสมัครของมูลนิธิกระจกเงา ทำงานอาสาอย่างจริงจังต่อไป

“หัวใจของประชาธิปไตย คือการแบ่งปันให้กันและกัน ไม่ว่าจะเป็นอำนาจ หรือทรัพยากรต่างๆ เราจะอยู่ที่สนามหลวงต่อไป เพื่อเรียกร้องให้ทหารคืนทุกอย่างของพวกเรามา ประชาชนจะต้องเป็นผู้ตกลงในการแบ่งปันกันเอง” เธอเชื่ออย่างนั้น

เพราะเชื่อเช่นกันว่า ประชาชนตัวเล็กๆ สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ด้วยการแสดงออกตามสิทธิเสรีภาพที่พลเมืองพึงมี สุธี วงศ์พรม ชายวัย 40 ต้นๆ จึงดั้นด้นเดินทางจากบ้านที่นครสวรรค์มาเพื่อร่วมทัพกับ นปก. หลังจากที่คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญพิพากษาให้พรรคไทยรักไทยปิดฉากลง

สุธี ซึ่งเพิ่งผ่านการหย่าร้างกับภรรยา บอกว่า การมาเป็นอาสาสมัคร นปก. ทำให้รู้สึกว่าชีวิตมีคุณค่า ทุกวันนี้เขาใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ที่ห้องประชุมสีดา อาสาทำงานทุกอย่างที่วางอยู่ตรงหน้า และด้วยฝีมือการเขียนป้ายผ้าทีประณีตสวยงาม ทำให้เขาเป็นมือวางอันดับต้นๆ ในการสร้างสีสันลงบนแผ่นผ้ารณรงค์ต้านรัฐประหาร

“คนที่นี่เห็นว่าผมไม่มีรายได้อะไร จึงช่วยกันออกเงินเล็กๆ น้อยๆ ให้เป็นค่าจ้างเขียนป้ายผ้า ตกเย็นผมก็ออกมาสอดส่องดูแลความเรียบร้อยรอบๆ สนามหลวง การได้ใช้เวลาอยู่กับเพื่อนๆ ที่มีความตั้งใจเดียวกัน ช่วยเหลือกันและกัน ทำให้ผมรู้สึกว่า จะแยกจากขบวนไปไม่ได้”

“ผมตั้งใจว่าจะอยู่ที่นี่ให้ถึงที่สุด ได้ประชาธิปไตยคืนมาเมื่อไหร่ ผมจะเดินทางกลับบ้านเกิดไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ เปิดร้านเบเกอรี่ตามความฝัน” สุธี เล่าด้วยแววตาเปี่ยมความหวัง

แม้จะไม่ใช่อาสาสมัคร นปก. ที่ผ่านการอบรมสันติวิธี แต่ วรนารี จันอ้น หรือ “คุณอ๋อยไฮโซ” และ แอ๊ด ณ อยุธยา หรือ “คุณแอ๊ด ราชนิกุล” สองเพื่อนซี้รุ่นคุณป้า ก็นับได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของห้องสีดาและเวทีสนามหลวง

คุณแอ๊ด ในวัย 50 กว่าๆ ซึ่งเล่าว่าสมาชิกในครอบครัวใหญ่ของเธอเป็นตำรวจ-ทหาร บอกว่า ความรู้สึกหวงแหนประชาธิปไตยที่เธอมีส่วนร่วมเพื่อสู้ให้ได้มาเมื่อครั้ง 14 ตุลา ทำให้เธอออกจากบ้านมาร่วมกิจกรรมต้านรัฐประหารทันที่ที่เหตุการณ์ 19 กันยา เกิดขึ้น

“เกิดเรื่องอย่างนี้ขึ้น ถ้าเราไม่ออกมาช่วยกันแล้วใครจะช่วย ป้าคิดอย่างนี้ จึงออกมาช่วยๆ กัน ถามว่ามีท่อน้ำเลี้ยงไหม ไม่มี ป้าพอมีกินมีใช้ จึงเอามาช่วยๆ กัน อาสาสมัครบางคนที่นี่ บางวันไม่มีข้าวจะกินด้วยซ้ำ กิจกรรมที่เราทำด้วยกัน มันเป็นค่าใช้จ่ายที่เราต้องควักเนื้อ เพราะไปตั้งโต๊ะบริจาคก็ได้เงินไม่มาก เพราะฉะนั้น ใครที่เข้ามาตรงนี้ เราก็ช่วยๆ กัน แบ่งกันกิน แบ่งกันใช้”

“ป้ามาที่นี่ทุกวัน จนรู้สึกเหมือนมันเป็นบ้าน คนที่สนามหลวงอยู่ด้วยกันอย่างนับเป็นเพื่อน เป็นพี่เป็นน้องกันหมด ไม่ว่าคุณจะมาจากไหน รากหญ้าหรือราชนิกูลเหมือนป้า มันก็เป็นคนเท่ากัน เรากินข้าวกล่องริมสนามหลวงด้วยกัน หวังร่วมกันว่าประชาธิปไตยจะกลับคืนมาในเร็ววัน” คุณแอ๊ด บอก

ส่วนคุณอ๋อย ซึ่งยังคงมีรอยฟกช้ำปรากฏที่ขา จากเหตุการณ์หน้าบ้านสี่เสาเทเวศน์ บอกว่า “รู้ ว่าทหารเรียกพวกเราว่าเป็น หมาสนามหลวง หรือเป็นพวกถ่อย ถามหน่อย พวกป้าเป็นย่าเป็นยายกันแล้ว มีชีวิตที่สุขสบาย จะออกมาเดินตากแดดตากฝนทำไม ป้าคิดอย่างเดียวว่าเราต้องได้ประชาธิปไตยคืนมา”

“เวลาเดินขบวนกัน ป้าขออาสาไปอยู่แถวหน้า เพราะว่าป้าเป็นผู้ใหญ่แล้ว คิดว่าจะเจรจา จะควบคุมอารมณ์กันได้ แต่เขาบอกว่าแถวหน้ารับเงินมา 3 พัน บ้างก็ว่าม็อบ นปก. เอาคนแก่มาปะทะตำรวจเพื่อเรียกร้องความชอบธรรม ป้าไม่โกรธหรอกนะ แต่น้อยใจ โดยเฉพาะตอนที่ตำรวจเอากระบองมาฟาดขาป้าในคืนนั้น ป้าน้อยใจมาก เรามีแค่ร่มคันเดียว ไม่มีอาวุธอะไร ทำไมต้องมีตีกันด้วย ป้าร้องออกไปว่า พอได้แล้ว เขาจึงผ่านป้าไป” คุณอ๋อยรำลึกถึงเหตุการณ์คืนนั้นก่อนจะกล่าวต่อไปว่า

“บอกตรงๆ ว่าเราชอบคุณทักษิณ แต่การมาเรียกร้องที่ท้องสนามหลวงของพวกเรา ไม่ใช่เพื่อคุณทักษิณ แต่เพื่อประชาธิปไตย สื่อชอบเขียนว่าเราทำเพื่อคุณทักษิณ ที่จริงไม่ใช่ เราแค่บอกว่า ระหว่าง คมช. กับคุณทักษิณ เราเลือกคุณทักษิณ เพราะคุณทักษิณมาจากกระบวนการประชาธิปไตย หมอเหวงก็พูดแทบทุกครั้งที่ขึ้นเวทีเหมือนกัน แต่สื่อเอาไปตัดต่อคำพูดจนกลายเป็นว่า หมอเหวงมาเรียกร้องให้คุณทักษิณ”

ขณะที่ ภานุวัฒน์ แก้วมาลัย หรือ เหน่ง อายุ 32 ปี อาสาสมัครสันติวิธี ชาวเชียงใหม่ เล่าว่า เขาตัดสินใจหยุดงานประจำ ซึ่งเป็นงานขนส่งสินค้าที่เชียงใหม่ เอาเงินเก็บที่มี สะพายเป้ใบเดียวเข้ามาที่กรุงเทพฯ อาศัยเช่าห้องกับเพื่อนๆ อยู่แถวคลองหลอด เพื่อปักหลักทำงานอาสาให้ นปก.

“ผมเชื่ออยู่เสมอว่าประชาธิปไตยต้องมาจากประชาชนไม่ใช่เผด็จการ กระทั่งเกิดเหตุการณ์รัฐประหาร เมื่อวันที่ 19 กันยายน ที่ผ่านมา ยิ่งตอกย้ำความรู้สึก และไม่อยากเชื่อว่าจะเกิดเหตุเช่นนี้ในยุคปัจจุบันได้ รัฐประหารแล้วเศรษฐกิจแย่อย่างนี้ คนหาเช้ากินค่ำอย่างผมอยู่ไม่ได้ งานมีเข้ามาน้อยมาก ผมอยู่ทางเหนือ จะขับรถไปส่งของที่ไหนก็ลำบาก ถูกทหารบล็อกไว้ ตรวจค้นตลอด ทำแบบนี้ไม่ถูกต้อง ทำไมประชาชนต้องไร้เสรีภาพแม้แต่ในบ้านเกิดของตัวเอง”

เขาออกตัวว่า ไม่ใช่คนเรียนสูง แต่หากจะมีใครถามว่า หัวใจของประชาธิปไตยอยู่ตรงไหน เขามั่นใจที่จะตอบว่า…

“ในระบอบประชาธิปไตย อำนาจสูงสุดต้องเป็นของประชาชน”

โดย เบญจมาศ บุญฤทธิ์, ชัยรัตน์ จิโรจน์มนตรี : สำนักข่าวชาวบ้าน (30/07/2550)

so this is justice?

Reading this news, my tears are dropping as my heart is crying. So this is justice???

Court clears military in Tak Bai case

Security forces were ‘just doing their duty’

The Songkhla Provincial Court has cleared security officials of misconduct in connection with the Tak Bai incident in which 85 demonstrators were killed in October of 2004.

The court ruled that members of the military were just carrying out their duty and could not be blamed for what had happened.

Seven people were killed in a mosque during the crackdown and another 78 demonstrators suffocated to death while they were being transported on trucks taking them to an army camp for detention in neighbouring Pattani province.

More than 1,000 people rallied outside the Tak Bai police station in Narathiwat to demand the release of six village defence volunteers they believed were unfairly detained. The suspects were suspected of having lied to police to protect those involved in a firearms robbery in which state weapons were stolen.

The court said there was no evidence to support the theory that some men in uniform who allegedly assaulted the demonstrators were acting on the orders of their superiors in charge of the crackdown.

Judge Yingyut Tanor-Rachin, who sat with Judge Jutarath Santisevee, said the officials were carrying out their duties and had compelling reasons to transport over 1,000 detained demonstrators from Tak Bai at the Thai-Malaysia border to Ingkayuthaborihaan Army Camp in Pattani on Oct 25, 2004.

Basing its ruling on a post-mortem inquest into the deaths, the court noted that members of the security forces were acting under an emergency law at the time which protected them from civil, criminal or disciplinary liabilities arising from their actions while performing their duty.

On Oct 25, 2004, soldiers cracked down on thousands of demonstrators rallying outside the Tak Bai police station with tear gas, water cannon and batons.

Some 1,292 persons were arrested and detained by the authorities. According to the National Human Rights Commission (NHRC), those detained were beaten with batons, kicked and punched, some whilst lying on the ground with their hands tied behind their backs.

The detained persons were then loaded into a trucks where they were piled up in many layers and transferred to Ingkayuthaborihaan army camp in Pattani, a journey which took several hours. A total of 78 people were found dead in the trucks in the incident that occurred during the Muslim fasting month of Ramadan.

“The relatives of the victims are not satisfied with the court ruling,” said Angkhana Neelaphaijit, chairwoman of the Working Group for Justice and Peace.

“But they can’t do anything. All they can do is walk away,” she said, adding that some were expected to appeal the verdict.

Human rights advocates following up on the Tak Bai case were also present in the court yesterday.

Many of the relatives who travelled hundreds of kilometres from their hometowns to hear the court decision said they were shocked by the outcome of the trial.

The case was moved to Songkhla province after the families of the victims and the authorities agreed that the trial should be held outside of Narathiwat and Pattani for security reasons.

Meanwhile, a local leader was shot dead in broad daylight in Pattani’s Muang district yesterday.

Waedolor Hayee Sorhor, deputy chairman of the Tanyonglulor tambon administration organisation (TAO) in Pattani, was gunned down in front of his house shortly after returning from a mosque. He was attacked by four motorcycle riders. Two schoolboys passing by the area sustained minor injuries in the attack.

By: DPA, BANGKOK POST and BangokPost.com
Published: 30/05/2009 at 12:00 AM

‘ประจักษ์ ก้องกีรติ’-“สังคมไทยแบบไหนที่เราต้องการ” คำถามก่อนปฏิรูปการเมือง

‘ประจักษ์ ก้องกีรติ’- “สังคมไทยแบบไหนที่เราต้องการ” คำถามก่อนปฏิรูปการเมือง

เบญจมาศ บุญฤทธิ์
สถาบันข่าวอิศรา สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

รัฐประหาร 19 กันยา ในยุคที่เสรีนิยมใหม่ย่างกรายไปทั่วทุกแห่งหน ทำให้บางคนมีคำถามต่อวิกฤตการเมืองที่เกิดขึ้น (ซ้ำแล้วซ้ำเล่า) ในบ้านเราว่า ฤาประเทศไทยไร้แล้วซึ่งหนทางในก้าวเดินต่อไป? กระทั่งวันนี้ แม้กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญเพื่อปฏิรูปการเมืองจะกำลังดำเนินไป แต่เราล้วนรับรู้ได้ถึงม่านหมอกที่ยังคงบดบังเส้นทางสายอนาคต…เรากำลังเดินไปสู่สังคมการเมืองแบบไหน? นี่คือคำถามที่อยู่ในใจใครหลายคน

หากคำถามจาก “ประจักษ์ ก้องกีรติ” นั้นต่างออกไป นักศึกษาปริญญาเอกสาขาวิชาการเมืองเปรียบเทียบ จากมหาวิทยาลัยวิซคอนซิล สหรัฐอเมริกา ผู้นี้ ได้พินิจประวัติศาสตร์และพิเคราะห์ถึงสิ่งที่เห็นและเป็นไปในสังคมไทย ปัจจุบัน เขาตั้งถามว่า “สังคมการเมืองแบบไหนที่เราต้องการจะอยู่ร่วมกัน?”

พร้อมกับการตั้งคำถามสู่อนาคตไกล ประจักษ์ วิพากษ์การเมืองไทยในอดีตอันใกล้ว่า ความอ่อนแอของสังคมและประชาชนเป็นเหตุนำพาประเทศมาสู่วิกฤต หาใช่คนชื่อ “ทักษิณ” เพียงคนเดียวไม่ ซ้ำร้าย นักวิชาการไทยก็ไม่สามารถเป็นที่พึ่งให้สังคม เขาไม่เชื่อในหนทางปฏิรูปที่กำลังดำเนินอยู่ในวันนี้ ไม่เชื่อในสิ่งที่เรียกว่า “การสมานฉันท์” ที่กลายเป็นเพียงวาทกรรมทางการเมืองไทย อย่างไรก็ดี เขายังมีความเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตยที่ประชาชนต้องผ่านกระบวนการเรียน รู้เพื่อเติบโตไปด้วยกัน

ทัศนะวิพากษ์ต่อสังคมการเมืองไทยและภาค ประชาสังคมในหลายๆ ประเด็นของนักวิชาการรุ่นใหม่ผู้นี้ น่าจะเป็นส่วนหนึ่งที่นำเรากลับไปสู่อดีตเพื่อค้นหาบทเรียนจากสังคมการเมือง ไทยร่วมกัน ก่อนที่ห้วงเวลาแห่งการปฏิรูปอันแท้จริงจะมาถึง…

วิกฤตทางการเมืองที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยในตอนนี้ มันบอกว่าองค์ความรู้ที่มีอยู่ไม่เพียงพอต่อการนำประเทศชาติข้ามพ้นไปจาก สภาพที่ไม่ควรจะเกิดขึ้นในยุคนี้แล้วหรือเปล่า?

ผมคิดว่าเราพอมีองค์ความรู้อยู่ จะพูดว่าไม่มีเลยคงไม่ได้ แต่จากปรากฏการณ์ทางการเมืองช่วงขับไล่รัฐบาลทักษิณจนมาถึงการเมืองหลังรัฐ ประหาร มันมากกว่าแค่ปัญหาขององค์ความรู้ แต่เป็นปัญหาของวิธีคิดหรือมากกว่านั้นคือ ปัญหาเรื่องอุดมการณ์ทางการเมือง

ถ้าจะตอบคำถามที่ถามมา ผมขอตอบเฉพาะในส่วนขององค์ความรู้ทางรัฐศาสตร์ ซึ่งพอจะรู้อยู่บ้าง เท่าที่ติดตามดูจากการถกเถียงทางความคิดในช่วงตั้งแต่มีการขับไล่รัฐบาล ทักษิณเป็นต้นมา หรืออาจจะย้อนไปก่อนหน้านั้น คือตั้งแต่รัฐบาลทักษิณขึ้นมามีอำนาจ ผมพอพูดได้ว่าวงวิชาการทางด้านรัฐศาสตร์ได้เผชิญกับการท้าทายครั้งใหญ่ และปัจจุบันอยู่ในจุดที่วิกฤตพอสมควร ทั้งในแง่องค์ความรู้ที่เกี่ยวกับปรัชญาการเมือง สถาบันทางการเมือง พฤติกรรมทางการเมือง และวัฒนธรรมทางการเมือง

นับตั้งแต่เกิดวิกฤต ผมคิดว่ามีการถกเถียงทางปรัชญาทางการเมืองค่อนข้างมาก นับได้ว่าคึกคักที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ภูมิปัญญาไทย ชื่อของอริสโตเติ้ล จอห์น ลอค รุสโซ แมคเคียวาลี ฯลฯ ปรากฏตัวในที่สาธารณะอยู่บ่อยครั้ง แต่ผมคิดว่าที่น่าเสียใจคือ มีการนำเอางานของนักปรัชญาการเมืองเหล่านี้มาใช้ในลักษณะที่ไม่เคร่งครัด รัดกุมและเที่ยงตรงเท่าไรนัก โดยเฉพาะการนำมันไปใช้ให้ความชอบธรรมกับการรัฐประหารอย่างไม่ระมัดระวัง ซึ่งผมคิดว่าเป็นอันตรายอย่างยิ่ง

เช่นการอธิบายว่ามีสิ่งที่เรียกว่า สิทธิในการทำรัฐประหาร โดยอ้างอิงแนวคิดเรื่องการละเมิดสัญญาประชาคม ผมคิดว่าตรงนี้นักวิชาการต้องระวังพอสมควรนะครับ การยึดอำนาจด้วยกำลังอาวุธของกองทัพซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกลไกรัฐนั้น มีความแตกต่างอย่างสำคัญในทางคุณภาพจากการลุกฮือโค่นล้มรัฐบาลทรราชด้วยพลัง ประชาชน (ดังที่เคยเกิดขึ้นตอน 14 ตุลาฯ ในไทย หรือการเดินขบวนขับไล่ประธานาธิบดีมาร์กอสในฟิลิปปินส์) การรัฐประหารของผู้นำบางส่วนในกองทัพ (ภายใต้การสนับสนุนของพลังจารีตนิยมทางการเมือง) ไม่ควรถูกยกระดับให้มีค่าเท่ากับการแสดงเจตจำนงรวมหมู่ของประชาชนในทางการ เมือง

ในครั้งนี้มีประชาชนตั้งมากมายที่ไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร เพียงแต่ว่าเขาไม่ได้เปล่งเสียงออกมา (ส่วนหนึ่งเพราะมันเปล่งไม่ได้) จะเอาเขาไปไว้ตรงไหนครับ หรือว่าพวกเขาไม่ใช่ประชาชนเสียแล้ว คนเหล่านี้ รวมทั้งตัวผมเอง ไม่เคยมอบอาณัติให้กองทัพไปยึดอำนาจเลยนะครับ แล้วจะมาอ้างว่าการรัฐประหารครั้งนี้เป็นการแสดงออกซึ่งเจตจำนงทางการเมือง ของประชาชนได้อย่างไร การไปเทียบให้สองสิ่งนี้กลายเป็นสิ่งเดียวกันโดยไม่จำแนกแยกแยะและตั้งคำถาม เท่ากับสร้างบรรทัดฐานที่อันตรายเอาไว้สำหรับอนาคตว่า การรัฐประหารของกองทัพโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งนั้นทำได้และชอบ ธรรมในฐานะที่เป็นตัวแทนเจตจำนงของประชาชน

การที่นักวิชาการบางคนอ้าง ตัวเลขโพลว่ามีประชาชน 80 เปอร์เซ็นต์ เห็นด้วยกับการรัฐประหารมาสนับสนุนความคิดเห็นของตนโดยไม่ตั้งคำถามกับความ เที่ยงตรงและบริบทของการทำโพลนี่ก็เป็นปัญหาใหญ่ทางวิชาการ ทำให้ผมคิดว่าปัญหาครั้งนี้มันมากกว่าเรื่ององค์ความรู้ แต่เป็นเรื่องของการตะแคง การบิดและตีความความรู้ตามใจชอบเพื่อมารองรับวาระทางการหรืออุมดมการณ์ทาง การเมืองของตน

ถามว่านักวิชาการปัญญาชนเหล่านั้นไม่มีองค์ความรู้ เกี่ยวกับงานปรัชญาการเมืองหรือครับ ไม่ใช่แน่นอน แต่ละท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญทั้งนั้น ทำไมท่านจะไม่รู้ว่าจอห์น ลอคเองได้กล่าวเตือนเรื่องการนำเอาข้ออ้างว่ารัฐบาลละเมิดสัญญาประชาคมมา เป็นข้ออ้างทางการเมืองเพื่อโค่นล้มรัฐบาลอย่างพร่ำเพรื่อ เพราะมันทำให้ความคิดเรื่องเจตจำนงของประชาชนเสื่อมความศักดิ์สิทธิ์ มิหนำซ้ำยังอาจถูกพวกนักฉวยโอกาสหรือชนชั้นนำกลุ่มตรงกันข้ามสวมรอยเพื่อเอา ไปใช้โค่นล้มศัตรูทางการเมืองของตนได้เสมอ ปัญหามันเลยไม่ใช่แค่เรื่ององค์ความรู้ แต่เป็นเรื่องการเมืองของความรู้ ที่ความรู้บางชุดถูกผู้ “เชี่ยวชาญ” ผลิตขึ้นในยามวิกฤตเพื่อรับใช้อำนาจ

อย่างไรก็ดี ผมคิดว่าในส่วนขององค์ความรู้เกี่ยวกับสถาบันการเมือง พฤติกรรมและวัฒนธรรมทางการเมืองเป็นส่วนที่อาจกล่าวได้ว่ายังมีไม่พอ ซึ่งทำให้การออกแบบรัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านมายังมีปัญหาบกพร่องอยู่มาก เราไม่อาจคาดหวังให้องค์ความรู้เหล่านี้มีอยู่ในนักวิชาการคนใดเพียงลำพัง เพราะมันเป็นเรื่องใหญ่ที่ไม่มีใครคนเดียวจะรู้ไปทั้งหมด โจทก์คือเราต้องหาทางสร้างองค์ความรู้เหล่านี้ในระดับสถาบันเพื่อผลิตให้มัน เป็นสมบัติสาธารณะที่จะไปขับเคลื่อนการปฏิรูปการเมืองต่อไป

เอาง่ายๆ ผมคิดว่า ในเมืองไทย ยังมีคนศึกษวิจัยเรื่องสถาบันทางการเมืองกันน้อย งานของอาจารย์รังสรรค์เรื่องเศรษฐศาสตร์รัฐธรรมนูญเป็นหนึ่งในไม่กี่ชิ้น ทั้งๆ ที่ในปัจจุบันความก้าวหน้าทางวิชาการในเรื่องนี้ในโลกตะวันตกได้พัฒนาไป อย่างมาก เวลาพูดถึงสถาบันการเมืองนั้นกินความกว้างมากนะครับ ไล่ตั้งแต่รัฐธรรมนูญ สถาบันกษัตริย์ องคมนตรี กองทัพ รัฐสภา พรรคการเมือง ระบบราชการ การเลือกตั้ง ระบบหัวคะแนนและการซื้อเสียงเองก็เป็นสถาบันการเมืองแบบหนึ่งด้วย คำถามใหญ่คือสถาบันการเมืองทำงานอย่างไร ทำไมในบางที่จึงประสบความสำเร็จ บางที่ล้มเหลว จะออกแบบและปรับปรุงสถาบันการเมืองอย่างไรให้มีประสิทธิภาพและเสถียรภาพ ต้องมีการวิจัยและตั้งคำถามกันอย่างจริงจังมากกว่านี้

ผมคิดว่ารัฐ ธรรมนูญ 2540 มีความผิดพลาดที่สำคัญคือ สับสนระหว่างสิ่งที่เรียกว่าเสถียรภาพของระบอบการเมืองกับเสถียรภาพของตัว ผู้นำการเมือง สองสิ่งนี้เป็นคนละเรื่องกันนะครับ การสร้างเสถียรภาพที่เกินพอดีให้กับสิ่งหลังอาจนำไปการไม่มีสิ่งแรก กล่าวคือ เสถียรภาพของผู้นำถูกสร้างให้มีมากจนยากแก่การตรวจสอบ (ที่ชัดเจนคือการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯ ถูกกำหนดให้ทำได้ยากกว่าการอภิปรายรัฐมนตรีคนอื่นๆ ซึ่งไม่ถูกต้องในแง่ระบอบรัฐสภา กลายเป็นการไปสร้างให้นายกฯ อยู่ในสภาวะที่เป็นผู้นำเดี่ยวแบบระบอบประธานาธิบดี ทั้งนี้ยังมีมาตราอื่นๆ อีกหลายมาตราที่ไปสร้างให้นายกฯ มีอำนาจมากจนเกินพอดี) จนนำไปสู่ทางตันในระบบการเมือง และความไร้เสถียรภาพของระบอบการเมืองในที่สุด เพราะผู้คนวิ่งหาทางออกอย่างอื่นที่นอกกติกา สิ่งที่เราต้องสร้าง ไม่ใช่ความมั่นคงของผู้นำรัฐบาล แต่คือเสถียรภาพของระบอบประชาธิปไตยที่จะมีการตรวจสอบถ่วงดุลอย่างมี ประสิทธิภาพที่สามารถถอดถอนผู้นำที่ฉ้อฉลออกจากตำแหน่งได้ด้วยกลไกในระบบ

เรื่องพฤติกรรมและวัฒนธรรมทางการเมืองก็เป็นเรื่องที่ผมคิดว่าเรายังมีองค์ความรู้ ไม่เพียงพอ ผมคิดว่าคนไทยทั้งในเมืองและชนบทเปลี่ยนไปมากแล้วนะครับในรอบ 10-20 ปีมานี้ แต่องค์ความรู้ที่จะทำให้เราเข้าใจความเปลี่ยนแปลงนี้ยังมีไม่เพียงพอ ถามว่าปัจจุบันเราเข้าใจพฤติกรรมการเลือกตั้งของคนไทยมากน้อยแค่ไหน ผมว่าเราเข้าใจน้อยมากนะครับ ที่พูดๆ วิจารณ์กันอยู่ตลอดเวลานี่พูดจากสามัญสำนึกและองค์ความรู้เก่าๆ ทั้งนั้น ตรงนี้แหละที่ผมคิดว่าเป็นอันตราย เป็นวิกฤตของวงวิชาการโดยเฉพาะทางด้านรัฐศาสตร์ในปัจจุบัน คือลงมือศึกษาวิจัยจริงจังกันน้อย แต่ให้ความเห็นกันมาก ปัญหาจึงไม่ใช่ว่านักวิชาการไทยเป็นปัญญาชนหอคอยงาช้างไม่ลงมือปฏิบัติ สำหรับผม เรายังปีนหอคอยขึ้นไปไม่สูงพอที่จะผลิตองค์ความรู้ที่มีความหนักแน่นทาง วิชาการให้กับสาธารณะ

ถามว่าที่เราวิพากษ์พฤติกรรมการเลือกตั้งของ คนชนบทในเรื่องการซื้อขายเสียงและขาดความรู้ความเข้าใจทางการเมืองนั้น มีใครลงไปศึกษาวิจัยความคิดและพฤติกรรมทางการเมืองของชาวบ้านจริงมากน้อยแค่ ไหน ว่าพวกเขามีความคิดทางการเมืองเป็นเช่นไร คิดและเข้าใจการเมืองอย่างไร ต่อรองกับนักการเมืองที่ไปหาเสียงกับพวกเขาอย่างไร ความสัมพันธ์กับหัวคะแนนและพรรคการเมืองเป็นอย่างไร  ปัจจัยอะไรที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจทางการเมืองของพวกเขา ทำไมคนชนบทบางส่วนสนับสนุนคุณทักษิณและนโยบายของพรรคไทยรักไทย ในขณะที่บางส่วนไม่เอา ตัวเลข 16 ล้านเสียงที่ยังเลือกพรรคไทยรักไทยในระบบบัญชีรายชื่อในห้วงจังหวะที่คุณ ทักษิณถูกประท้วงขับไล่อย่างหนักนั้นน่าสนใจมากนะครับ จะอธิบายอย่างไร อย่ามัวแต่พูดว่าคนชนบทเสพย์ติดประชานิยมของคุณทักษิณ ผมว่ามันไม่พอ ในส่วนภาคใต้ยิ่งน่าสนใจใหญ่ นี่รวมถึงพฤติกรรมของชนชั้นกลางทั้งในกรุงเทพฯ และตามจังหวัดต่างๆ ด้วยนะครับที่น่าจะศึกษากัน ผมอยากรู้เหมือนกันว่าใครคือกลุ่มคนที่ไปร่วมม็อบคุณสนธิ และกลุ่มคนที่ไม่ไปร่วม ไม่ไปเพราะอะไร และคิดอย่างไรกับการชุมนุมที่เกิดขึ้น

ปราศจากการวิจัยเชิงประจักษ์ เหล่านี้ เราก็ได้แต่ผลิตซ้ำคำอธิบายเดิมๆ ที่ผลิตขึ้นตั้งแต่เมื่อ 20-30 ที่แล้วว่าคนชนบทโง่และไม่เข้าใจประชาธิปไตย ในขณะที่คนชั้นกลางมีค่านิยมเรื่องประชาธิปไตยมากกว่าและไปเลือกตั้งโดยไม่ มีอิทธิพลใดๆ มาครอบงำ คำอธิบายแบบนี้ผมได้ยินตั้งแต่ยังไม่เข้ามหาวิทยาลัยเลยนะครับ จริงหรือเปล่า ผมยังไม่ต้องการเถียงในตอนนี้ เพราะคิดว่าต้องมีการศึกษาวิจัยกันอย่างเป็นรูปธรรม โดยเริ่มจากการตั้งคำถามกับคำอธิบายแบบเดิมๆ ที่ดำรงอยู่ว่าจริงหรือไม่

เรื่องวัฒนธรรมการเมืองยิ่งเป็นเรื่องใหญ่ ตอนนี้เริ่มมีการพูดถึงกันมากว่าจะปฏิรูปการเมืองอย่างไรโดยไม่ให้ล้มเหลว มีการพูดกันว่าต้องคำนึงถึงปัจจัยด้านวัฒนธรรมการเมืองหรือรัฐธรรมนูญฉบับ วัฒนธรรม ผมเห็นด้วยอย่างไม่มีปัญหาเลยนะครับว่าความเข้าใจเรื่องวัฒนธรรมนั้นสำคัญ อย่างยิ่ง แต่เราก็แทบไม่มีงานศึกษาในประเด็นนี้อยู่เลย  เวลาคนพูดก็ยังต้องอ้างงานของอาจารย์นิธิซึ่งเขียนเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว ถามว่าตอนนี้วัฒนธรรมทางการเมืองของคนไทยนั้นเปลี่ยนรูปแปลงร่างไปแล้วมาก น้อยแค่ไหน ยังเป็นแบบที่อาจารย์นิธิว่าไม่หรือไม่ ควรจะมีคนทำอย่างยิ่ง

อย่างไรก็ตาม สุดท้ายก็ต้องกลับมาที่คำถามใหญ่ที่ต้องตอบก่อน ก็คือว่า เราอยากจะอยู่กันในสังคมการเมืองแบบไหน ถ้าคิดไปในอนาคตข้างหน้ายาวๆ ก็คือว่า หน้าตาของสังคมการเมืองแบบไหนที่เราอยากสร้างให้ลูกหลานเรามีชีวิตอยู่ต่อไป ผมคิดว่าเราต้องพยายามคิดจากโจทย์ใหญ่ตรงนี้ก่อนและมองการณ์ไกลไปถึงอนาคต ด้วย แล้วเราค่อยมาคุยกันว่าเราเราขาดองค์ความรู้แบบไหน เช่นสมมติว่าคนจำนวนมากบอกว่าเราไม่แคร์ประชาธิปไตย เราไม่ได้ต้องการมีประชาธิปไตยที่ทุกคนมีสิทธิมีเสียงเสมอภาคกัน แต่เราต้องการประชาธิปไตยแบบไทยๆ แบบที่ให้คนดีมีจริยธรรมมีการศึกษาสูงๆ ได้ปกครองบ้านเมือง โดยที่คนเหล่านี้ไม่ต้องมาจากการเลือกตั้งก็ได้ และอนุญาตให้กองทัพเข้ามาแทรกแซงการเมืองได้เป็นระยะๆ ในยามที่รัฐบาลมีปัญหา ถ้าสังคมไทยจริงใจกับตัวเองว่าต้องการสร้างสังคมการเมืองแบบนี้ ผมว่าก็ไม่ต้องพูดเรื่ององค์ความรู้เพื่อการปฏิรูปการเมืองอะไรให้เสียเวลา เพราะองค์ความรู้เรื่องประชาธิปไตยแบบไทยนั้นถูกผลิตขึ้นมาโดยปัญญาชนและนัก คิดในกองทัพตั้งแต่สมัยรัฐบาลสฤษดิ์แล้ว ที่ฝ่ายสนับสนุนรัฐประหารพูดๆ กันอยู่ทุกวันนี้ ไม่ได้มีอะไรก้าวหน้าหรือลึกซึ้งไปกว่าบทกระจายเสียงวิทยุเรื่องประชาธิปไตย แบบไทยของรัฐบาลสฤษดิ์-ถนอมเมื่อ 50 ปีที่แล้วเลย

กลับมาสู่จุดตั้งต้น ถ้าถามถึงเรื่ององค์ความรู้ เราต้องตอบโจทย์ใหญ่ก่อนว่า สังคมการเมืองแบบไหนที่เราอยากจะอยู่ร่วมกัน

หมายความว่าตลอด 70 กว่าปีที่ผ่านมา มันไม่ชัดเจนว่าสังคมการเมืองแบบไหนที่เราต้องการ?

นั่นคือปัญหาใหญ่ ทำไมเราตั้งหลักกันไม่ได้เสียที ถ้าเราไม่ตั้งหลักอย่างใดอย่างหนึ่ง เราก็ล้มลุกคลุกคลานกันอยู่ตลอดเวลา เราต้องมีหลักการบางอย่าง มีกฎเกณฑ์กติกาที่ยอมรับร่วมกัน แล้วเราต่อสู้กันในกติกานั้น ผมคิดว่านี่เป็นเรื่องที่ควรจะมาแลกเปลี่ยนและคุยกันอย่างจริงจัง เพราะถ้าเราไม่มีภาพใหญ่ เราก็ไปเถียงกันจุดเล็กจุดน้อย ในเชิงเทคนิคหรือกลไกเฉพาะส่วน

สำหรับผม สังคมการเมืองที่ผมต้องการจะอยู่ การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองด้วยอำนาจอาวุธไม่ควรเป็นวิธีการที่ยอมรับได้ ไม่ควรเป็นวิธีการที่มีความชอบธรรม การเลือกตั้งควรเป็นวิถีทางในการขึ้นสู่อำนาจ สิทธิเสรีภาพของประชาชนในการแสดงความคิดเห็น รวมกลุ่ม และตรวจสอบผู้มีอำนาจต้องได้รับความเคารพ และประชาชนทุกคนมีสิทธิเสมอภาคกันในฐานะพลเมือง ผมเริ่มจากจุดตรงนี้

ที่ผมพูดว่าควรจะมานั่งแลกเปลี่ยนถกเถียงกันนี่ผมพูดถึงในแวดวงปัญญาชน นักกิจกรรม สื่อมวลชนและคนที่ห่วงใยปัญหาบ้านเมืองนะครับ เพราะแน่นอนว่าในบ้านนี้เมืองนี้มีกลุ่มอำนาจทางการเมืองที่เขาชัดเจนของเขา ว่าเขาต้องการสร้างสังคมการเมืองแบบอภิชน และไม่คิดว่าคนทุกคนมีสิทธิเสมอภาคกัน ซึ่งผมไม่เอาด้วยกับสังคมการเมืองแบบนี้

วิกฤตการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการเมืองภาคประชาชนอ่อนแอหรือเปล่า?

ผมขอใช้คำว่า “ประชาสังคม” มากกว่า มันครอบคลุมกว่า อีกทั้งเราใช้คำว่าภาคประชาชนพร่ำเพรื่อมากจนมันสูญเสียความหมายของมันไปเสียแล้ว

วิกฤตการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการเมืองภาคประชาชนอ่อนแอหรือเปล่า? อธิบายอย่างนั้นก็ได้ ถ้าเรามองจากปรากฏการณ์การขับไล่ทักษิณ บางคนอาจจะมองว่าภาคประชาสังคมเข้มแข็ง เพราะมีคนมาชุมนุมมากเป็นเรื่อนหมื่นเรือนแสน ถึงกับคาดหวังว่ามวลชนกลุ่มนี้จะกลายเป็นฐานของการปฏิรูปการเมืองและพัฒนา ประชาธิปไตยให้เข้มแข็งต่อไป แต่เมื่อดูจากข้อเท็จจริงหลายๆ อย่างที่เกิดขึ้นทำให้ผมไม่ได้มองโลกในแง่ดีนัก ความสัมพันธ์ระหว่างภาคประชาสังคมกับประชาธิปไตยไม่ได้เป็นความสัมพันธ์เชิง บวกเสมอไปหรอก ประชาสังคมที่เข้มแข็งไม่ได้ทำให้ประชาธิปไตยเข้มแข็งเสมอไป ภาคประชาสังคมที่เข้มแข็งในหลายกรณีก็กัดเซาะหรือกระทั่งทำลายประชาธิปไตย ได้ ถ้าสนับสนุนวาระทางการเมืองแบบอำนาจนิยมหรือชนชั้นนำนิยม มุ่งสร้างการมืองแบบมิตร-ศัตรู และมุ่งใช้วิธีการที่เน้นการปะทะเผชิญหน้าและมีแนวโน้มที่จะใช้ความรุนแรง หรือไม่ปฏิเสธการใช้ความรุนแรงเป็นทางออก

มีงานวิชาการจำนวนในระยะ หลังที่ชี้ให้เห็นประเด็นนี้อย่างชัดเจน ประเทศเยอรมันสมัยนาซีมีภาคประชาสังคมที่เข้มแข็งมากนะครับ และภาคประชาสังคมนี่แหละที่เป็นฐานอำนาจทางการเมืองให้กับฮิตเลอร์และนาซีใน การทำลายศัตรูทางการเมือง ทำลายระบบรัฐสภาและประชาธิปไตยลงไป และทำให้ฮิตเลอร์สามารถเถลิงอำนาจได้ ผู้ปฏิบัติงานของพรรคนาซีถูกดึงมาจากสมาคม องค์กรอาสาสมัคร มูลนิธิต่างๆ ในภาคประชาสังคมนั่นแหละ เพราะคนกลุ่มนี้มีทุนทางการเมือง เครือข่ายและทักษะทางการเมืองสูง นาซีประสบความสำเร็จในการผนวกกลืนภาคประชาสังคมให้กลายมาเป็นฐานทางการเมือง ของตน ซึ่งนี่เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดระบอบเผด็จการที่เหี้ยมโหดของฮิตเลอร์ ขึ้นมาได้ ปราศจากแนวร่วมจากภาคประชาสังคม ฮิตเลอร์และพวกไม่มีทางเผด็จอำนาจและก่ออาชญากรรมในระดับที่เกิดขึ้นได้

ฉะนั้น เวลาพิจารณาภาคประชาสังคม เราไม่สามารถดูที่ปริมาณอย่างเดียว เราต้องดูที่คุณภาพของภาคประชาสังคมด้วย ประเด็นที่สำคัญคือว่า เราเคลื่อนไหวทางการเมืองด้วยหลักคิดชี้นำทางการเมืองแบบไหน อะไรคือเหตุผลที่ใช้ในการรณรงค์ต่อสู้ทางการเมือง เมื่อเอากรอบนี้มามองการเคลื่อนไหวขับไล่รัฐบาลทักษิณออกไป มันมีสัญญาณหลายอย่างของความอ่อนแอกระทั่งน่าวิตกให้เห็น

กล่าวคือ ลักษณะการรณรงค์เป็นเชิงปลุกปั่นมาก เป็นการปลุกระดม โฆษณาชวนเชื่อ ให้ข้อมูลที่มุ่งไปในการปลุกเร้าอารมณ์เกลียดชังทางการเมือง โจมตีในเรื่องบุคลิกภาพส่วนตัว หรือวาดภาพจนฝ่ายตรงกันข้ามเป็นยักษ์เป็นมาร มุ่งที่จะเอาชนะทางการเมืองมากกว่าชูเหตุผลที่ถูกต้องเพื่อโน้มน้าวมวลชนให้ เห็นด้วย ยกตัวอย่างง่ายๆ ในการเคลื่อนไหวครั้งนั้น จริงๆ แล้วมีหลายประเด็นสำคัญที่รัฐบาลทักษิณทำผิดพลาดอย่างฉกรรจ์ โดยเฉพาะเรื่องสิทธิมนุษยชน ซึ่งแทบไม่ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นในการโจมตีสักเท่าไหร่ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาภาคใต้ หรือการฆ่าตัดตอน ฯลฯ การสร้างวาทกรรมปีศาจการเมืองให้กับฝ่ายตรงกันข้ามมันทำให้เราเองหยุดใช้ เหตุผลไปด้วย เพราะเมื่อฝ่ายตรงข้ามเป็นยักษ์เป็นมาร หรือ “หนักแผ่นดิน” เสียแล้ว ก็ต้องห้ำหั่นกันให้แพ้ชนะกันไปข้างหนึ่ง

วิธีการรณรงค์ทางการเมืองแบบนี้ไม่ต่างอะไรจากวิธีที่ฝ่ายขวาเคยใช้ หรือรัฐเผด็จการในสังคมต่างๆ ใช้ปลุกระดมประชาชน การใส่ร้ายป้ายสีก็คือสิ่งที่นาซีใช้อย่างเชี่ยวชาญ เพราะฉะนั้นการที่ไปบอกว่าคุณทักษิณเป็นฮิตเลอร์ อย่าลืมว่าวิธีการที่ขบวนการประชาชนใช้ในม็อบขับไล่ทักษิณก็เป็นวิธีการแบบ เดียวกับที่ฮิตเลอร์ใช้ในการปลุกระดมคนเยอรมันนั่นแหละ คือสร้างภาพให้คนยิวเป็นปีศาจที่ต้องถูกกำจัดไม่ว่าด้วยวิธีการใดก็ตาม เพราะสังคมเยอรมันไม่มีทางเจริญก้าวหน้าไปได้ ตราบใดที่คนยิวยังอยู่ ท้ายสุดแล้วมันไม่ใช่ความเข้มแข็งของภาคประชน เพราะคุณไม่สามารถโน้มน้าวให้คนเห็นด้วยกับเหตุผลที่ถูกต้องได้ มวลชนที่ถูกปลุกปั่นขึ้นมาด้วยการรณรงค์ทางการเมืองแบบโน้มน้าวอารมณ์เช่น นี้ท้ายที่สุดแล้วเป็นฐานทางการเมืองของระบอบฟาสซิสต์มากกว่าระบอบ ประชาธิปไตย

มีคนถามผู้นำการชุมนุมว่า ทำไมไม่มีการหยิบยกประเด็นสิทธิมนุษยชนมาใช้ในการรณรงค์ คำตอบก็คือ มันขายไม่ได้ แล้วอาจจะเสียแนวร่วมบางส่วนไป เพราะผู้ชุมนุมบางส่วนเห็นด้วยกับนโยบายปราบปรามยาเสพติด และเห็นด้วยกับนโยบายแบบตาต่อตาฟันต่อฟันของคุณทักษิณในกรณีภาคใต้ สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าสังคมไทยหรือสิ่งที่เรียกว่าภาคประชาสังคมค่อนข้าง เปราะบาง ถูกปลุกเร้าได้ง่ายๆ โดยนักฉวยโอกาสทางการเมืองที่มีโวหารดี พูดเก่ง กล่าวร้ายคนอื่นโดยใช้ข้อมูลกึ่งเท็จกึ่งจริง ตรงนี้เป็นปรากฏ การณ์ที่น่ากลัว

นอกจากนั้น การที่แกนนำพันธมิตรในปีกเอ็นจีโอออกมาเปิดเผยว่าตนเองไม่เห็นด้วยกับการชู มาตรา 7 แต่ก็ต้อง “ฝืนใจ” ยอมเพราะกลัวถูกกล่าวหาว่าทิ้งมวลชนและองค์กรจะเสียเครดิตทางการเมืองในการ เคลื่อนไหวในอนาคต ผมคิดว่านี่เป็นอาการที่สะท้อนถึงความอ่อนแอของสิ่งที่เรียกว่าภาคประชาชน อย่างชัดเจน คือการที่ไม่สามารถชี้นำประเด็นเคลื่อนไหวทางการเมืองด้วยตนเองและผลักดัน วาระทางการเมืองที่ตนเองต้องการได้ กลับต้องยอมอ่อนข้อให้กับนักปลุกระดมอย่างคุณสนธิและจำลองชี้นำประเด็นการ เคลื่อนไหวซึ่งมีลักษณะแอนตี้ประชาธิปไตยอย่างรุนแรง คำอธิบายว่ากลัวเสียมวลชนเท่ากับยอมรับว่า หนึ่ง ภาคประชาชนไม่มีมวลชนของตนเองในการขับไล่ทักษิณ สอง รู้ว่ามวลชนที่ชุมนุมอยู่นั้นส่วนใหญ่เอาด้วยกับการชูมาตรา 7 และการเรียกร้องนายกพระราชทานของคุณสนธิ และสาม ยอมจำนวนว่าตนเองไม่มีความสามารถในการโน้มน้าวคุณสนธิและคุณจำลองและมวลชน ให้หันมาชูประเด็นการเคลื่อนไหวที่มีลักษณะเป็นประชาธิปไตยได้ ฉะนั้นการเคลี่อนไหวครั้งนี้จึงไม่ได้เข้าข่ายที่จะเป็นการให้การศึกษาหรือ ยกระดับผู้มาชุมนุมให้ยึดมั่นกับคุณค่าประชาธิปไตยมากขึ้นแต่อย่างใด

น่าเสียดายว่าในการต่อสู้ทางการเมืองเพื่อขับรัฐบาลทักษิณออกจากตำแหน่ง ประชาธิปไตยแบบอนารยะ (uncivil democracy) ของคุณทักษิณ ถูกตอบโต้ด้วยขบวนการทางสังคมจากภาคประชาสังคมที่ไม่ได้อารยะกว่ากันเท่าไร เลย (uncivil movement)

มองความเคลื่อนไหวของภาคประชาสังคมหลังรัฐประหารอย่างไร?

ผมคิดว่าถ้าเราเริ่มจากจุดที่ว่าคณะรัฐประหาร รัฐบาล และรัฐธรรมนูญชั่วคราว ที่มาจากการทำรัฐประหาร มันไม่มีความชอบธรรมทางการเมืองรองรับเลยตั้งแต่ต้น ฉะนั้นการไปร่วมสังฆกรรมทำอะไรกับเขา มันก็คือการไปต่ออายุให้กับรัฐบาลที่ไม่มีความชอบธรรมทางการเมือง ที่น่าเสียดายก็คือ ดูเหมือนหลายคนพยายามอ้างหลักความเป็นจริงทางการเมืองเพื่อให้ความชอบธรรม กับตนเองในการเข้าไปทำงานให้กับระบอบรัฐประหาร “สภาพความเป็นจริงมันเป็นแบบนี้ มันเกิดขึ้นแล้ว เขายึดอำนาจไปแล้ว ตอนนี้อำนาจมันอยู่ในมือเขา เราก็ไปชวยทำให้เขาดีขึ้นไม่ดีกว่าหรือแทนที่จะอยู่เฉยๆ หรือต่อต้าน” ผมคิดว่าวิธีคิดแบบนี้เข้าข่ายการยอมจำนนทางการเมืองและทำให้ภาคประชาสังคม เองอยู่ในสภาระไร้อำนาจ ต้องไปขอส่วนแบ่งอำนาจมาจากคณะรัฐประหารที่ยึดอำนาจรัฐ

อันที่จริงปรากฎการณ์ที่ผมคิดว่าน่าสนใจอย่างยิ่งและควรค่าแก่การศึกษาและวิพากษ์วิจารณ์กันต่อไปคือ การที่ประชาสังคมไทยทำหน้าที่เป็นกลไกให้ความชอบธรรมกับการรัฐประหารของกอง ทัพอย่างแข็งขันในระดับที่ไม่เคยปรากฎมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นส่วนนักวิชาการ เอ็นจีโอ และสื่อมวลชน โดยเฉพาะในส่วนของปัญญาชนที่มีชื่อเสียงเป็นที่นับหน้าถือตาทั้งหลาย จนทำให้กลไกความรุนแรงของรัฐที่เป็นกองกำลังทหารตำรวจไม่ต้องแสดงความป่า เถื่อนออกมา

ที่ไม่เกิดความรุนแรงในการรัฐประหารและหลังรัฐประหาร ผมอยากจะอธิบายว่าไม่เกี่ยวอะไรกับบุคลลิกภาพหรือนิสัยใจคอของทหารไทย แต่เกี่ยวพันกับดุลอำนาจทางการเมืองและอุดมการณ์ทางการเมืองของภาคประชา สังคม พูดให้ชัดๆ ก็คือว่าไม่ใช่ทหารไทยหน่อมแน้มหรือมีจิตใจอ่อนโยนเมตตาปราณีกว่าทหารใน สังคมอื่นนะครับ รัฐประหารไทยจึงไม่รุนแรง แต่เป็นเพราะว่าไม่มีเหตุผลให้เขาต้องรุนแรงต่างหาก เนื่องจากภาคประชาสังคมเกือบทั้งหมดได้สยบยอมและทำตัวเป็นกลไกเชิงอุดมการณ์ ที่ให้ความชอบธรรมกับระบอบรัฐประหารตั้งแต่นาทีที่มีการยึดอำนาจสำเร็จ เมื่อไม่มีพลังต้านรัฐประหารที่เข้มแข็งจากภาคประชาสังคม ก็ไม่มีเหตุอันใดให้ต้องกราดกระสุนยิงใส่ประชาชน ลองถ้ามีพลังต้านรัฐประหารที่เข้มแข็งและออกมาเคลื่อนไหวในวันยึดอำนาจ ทหารไทยก็ไม่หน่อมแน้มหรอกนะครับ

อย่างไรก็ดี การรัฐประหารครั้งนี้ทำให้สิทธิเสรีภาพของประชาชนหายไป และทำให้พื้นที่ทางการเมืองหดแคบลง ภาคประชาสังคมควรยื่นหยัดในการต่อสู้กดดันเพื่อรื้อฟื้นสิทธิเสรีภาพและ พื้นที่ทางการเมืองกลับคืนมา มากกว่าเข้าไปเป็นเพียงตัวประกอบในการสร้างความชอบธรรมให้กับระบอบรัฐประหาร ที่กำลังจัดระเบียบอำนาจเพื่อสถาปนาการเมืองแบบอภิชน หากจะมีบทเรียนอะไรที่ภาคประชาสังคมได้เรียนรู้จากผู้กุมอำนาจรัฐไทยทั้ง หลายก็คือ ไม่ได้มีใครจริงใจหรือปรารถนาที่จะให้ภาคประชาสังคมมีอำนาจมากนะครับ ผู้กุมอำนาจรัฐยุคใดสมัยใดล้วนต้องการทำให้ภาคประชาสังคมง่อยเปลี้ยเสียขา ทั้งสิ้น หรืออย่างมากก็ต้องการผนวกกลืนภาคประชาสังคมให้เข้ามาเป็นกองเชียร์ของรัฐ มากกว่าที่จะเป็นหุ้นส่วนอำนาจ การเข้าไปทำงานร่วมกับระบอบยิ่งจะทำให้อำนาจในการกำกับตรวบสอบถ่วงดุลอำนาจ รัฐซึ่งเป็นบทบาทหลักของภาคประชาสังคมอ่อนแอลงไปด้วย

จากแนวโน้มที่เป็นอยู่ ผมว่าเราไม่ควรไปฝากความหวังไว้กับระบอบรัฐประหารว่าจะนำมาซึ่งการปฏิรูป ระบอบเศรษฐกิจและการเมืองอย่างถึงรากถึงโคน กรณีเรื่องเอฟทีเอน่าจะเป็นบทเรียนที่ชัดเจนที่สุดแล้ว

ถ้าเชื่อว่าประชาธิปไตยชาติไม่แข็งแรงเพราะประชาธิปไตยในระดับฐานรากไม่เข้มแข็ง โจทย์ใหญ่ของการปฏิรูปประเทศตอนนี้ คืออะไร?

ผมคิดว่าเราต้องปฏิรูปประชาธิปไตยบวกกับการสร้างเสรีนิยมทางการเมืองในระดับ ชาติและชุมชนนิยมในระดับท้องถิ่น ทั้งสามสิ่งนี้ไม่เหมือนกัน หัวใจของประชาธิปไตยคือการกระจายอำนาจไปสู่ประชาชนให้กว้างขวางและมากที่สุด ให้พลเมืองแต่ละคนมีอำนาจในการปกครองตนเอง มีสิทธิมีเสียงในการกำหนดวิถีชีวิตของตัวเองมากที่สุด โจทย์คือเราจะทำอย่างไรให้ทั้งชุมชนและปัจเจกชนมีสิทธิอัตวินิจฉัยในการ กำหนดเส้นทางชีวิตตัวเองหรือวิถีชีวิตของชุมชนตัวเอง

ในส่วนนี้ ขั้นต้นเลยเราต้องพยายามขยายสิทธิการเลือกตั้งและสิทธิในการลงสมัครรับเลือก ตั้งให้ครอบคลุมคนมากที่สุด ข้อจำกัดต่างๆ ควรจะมีให้น้อยที่สุดเท่าที่จะมากได้ ฉะนั้นในรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 ที่กำหนดให้เฉพาะผู้จบปริญญาตรีเท่านั้นจึงสมัคร ส.ส. ได้ จึงควรยกเลิก ในขณะเดียวกันการกระจายอำนาจการปกครองไปสู่ระดับท้องถิ่นและสิทธิในการ จัดการทรัพยากรก็เป็นส่วนสำคัญ สองเรื่องนี้จริงๆ ถูกบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญปี 2540 แล้วแต่ยังต้องผลักดันต่อไปให้มีการปฏิบัติจริง

ในส่วนเสรีนิยม หัวใจคือการกำกับควบคุมอำนาจของผู้มีอำนาจรัฐ เพื่อประกันสิทธิเสรีภาพของประชาชน อำนาจรัฐที่มากล้นและไม่ถูกตรวจสอบล้วนอันตรายทั้งสิ้นไม่ว่ารัฐบาลจะมาจาก การเลือกตั้งหรือจากปากกระบอกปืน ผมว่าอุดมการณ์เสรีนิยมทางการเมืองค่อนข้างอ่อนแอมากในสังคมไทย คุณทักษิณจึงเถลิงอำนาจได้อย่างเต็มที่จนประชาชนผู้บริสุทธิ์จำนวนมากต้อง สังเวยชีวิตให้กับนโยบายแบบอำนาจนิยม

ถ้าไปดูรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 เราจะพบว่ามีทั้งส่วนที่เป็นอำนาจนิยมกับเสรีนิยมอยู่ด้วยกัน คือสร้างผู้นำที่มีอำนาจเด็ดขาดมีเสถียรภาพแต่ในขณะเดียวกันก็พยายามสร้าง ระบบตรวจสอบถ่วงดุลขึ้นมากำกับไว้ด้วย แต่เหตุที่อุดมการณ์เสรีนิยมอ่อนแอ ไม่ลงหลักปักฐานในสังคมไทย รัฐธรรมนูญ 2540 จึงเสียสมดุล ทำงานเฉพาะส่วนที่เป็นอำนาจนิยม ซึ่งอย่าไปโทษเฉพาะคุณทักษิณและพรรคไทยรักไทย เพราะสังคมไทยที่นิยมชมชอบวัฒนธรรมอำนาจนิยมนั่นแหละที่อุ้มคุณทักษิณและ เชียร์ให้คุณทักษิณใช้อำนาจอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในการแก้ปัญหาต่างๆ ที่สำคัญเราไม่ค่อยมีปัญญาชนเสรีนิยมจริงๆ สักเท่าไร มีแต่อำนาจนิยมหรืออนุรักษ์นิยมในเสื้อคลุมเสรีนิยมเท่านั้น ไม่เช่นนั้นการให้ความชอบธรรมกับการรัฐประหารครั้งนี้คงไม่มีมากขนาดนี้

ผมว่าถึงเวลาที่เราต้องพยายามปลูกฝังวัฒนธรรมเสรีนิยมขึ้นมาในสังคมไทยให้ลง หลักปักฐานเพื่อเป็นปราการในการทัดทานการใช้อำนาจรัฐอย่างบิดเบือน ในส่วนชุมชนนิยมในระดับท้องถิ่น ผมหมายถึงการผลักดันให้ชุมชนมีการรวมกลุ่มจัดตั้งเพื่อดูแลปกครองตนเอง มากกว่าที่จะพึ่งพิงรัฐและรอคอยบริการจากรัฐ

ฉะนั้น ยิ่งถ้าเราเห็นด้วยกับการกระจายอำนาจ และการพูดถึงประชาธิปไตยในระดับพื้นฐาน ในระดับชุมชน เรายิ่งต้องปฏิเสธการเข้ามาแทรกแซงทางการเมืองของทหารและการรัฐประหาร ตั้งแต่ต้น เพราะหัวใจของการรัฐประหารและการยึดอำนาจครั้งนี้ก็คือ การจัดระเบียบทางการเมืองใหม่เพื่อสร้างการเมืองแบบอภิชนขึ้น สิ่งที่เราจะได้คือคณาธิปไตยที่ประชาชนมีอำนาจในการควบคุมตรวจสอบผู้ปกครอง น้อยลง

ตอนนี้อำนาจมันยิ่งรวมศูนย์มากๆ ขัดกับประชาธิปไตยโดยพื้นฐาน ขนาดสิทธิเสรีภาพในระดับปัจเจกบุคคล เรายังไม่มีด้วยซ้ำ ถามว่าเราคิดเห็น เขียน พูด โดยเสรีได้ไหมตอนนี้ มันก็ไม่ได้ เราก็ต้องเซ็นเซอร์ตัวเองในระดับหนึ่ง หรือการออกไปเคลื่อนไหวทางการเมือง คุณทำได้เต็มที่ไหม อย่างน้อยในสมัยรัฐบาลทักษิณ คุณระดมคนเป็นหมื่นเป็นแสน ไปไฮปาร์ค ไปขับไล่รัฐบาลได้ มันเป็นสิทธิเสรีภาพที่ระบอบประชาธิปไตยมีให้เรา แต่ว่าตอนนี้ เรามีไหม แค่สิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐาน เราก็ไม่มีเต็มที่

ถ้าเรายังสนับสนุนรัฐประหารและให้ความชอบธรรมกับการเข้ามาปกครองประเทศของคณะ ทหาร แสดงว่าสังคมไทยยังห่างไกลอีกมากจากสิ่งที่เรียกว่าประชาธิปไตยชุมชน หรือประชาธิปไตยในระดับพื้นฐาน

มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าชนชั้นนำไทยนำเข้าองค์ความรู้ประชาธิปไตยจากตะวันตกโดยที่ไม่ได้เข้าใจ ประชาธิปไตยแบบรากฐานที่ชุมชนไทยมีอยู่เดิม

ผมไม่แน่ใจนัก ว่าประชาธิปไตยแบบรากฐานที่ชุมชนไทยมีอยู่เดิมนั้นหน้าตาเป็นอย่างไร ถ้าพูดถึงการตัดสินใจรวมหมู่โดยชุมชนในระดับหมู่บ้าน เช่น ชุมชนเหมืองฝายในภาคเหนือ ผมไม่แน่ใจว่ามันสามารถประยุกต์มาใช้ในระดับชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพนัก เพราะสังคมไทยซับซ้อนเกินกว่าการจัดการในระดับหมู่บ้านไปเยอะแล้ว

อย่างไรก็ตาม การรัฐประหารครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่าการเมืองไทยยังอยู่ในลักษณะหรือในขั้นตอน ของการเมืองของชนชั้นนำอยู่ ห่างไกลทั้งจากประชาธิปไตยตะวันตกหรือประชาธิปไตยแบบชุมชน ท้ายที่สุดก็กลับมาที่การแย่งชิงอำนาจ การต่อรองผลประโยชน์กันของบรรดาชนชั้นนำกลุ่มต่างๆ ดูเหมือนว่าเราเคยเกือบจะก้าวข้ามพ้นไปแล้วหลังพฤษภาทมิฬ มีความพยายามพัฒนาประชาธิปไตย กลุ่มต่างๆ เอ็นจีโอ บรรดาชาวบ้านเอง ก็เริ่มมีการจัดตั้งกลุ่มของตัวเอง แต่รัฐบาลทักษิณก็มาทำลายความเข้มแข็งตรงนั้นลงไปส่วนหนึ่ง เขาทำลายการจัดตั้งรวมกลุ่มของชาวบ้านลงไปหมด พัฒนาแต่ความเข้มแข็งของผู้นำทางการเมืองแล้วต่อสายโดยตรงกับหัวคะแนนและผู้ เลือกตั้ง ก็คือสลายประชาชนให้เหลือกลายเป็นแค่ผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งเท่านั้น แล้วทำลายกลุ่มสมาคมชมรมองค์กรต่างๆ ของชาวบ้านลงไป ซึ่งในที่สุดคุณทักษิณเองก็ถูกพิษภัยของชนชั้นนำอีกกลุ่มหนึ่งเขี่ยออกไปจาก อำนาจ แล้วการเมืองไทยก็กลับมาอยู่ในวังวนการแย่งชิงอำนาจต่อรองของชนชั้นนำอีก

แน่นอน เพื่อที่จะมีประชาธิปไตยที่ยั่งยืน มีเสถียรภาพได้ และมีความหมายต่อประชาชน เราต้องพยายามออกไปให้พ้นจากการเมืองของชนชั้นนำ

สิ่งที่เรียกว่า รัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรม หรือ วัฒนธรรมแบบไทยๆ เป็นปัญหาในการพัฒนาสังคมการเมืองไทยไหม?

ผมคิดว่ามันเป็นปัญหาครับ โดยเฉพาะไอ้วัฒนธรรมแบบ “อะไรก็ได้” แล้วผมก็เริ่มรู้สึกหงุดหงิดกับมันมากขึ้นทุกที บ่อยครั้งที่คนพูดว่า “ประชาธิปไตยแบบไทยๆ” ผมเริ่มรู้สึกว่าความหมายจริงๆ ของมันก็คือ “อะไรก็ได้” คือจริงๆ แล้วมันไม่มีหลักการอะไรเลยเวลาคนพูดว่า “ประชาธิปไตยแบบไทยๆ” “แบบของเราเอง”

พูดในแง่หนึ่งมันถูก เวลานักวิชาการไทยบางคนอธิบายว่า มีสิ่งที่เรียกว่าประชาธิปไตยแบบไทย เพราะประชาธิปไตยทุกที่มันมีลักษณะเฉพาะของมัน ไม่มีที่ไหนเหมือนกันในโลกหรอก แม้แต่ประชาธิปไตยในตะวันตกเองก็ตาม มันก็ถูกกำหนดโดยเงื่อนไขทางวัฒนธรรม ทางสังคม ในสังคมนั้นๆ นี่เป็นความรู้พื้นฐานของคนที่ศึกษาทางการเมืองเปรียบเทียบเลยด้วยซ้ำ ฉะนั้นมันไม่มีที่ไหนเหมือนกัน อังกฤษ อเมริกา ออสเตรเลียก็ไม่เหมือนกัน ฉะนั้นนอกจากประชาธิปไตยแบบไทย เราก็มีประชาธิปไตยแบบอังกฤษ ประชาธิปไตยแบบกัมพูชา ประชาธิปไตยแบบเซเนกัล ประชาธิปไตยแบบอาร์เจนตินา ฯลฯ เลยไปกว่านั้นระบอบเผด็จการในที่ต่างๆ ก็มีหน้าตาไม่เหมือนกัน เรามีเผด็จการแบบไทยๆ พม่าเขาก็มีเผด็จการแบบพม่าๆ

เพราะฉะนั้นจะพูดว่าเรามีประชาธิปไตยแบบไทยก็ได้ ถูก แต่ก็ต้องพูดว่า ถ้าเช่นนั้นทุกประเทศในโลกนี้ก็มีประชาธิปไตยแบบเขาเช่นกัน ฉะนั้นการพูดว่าเรามีประชาธิปไตยแบบไทยอาจจะไม่ได้มีประโยชน์อะไรเท่าไหร่ เหมือนกับว่าเราพิเศษ เรามีเอกลักษณ์ของเราอยู่ที่เดียว แต่จริงๆ ไม่ใช่ ถ้าไปศึกษาจะพบว่า สถาบันทางการเมืองทั้งหลาย พรรคการเมือง การเลือกตั้ง รัฐธรรมนูญ การตรวจสอบถ่วงดุล ทั้งหลาย ในระบอบประชาธิปไตย เมื่อมันไปโผล่ในสังคมหนึ่งๆ มันก็มีหน้าตาแตกต่างกันออกไป แต่ทั้งนั้นทั้งนี้ ที่เรายังพอเรียกระบอบการปกครองในหลายประเทศภายใต้ฉลากหลวมๆ ร่วมกันว่าประชาธิปไตย ก็หมายความว่ามันต้องมีหลักการพื้นฐานบางอย่างที่ยึดร่วมกันไว้ แล้วที่เหลือ เงื่อนไขทางสังคมวัฒนธรรมมีส่วนในการกำหนดอีกที แต่คุณต้องมีหลักการบางอย่าง เช่น อย่างน้อยคุณต้องปล่อยให้ประชาชนมีสิทธิในการเลือกตั้ง ในการจัดตั้งรวมกลุ่ม มีพรรคการเมืองแข่งขันขึ้นสู่อำนาจด้วยกรอบกติกาที่ยอมรับร่วมกัน สิทธิเสรีภาพที่จะประกันให้กับประชาชนและสื่อมวลชน เหล่านี่คือหลักพื้นฐาน เพราะฉะนั้นประชาธิปไตยไม่ใช่คืออะไรก็ได้ มันมีหลักการบางอย่าง แต่ที่เหลือในส่วนปลีกย่อย เรามากำหนดกันได้ โอเค ในส่วนของวัฒนธรรมมันก็แตกต่างกันไปในแต่ละที่ แต่เราไม่ควรอ้างวัฒนธรรมเพื่อมาสนับสนุนความบิดเบี้ยวในทางหลักการที่ไม่ถูกต้อง

ที่สำคัญก็คือ รัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมก็ไม่ได้หยุดนิ่ง มันเปลี่ยนแปลงได้ มันอาจจะเปลี่ยนแปลงช้าหน่อย แต่มันเปลี่ยนได้ เพราะวัฒนธรรมถูกสร้างโดยมนุษย์ มันคือระบบคุณค่าความหมายที่สังคมหนึ่งๆ ยึดถือ จนนานวันเข้าก็กลายเป็นกรอบกติกาทางสังคมที่เราอยู่ร่วมกัน ในสังคมหนึ่ง ในยุคหนึ่งๆ เมื่อเวลาเปลี่ยนไป เงื่อนไขเปลี่ยนไป วัฒนธรรมก็เคลื่อนไป เปลี่ยนไป แม้จะช้า และผมคิดว่าถ้าเราอยากจะให้สังคมมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น เราต้องคำนึงถึงวัฒนธรรมโดยมีภาพของสังคมอุดมคติประกอบด้วยนะครับ ไม่เช่นนั้นเราจะติดกับวัฒนธรรมและปล่อยให้ทุกอย่างหยุดอยู่กับที่ อยู่กับวัฒนธรรมอุปถัมภ์ อยู่กับวัฒนธรรมอำนาจนิยมแบบไทยๆ อย่างนี้สืบไป วัฒนธรรมหลายอย่าง ถ้าเราเห็นว่าไม่ดี เป็นอุปสรรคต่อการอยู่ร่วมกันแบบสันติ ต่อการพัฒนาชีวิตของประชาชน เราก็ควรพยายามปรับเปลี่ยนแก้ไขมัน มากกว่าที่จะเอะอะอะไรก็ไปอ้างวัฒนธรรม เหมือนมันหยุดยิ่งอยู่อย่างนั้น หรืออะไรที่เป็นวัฒนธรรมไทยหมายความว่าดีหมดแล้ว อะไรที่ทำในนามวัฒนธรรมไทยทุกอย่างดีหมด ไม่ต้องมีการแก้ไข นี่คือปัญหา ยิ่งหลังรัฐประหาร ผมยิ่งเห็นการอ้างวัฒนธรรมแบบพร่ำเพรื่อมากขึ้น

คิดว่าสิ่งที่สังคมไทยต้องทำในตอนนี้ คืออะไร?

ถ้าแรงที่สุด ผมเรียกร้องให้ คมช. (คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ) ยุติบทบาททางการเมือง มีการเลือกตั้งให้ได้รัฐบาลใหม่ที่มาจากประชาชน ให้พรรคการเมืองกลับมามีกิจกรรมทางการเมืองได้ แล้วค่อยมาว่ากันเรื่องรัฐธรรมนูญใหม่อีกที คนที่จัดทำกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ควรเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง และในช่วงแข่งขันหาเสียงเลือกตั้ง ให้แต่ละพรรคการเมืองชูนโยบายไปเลยว่ามีนโยบายอย่างไรเกี่ยวกับการปฏิรูปการเมือง กระทั่งมีรัฐธรรมนูญจำลอง อะไรที่แต่ละพรรคคิดว่าเป็นวาระเร่งด่วน ผมคิดว่าจะทำให้รัฐธรรมนูญที่ออกมาใหม่และการปฏิรูปการเมืองมีฐานความชอบธรรมสูงกว่ารัฐธรรมนูญที่กำลังร่างกันอยู่ในตอนนี้ซึ่งขาดการมีส่วนร่วมของ ประชาชนและมีลักษณะหมกเม็ดเต็มไปหมด

ถ้าให้ออกแบบได้ อาจารย์มีโมเดลที่จะนำพาประเทศไปสู่สังคมการเมืองในฝันไหม?

เป็นคำถามที่ยากมาก (หัวเราะ) เราคงออกแบบไม่ได้ คงไปกำหนดว่ามันจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ไม่ได้ ถ้าเรามองประชาธิปไตยเป็นเหมือนโครงการหนึ่ง มันไม่ได้สำเร็จในชั่วระยะเวลาข้ามคืน หรือในระยะเวลาอันสั้น มันมีขั้นตอนของมัน ซึ่งเราคงต้องมีความอดทน และค่อยๆ สั่งสมพัฒนาไป กว่าที่จะเปลี่ยนผ่านจากการเมืองของชนชั้นนำไปสู่การเมืองแบบมีส่วนร่วมหรือ การเมืองแบบทางตรงที่ประชาชนมีอำนาจในการตัดสินใจในการปกครองตนเองมากขึ้น

ในประเทศตะวันตกเอง กระบวนการพัฒนาประชาธิปไตยและทำให้ประชาธิปไตยลงหลักปักฐานก็ไม่ได้ยุติ เสร็จสิ้นไปแล้วแต่อย่างใด จริงๆ แล้วมันอาจจะไม่มีจุดสิ้นสุดก็ได้ เพราะการขยายอำนาจการปก ครองตนเองของประชาชนนั้นเป็นกระบวนการต่อสู้ไม่รู้จบ เช่น ในอเมริกา ก็มีการต่อสู้เพื่อขยายอำนาจจากนายทุนผิวขาวมาสู่คนชั้นล่างผิวขาวด้วยกัน มาสู่คนดำและผู้หญิง จนมาถึงปัจจุบันกลุ่มอื่นๆ ทางสังคมซึ่งเคยถูกกีดกันไปอยู่ชายขอบก็ต่อสู้เรียกร้องสิทธิของพวกเขา ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเกย์เลสเบี้ยน คนไร้บ้าน กลุ่มแรงงานอพยพ ผู้ลี้ภัยทั้งหลาย ประเด็นในการเรียกร้องก็หลากหลายแตกแขนงออกไป ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะในทางการเมือง แต่คลุมถึงสิทธิในทางเศรษฐกิจ ในทางสังคม และในทางวัฒนธรรม

ผมคิดว่า อย่างน้อย เพื่อที่จะพัฒนาไปสู่ประชาธิปไตยทางตรงอย่างนั้น เราต้องการสถาบันทางการเมืองหลักๆ ให้มันทำงานก่อน การเลือกตั้ง พรรคการเมือง รัฐธรรมนูญ การตรวจสอบถ่วงดุลซึ่งกันและกัน คือการทำงานในระดับสถาบันทางการเมืองต้องถูกขับเคลื่อนก่อน ถัดจากนั้น เมื่อคุณมีหลักประกันสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานให้ประชาชนแล้ว การรวมกลุ่มต่อรองของประชาชนธรรมดาทั้งหลายจึงจะงอกเงยขึ้นมาได้ ภาคประชาสังคมที่เข้มแข็งต้องการตัวระบอบการเมืองที่มีเสถียรภาพด้วยก่อน ถ้ายังตั้งหลักกันไม่ได้อยู่อย่างนี้ เราจะไปคาดหวังให้มีประชาสังคมที่เติบโต เข้มแข็ง ก็ลำบาก เพราะแม้แต่สิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานก็ไม่ได้รับการประกันจากระบบ

จากนั้นแล้ว มันเป็นเรื่องที่ต้องค่อยๆ สั่งสมและผ่านกระบวนการเรียนรู้ แล้วก็สร้างอำนาจการต่อรอง ซึ่งในแง่นี้ ก็คือต้องมีการสร้างพันธมิตรกันระหว่างชาวบ้าน กลุ่มประชาชนระดับรากหญ้าทั้งหลาย หรือคนที่เสียเปรียบด้อยโอกาสทางการเมือง กับบรรดาปัญญาชน คนชั้นกลาง และเอ็นจีโอ ที่มีองค์ความรู้และมีทักษะทางการเมือง ทำอย่างไรที่จะเชื่อมโยงสองส่วนนี้เข้าด้วยกันเพื่อเสริมซึ่งกันและกัน และถึงจุดหนึ่งเราอาจจะต้องคิดจริงจังถึงเรื่องพรรคการเมืองทางเลือกทั้ง หลายให้เข้าไปต่อสู้ในเชิงนโยบายในระบอบด้วย นอกจากการเมืองเชิงกดดัน การเมืองเชิงประท้วง ในรูปแบบขบวนการทางสังคมหรือในรูปแบบม็อบ

ถ้าอดีตบ่งชี้ถึงอนาคตได้ ในฐานะที่อาจารย์ศึกษาประวัติศาสตร์ มองเห็นอนาคตของประเทศไทยอย่างไร?

เราอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญมากช่วงหนึ่ง ซึ่งหลายเรื่องยังพูดไม่ได้เต็มที่ คำถามสำคัญคือ สังคมไทยพร้อมที่จะพูดถึงมันหรือเปล่า มีวุฒิภาวะพอที่จะพูดไหม สำหรับผม เราต้องมาตอบกัน ถกเถียงกันอย่างจริงจังในประเด็นที่ผมตั้งต้นไว้ตั้งแต่ต้นว่า เราจะอยู่ร่วมกันยังไง

สำหรับผม บทเรียนจากรัฐบาลทักษิณคือ ประชาธิปไตยมันฆ่าคนได้ มันโหดร้ายได้ ประชาธิปไตยแบบทักษิณมีปัญหา ผมวิพากษ์วิจารณ์และไม่ยอมรับรัฐประหาร ในขณะเดียวกัน ผมก็คัดค้านและวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลทักษิณด้วย ซึ่งนักวิชาการที่คัดค้านการรัฐประหารครั้งนี้ส่วนใหญ่เขาวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลทักษิณมาตั้งแต่ต้น

ถึงที่สุดแล้ว สิ่งที่ผมรับไม่ได้กับรัฐบาลทักษิณ ไม่ใช่เรื่องนักการเมืองคอรัปชั่น ผมคิดว่านี่คือเรื่องธรรมดาสำหรับสังคมประชาธิปไตยทั้งหลาย และถ้าจะพูดเรื่องคอรัปชั่น นี่เป็นบทเรียนที่สังคมไทยได้เรียนรู้มานานแล้ว แน่นอน เราต้องปรับเปลี่ยนแก้ไขกันต่อไปในการตรวจสอบการใช้อำนาจของนักการเมือง แต่ที่สำคัญกว่าและเป็นบทเรียนที่เราต้องมาคุยกันอย่างจริงจัง คือ ประชาธิปไตยมันก็ฆ่าคนได้ มันโหดร้ายได้ ไม่แพ้รัฐบาลเผด็จการทหาร นี่เป็นจุดที่ทำให้คนจำนวนมาก นักวิชาการจำนวนมากมีท่าทีอิหลักอิเหลื่อลังเลกับการรัฐประหาร ผมยังมองโลกในแง่ดีว่าเขาไม่ได้สนับสนุนรัฐประหารอย่างเต็มที่ หรือเชื่อในส่วนลึกว่าการรัฐประหารจะทำให้สังคมไทยดีขึ้น แต่ผมคิดว่าปัญหาคือรัฐบาลทักษิณเป็นโจทย์ใหญ่ เราจะจัดการกับรัฐบาลทักษิณอย่างไร รัฐบาลซึ่งมาจากการเลือกตั้ง แต่ครั้นเมื่อมีอำนาจแล้วใช้อำนาจอย่างฉ้อฉล และก่อให้เกิดผลเสียหายทั้งในเชิงเศรษฐกิจ และละเมิดชีวิตของพลเมือง ซึ่งผมถือว่าเป็นเรื่องร้ายแรง

เราจะอยู่กับรัฐบาลแบบนี้อย่างไร? นี่เป็นเรื่องใหญ่ สังคมไทยอาจจะไม่เคยต้องอยู่กับรัฐบาลประชาธิปไตยที่ใช้อำนาจแบบคุณทักษิณมาก่อน ครั้นพอเกิดความไม่พอใจขึ้น คุณก็กระโดดไปหาทางเลือกอื่น ซึ่งจริงๆ แล้วมันเป็นทางเลือกที่ยิ่งพาสังคมการเมืองไทยไปสู่ทางที่ตีบตันมากขึ้น และพาไปสู่วัฏจักรแห่งความรุนแรง เราจะเห็นว่าความไม่สงบต่างๆ มีอยู่ตลอดเวลา เพราะรัฐบาลปัจจุบันไม่ได้อยู่ในกรอบกติกาที่คนให้ความชอบธรรม เพราะฉะนั้นการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่จะเกิดขึ้นก็ต้องใช้กำลังกันอีก เพราะตอนนี้คุณไม่เปิดทางเลือกให้มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองได้ใน กรอบกติกาอย่างสันติ ตอนนี้ถ้าคนเกิดไม่พอใจขึ้นมา อึดอัดคับข้องใจกับรัฐบาลรัฐประหาร ก็ไม่รู้จะเปลี่ยนอย่างไร อยู่ดีๆ คุณจะไปบอกให้รัฐบาลลงจากอำนาจเหรอ หรือจะไปม็อบอย่างที่เคยทำสมัยขับไล่คุณทักษิณหรือ ถ้าคุณทำแบบนั้นก็รังแต่จะเกิดการปะทะกัน เพราะตัวรัฐบาลทหารโดยพื้นฐานเขาไม่มีวิธีจัดการความขัดแย้งแบบอื่น และไม่มีวิธีการลงจากอำนาจโดยสันติอยู่แล้ว

ถ้าจะมองอย่างพยายามเข้าอกเข้าใจปัญญาชนนักวิชาการที่สนับสนุนการรัฐประหารครั้งนี้ก็คือว่า คนเหล่านี้เกลียดรัฐบาลทักษิณอย่างรุนแรงมาก นี่เป็นอย่างเดียวที่ผมใช้อธิบายตัวเองในการพยายามทำความเข้าใจกระแสสนับสนุนรัฐประหาร ซึ่งกระแสความเกลียดชังนี้ ส่วนหนึ่งมาจากการปลุกปั่น อีกส่วนหนึ่งมาจากพฤติกรรมการใช้อำนาจของคุณทักษิณเอง คือมันมีฐานความเป็นจริงรองรับอยู่ที่ทำให้เราเกลียดชังรัฐบาลทักษิณแบบนั้น ได้

ทำอย่างไรที่เราจะสามารถจัดการรัฐบาลทักษิณได้ภายใต้กรอบกติกาที่ คนยอมรับร่วมกัน และเป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างสันติโดยที่ไม่ต้องใช้กำลังอำนาจอาวุธ? คำถามใหญ่กว่านั้นก็คือว่า สังคมการเมืองไทยต้องตอบตัวเองว่า อยากจะแต่งงานกับประชาธิปไตยหรือเปล่า? อยากจะอยู่กินกับประชาธิปไตยหรือเปล่า ทั้งในเชิงรูปแบบ ในเชิงสถาบันการเมืองที่มีกรอบกติกาบางอย่างที่ยอมรับร่วมกัน แล้วพร้อมที่จะค่อยๆ พัฒนาประชาธิปไตยให้เข้มแข็งไป โดยปฏิเสธหนทางการเปลี่ยนแปลงในการใช้อำนาจว่าไม่ชอบธรรม และสร้างระบบตรวจสอบถ่วงดุลที่เข้มแข็งขึ้นมา รวมทั้งภาคประชาสังคมที่แข็งแรง

ผมมองว่าสังคมการเมืองไทยไม่ยอมและไม่พร้อมที่จะยึดมั่นอยู่ในหนทางต่อสู้เพื่อพัฒนาประชาธิปไตยที่ทุกคนมี สิทธิเสมอภาคกัน ซึ่งมันต้องต่อสู้กันยาวและมีราคาที่ต้องจ่าย แต่ว่าถ้าคุณกระโดดไปกระโดดมาแบบนี้ มันสร้างบรรทัดฐานที่ไม่ดีในอนาคตต่อไป เราต้องมองถึงสังคมในอนาคตด้วย ตอนนี้เหมือนคนมองแค่สั้นๆ แค่ว่า อะไรก็ได้ ขอให้แก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ก็เอา เอาคุณทักษิณออกไปด้วยวิธีอะไรก็ได้ ผลกระทบระยะยาวคือ มันไปสร้างบรรทัดฐานที่เป็นอันตรายต่อการอยู่ร่วมกันในอนาคต

มองเห็นความวุ่นวายในอนาคต?

จริงๆ แล้วผมยังมองไม่ออกเลยว่ามันจะจบยังไง ผมสงสัยด้วยซ้ำว่า คมช. รู้หรือเปล่าว่ากำลังพาสังคมไทยไปทางไหน และจะจบยังไง จะลงจากอำนาจยังไง มีคำตอบไว้หรือเปล่า ถ้าจะพูดไปผมคิดว่าการที่กองทัพยังสามารถยึดอำนาจได้สำเร็จในปี พ.ศ. นี้ ก็เป็นปรากฎการณ์ที่น่าศึกษาค้นคว้าเหมือนกัน หลังจากที่หลายปีให้หลังนี้กองทัพไม่ได้เป็นตัวละครที่มีความสำคัญในการชี้ เป็นชี้ตายต่อการเมืองไทยมากนัก ดัชนีที่สำคัญคือ หลังพฤษภา 35 เป็นต้นมา ข่าวการแต่งตั้งผู้บัญชาการเหล่าทัพ ไม่ได้เป็นข่าวพาดหัวสำคัญอย่างที่เคยเป็นในอดีต เราแทบจำกันไม่ได้หรอกนะครับว่าใครเป็นผู้บัญชาการทหารบก ทหารอากาศ ทหารเรือ เวลาสอนการเมืองไทย ผมยังพูดกับนักศึกษาว่าถ้าคุณไม่รู้ว่าใครเป็น ผบ.ทบ. ก็ไม่ได้เสียหายร้ายแรงอะไร แต่ใครเป็นใครในแต่ละพรรคการเมืองนั้นสำคัญ ใครเป็นหัวหน้ามุ้งไหนนั้นสำคัญ เพราะคนเหล่านี้คือตัวละครที่มีบทบาทในการกำหนดทิศทางการเมืองไทย

แต่พอเกิดปรากฎการณ์รัฐประหาร 19 กันยา ผมคิดว่ามันทำให้เราต้องกลับมาตั้งคำถามกันใหม่ ว่าทำไม 15 ปีผ่านไป กองทัพยังสามารถยึดอำนาจสำเร็จได้อีก ผมยังไม่มีคำอธิบายที่ดี แต่ผมคิดว่าลักษณะพิเศษของรัฐไทยประการสำคัญคือ จนถึงทุกวันนี้กลุ่มชนชั้นนำที่ขึ้นมายึดกุมอำนาจรัฐผ่านการเลือกตั้ง ไม่สามารถยึดกุมกลไกราชการไว้ในมือได้ทั้งหมด แต่มีอำนาจพิเศษบางอย่างที่อยู่พ้นการเมืองของการเลือกตั้งสามารถเงื้อมมือ เข้าแทรกแซงกลไกรัฐบางส่วนได้อย่างสม่ำเสมอ และสามารถบริหารอำนาจให้กลไกรัฐบางส่วนมาขึ้นตรงทางการเมืองต่ออำนาจนี้ได้ เราอาจจะไม่ตระหนักถึงการใช้อำนาจพิเศษนี้ในสถานการณ์การเมืองปกติเท่ากับใน จังหวะวิกฤต รัฐประหารครั้งนี้ก็สำเร็จลงได้ผ่านการใช้ “กำลังภายใน” ขั้นสูงของอำนาจพิเศษนี้ และเราจะพบว่าด้วยเหตุที่กองทัพได้อ่อนแรงลงไปมากแล้วในรอบหลายปีที่ผ่านมา การใช้กำลังภายในคราวนี้จึงต้องออกแรงมากเป็นพิเศษ โชคดีตรงที่มีประชาสังคมที่สวามิภักดิ์มาช่วยค้ำยันทางอุดมการณ์เอาไว้อีก แรงหนึ่งด้วย

การทุ่มหมดหน้าตักของอำนาจพิเศษในคราวนี้ อาจทำให้เกิดความวุ่นวายทางการเมืองขึ้นในระยะเปลี่ยนผ่านข้างหน้านี้ และเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อการเมืองไทย

4 เดือนที่ผ่านมา ดูเหมือนว่า เขาเตรียมการทำรัฐประหาร แต่ไม่ได้เตรียมว่าจะพาประเทศไปทางไหน

ผมก็เห็นแบบนั้น ซึ่งมันก็น่าเศร้านะ ผมเลยคิดว่า นี่เป็นสิ่งที่น่าเสียดาย พูดในแง่พัฒนาการทางการเมือง การเรียนรู้ทางการเมืองของคนไทย หรือการเติบโตของสังคมไทยโดยรวม ถ้าเราย้อนเวลากลับไปได้ และเราสู้กับคุณทักษิณไปเรื่อยๆ กดดัน รณรงค์ สู้ผ่านการเลือกตั้งไป ผมเชื่อว่าคุณทักษิณก็จะไม่สามารถกลับมามีอำนาจได้แบบที่เขาเคยมี เขาจะไม่สามารถใช้อำนาจฉ้อฉลได้แบบเดิมอีก

ถ้าเรามีความอดทนที่จะสู้กันไปอย่างนี้ เราอาจเอาคุณทักษิณออกได้ช้า แต่มันจะค่อยๆ กดดันให้พรรคการเมืองอื่นๆ ต้องปรับตัวในการคิดนโยบายที่เป็นรูปธรรมมากขึ้นในการที่จะเอาชนะใจประชาชนได้ กระทั่งกดดันให้ภาคประชาสังคมต้องตั้งพรรคการเมืองทางเลือกขึ้นมาแข่งขัน เสนอนโยบายกันด้วยซ้ำ มันก็สู้กันไป แล้วในกระบวนการนี้สังคมก็ได้เรียนรู้ ได้เติบโตในกระบวนการโต้เถียงกัน แข่งกันในเชิงนโยบาย ด้วยหลักด้วยเหตุด้วยผล คุณไม่พอใจคุณทักษิณคุณก็วิจารณ์นโยบายเขาไป ส่วนในแง่การกระทำความผิดของเขาที่เกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนซึ่งนับว่าเป็นอาชญากรรม เราก็ดำเนินคดีกับเขาไป ฟ้องร้องไป พยายามเอาผิดเขาในทางนั้น ถ้าเราอยากจะอยู่ด้วยกันแบบประชาธิปไตย แล้วเคารพประชาชนจริงๆ เราก็ต้องมีความอดทนพอสมควร ถ้าจะมีประชาธิปไตย เราใจร้อนไม่ได้

ถ้าให้ลงไปเคลื่อนไหวในภาคประชาสังคมไทยตอนนี้ จะทำอะไรบ้าง?

ตอบแบบฟันธงก็คือ ยุติการให้ความชอบธรรมกับการรัฐประหารก่อน บอยคอต ยุติการให้ความร่วมมือในเรื่องต่างๆ แล้วหันมารณรงค์ให้นำรัฐธรรมนูญ 2540 มาใช้ และจัดให้มีการเลือกตั้ง หลังจากนั้น ไปสู้ผลักดันในเชิงนโยบาย ผลักดันให้พรรคการเมือง ตั้งโจทย์ปฏิรูปการเมือง ทำยังไงที่จะป้องกันไม่ให้เกิดประชาธิปไตยที่ฆ่าคนได้โดยไม่ถูกตรวจสอบและ ไม่มีความผิดแบบรัฐบาลทักษิณอีก

เพราะฉะนั้น ถ้าถามผมเรื่องรัฐธรรมนูญที่กำลังถูกร่างอยู่ในตอนนี้ว่าควรจะมีหน้าตายังไง ผมตอบไม่ได้ เพราะกระบวนการทั้งหมดมันไม่ชอบธรรมตั้งแต่ต้น หลักเกณฑ์ขั้นตอนต่างๆ ก็หมกเม็ดเต็มไปหมด การมีส่วนร่วมของประชาชนก็ไม่มี แย่ทั้งกระบวนการและที่มา

ดูเหมือนจะมีกลุ่มคนที่ปฏิเสธการรัฐประหารและมีจุดยืนให้มีการเลือกตั้งแบบอาจารย์น้อยเหลือเกิน

การเปลี่ยนแปลงหลายครั้งมันก็เริ่มจากคนกลุ่มน้อย แล้วมันค่อยพัฒนาไป สร้างกระแสผลักกันไป จนกว่าจะถึงจุดที่คนเห็นด้วยและเข้าร่วม มันใช้เวลา และจริงๆ ถ้าเรากลับไปดู ตอนที่ รสช. ทำรัฐประหาร ทีแรกคนก็เห็นด้วยเป็นส่วนใหญ่ คล้ายๆ กับตอนนี้ แล้วตอนนั้นก็มีแต่พวกองค์กรนักศึกษาที่ออกมาคัดค้านเป็นกลุ่มเล็กๆ แรกๆ ก็ถูกมองเป็นหมาหัวเน่า ไม่มีใครสนับสนุนหรอก อภิปรายก็ไม่มีคนสนใจ แต่แล้วคุณก็พบว่า การมีกลุ่มคนเล็กๆ เหล่านี้อยู่ ถึงจุดหนึ่งเมื่อเกิดวิกฤต สังคมไทยต้องมาขอบคุณกลุ่มคนเล็กๆ เหล่านี้นะ

สังคมต้องมีคนเหล่านี้อยู่ แล้วเมื่อยามที่สังคมไทยไปถึงวิกฤต อย่างน้อยคุณยังมีทางออกที่จะกลับมา เพราะฉะนั้น ถ้ามองจากตอนนี้อาจดูเหมือนไม่มีความหวัง แล้วยากที่จะทำอะไรได้ แต่เมื่อเวลาผ่านไปสักระยะ ผมยังมีศรัทธาในมนุษย์ว่า คนจะเห็นความไม่มีประสิทธิภาพและลักษณะอำนาจนิยมของรัฐบาลรัฐประหารมากขึ้น และสัญญาต่างๆ ที่ให้ไว้ ในที่สุดเขาจะทำไม่ได้ เมื่อถึงจุดนั้น กลุ่มคนเล็กๆ นี้อาจจะมีความหมายขึ้นมาในทางการเมือง

คนในแวดวงวิชาการที่อเมริกาคิดยังไงกับการรัฐประหาร 19 กันยายน?

ต้องเข้าใจก่อนว่า ในแง่ความสำคัญทางการเมืองระหว่างประเทศ ประเทศไทยไม่ได้มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ขนาดที่จะทำให้ทุกคนสนใจ ถ้าเป็นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อินโดนีเซียก็จะถูกจับตามากกว่าในฐานะที่เป็นประเทศมุสลิมขนาดใหญ่ แต่ว่าประเทศไทยไม่ได้มีฐานะขนาดนั้น กระทั่งอาจารย์จำนวนมากก็ไม่รู้จักประเทศไทยหรอก ก็คือประเทศไทยมีฐานะเป็นประเทศโลกที่สามประเทศหนึ่ง เขาก็คงสนใจในแง่ที่ว่ามีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเกิดขึ้นในประเทศนี้ เหมือนการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในที่อื่นๆ เขาก็รู้อยู่ห่างๆ ส่วนคนที่จะสนใจติดตามจริงจัง คือคนที่ศึกษาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้โดยตรง ก็คือ นักวิชาการที่ทำเรื่องไทยศึกษา หรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา

ในบรรดานักวิชาการฝรั่งด้วยกัน ผมคิดว่ามีสองกลุ่ม คือกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร กับกลุ่มที่เห็นว่าไม่มีทางอื่นแล้ว รัฐประหารเป็นทางออก แต่นั่นเป็นแค่ระยะแรกๆ นะครับ พอมาถึง ณ จุดนี้ กลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐประหารและคิดว่ารัฐประหารไม่แก้ปัญหาอะไรและทำให้ การเมืองไปถึงทางตันมีมากขึ้นแล้ว ก็คือกลับลำกันไปแล้วหลายราย

ส่วนในแวดวงนักศึกษาไทยที่อเมริกา เท่าที่ผมพูดคุยด้วย บอกได้ว่าคนที่คัดค้านรัฐประหารมีมากกว่าที่เราคิด เพียงแต่ว่าเขายังเป็นพลังเงียบอยู่ แล้วก็ไม่ได้มีช่องทางที่จะส่งเสียงออกมาได้

ผมคิดว่าการไม่ยอมรับรัฐประหารควรเป็นเกณฑ์ขั้นต่ำของประเทศต่างๆ ในโลกนี้ที่อยู่แบบประชาธิปไตย

อยากให้วิพากษ์วาทกรรม “สมานฉันท์”

จริงๆ แล้ว สมานฉันท์ หรือ Reconciliation มันเป็นแนวคิดที่ได้รับความนิยมแพร่หลายในระดับนานาชาติ มีกลุ่มองค์กรสากลที่พยายามผลักดันแนวคิดเรื่องนี้เกิดขึ้นเยอะแยะไปหมด โดยเริ่มมาจากความพยายามที่เกิดขึ้นในประเทศที่มีปัญหาความขัดแย้งทางการ เมืองภายในประเทศอย่างรุนแรงระหว่างคนในชาติด้วยกันเอง เกิดเป็นสงครามกลางเมืองหรือการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ระหว่างคนในชาติ เช่น ในแอฟริกาใต้ ในอูกันดาในรวันดา ฯลฯ การที่ฝ่ายรัฐประหารนำเอาวาทกรรมนี้มาใช้กับสังคมไทยหลังการรัฐประหารโค่น ล้มรัฐบาลทักษิณนั้นผมว่าไม่ค่อยจะสอดคล้องเท่าไร ระดับความแตกแยกและความรุนแรงที่เกิดขึ้นนั้นมันห่างไกลจากกรณีเหล่านั้นมาก แต่ถ้าใช้กับสถานการณ์ในภาคใต้อย่างเดียวผมว่าสอดคล้องกว่าและมีประโยชน์ มากกว่า

ถ้าจะให้วิพากษ์วาทกรรมสมานฉันท์ที่ฝ่ายรัฐประหารนำมาใช้ นั้น ผมคิดว่าวาทกรรมสมานฉันท์ถูกนำมาใช้เป็นคาถาทางการเมืองที่เอาเข้าจริงแล้ว มีเนื้อหาที่ค่อนข้างกลวงเปล่า คือใช้ในความหมายที่แทบจะไร้ความหมายและพูดกันจนพร่ำเพรื่อ เท่าที่ฟังดูสมานฉันท์แบบคมช. มันคือการบอกให้คนไทยปิดปากมากกว่า คือเป็นสมานฉันท์ในแบบไทยๆ ที่ว่า “อย่าพูดอะไรนะ ถ้าคุณเห็นต่างคุณก็อย่าพูด เงียบๆ แล้วก็อยู่กันไปแบบนี้ จะได้ไม่มีปัญหาทะเลาะขัดแย้งกัน ให้สามัคคีแล้วอยู่ๆ กันไป ไม่ต้องมีความเห็นต่าง”

จริงๆ แล้ว สมานฉันท์จะมีความหมายต่อผู้คนและสังคมที่มีความขัดแย้งแตกต่างกันอย่าง รุนแรงก็ต่อเมื่อมีความจริงและความยุติธรรมดำเนินควบคู่ไปด้วย การขอโทษไม่เพียงพอ มันเป็นแค่องค์ประกอบหนึ่งของการสมานฉันท์เท่านั้น การสมานฉันท์ไม่ได้ทำงานโดยตัวมันเองลอยๆ และไม่ใช่ในลักษณะที่ว่า “ก็อยู่กันไปแบบนี้ อย่าเห็นต่างกันนะ ลืมๆ กันไป” การสมานฉันท์จริงๆ ทำงานได้ก็ต่อเมื่อมีการเปิดพื้นที่ทางการเมืองให้มีการพูดคุยถกเถียงกัน อย่างเข้มข้นระหว่างคนที่มีความคิดเห็นและผลประโยชน์แตกต่างกัน นักวิชาการหบายคนจึงบอกว่าแท้จริงแล้วสมานฉันท์กับประชาธิปไตยเชิงสังสรรค์ สนทนา (deliberative democracy) ก็คือเรื่องเดียวกัน

เอาเข้าจริง แนวคิดสมานฉันท์ถูกเสนอเข้ามาในฐานะที่จะเป็นเครื่องมือที่ทำให้คนที่เคย ทะเลาะกันแทบเป็นแทบตายสามารถยอมกลับมาอยู่ร่วมกันในสังคมการเมืองเดิม แล้วทะเลาะถกเถียงกันอย่างสันติได้อีกครั้ง ไม่ใช่ให้กลับมาเงียบแล้วอยู่กันไปอย่างนี้ คุณก็ไม่พูดกับผม ผมก็ไม่พูดกับคุณ แล้วเราก็ไม่ได้เรียนรู้ซึ่งกันและกันเลย คุณก็ยังโกรธเกลียดผมอยู่ ผมก็ยังโกรธเกลียดคุณอยู่ แต่มีอำนาจบางอย่างมาบอกให้เราเงียบๆ เอาไว้ แล้วเรียกสิ่งนี้ว่าสมานฉันท์ มันกลับจะยิ่งเป็นระเบิดเวลาที่จะนำไปสู่ความรุนแรงได้ในอนาคต

ฉะนั้น คลื่นใต้น้ำเป็นสิ่งที่รัฐบาลและ คมช. นี้สร้างขึ้นเอง เพราะคุณไม่เปิดโอกาสให้คนเคลื่อนไหวบนน้ำได้ การเคลื่อนไหวมันก็ต้องลงใต้น้ำเป็นธรรมชาติ ในสังคมที่มีสิทธิเสรีภาพเต็มที่ เขาไม่ต้องกลัวคลื่นใต้น้ำหรอก เพราะทุกคนขึ้นมาสู้กันข้างบน เห็นหน้าเห็นตากันหมดว่าใครเป็นใคร ก็สู้กันไป ในสังคมที่ยิ่งปิดกั้นสิทธิเสรีภาพมากเท่าไหร่ คลื่นใต้น้ำจะยิ่งมีเยอะ แล้วสมานฉันท์แบบนี้ก็ยิ่งทำให้คลื่นใต้น้ำมีมากขึ้น เพราะคนกลัวที่จะออกมาทำอะไรบนดิน

ที่สำคัญ ถ้าไปดูประเทศทั้งหลายในโลกนี้ กระบวนการสมานฉันท์จะทำงานได้ดี มีประสิทธิภาพ มันต้องมีประชาธิปไตยก่อน กระบวนการสมานฉันท์เกิดขึ้นได้ในสถานการณ์ทางการเมืองที่มีการเปลี่ยนผ่าน จากระบอบเผด็จการไปสู่ประชาธิปไตย ซึ่งนำไปสู่การเปิดพื้นที่ทางการเมืองให้คนได้แสดงออกทางการเมืองอย่างเสรี การประกันสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานเป็นเงื่อนไขสำคัญของการสมานฉันท์ ไม่เช่นนั้นคนจะกล้าพูดความจริงได้อย่างไร ที่กำลังเกิดขึ้นในสังคมไทยตอนนี้นั้นตรงกันข้ามเลย คือเรียกร้องในสมานฉันท์ แต่ปิดพื้นที่ทางการเมืองไม่ให้แสดงออกได้ อย่างนี้มันคือกระบวนการปิดกั้นความเห็นต่างไม่ใช่การสมานฉันท์

นอกจากนั้นการสมานฉันท์ก็ต้องให้หลักประกันในเรื่องความยุติธรรมตามกฎหมายด้วย ไม่เช่นนั้นคนจะขาดความไว้เนื้อเชื่อใจในรัฐและไม่ไว้ใจซึ่งกันและกัน ถ้าเขาคิดว่าเขาไม่สามารถได้รับความยุติธรรมจากการเป็นสมาชิกอยู่ในสังคมการ เมืองนี้ เขาก็ย่อมไม่อยากจะอยู่ เพราะฉะนั้นความจริงกับความยุติธรรมต้องบังเกิดด้วย เช่นเดียวกับในจังหวัดชายแดนใต้ สมานฉันท์ไม่มีประโยชน์และไม่มีความหมายอะไรสำหรับคนในจังหวัดชายแดนใต้ถ้า ไม่มีความจริงกับความยุติธรรม ถ้าไม่มีการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมและไม่มีการเปิดเผยความจริงหรือการยอม รับความจริงจากรัฐ

ต่อสถานการณ์การเมืองโดยทั่วไป ถ้าต้องการสมานฉันท์จริง เราต้องพยายามเปิดรับความคิดเห็นและยอมให้มีการถกเถียงแลกเปลี่ยนกันอย่าง เข้มข้น คนที่เคยโกรธเกลียดกันยอมมาอยู่ร่วมกันได้ในสังคมการเมืองมันต้องสร้างความ ไว้เนื้อเชื่อใจให้กลับคืนมา ขณะนี้ความไว้เนื้อเชื่อใจมันถูกทำลายไป สายสัมพันธ์ต่างๆ พังลงไป เพื่อนทะเลาะกับเพื่อน วงการต่างๆ ก็แตกแยกกัน แล้วเราจะสมานฉันท์ได้อย่างไรโดยไม่มีการพูดจา ไม่มีการหันหน้ามาถกเถียงกันอย่างสันติ

สมานฉันท์ในอีกความหมายหนึ่งจึงถูกเรียกว่า “ประชาธิปไตยที่มีการสนทนาถกเถียงกันอย่างเข้มข้น” การสมานฉันท์ไม่ใช่เรื่องของการปิดปากหรือการประนีประนอม แต่เป็นเรื่องของการที่เราพร้อมที่จะเปิดรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่างของคน อื่นอย่างตั้งใจฟัง พร้อมที่จะเรียนรู้จากเขา แม้จะไม่เห็นด้วยก็ต้องมีความอดทนที่จะไม่เอะอะ ไม่ลุกขึ้นไปตีหัวเขาเสียก่อน

สิ่งที่ คมช. และรัฐบาลทำมาหลายอย่างขัดกับแนวทางสมานฉันท์โดยสิ้นเชิง เช่น การปิดพื้นที่ทางการเมือง ปิดพื้นที่ข้อมูลข่าวสาร ผมคิดว่า คมช. ทำผิดอย่างยิ่งที่ไปห้ามนักการเมืองเคลื่อนไหว เขามีสิทธิของเขาในการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองตามช่องทางปกติอย่างสุจริต ถ้าไม่ได้ไปก่อความวุ่นวาย ทำไมพรรคการเมืองจัดกิจกรรมไม่ได้ ถ้าคุณอ้างตัวเองว่าเป็นรัฐประหารเพื่อประชาธิปไตย คุณไปห้ามพรรคการเมืองดำเนินกิจกรรมหมายความว่าอย่างไร คุณไปห้ามประชาชนแสดงออกางการเมือง นี่หมายความว่าอย่างไร อย่างนี้มันไม่ใช่ประชาธิปไตยแล้ว กระทั่งคุณทักษิณ แม้คุณจะเกลียดเขาแค่ไหน อย่างน้อยเขาก็มีสิทธิที่จะแสดงความคิดเห็นทางการเมืองในฐานะพลเมืองคนหนึ่ง คุณไม่มีสิทธิไปปิดปากเขา

ตอนนี้กลายเป็นว่าเราผลักคุณทักษิณออกไป แล้วโยนความผิดบาปชั่วช้าสามานย์ที่เกิดขึ้นกับสังคมไทยในเวลา 5-6 ปี ที่ผ่านมาให้กับคุณทักษิณทั้งหมด ความชั่ว ความเลว วิกฤตที่เกิดขึ้นกับการเมืองไทย ตกอยู่กับคุณทักษิณคนเดียว ราวกับว่าถ้าไม่มีคนที่ชื่อทักษิณสักคนหนึ่งแล้วสังคมไทยคงไม่วิบัติอย่าง ที่มันเป็น ผมคิดว่าแบบนี้มันทำให้สังคมไทยขาดการวิพากษ์วิจารณ์ตัวเอง ตอนนี้เหมือนเราปัดความรับผิดชอบ ไม่มีใครต้องรับผิดชอบอะไรเลย สังคมก็ไม่ต้องรับผิดชอบ พรรคการเมืองอื่นก็ไม่ต้องรับผิดชอบ ความเลวทั้งหมดอยู่ที่ตัวคุณทักษิณเท่านั้น

ถ้าคิดอย่างนี้จริงๆ แล้วสังคมไทยไม่ต้องการการสมานฉันท์หรอกครับ มีแต่ต้องกวาดล้างคุณทักษิณและคนที่เกี่ยวข้องกับคุณทักษิณให้สิ้นซาก เพราะการสมานฉันท์หมายถึงการยอมรับตั้งแต่ต้นว่าในความแตกแยกขัดแย้งจนนำไป สู่วิกฤตนั้นแต่ละฝ่ายในสังคมเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาไม่มากก็น้อย ไม่มีใครบริสุทธิ์ผุดผ่องหรือชั่วช้าสามานย์จนหาความดีไม่ได้ คู่ขัดแย้งจึงต้องกลับมาคุยกันถกเถียงร่วมกันเพื่อแสวงหาความจริงและความ ยุติธรรมที่จะทำให้สังคมพ้นไปจากวงจรของวิกฤต

หากเราหันกลับไป ไตร่ตรองปัญหาทั้งหลายทั้งปวงที่เกิดขึ้นในรอบ 5-6 ปี ที่ผ่านมาอย่างจริงจัง เราก็จะพบว่า ลำพังคุณทักษิณไม่สามารถทำให้มันเกิดขึ้นได้หรอกครับ ทำไมนโยบายฆ่าตัดตอนถึงเกิดขึ้นได้ หรือนโยบายภาคใต้ที่ผิดทิศทางขนาดนั้น มันเกิดขึ้นได้เพราะคนจำนวนมากในสังคมไทยสนับสนุน โพลออกมาตลอดเวลาว่าประชาชนเห็นด้วยกับการจัดการปัญหาด้วยความเด็ดขาดรุนแรง ทั้งเรื่องยาเสพติดและเรื่องภาคใต้ รวมทั้งสื่อมวลชนเองส่วนใหญ่ก็ไม่ได้คัดค้านหรือวิพากษ์วิจารณ์เลย แถมอุ้มชูสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลทักษิณด้วยซ้ำ

ถ้าคุณบอกว่าคุณทักษิณมือเปื้อนเลือด สังคมไทยเองก็มือเปื้อนเลือดด้วย คนจำนวนมากในสังคมไทยที่เคยสนับสนุนคุณทักษิณโดยทางตรงหรือทางอ้อมผ่านนโยบายเหล่านี้ ก็มือเปื้อนเลือดด้วยและทำให้นโยบายเหล่านั้นมันดำเนินสืบเนื่องไปได้

การคอรัปชั่นต่างๆ เกิดขึ้นได้ก็เพราะองค์กรตรวจสอบต่างๆ เอาหูไปนาเอาตาไปไร่ในระหว่างที่คุณทักษิณยังเรืองอำนาจอยู่ใช่หรือไม่ ข้าราชการจำนวนหนึ่งก็ไม่ทำหน้าที่ของตน ระบบตรวจสอบก็ไม่ทำงาน  ยอมสยบต่อผู้มีอำนาจ แล้วตอนนี้ก็หันมาสยบยอมต่อ คมช. แทน คุณเองจึงเป็นส่วนหนึ่งของระบบที่ต้องรับผิดชอบต่อการที่คุณทักษิณเถลิงอำนาจได้อย่างนั้นด้วย

ถ้าพูดถึงรัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมไทย ผมคิดว่าเราพูดได้ว่าทั้งรัฐบาลทักษิณและคมช. งอกมาจากเนื้อดินเดียวกัน คือเนื้อดินอำนาจนิยมของสังคมไทย แน่นอนว่านักการเมืองไม่ว่าใครก็ตามก็ฝันอยากมีอำนาจล้นฟ้าแบบคุณทักษิณทั้ง นั้น แต่เขาทำได้ไหมถ้าระบบตรวจสอบเข้มแข็ง แล้วองค์กร ข้าราชการต่างๆ ทำงาน ประชาสังคมทำงาน สื่อทำงานของตนอย่างแข็งขัน เขาก็ไม่มีทางทำได้ คนจำนวนมากในสังคมไทยหรือชนชั้นนำในสังคมไทยจำนวนหนึ่งรู้เห็นเป็นใจให้คุณ ทักษิณ อุ้มชูคุณทักษิณตั้งแต่ต้น แล้วปล่อยให้คุณทักษิณใช้อำนาจขนาดนั้นได้ ฉะนั้น การที่จะไปโทษคุณทักษิณ สังคมไทยต้องวิพากษ์วิจารณ์ตัวเองด้วย เรากล้าไหมที่จะเปิดแผลตัวเอง

หากยังจำกันได้ สังคมไทยอุ้มคุณทักษิณมาตั้งแต่ต้น ตั้งแค่คดีซุกหุ้น กลับไปดูว่าใครอุ้มคุณทักษิณมาบ้างในช่วงนั้น ซึ่งนั่นเป็นการทำให้ระบบตรวจสอบไม่ทำงาน คุณทักษิณหลุดรอดมาได้ ก็ยิ่งเหลิงอำนาจ ขนาดหลักฐานชัดแจ้งทุกอย่างมัดตัวขนาดนั้นเขายังหลุดรอดออกมาได้ ที่เหลือเขาก็สบายแล้ว เพราะมีปัญญาชนอาวุโส สื่อมวลชน ชนชั้นนำออกมาสนับสนุนขนาดนั้น

ความเลวร้ายของรัฐบาลทักษิณหรืออาชญากรรมรัฐที่คุณทักษิณก่อขึ้นเป็นไปไม่ได้ถ้าสังคมไทยเข้มแข็งและสังคมไทยไม่ปิดหูปิดตา ไม่สยบยอมต่อผู้มีอำนาจ เพราะฉะนั้น เมื่อมาถึงจุดนี้ ผมว่ามันน่าเศร้าที่กลายเป็นว่า นโยบายและการกระทำอันเลวร้ายทั้งหลายที่เกิดขึ้นนี้แทบไม่มีใครที่ต้องรับผิดชอบอะไรเลย แค่กำจัดคนออกไปคนหนึ่งสังคมไทยก็กลายเป็นสังคมของคนดี เป็นผู้มีความบริสุทธิ์ผุดผ่อง ผู้ที่ทำรัฐประหารก็ถูกยกย่องให้เป็นคนดีมีจริยธรรม แต่อย่าลืมว่าคนดีที่ไม่ถูกกำกับตรวจสอบนี่แสนจะอันตรายนะครับ ในนามของความดี มนุษยชาติได้ทำสิ่งเลวร้ายไว้ให้เห็นแล้วมากมายในประวัติศาสตร์

นี่คือสิ่งที่ผมอยากฝากเอาไว้ บทเรียนที่เราได้จากวิกฤตทางการเมืองครั้งนี้ ความเลวร้ายทั้งหลายที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดขึ้นเพราะลำพังเรามีนายกฯ ที่ชื่อทักษิณหรอก แต่เพราะสังคมไทยอ่อนแออย่างมากต่างหากที่ทำให้เรามีรัฐบาลประชาธิปไตยที่ฆ่าคนอย่างรัฐบาลทักษิณได้ แล้วก็ทำให้เรามี คมช. ปกครองประเทศอยู่ ณ ตอนนี้.

ที่มา : โต๊ะข่าวประชาธิปไตย สถาบันข่าวอิศรา

ถ้านี่คือบทเรียนราคาแพงของเรา…

หมายเหตุ : ถอดความจากการอภิปรายในหัวข้อ “รัฐธรรมนูญชั่วคราว พ.ศ.2549 กับการปฏิรูปการเมือง” เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2549 ณ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

“ถ้านี่คือบทเรียนราคาแพงของเรา ผมคิดว่ามันจะไม่แก้อะไรเลย จากสิ่งที่เราหนีจากระบอบทักษิณมา ถ้าระบอบใหม่ไม่จำกัดอำนาจรัฐด้วยการเคารพสิทธิเสรีภาพของประชาชน”

รศ.ดร.เกษียร เตชะพีระ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ผมจะพูดเรื่องรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 2549 กับการปฏิรูปการเมืองในมุมมองของนักรัฐศาสตร์ โดยมองเรื่องการปฏิรูปการเมืองจากประเด็นสัมพันธภาพทางอำนาจ 3 ชุด ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก
สัมพันธภาพอำนาจ 3 ชุด ชุดแรกคือ สัมพันธภาพอำนาจระหว่างรัฐกับประชาชน ชุดที่สอง สัมพันธภาพอำนาจในหมู่ชนชั้นนำ และชุดที่สาม สัมพันธภาพอำนาจในหมู่ประชาชน

เรื่องแรก สัมพันธภาพอำนาจระหว่างรัฐกับประชาชน ก่อนอื่นเราต้องทำความเข้าใจก่อนว่า constitution ไม่ใช่ constitutionalism รัฐธรรมนูญไม่ใช่ลัทธิรัฐธรรมนูญ หรือพูดง่ายๆ กว่านั้นคือ law ไม่ใช่ the rule of law สองอย่างนี้แตกต่างกัน ถ้าเห็นความต่างของสองอย่างนี้จะเข้าใจว่ามันเป็นไปได้ในสังคมการเมืองหนึ่งที่จะมี constitution without constitutionalism ที่จะมี law without the rule of law

ผมคิดว่าตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดมาจากธรรมนูญการปกครอง 2502 ที่ถูกร่างในสมัยสฤษดิ์ และมาตราที่โด่งดังที่สุดคือมาตรา 17 ซึ่งถ้าอ่านดูมาตรา 17 มันชัดเจนที่สุด คือมันเป็นไปได้ในประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่เราจะ constitutionalization คือสามารถเอาระบอบอาญาสิทธิ์ ระบอบที่ผู้ปกครองมีอำนาจเด็ดขาดรวมศูนย์ บริหาร นิติบัญญัติ ตุลาการ มาอยู่ในมือคนคนเดียวแล้วทำให้มันเป็นรัฐธรรมนูญ ถ้าอย่างนี้ปัญหา constitutionalism มันไม่ใช่ absolutism ถ้านึกไม่ออก มันไม่ใช่ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช เวลาเราพูดถึง constitutionalism อย่าไปนึกถึงกฎหมาย มันจะทำให้เราปวดหัว คิดอย่างนี้ก่อน เวลาเราคิดถึง constitutionalism ให้คิดถึง limited government รัฐบาลที่มีอำนาจจำกัด เพราะฉะนั้น absolutism มันตรงข้างกับ constitutionalism เพราะว่า absolutism คือ absolute government หรือ unlimited government คิดจะทำอะไรก็ได้ ลิดรอนสิทธิเสรีภาพใครก็ได้

ถ้าเราพูดถึง constitutionalism เราคิดถึงรัฐบาลที่มีอำนาจจำกัด จำกัดโดยอะไร? จำกัดโดยสิทธิเสรีภาพของประชาชน “มึงทำแบบนี้ไม่ได้ เพราะเป็นเสรีภาพของกู” ถ้าเขาทำได้ เราไม่ได้อยู่ในระบอบรัฐธรรมนูญ เราอยู่ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช เราต้องมี limited government ถึงจะมี constitutionalism และ limited by people right and freedom แล้วจะรู้ได้ยังไงว่า limited มันต้องมีกรรมการกำกับเส้นไม่ให้ government ล่วงล้ำ limit นี้ กรรมการกำกับเส้นให้ประชาชนมี right and liberty นี้คือศาลสถิตยุติธรรมที่อิสระ

limited government, ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพ ศาลยุติธรรมอิสระที่คอยกำกับเส้น มีทั้งหมดนี้ถึงจะมี constitutionalism ถ้าไม่มีอันนี้ ไม่ได้นำไปสู่ลัทธิรัฐธรรมนูญหรือระบอบรัฐธรรมนูญ อันนี้คือสิ่งที่ 2475 สู้กันแทบเป็นแทบตาย

ระบอบทักษิณที่เราเพิ่งจากมา ผมมีปัญหากับระบอบนี้ เพราะผมรู้สึกว่ามันเป็น absolutism แบบหนึ่ง ภายใต้การปกครองของคุณทักษิณ คุณทักษิณรวบอำนาจไว้กับตัวและใช้อำนาจนั้นในลักษณะลิดรอนล่วงละเมิดสิทธิเสรีภาพในชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของประชาชน เยอะแยะ ทั้งสงครามต่อต้านยาเสพติด ปัญหาภาคใต้ เราไม่จำเป็นต้องไปพูดถึง มันเยอะเหลือเกิน เราสู้กับรัฐบาลทักษิณก็เพราะปัญหานี้ เรารับไม่ได้กับหลายเรื่องของคุณทักษิณ ทั้งเรื่องนโยบาย คุณธรรม ประชานิยม คอร์รัปชั่น แต่สำหรับผม เรื่องหลักที่ผมรับไม่ได้คือ absolutism ของรัฐบาลทักษิณ มันเป็น elected capitalist absolutism หรือระบอบอาญาสิทธิ์ทุนนิยมที่มาจาการเลือกตั้ง ตั้งแต่ก่อนจะมี 19 กันยา ผมคิดในใจว่า “ไอ้ห่า ฉิบหาย” คือผมคิดว่า เราสู้กับ absolutism หนักมาก แล้วถ้าไม่สามารถชนะเขาได้ one absolutism draws out the other อำนาจอาญาสิทธิ์มันจะดึงเอาอำนาจอาญาสิทธิ์อีกชุดหนึ่งมาทำลายมัน แล้วมันก็เกิด

ถ้านี่คือบทเรียนราคาแพงของเรา ผมคิดว่ามันจะไม่แก้อะไรเลย จากสิ่งที่เราหนีจากระบอบทักษิณมา ถ้าระบอบใหม่ไม่จำกัดอำนาจรัฐด้วยการเคารพสิทธิเสรีภาพของประชาชน

แล้วเคารพไหม? มีปัญหาอยู่ข้อสองข้อ ข้อที่หนึ่งคือ คปค. สิ่งที่ คปค. ทำคือรัฐประหาร รัฐประหารแปลว่าอะไร? คือการฆ่ารัฐลงไป เวลาที่เราฆ่ารัฐหรือฆ่าระบอบการเมืองหนึ่งลงไป เกิดอะไรขึ้นกับประชาชน? อันนี้ผมพูดตามปรัชญาการเมืองเสรีนิยมของจอห์น ล็อค เวลาที่เขาฆ่ารัฐลงไป บรรดาผู้คนพลเมืองในประเทศกลับกลายไปสู่สภาวะธรรมชาติแบบ state of nature หรือเปล่า? มีบางท่านตีความแบบนั้น ไม่ใช่นะครับ เราไม่ได้กลับไปสู่ the state of nature พูดตามจอห์น ล็อค ถ้ามีการรัฐประหารโดยประชาชนไม่ได้ให้ความสมยอมแล้ว จะเกิดภาวะ state of war

State of war คืออะไร คือมีการใช้กำลังโดยไม่เคารพสิทธิของประชาชน และ the state of war continues จนกว่าจะมีการรับลงสัญญาประชาคม และประชาชนให้ความยินยอมในการสร้างระบอบ ถ้าไม่มีอันนี้ ไม่มีระบอบรัฐธรรมนูญ the state of war จะดำรงอยู่ต่อไป

ข้อที่สอง รัฐธรรมนูญชั่วคราวมาตราที่ 3 “ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิเสรีภาพ และความเสมอภาค บรรดาที่ชนชาวไทยเคยได้รับความคุ้มครองตามประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ผมคิดว่าไม่มีระบอบใดในเมืองไทยที่ผ่านมาที่ไม่เรียกตัวเองว่าระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ระบอบสฤษดิ์ก็เรียกตัวเองว่าเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ระบอบของอาจารย์ธานินทร์ กรัยวิเชียร ก็เรียกตัวเองว่าอย่างนั้น ถ้าเราเคารพสิทธิเสรีภาพและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์แบบสฤษดิ์ แปลว่าอะไร? อะไรคือหลักประกันสิทธิเสรีภาพของพลเมืองในรัฐธรรมนูญการปกครองชั่วคราว? ไม่มีเลย “the state of war continues”เรื่องที่สอง สัมพันธภาพอำนาจในหมู่ชนชั้นนำ ผมคิดว่า เราทะเลาะกันมาตั้งแต่ต้นปีกันยาถึงปัจจุบัน โดยหลักแล้วเราทะเลาะกันเรื่องความสัมพันธ์ทางอำนาจในหมู่ชนชั้นนำ แล้วมันทิ้งโจทย์ใหญ่ไว้สองข้อที่รัฐธรรมนูญการปกครองชั่วคราวไม่ได้ตอบ และเป็นโจทย์ที่ชี้ว่ากระบวนการร่างรัฐธรรมนูญต่อไปนี้จะตอบหรือไม่ อันนี้น่าสงสัยมาก

โจทย์ใหญ่สองข้อมีดังนี้ ข้อหนึ่ง จะวางตำแหน่งแห่งที่ของทุนใหญ่ในประเทศ ทุนโลกาภิวัตน์ ไว้ตรงไหนในสังคมไทย ปัญหามันเกิดเพราะมันมีทุนใหญ่ในประเทศเข้ามาสู่การเมือง สามารถแปรอำนาจที่มีอยู่เป็นอำนาจทางการเมืองได้ และรวบอำนาจทางการเมืองนั้น แล้วทุนใหญ่ในประเทศก็เชื่อมโยงกับทุนโลกาภิวัตน์ ปัญหามันเกิดเพราะเรารู้สึกว่าอำนาจนี้มันเยอะเกินไป มันมากเกินไป มันรวมศูนย์เกินไป จะเอายังไง เราจะห้ามไม่ให้ทุนใหญ่เข้ามาสู่วงการมันเป็นไปไม่ได้ แต่ถ้าเขาเข้ามาเราจะสร้างกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญอย่างไรที่จะจำกัดอำนาจทุนใหญ่ทางการเมืองที่เชื่อมโยงกับทุนโลกาภิวัตน์ หรือว่ามันจำกัดไม่ได้ด้วยตัวรัฐธรรมนูญ อันนี้ผมไม่ทราบ

ข้อสอง ปัญหาความสัมพันธ์ของพระราชอำนาจกับสถาบันอื่นๆ ในสังคมการเมืองไทย นี่เป็นเรื่องที่เราทะเลาะกันใช่ไหม ตั้งแต่คุณสนธิ ลิ้มทองกุล เสนอมาตรา 7 กับนายกฯ พระราชทาน อยากให้พระราชอำนาจขยายไปถึงพระราชทานนายกฯ ได้ แล้วในหลวงก็บอก “มั่ว” ตอนตุลาการภิวัตน์ ตีความกันเละเลย มีการพูดกันหลายฝ่าย แล้วก็มีเวอร์ชั่นนึงบอก “เนี่ย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงใช้อำนาจตามมาตรา 3 แห่งรัฐธรรมนูญ นี่คือถูกต้องแล้วตามมาตรา 3” รวมทั้งล่าสุดก็คือ จ็อกกี้ม้าและเจ้าของ ก็นำไปสู่ข้อถามของสมาชิกพรรคไทยรักไทยบางคนว่า อะไรคือบทบาทหน้าที่ขององคมนตรี

เหล่านี้เป็นปัญหาใหญ่ทั้งนั้นว่า ต่อไปในอนาคตนอกจากเราจะจัดวางทุนใหญ่ไว้ตรงไหน อย่างไร เรื่องจะจัดความสัมพันธ์อย่างไรระหว่างพระราชอำนาจกับสถาบันการเมืองอื่นๆ ในสังคมการเมืองไทย ถ้าไม่ตอบ มีสิทธิ์ยุ่งในอนาคต เพราะคนไทยเรามาถึงจุดที่เริ่มจะเห็นแล้วว่ามีความเห็นที่แตกต่าง ไม่ลงรอยกันในเรื่องนี้แล้วเรื่องที่สาม สัมพันธภาพในหมู่ประชาชน เช้านี้จริงๆ แล้วผมเพิ่งไปไหว้วีรชนเดือนตุลามา คือปกติสัปดาห์สองสัปดาห์ครั้ง ผมจะซื้อพวงมาลัยสองพวงไปไหว้ประติมากรรมอนุสรณ์ 14 และ 6 ตุลา พวงหนึ่งผมจะคล้องวีรชน 14 ตุลา พนมมือไหว้แล้วน้อมรำลึกถึงสิทธิเสรีภาพ อีกพวงหนึ่งผมจะวางกลางแจ้งตรง 6 ตุลา พนมมือไหว้แล้วก็น้อมรำลึกถึงความเป็นธรรมทางสังคม ผมคิดว่านี่คือสองประเด็นหลักของ 14 ตุลา และ 6 ตุลา

สองแนวคิดนี้แตกต่างแต่ก็เกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กัน มันต่อเนื่องเกี่ยวพันกันชนิดที่ผมพูดได้ว่าถ้าไม่มีสิทธิเสรีภาพก็ไม่อาจต่อสู้แสวงหาความเป็นธรรมทางสังคม ในแง่กลับกัน ถ้าไม่มีความเป็นธรรมทางสังคม สิทธิเสรีภาพที่ได้มาก็ไม่มีความหมาย อย่างน้อยก็ไม่มีความหมายต่อสังคม ต่อเพื่อนมนุษย์ ต่อเพื่อนร่วมชาติ ร่วมทุกข์ร่วมสุขคนอื่นๆ

การแสดงออกอย่างเป็นรูปธรรมของสองประเด็นนี้ สองเหตุการณ์นี้ที่แตกต่างแต่ว่าเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กัน คือพันธมิตรสามประสาน คนรุ่นผมจะจำคำนี้ได้ดี “กรรมกร ชาวนา นักศึกษาปัญญาชน” เกิดขึ้นท่ามกลางการต่อสู้อย่างสันติในเมืองก่อน 6 ตุลา

ผมอยากบอกว่าอุดมการณ์ 14 ตุลา หรือ 6 ตุลา อันได้แก่สิทธิเสรีภาพและความเป็นธรรมทางสังคมได้แตกสลายลงแล้วในยุคนี้ และเหตุการณ์ที่เป็นหลักหมายแห่งการแตกสมานนี้คือการแบ่งแยกแบ่งข้างของประชาชนในสังคมไทย ในความขัดแย้งทางการเมืองเกี่ยวกับเรื่องรัฐบาลทักษิณ มันใช้เวลา 30 ปีก่อนอุดมการณ์เดือนตุลาจะพัง และในที่สุดมันก็พัง

มันสะท้อนให้เห็นง่ายๆ ผ่านความขัดแย้งในหมู่เพื่อนพ้องน้องพี่เดือนตุลา ซึ่งต่างแบ่งฝัก แบ่งฝ่าย แบ่งข้าง แยกค่าย ด่าทอ ประณามกันเอง ชุลมุนวุ่นวายจนเละไปหมด ข้างหนึ่งก็หมอพรหมมินทร์ หมอสุรพงษ์ พี่อ้วนภูมิธรรม จาตุรนต์ สุธรรม พินิจ อดิศร ตรีกมล พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ ส่วนอีกข้างก็ธีรยุทธ พิภพ ประสาน หมอเหวง เจิมศักดิ์ แก้วสรร คำนูญ สิทธิสมาน ชัชรินทร์ ไชยวัฒน์ ยุค ศรีอารียะ สุวินัย ภรณวลัย

ในประเด็นแหลมคมร้อนแรงต่างๆ ที่สืบเนื่องจากนั้น และในหมู่นักเคลื่อนไหวปัญญาชนรุ่นถัดมา ความขัดแย้งแบ่งฝ่ายก็ดุเดือดไม่แพ้กัน เรียกว่ากรณีมาตรา 7 นายกฯ พระราชทาน ทะเลาะกันแหลก กรณีตุลาการภิวัตน์ ทะเลาะกันแหลก และในกรณีรัฐประหาร 19 กันยา ก็ทะเลาะกัน ในหมู่อดีตนักเคลื่อนไหวพฤษภา 35 รุ่นปฏิรูปการเมือง รุ่นการเมืองภาคประชาชน ก็ทะเลาะกันอีก ความรุนแรงของความขัดแย้งเหล่านี้ ถึงขั้นเวบไซด์บางแห่งของเพื่อนพ้องน้องพี่เดือนตุลาที่เคยร่วมต่อสู้กันมาเซ็นเซอร์ข้อเขียนของธงไชย วินิจจะกูล ที่โพสต์มาจากมหาวิทยาลัยวิสคอนซิล คณะกรรมการสโมสร 19 ก็แสดงออกทางการเมืองด้วยการไปถ่ายรูปกับหมอมิ้งที่ทำเนียบ ถูกเพื่อนสมาชิกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการแสดงออกอย่างหนักจนต้องประกาศลาออกทั้งชุดกลางคันเพื่อเปิดให้มีการเลือกตั้งกันใหม่

อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่า หลักฐานการแตกสลาของอุดมการณ์เดือนตุลาที่แท้จริง คือการที่พลังประชาสังคม คนชั้นกลาง ที่เรียกร้องสิทธิเสรีภาพทางการเมือง เศรษฐกิจ แตกหักแยกทางกับพลังเครือข่ายมวลชนรากหญ้าในเมืองในชนบท ที่เรียกร้องความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจสังคม ฝ่ายแรกต่อต้านรัฐบาลทักษิณที่เป็นตัวแทนอำนาจทางการเมืองของทุนใหญ่ในประเทศ หันไปร่วมมือกับชนชั้นนำตามประเพณี ขับโทษรัฐบาลทักษิณ ในขณะที่ฝ่ายหลังสนับสนุนปกป้องรัฐบาลทักษิณ

มันเป็นตลกร้ายทางประวัติศาสตร์ที่ชนชั้นกลางพากันหวังพึ่งชนชั้นนำทหาร ข้าราชการ เทคโนแครต หรือในภาษาที่คนเดือนตุลาแต่เดิมเรียกว่า “ชนชั้นนำขุนศึกขุนนางศักดินา” ว่าจะนำมาซึ่งสิทธิเสรีภาพ ในทางกลับกัน มวลชนรากหญ้าชั้นล่างก็หวังพึ่งชนชั้นนำผูกขาด ว่าจะอำนวยความเป็นธรรมให้กับตนเช่นกัน ผมว่าน้อยมากที่จะเห็นความหลงผิดซ้ำซ้อนกลับหัวกลับหางอย่างนี้ในสังคมการเมืองเดียว

ถ้าหากนโยบายเศรษฐกิจเสรีนิยมใหม่อย่าง privatization, FTA รวมทั้งเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน คอร์รัปชั่นทางนโยบายต่างๆ เป็นหลักฐานความหลงผิดของฝ่ายหลังแล้ว บรรดาประกาศคำสั่งของ คปค. โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2549 ก็คือหลักฐานความหลงผิดที่ชัดแจ้งที่สุดของฝ่ายแรกนั่นเอง
แต่สิ่งเหล่านี้มันมีที่มาของมัน การที่ชนชั้นกลางฝากความหวังสิทธิเสรีภาพของตนไว้กับชนชั้นนำขุนศึกขุนนางศักดินา แทนที่จะเป็นชนชั้นนายทุนใหญ่ ก็มิใช่เพราะลักษณะอำนาจนิยม อาญาสิทธิ์ อัตตาธิปไตย ของรัฐบาลนายทุนใหญ่ที่ละเมิดลิดรอนหลักนิติธรรม รัฐธรรมนูญ และสิทธิเสรีภาพในร่างกาย ชีวิต และทรัพย์สินของผู้คนพลเมืองใต้การปกครองอย่างกว้างขวางโจ่งแจ้งตลอด 5 ปี ที่ผ่านมาหรอกหรือ? จนในที่สุดรัฐบาลทุนใหญ่ดังกล่าวก็ผลักไสคนชั้นกลางกลุ่มต่างๆ ที่ควรเป็นฐานทางการเมืองของตนได้ ให้ไปเป็นพันธมิตรของขุนศึกขุนนางศักดินาแทน

พูดให้ถึงที่สุด การนำที่ผิดพลาดของทักษิณในฐานะของนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคไทยรักไทยนี่แหล่ะ ที่ผลักดันชนชั้นกระฎุมพีให้ถอยหลังลงไปนับสิบปี ในทางกลับกัน การที่มวลชนรากหญ้าฝากความหวังความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจสังคมของตัวไว้กับชนชั้นนายทุนใหญ่ผูกขาด ก็เพราะทางเลือกของเศรษฐกิจชุมชนพอเพียงนั้นลำบากยากเข็ญ เนิ่นช้ายาวนาน เรียกร้องการปักใจมั่นเสียสละอดทนอดกลั้นอดเปรี้ยวไว้กินหวานมองการณ์ไกลสูงจริงๆ เพราะฉะนั้นมันไม่ใกล้มือ มันไม่จูงใจเท่าทางเลือกประชานิยม หรือทุนนิยมบวกบริโภคนิยม ของรัฐบาลนายทุนใหญ่มิใช่เหรอ จนในที่สุดมวลชนรากหญ้าที่เคยเป็นฐานให้ชนชั้นนำขุนศึกขุนนางศักดินาเอาชนะการท้าทายที่ใหญ่โตที่สุดที่รัฐของพวกเขาเคยเผชิญมาในสงครามประชาชนกับคอมมิวนิสต์เมื่อ 20 ปีก่อน มวลชนเหล่านี้กลายเป็นฐานคะแนนเสียงเลือกตั้งและขบวนการเคลื่อนไหวชุมนุมที่กว้างใหญ่ไพศาลและเหนียวแน่นยิ่งของพรรคชนชั้นนายทุนใหญ่ พูดให้ถึงที่สุด การที่มวลชนรากหญ้าหันไปนิยมนโยบายประชานิยม ทุนนิยม บริโภคนิยม ที่รัฐบาลนายทุนใหญ่กวาดโกยมา ก็สะท้อนขีดจำกัดแห่งพลังฝืนขืนทวนกระแสหลักของแนวทางเศรษฐกิจชุมชนพอเพียงนั่นเอง

การแสวงหาสิทธิเสรีภาพจากขุนศึกขุนนางศักดินา และการแสวงหาความเป็นธรรมจากนายทุนใหญ่ผูกขาด รังแต่จะนำไปสู่ทางตันเหมือนกัน การหลงทางและกล่าวประณามซึ่งกันและกัน ระหว่างอดีตสหายร่วมขบวนการ สามารถผลิตซ้ำตัวมันเองไปได้ไม่มีที่สิ้นสุด บนพื้นฐานซีกส่วนต่างๆ ของอุดมการณ์เดือนตุลาเดียวกันนั่นเอง ไม่มีคำด่าประณามของฝ่ายไหนผิดหมด แต่ก็ไม่มีฝ่ายที่ร้องด่าประณามฝ่ายอื่นคนใดจะถูกถ้วนเลยสักฝ่ายหนึ่ง เพราะขีดจำกัดที่ยิ่งใหญ่เบื้องหน้าเรา เป็นขีดจำกัดแห่งความเป็นจริงของพลังการเมืองและทางเลือกในประวัติศาสตร์ของสังคมไทยเองโดยรวม เป็นขีดจำกัดของทั้งชนชั้นนำตามประเพณี และของชนชั้นนายทุนใหญ่ผูกขาดที่ขึ้นมาใหม่ ของทั้งพลังประชาชนคนชั้นกลาง และของพลังเครือข่ายมวลชนรากหญ้าชั้นล่าง

ที่สำคัญ ขีดจำกัดนี้แยกสลายอุดมการณ์การเมืองจนแยกแยกออกเป็นเสี่ยงๆ ถึงรากถึงโคน จนยากจะมองเห็นว่ามันจะกลับมาฟื้นฟูเชื่อมประสานเป็นปึกแผ่นอันเดียวกันต่อไปอย่างไรในอนาคต